Practical Report “สันติสุขใหม่ (New Equilibrium)” ของการเมืองไทย : คำตอบอยู่ในมือทุกคน

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

“ธรรมใดเกิดแต่เหตุ ให้รู้เหตุแห่งธรรมนั้น”

หากมองเพียงผิวเผินแล้ว ความไม่สงบสุขทางการเมืองไทยในรอบ 4 ปีที่ผ่านมานั้น ย่อมเกิดจากความไร้คุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืองไทย การแทรกแซงการเมืองของทหาร รวมถึง การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่หากมองให้ลึกซึ้งแล้ว ความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้นั้น เกิดขึ้นมาจาก “โครงสร้างทางเศรษฐกิจ” ที่ไม่เป็นธรรม

การเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ย่อมต้องชูอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยเป็นธงนำในการต่อสู้ แต่ลึกๆแล้ว สิ่งที่คนส่วนใหญ่ตระหนักแต่ไม่อยากพูดถึง คือ “คนเสื้อแดง” ได้ถูกทอดทิ้งจากสังคมมาตลอด 50 ปีของการพัฒนาทุนนิยมไทย

การต่อสู้ของ “คนเสื้อเหลือง” ย่อมเช่นเดียวกัน นอกจากเพื่อจัดการกับนักการเมืองที่ไร้จริยธรรมแล้ว ลึกๆ ในใจ ก็ย่อมไม่ต้องการให้ “คนเสื้อแดง” สามารถเติบโตขึ้นมาแบ่งปันผลประโยชน์และทรัพยากรในสังคมไปจากชนชั้นกลาง โดยเฉพาะเมื่อมีนักการเมืองขี้โกง เข้ามาชี้นำกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อใช้เป็น “เครื่องต่อรอง” ทางการเมือง

สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาของสังคมไทยในเวลานี้ได้ จึงไม่ใช่การเหนียมอายที่จะนำเรื่อง “ผลประโยชน์” ขึ้นมาบนโต๊ะเจรจา ไม่ใช่การชูธงอุดมการณ์ใดๆ มาเป็นอาวุธในการต่อสู้ แต่ควรจะยอมรับความจริงว่า “มนุษย์ส่วนใหญ่ ล้วนดำรงชีวิตและต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว” การต่อสู้เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ของคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง และคนอื่นๆในสังคมไทยนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าละอาย ผิดบาป แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ควรภาคภูมิใจ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว ที่ความเห็นแก่ตัวนั้น สามารถแปรเปลี่ยนเป็น “พลังสร้างสรรค์” และผลักดันให้มนุษยชาติหลุดพ้นจากความป่าเถื่อนของชีวิตในถ้ำ มาสู่การสร้างสรรค์อารยธรรมที่เต็มไปด้วยศิลปะลึกซึ้งและความสวยงามตระการตา ที่เพียบพร้อมด้วยความลุ่มลึกละเมียดละไม ตราบจนปัจจุบัน

วิกฤตการเมืองไทยในครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากทุกคนในสังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงกัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงจนเห็นได้ชัดเจนเช่นนี้ นโยบายประชานิยม จะไร้ความหมาย หากคนส่วนใหญ่ได้ยกระดับจากชนชั้นล่างขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางได้เหมือนดั่งประเทศพัฒนาแล้ว การที่ชนชั้นล่างเห็นแก่ประโยชน์เพียงเล็กน้อยจนต้องตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองนั้น ย่อมชี้ให้เห็นว่า “โครงสร้างความมั่งคั่ง” ในสังคมไทยเหลื่อมล้ำต่ำสูงเพียงใด

ลำพังเพียงการ “รู้เหตุ” ย่อมไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่การ “รู้เหตุ” ย่อมเป็น “ก้าวแรก” และ “ก้าวที่สำคัญ” ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้

การแก้ไขปัญหาของ “เสื้อแดง” ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้น อาจทำได้โดยการ “แบ่งปัน” ความมั่งคั่งของชนชั้นอื่นให้กับชนชั้นล่าง โดยใช้กลไกของรัฐบาลทั้งในรูปของอัตราภาษี การจัดตั้งรัฐสวัสดิการ และรวมถึงโครงการสร้างงานสร้างอาชีพทั้งหลาย แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีประเทศใดสามารถสร้างฝันนี้ให้เป็นจริงได้ หากประเทศนั้นไม่มีความมั่งคั่งร่ำรวยที่มากเพียงพอ ไม่สามารถยกระดับจากประเทศกำลังพัฒนาให้กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้สำเร็จ

