หลังจากได้จักรยานและอุปกรณ์ต่างๆแล้ว
ผมใช้เวลาที่มีอันน้อยนิดก่อนการเดินทางในการซ้อมปั่นจักรยานกับไลลา
ในแถบตำบลศาลายาวันละสองถึงสามชั่วโมง หากวันไหนมีเวลามากหน่อยเราก็จะปั่นเข้ามาที่มหาวิทยาลัย

พร้อมกันนั้นผมพยายามลดการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ลงเพื่อเตรียมร่างกายของตนเองให้พร้อมกับการเดินทางไกล
ผมใช้เวลาประมาณสองเดือนในการซ้อมปั่นจักรยานและออกกำลังกาย
ซึ่งบางคนบอกว่าน้อยมากและไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเดินทางไกลขนาดนั้นด้วยจักรยาน
บางคนใช้เวลาฝึกฝนเป็นปีๆก่อนออกเดินทาง แต่ผมกลับเห็นว่าไม่แน่เสมอไป
หากเราปั่นไกลๆไม่ได้ เราก็เริ่มปั่นทีละน้อยๆ วันนึง 50-60 กิโลเมตร พักบ้างช้าบ้างจะเป็นไรไป
จุดหมายปลายทางไม่ได้สำคัญมากมายสำหรับผม ระหว่างทางต่างหากที่ผมให้ความสนใจ
ผมตกลงเอาวันที่ 2 กรกฎาคมเป็นวันเริ่มต้นออกเดินทาง ก่อนวันที่ 2 ผมยังไปไหนมาไหนด้วยจักรยาน
พร้อมกับเสื้อที่เตรียมไว้สำหรับหาทุนเดินทางจำนวนหนึ่งเสมอ นอกจากนั้นผมใช้เวลาต่างๆ
ในการศึกษาและขอคำแนะนำจากบุคคลที่มีประสบการณ์ ทั้งการเดินทางด้วยจักรยาน
ทั้งจากคนที่เคยไปประเทศต่างๆเหล่านี้มา ทั้งจากคนที่ทำงานศิลปะในประเภทแปลกๆ
เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นแนวทางในการเดินทาง
และยังถือโอกาสใช้เวลานั้นประชาสัมพันธ์และร่ำราเพื่อนๆคนรู้จักไปด้วยในตัว
ผมเริ่มเก็บของใช้ที่บ้านเช่าที่ศาลายา เพราะคาดว่าหากในระหว่างช่วงที่ผมเดินทางออกไปแล้ว
น้องชายของผมที่อยู่ด้วยกันเกิดได้งานทำขึ้นมา เราคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเช่าบ้านหลังนี้อีกต่อไป
ผมอาจจะให้ใครซักคนมาขนของสมบัติส่วนตัวของผมไปเก็บไว้ที่บ้านที่จังหวัดบุรีรัมย์ก่อน
เมื่อกลับมาค่อยหาบ้านเช่าหลังใหม่ ของใช้ส่วนตัวของผมที่นั่นไม่มีอะไรมากนัก
นอกจากเสื้อผ้ากับเครื่องใช้แล้วส่วนมากก็เป็นพวกภาพเขียนขนาดน้อยใหญ่ที่ผมเขียนเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง
ทิ้งระเกะระกะเต็มไปหมด หนังสือหนังหาจำนวนหนึ่งที่เมื่อเก็บใส่ลังแล้วน่าจะได้ซักสิบลังเบียร์
แผ่นหนังดีวีดีหลายร้อยเรื่องที่เราสะสมไว้ดูยามว่าง ของสะสมเล็กๆน้อยๆ
ต้นไม้ในกระถางที่ผมปลูกไว้ที่ระเบียงบนบ้าน กับปลาทองน่ารักๆสามสี่ตัวในตู้
นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรให้ผมเป็นห่วงมากนัก
1 กรกฎาคม ผมนัดเพื่อนๆหลายๆคนไปดื่มเบียร์และพูดคุยกันก่อนที่ผมจะเดินทาง