โครงสร้างสำคัญของประเทศพัฒนาแล้ว ที่สามารถแก้ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดจาก “ชนชั้นล่าง” ได้ก็คือ “ความหลากหลายของวิถีเศรษฐกิจ” ประเทศพัฒนาแล้ว จะไม่ผูกติดตนเองกับสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน แต่จะยกระดับตัวเองไปสู่ “สินค้ามูลค่าเพิ่ม” ยกตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าธรรมดาที่กลายเป็นอุตสาหกรรมตะวันตกดินนั้น ได้ถูกยกระดับเป็น “เสื้อผ้าที่มีดีไซน์” มีการออกแบบที่เต็มเปี่ยมด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

ทั้งหมดนี้ได้นำไปสู่การจ้างงานที่เพิ่มมากขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานแห่งคุณค่า ตั้งแต่การออกแบบที่เลิศหรู การผลิตที่ต้องใช้ฝีมืออันประณีตบรรจง และการวางจำหน่ายที่ต้องตกแต่งบรรยากาศให้รื่นรมย์ เชื้อเชิญต่อการเฟ้นหาเลือกซื้อ ยิ่งกว่านั้น “คนงาน” ที่ทำการผลิตสินค้าเหล่านี้ จะไม่ได้รับเพียงแค่ “ค่าแรงยังชีพ” แต่จะยกระดับตัวเองจากชนชั้นล่างขึ้นเป็นชนชั้นกลางได้โดยอัตโนมัติ

ความพ่ายแพ้ของ “เสื้อแดง” ในวันนี้ จึงเป็นเพียงแค่ความพ่ายแพ้ชั่วคราวเท่านั้น และเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลก็ไม่อาจใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับ “เสื้อแดง” ได้ทั้งหมด นั่นหมายความว่า ทุกคนในสังคมได้ยอมรับแล้วว่า “ชนชั้นล่าง” มีจำนวนและพลังมากมายเกินกว่าที่จะกำจัดไปได้ ทางเดียวที่จะลดทอนพลังของเสื้อแดงได้ ก็คือ การเปลี่ยน “ชนชั้นล่าง” ให้กลายเป็น “ชนชั้นกลาง” และการจะทำเช่นนี้ได้ ย่อมมาจากการพัฒนาธุรกิจ “มูลค่าเพิ่ม” ที่สามารถจ้างงาน “ชนชั้นกลาง” ได้มากมายเพียงพอที่จะรองรับ “ชนชั้นล่าง” ที่ปรารถนาจะยกระดับตัวเองขึ้นเป็น “ชนชั้นกลาง”

หน้าที่การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและชนชั้นนั้น จึงไม่จำเป็นต้องผูกขาดอยู่กับฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่ระดับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งให้สิทธิประโยชน์กับ “ธุรกิจมูลค่าเพิ่ม” เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ “นักธุรกิจ” ได้ปรับปรุงธุรกิจตนเองจากการผลิตสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมพื้นฐานมาเป็น “ธุรกิจมูลค่าเพิ่ม” ยิ่งกว่านั้น ในส่วนของชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ก็สามารถช่วยเหลือโดยการพัฒนาปรับปรุงทักษะ ความรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อให้รองรับต่อ “ธุรกิจมูลค่าเพิ่ม” ที่จะเติบโตต่อไปในอนาคตได้

การแก้ปัญหาการเมืองไทย จาก “ต้นเหตุ” ที่แท้จริง จึงน่าจะดีกว่าการพยายามเสแสร้ง หรือหลอกตัวเอง โดยการชูธงอุดมการณ์หรือข้อกล่าวหาอื่นใด แน่นอนว่า คนไทยที่ต่อสู้เพื่อพิทักษ์อุดมการณ์ที่สูงส่งทั้งหลายนั้น มีจำนวนไม่น้อย แต่คนไทยกลุ่มนี้ก็เป็นเพียง “คนกลุ่มน้อย” ในสังคมไทยเท่านั้น ดังนั้น หากคนส่วนใหญ่สามารถตกลงจัดสรรผลประโยชน์ได้อย่างลงตัวแล้ว “คนกลุ่มน้อย” เหล่านี้ก็จะไม่สามารถปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองได้อีกต่อไป ที่สำคัญ ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ทั้งหลายในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ล้วนไม่เคยเริ่มต้นจากปัญหาเรื่องอุดมการณ์ แต่เกิดจากความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ แล้วจึงนำอุดมการณ์อันสูงส่งเข้ามาเป็น “เครื่องมือ” เท่านั้น