ผมได้รับความอนุเคราะห์จากพี่บอย ร้าน Shade of retro ในซอยทองหล่อในการใช้พื้นที่ของแก
อีกทั้งยังสามารถซื้อเบียร์เข้ามาเองได้จำนวนหนึ่ง คืนวันนั้นหลายๆต่อหลายคนเดินทางมาอวยพรผม
หลายคนซื้อเสื้อ หลายคนดื่มกิน ร่ำรากัน พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
คนที่มาไม่ได้หลายคนโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยให้กำลังใจกับผม คืนนั้นเป็นวันที่ผมมีความสุขอีกคืนหนึ่ง
หากไม่มีธุระสำคัญในตอนเช้าผมคงจะนั่งอยู่ที่นั่นจนถึงเวลาร้านปิด และอาจจะเลยเถิดไปจนถึงรุ่งเช้า
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อถึงเวลาสี่ทุ่มผมต้องเดินทางกลับมาที่ศาลายาพร้อมกับไลลา
เพื่อจัดการเก็บข้าวของเครื่องใช้ในการเดินทางอีกครั้ง
พร้อมกับพักผ่อนในบ้านหลังนี้เป็นคืนสุดท้ายก่อนการเดินทาง
2 กรกฎาคม ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนๆจากผลของการดื่มในคืนก่อน
เราออกจากศาลายาแต่เช้าด้วยรถแท็กซี่พร้อมด้วยข้าวของสัมภาระสำหรับการเดินทาง
ส่วนจักรยานนั้นผมจอดไว้ที่บ้านพี่เพิ่มที่พระรามเก้า
เมื่อมาถึงบ้านพี่เพิ่มเราจัดการยัดสัมภาระทั้งหมดขึ้นบนจักรยาน เมื่อเสร็จแล้วผมลองปั่นดูรอบๆบริเวณนั้น
หนักไม่ใช่เล่น นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ปั่นจักรยานของผมพร้อมกับข้าวของทั้งหมดที่จะใช้ในการเดินทางหลายเดือน
เมื่อชินซักหน่อยผมก็ปั่นจากพระรามเก้า เข้าไปที่มหาวิทยาลัย ตรงเข้าไปจอดที่หอศิลปวัฒนธรรม
เพื่อรอเวลาที่จะพูดคุยเกี่ยวกับโครงการที่ผมกำลังจะเริ่มขึ้น และหลังจากนั้นผมก็จะเริ่มออกเดินทาง

เที่ยงตรงสื่อมวลชนบางท่านเริ่มโทรเข้ามาหาผม สอบถามเส้นทางที่จะเข้ามาที่มหาวิทยาลัย
เพื่อนๆหลายคนทยอยเดินทางเข้ามายอมรับจริงๆว่าวันนั้น ผมยังมึนๆงงๆ หน้าตายังเมาๆ ทำอะไรไม่ค่อยจะถูก
ทั้งรู้สึกตื่นเต้นที่ต้องออกเดินทาง คิดไปแล้วก็ใจหายเหมือนกัน เวลาที่ผมคิดว่าเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว
กับเหลือเพียงแค่ความมั่นใจนิดหน่อยก่อนออกเดินทาง
นึกถึงวันที่ต้องปั่นจักรยานคนเดียวในเส้นทางที่ไม่รู้จักมาก่อนแล้วก็ทำให้เสียวสันหลังอยู่นิดๆเหมือนกัน
แต่จะเป็นไรไป ในเมื่อมันคือความฝันของผม และหากพลาดครั้งนี้ไปก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสไหนได้ทำมันอีก
อีกทั้งคนที่รักผมหลายคนที่เป็นห่วงเป็นใย ทั้งพ่อแม่ ไลลา และเพื่อนๆ ก็ยังให้กำลังใจอย่างเต็มที่เสมอมา
คิดได้เพียงแค่นี้ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไปด้วยความมั่นใจ

บ่ายสองโมงตรงเป็นเวลาที่ผมนัดพี่พิณกับพี่เดชเอาไว้ เพื่อที่จะบอกกล่าวรายละเอียด
พร้อมทั้งความเป็นมาของโครงการให้เพื่อนๆที่มาให้กำลังใจกันในวันนั้นได้ฟัง
หลังจากให้สัมภาษณ์สื่อมวลชลต่างๆเรียบร้อย หลายคนเดินเข้ามานั่งในห้องจนบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น
พี่เดชเริ่มกล่าวขอบคุณผู้ที่มาร่วมงานทุกท่าน กล่าวแนะนำโครงการ และตามด้วยพี่พิน สาเสาว์
พี่ชายร่วมสถาบันที่เคยเดินทางลัดเลาะริมแม่น้ำโขงแล้วทำงานศิลปะมาก่อน
ผมเป็นผู้พูดคุยเกี่ยวกับโครงการของพี่พิณเอง การแนะนำในการเดินทาง ทั้งด้วยข้อคิดดีๆมากกมาย
หลังจากนั้นผมได้พูดคุยอะไรนิดหน่อยถึงที่มาที่ไป และที่กำลังจะไป
ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนคำถามกันนิดหน่อยจากผู้ร่วมสนทนาอย่างเป็นกันเอง
จบท้ายด้วยบทกวีบทหนึ่งที่ตั้งใจนำมามอบให้ผมในวันนี้ เขียนขึ้นโดยบลูด้า
โดยมีพี่เดชรับหน้าที่อ่าน เมื่อตัวอักษรบนบรรทัดแรกของบทกวีถูกเปลี่ยนมาเป็นเสียงของพี่เดช
ห้องก็ดูจะเงียบสงบ ทุกคนฟังด้วยความตั้งใจ

เมื่อคนหนุ่มคนหนึ่งมุ่งเดินทาง
โดยบลูด้า
1.
เมื่อคนหนุ่มคนหนึ่งมุ่งเดินทาง
ตั้งแต่บัดนั้น…
โลกทั้งโลกดูจะกว้างขวางกว่าที่เคยเป็น
โลกทั้งโลกดูจะยิ่งใหญ่กว่าที่แลเห็น
โลกทั้งโลกดูจะร้อน หนาว อบอ้าว เยือกเย็น
โลกทั้งโลกดู ทีเล่น…ทีจริง
2.
เมื่อคนหนุ่มคนหนึ่งมุ่งเดินทาง
ตั้งแต่บัดนั้น…
ความรื่นรมย์จะอยู่ในทุกสิ่ง
ความขื่นขม ทุกข์ระทม เป็นอาจิน
ความแปลกหน้า แปลกถิ่น แปลกพบพาน
3.
เมื่อคนหนุ่มคนหนึ่งมุ่งเดินทาง
ตั้งแต่บัดนั้น…
ต้องยอมรับในเบื้องต้นว่าเขากล้าหาญ
กล้าที่จะโบยบินกับชีวิตอย่างสำราญ
กล้าที่จะร้าวรานทรมานเพียงลำพัง
4.
เมื่อคนหนุ่มคนหนึ่งมุ่งเดินทาง
ตั้งแต่บัดนั้น…
ทุกย่างก้าวเขาขับเคลื่อนด้วยความหวัง
ความสำเร็จ ความล้มเหลว เป็นพลัง
เติมต่อความฝันในทันใด
5.
เมื่อคนหนุ่มคนหนึ่งมุ่งเดินทาง
เราจะมัวขัดขวางเขาไปใย
อุปสรรคบนถนนข้างหน้าใช่เรื่องใหญ่
หากจะไป เขาคงไม่คอยบ่นพร่ำและคร่ำครวญ
เมื่อคนหนุ่มคนหนึ่งมุ่งเดินทาง
ย่อมมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผันผวน
ย่อมพบเจอกับปัญหาชวนเรรวน
ย่อมรับฟังเหล่าคำพูดกวนหัวใจ
6.
แต่ถึงอย่างไร…
เมื่อคนหนุ่มคนหนึ่งมุ่งเดินทาง
เขาคงต้องตระหนกถึงความไม่ยิ่งใหญ่
เขาคงต้องพบเห็นทุกความเป็นไป
เขาอาจมีหัวใจที่ผันแปร
ผันแปรนั้น ! มิใช่แค่ปลายทาง
ในทุกอย่างบนเส้นทางล้วนไม่แน่
ทุกชีวิตมีแข็งแรงและอ่อนแอ
มีชนะ มีพ่ายแพ้…
ทุกสรรพเสียงเร้าเซ็งแซ่แลวุ่นวาย
7.