แน่นอนว่า การแก้ปัญหาที่แท้จริง โดยการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมพื้นฐาน ให้กลายเป็น อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทุกคนในสังคมได้รับทราบถึง “ต้นเหตุที่แท้จริง” นี้แล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะระดมสรรพกำลังของผู้คนในสังคม ทั้งความคิดสร้างสรรค์ หยาดเหงื่อแรงงาน เงินทุนและทรัพยากร รวมถึง การพลิกแพลงและปรับปรุงอย่างไม่ลดละ เพื่อทลายสาเหตุที่ทำให้คนไทยต้องมาขัดแย้งและเสียเลือดเนื้อนี้ให้หมดสิ้นไป

ลองนึกดูว่า การอดทนชุมนุมประท้วงของคนเสื้อเหลืองนับร้อยๆวัน การละทิ้งถิ่นฐานในชนบทเพื่อเข้ามาร่วมชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงนั้น ต้องใช้ความอดทน การต่อสู้ และความยากลำบากมากน้อยเพียงใด ยังไม่นับว่า การกำหนดยุทธศาสตร์และการพลิกแพลงเพื่อจะทำให้ได้รับชัยชนะในการต่อสู้นั้น ทั้งสองกลุ่มได้ทุ่มเทมันสมองและความคิดสร้างสรรค์ไปมากมายเพียงใด หากสามารถแปรเปลี่ยนพลังสร้างสรรค์และความวิริยะพยายามที่ได้ลงแรงไปในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ ไปใช้ในการสร้าง “ธุรกิจมูลค่าเพิ่ม” ให้เติบโตงอกงามในเมืองไทยแล้ว ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า เมืองไทยอาจยกระดับเข้าสู่ “สันติสุขใหม่ (new equilibrium)” ไปนานแล้ว ไม่ต้องตึงเครียดและต่อสู้อย่างเสียเลือดเนื้อมากมายเช่นนี้

ถึงเวลาหรือยัง ที่คนไทยส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับแนวทาง “ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของทุกกลุ่มคนและชนชั้นในสังคมไทย” จะเดินทางออกจากเกมการเมืองอันซับซ้อนวกวน เพื่อปลีกตนเองออกมาสร้างสรรค์ผลผลิตยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ แน่นอนว่า การกระทำของปัจเจกบุคคล อาจดูเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการรวมกลุ่มทางการเมืองขนาดใหญ่ แต่ต้องไม่ลืมว่า “ปัญหาทุกอย่าง ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ” ดังนั้น พลังเพียงเล็กน้อย แต่มาถูกทางนั้น ในระยะยาวย่อมมีค่ามากกว่าพลังมหาศาลที่ผิดทิศผิดทาง ที่สำคัญ หากมีคนเริ่มเห็นด้วยกับแนวทางนี้มากขึ้นๆ การกระทำของปัจเจกชนแต่ละคนย่อมส่งผลสะเทือนต่อการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้อย่างแน่นอน ยังไม่นับว่า คนที่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงเหล่านี้ อาจรวมตัวกัน เพื่อให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย อันจะนำมาซึ่ง “สันติสุขใหม่” ในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับแนวทางนี้ และส่วนหนึ่งก็ยังยืนหยัดที่จะต่อสู้ในทางการเมืองต่อไป แต่อย่างน้อย หากส่วนหนึ่งของคนที่กำลังต่อสู้อยู่นั้น ได้บังเกิดภาวะ “พลันคิดได้” และเห็นด้วยกับแนวทางนี้ ย่อมสามารถออกมา “ช่วยชาติ” ในแนวทางที่ถูกต้องนี้ได้ ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ของชาติ ที่ต้องเสียเวลา เสียสุขภาพจิต และสูญเสียแรงกายแรงใจ ในการหมกมุ่นกับปัญหาทางการเมืองนั้น จะได้ “ตาสว่าง” และหลุดออกจาก “วงจรอุบาทว์” ทางการเมือง เพื่อรวมรวมสติ สมาธิ ปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและคนรอบข้าง ที่สำคัญ หากความคิดสร้างสรรค์นั้นมีพลังและคุณค่ามากเพียงพอ ย่อมส่งผลสะเทือนถึงการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไปสู่ความมั่งคั่งร่ำรวยล้นเหลือ ที่เพียงพอจะแจกจ่ายให้กับทุกกลุ่มคนและชนชั้นในสังคมไทย

“เราไม่อาจแก้ปัญหาใดๆได้ ด้วยแนวคิดและวิธีการระดับเดียวกับที่สร้างปัญหาขึ้นมา”
You can never solve a problem on the level on which it was created.

  • สารวัตรอาเคจิ

    ผมคิดว่าการจะเริ่มต้นคงเป็นไปได้ยากตราบเท่าที่ทุกคนมีธงในใจอยู่แล้วแล้วชูขึ้นมา
    หากไม่เรื่มวางธงโดยรู้จักปล่อยและวางบ้างการเข้าหากันก็รังแต่จะเอาธงทิ่มใส่หน้ากันก่อน
    ฝั่งสนันสนุนอดีตนายก
    ไม่เคยอธิบายเรื่องความไร้คุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืองไทย
    ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับว่ามีการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก
    ก็คงต้องอยู่ในภาวะสูญญากาศทางการเมืองอีกนาน
    เมื่อคืนที่สส.หญิงท่านหนึ่งนำคำพูดของอดีตผู้นำฝ่ายค้านมา
    ก็เป็นสิ่งที่หลายๆคน คาดไว้ก่อน
    เพราะคราวนี้ถึงทีฉัน คราวหน้าหากเธอเป็นบ้างก็ต้องตอบคำถามสังคมว่า
    เหตุใดคนอย่างคุณปากกา หรือคุณ 4พร ได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรี ทั้งที่ไปเผาบ้านเมือง
    ผมเชื่อว่า
    เมื่อถึงเวลาอันควร
    จะทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนไป
    ในทางที่ดีขึ้น
    New Equilibrium คงต้องเกิดขึ้น
    เพียงแต่ต้องไม่เกิดจากความรุนแรง
    บางท่านอาจแย้งว่า
    ไม่แรงก็เอาไม่อยู่
    คงมีทางที่ดีกว่าการใช้กำลังไม่ว่าจะจากใคร
    เพราะการใช้กำลังไม่ใช่เป็นทางออกของปัญหา
    แต่จะเป็นโจทย์ต่อๆไปอย่างไม่รู้จบ
    บางที
    ความลับของคำตอบ
    คือคำถามต่อไป

    ผมชอบอันนี้เเฮะ
    You can never solve a problem on the level on which it was created.

    แต่ของผมอันนี้
    We can never solve a problem by people who was created.

  • JiM

    เหมือนได้ยินดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ก็พูดทำนองนี้เหมือนกันนะ สุดท้ายแล้วมันก็คือสงครามชนชั้น

  • สุวรรณี

    ถึงคุณ เจริญชัย

    จำได้ว่าเคยสัมภาษณ์ เจ้าของบริษัท ที่ทำตู้สาขาโทรศัพท์ ที่เชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ สุ ได้รับมอบหมายจากเจ้านาย ให้หาบริษัท มาทำ ระบบโทรศัพท์ใน ตึกแห่งใหม่ พอจะแนะนำบริษัท นี้ หรือ บริษัทลูก ของ บริษัท นี้ได้มั๊ยค่ะ สืบหาใน internet มันมากมาย เกินไป อยากให้ช่วยแนะ นำ ด้วย ค่ะ แล้วจะโทรไปปรึกษานะ ค่ะ ขอบคุณค่ะ

  • เจริญชัย

    ขอบคุณมากครับ ท่านสารวัตร
    ความคิดเห็นของท่านยังคมเฉียบคมเช่นเดิม

    Jim ผมคิดว่า มันไม่เชิงเป็นสงครามชมชั้น แต่ผมอยากเรียกว่า กลุ่มผลประโยชน์มากกว่า เพราะมันดูจะสลับซับซ้อนกว่า “ชนชั้น” ของ Marx

    เมื่อเช้านี้ เพื่อนผมโทรมาบอกว่า บทความ “ผู้พิชิตดาราจักร : พลังสร้างสรรค์ยิ่งใหญ่ของหวงอี้” ได้ลงตีพิมพ์ใน มติชนสุุดสัปดาห์ 24-30 เมษายน 2552 หน้า 75