ออกไปเถิด ! คนหนุ่มออกเดินทาง
ทุกสิ่งอย่างข้างหน้ามีความหมาย
มีพบพราก มีจากลา มีโศกเศร้า
มีรอยยิ้ม มีชีวิต มีความตาย
มีความหมายอย่างที่มันพึงจะมี
ออกไปเถิด! คนหนุ่มออกเดินทาง
ไปเยี่ยมเยือนพบเพื่อนใหม่ทุกถิ่นที่
ศิลปะก่อเกิดทุกวินาที
กับหัวใจเสรีที่ติดตัว

ผมตื้นตันและรู้สึกมีความสุขกับบทกวีบทนี้ที่บรรจงแต่งขึ้นมาให้ผม
หันไปดูสีหน้าของไลลาที่ยืนอยู่ข้างๆ ห้องก็คงรู้สึกไม่ต่างกันนัก
หลังจากนี้ต่อไปพบคงไม่ได้พบหน้าใครต่อใครหลายคนในห้องนี้ไปอีกเป็นเวลานาน
คงไม่มีโอกาสพูดคุยทักทายกันได้เหมือนก่อน คงไม่มีโอกาสนั่งดื่มกาแฟ สูบบุหรี่
พร้อมกับการสนทนาเรื่องราวศิลปะในช่วงบ่ายเหมือนทุกๆวัน คงไม่มีที่นอนนุ่มๆ อาหารอร่อยๆ
หรือเพื่อนดื่มเบียร์ในยามค่ำคืนไปอีกหลายวัน นึกแล้วก็ใจหายขึ้นมาอีกครั้ง
แม้ผมจะชอบไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่เสมอ แต่ผมเป็นคนที่ขาดเพื่อนแทบจะไม่ได้
ทุกวันต้องเข้ามาที่มหาวิทยาลัยเพื่อพูดคุยพบหน้ากัน ไหนจะไลลาคนที่ผมรักอีก
ที่จะต้องมารอผมทำตามความฝัน
แม้โลกทุกวันนี้ไม่ได้กว้างเหมือนก่อนการติดต่อสื่อสารที่ง่ายดายและสะดวกขึ้นเพียงแค่ปลายนิ้ว
แต่มันคงจะไม่เหมือนวันที่ได้นั่งอยู่ข้างๆกันอีกต่อไป
ไหนจะพ่อแม่ผมที่คงจะเป็นห่วงผมอย่างมากในทุกๆ วันที่รอนแรมอยู่นอกบ้าน
หนทางข้างหน้ากับจักรยานจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ คิดแล้วก็ทำให้ใจหายไปได้ไม่น้อย

หนึ่งชั่วโมงต่อมาเมื่อพิธีทั้งหมดจบลง หลายคนเดินมาจับมือผม หลายคนเดินมาอวยพรผม
พี่เล็กจากร้านใบเมี่ยง ซึ่งเรารู้จักกันเพียงไม่กี่นาทีก่อนหน้าวันนี้ ได้เดินเข้ามาพูดคุยให้กำลังใจ
มอบซองน้ำตาลที่ใส่โปสการ์ดของร้าน พร้อมกับทุนในการเดินทางจำนวนหนึ่งให้ผม
ผมจูงจักรยานช้าๆออกไปหน้าห้อง ถ่ายรูปร่วมกับเพื่อนๆ ที่มาร่วมงาน
ร่ำรากันอีกครั้งก่อนจะปั่นจักรยานช้าๆออกจากมหาวิทยาลัยโดยมีช่างภาพจำนวนหนึ่งขับรถตามไป
ครู่เดียวก็เหลือผมเพียงคนเดียวกับจักรยานที่เต็มไปด้วยข้าวของพะรุงพะรัง
เวลาเริ่มเย็นลงผมยังปั่นวนไปมาโดยไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี
ตัดสินใจยกโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่ากึกกดหาไลลา และเป้า ด้วยอาการมึนๆ
กับเวลาที่ยังไม่เอื้ออำนวยกับการเดินทางผมตัดสินใจกลับไปนอนเอาแรงที่ๆ
ผมคุ้นเคยอีกครั้งหนึ่ง บ้านพระรามเก้า