    ผมจึงได้โทรไปคุยกับ “พี่ น. นพรัตน์” ผู้แปล เพื่อให้กำลังใจ และได้บอกท่านว่า “ผมได้ช่วยโปรโมตหนังสือดีๆเล่มนี้ให้แล้ว”

    แทนที่จะได้คุยเรื่องนิยายกำลังภายในกันอย่างเดียว “พี่ น. นพรัตน์” กลับชวนคุยเรื่องการเมืองควบคู่ไปด้วย

    “พี่ น. นพรัตน์” ค่อนข้างอึดอัดกับการเมืองช่วงนี้มาก

    ผมบอกเข้าใจ เพราะแม้แต่ผมเป็นคนที่วางเฉยที่สุดแล้ว และยังพยายามรับสื่อเรื่องการเมืองให้น้อยที่สุด เพื่อให้ถูกครอบงำด้วย “ความเลวร้าย” ที่สื่อและนักการเมืองพยายามยัดเยียดให้น้อยที่สุด

    แต่ผมก็ยังอดเซ็งไม่ได้

    ผมบอกท่านว่า พวกเราโดนสื่อครอบงำมากเกินไป และเอาเข้าจริง หากถอนตัวออกมา และมองให้ยาวๆ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

    ผมยกตัวอย่าง 14 ตุลาคม 2516 ท่านก็บอกว่า สุดท้ายก็โดนปราบในปี 2519 แต่ผมก็บอกว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้พ่ายแพ้ แต่กลับมาพร้อมชัยชนะในปี 2535

    ดังนั้น เสื้อแดงก็ต้องใช้เวลาในการต่อสู้ และภาพที่ท่านเห็นในช่วงสงกรานต์นั้น มันเป็นเพียงชั่วคราว เพราะผมเชื่อแน่ว่า “เสื้อแดง” จะปรับปรุงตัวเอง และกลับมาดีขึ้นกว่าเดิม

    ที่สำคัญ “ชัยชนะ” ของเสื้อแดงในอนาคต ย่อมไม่ใช่หมายถึง ความพ่ายแพ้ของเสื้อเหลือง

    ผมมองว่า การต่อสู้ปัจจุบัน มันไม่ใช่การโค่นล้มอย่างดุเดือดเหมือนอดีตอีกต่อไป แต่มันเป็นการ “ขอแบ่งพื้นที่”

    พี่ น. นพรัตน์ ก็คงจะกังวล เหมือนท่านสารวัตร ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ จะนำไปสู่ความสูญเสีย

    แต่ผมบอกพี่ น. นพรัตน์ว่า อย่างน้อยการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็น่าจะสูญเสียน้อยกว่า 14 ตุลา 6 ตุลา 17 พฤษภา

    ผมปิดท้ายด้วย “หมัดเด็ด” ว่า ในยุคเลียดก๊ก ที่หลายคนมองว่าเป็นยุคแห่งความสับสนวุ่นวาย ยิ่งกว่า “สามก๊ก” นั้น แท้จริงแล้วเป็นยุคที่นำมาสู่ “นวัตกรรม” อันยิ่งใหญ่ของสังคมจีน

    ดังนั้น อีก 10 ปีข้างหน้า พวกเราอาจต้องมองย้อนกลับมาในวันนี้ และรู้สึกขอบคุณ

    แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายนั้น ย่อมมีแนวโน้มไปสู่ความเลวร้ายเหมือนกัน ดังนั้น ผลดีจึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นไปเอง แต่เราทุกคนต้องช่วยกัน

    สิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารกับ พี่ น. นพรัตน์ และทุกๆคน คือ เราต้องรู้จักมองภาพรวม อย่ายึดติดในภาพที่เห็น จนไม่เข้าใจ “กระแสและกระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลง” ที่มองเป็นจุดๆ ไม่ได้ ต้องมองยาว

    เมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ย่อมที่จะสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างดีที่สุด

    ผมบอกกับพี่ น.นพรัตน์ว่า การแปลผลงานดีๆของพี่ น. นพรัตน์ และการสร้างสรรค์งานเขียนของผมนั้น หากทำอย่างเต็มที่กว่าเดิม สร้างสรรค์ และเผยแพร่ให้มากขึ้น ย่อมเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้สังคมดีขึ้นแน่นอน

    อยากเห็นการเมืองดี ไม่จำเป็นต้องทำแต่เรื่องการเมือง

    เสียดายที่ บ้านผมไม่มีเครื่อง Fax มิเช่นนั้นจะต้องส่งบทความ “เสื้อแดง : ชัยชนะและความพ่ายแพ้” ไปให้ พี่ น. นพรัตน์ ได้ชื่นชม และหายห่วงกับการเมืองไทย

    ผมคิดว่าที่เขียนมาทั้งหมดน่าจะช่วยตอบประเด็นปัญหาที่ผมพยายามจะสื่อสารกับคนไทยทุกคนได้พอสมควรนะครับ

  • big

    พี่ น. นพรัตน์ ยังบอกอีกว่า “คุณ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” มีความเป็นห่วงเมืองไทย ว่าอาจจะถูกแบ่งแยกเป็น “เหนือ-ใต้”

    ผม “เห็นต่าง” เพราะทั้งสองกลุ่มนี้ต่างเป็นเพียง “คนส่วนน้อย” ดังนั้น หากคนส่วนใหญ่ที่ยังเป็นกลาง “ไม่เล่นด้วย” เรื่องเลวร้ายแบบนี้ก็คงไม่เกิด

    หากทว่า โอกาสที่มันไม่น่าเกิดนี้ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ หากคนส่วนใหญ่ “วางเฉย”

    ผมไม่ได้บอกว่า คนส่วนใหญ่ควรจะเข้าร่วมต่อสู้ทางการเมือง

    แต่ผมบอกว่า คนส่วนใหญ่ ควรจะต้องช่วยเร่งทำงานสร้างสรรค์ที่เคยทำอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้น สร้างสรรค์ให้สุดยอด

    แล้วผลรวมของการทำงานที่สร้างสรรค์ จะผนวกรวมกันและช่วยเปลี่ยนแปลงการเมืองไปในทางที่ดี

    การหมกมุ่นกับการเืมืองมากเกินไป กลับทำให้คนส่วนใหญ่ “วางเฉย” จากงานที่ทำ เพราะมัวแต่กังวลและท้อแท้

    ถึงเวลาหรือยังที่เราจะไม่ “วางเฉย” ทั้งจากความเฉื่่อยชาและเบื่อหน่ายการเมือง

    แต่ควรเร่งสร้างสรรค์ผลงาน รีดเร้นคุณภาพทุกอย่างในตัวเรา เพื่อเป็นส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการเมืองและสังคมไทยให้ดีขึ้น

  • บดินทร์

    นับว่าเป็นแนวที่แปลก และ สวนทางกับความคิดของ
    เสกสรรค์ เลย เสกสรรค์ เชื่อว่า การใช้การเมืองนำหน้าเพื่อ
    แบ่งปันผลประโยชน์ของชนชั้น แต่ เจริญชัยบอก เอาผลประโยชน์นำหน้า
    เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางการเมือง

    ผมไม่คิดว่า ทั้งสองอย่างจะแยกอิสระต่อกันได้
    และก็ ทั้งสองแนวคิด ในทาง ปฏิบัติ ก็คงไม่ดำขาวสุดโต่ง

    แต่พูดก็พูดเหอะ
    direction ของการกระจายรายได้ (แบบ longterm อย่างที่คุณ
    ชอบยกตัวอย่าง) มันเป็นไปแบบนั้นเหรอ

    แม้แต่ us ที่เป็นต้นกำเนิด โมเดล สร้างสรรค์
    ก็ไม่ได้มี สัมประสิทธิ์ gini ดีกว่าไทยเท่าไหร่
    ทำให้ผมยังไม่แน่ใจ แนวคิดของเจริญชัยนัก

    หรือจะเอาแบบ ญีปุ่น ที่การกระจายรายได้ดีมากๆ
    แต่ ทุกคนเป็น ลูกจ้าง corporate หมด ฮ่าๆๆ

  • เจริญชัย

    โอ้ ขอโทษทีครับ
    คำว่า “ขอแบ่งพื้นที่” ของผมอาจใช้ผิดไปนิดนึง
    ผมหมายถึงพื้นทีี่ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองนะครับ

    การเมืองกำหนดเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงต้องแย่งชิงทั้งสองพื้นที่

    จริงๆ บทความนี้ ได้บอกตัวเองแต่ต้นแล้วว่า
    ฝ่ายต่างๆที่ต่อสู้ เอาเรื่องการเมือง และอุดมการณ์มาบังหน้า
    แท้ที่จริงแล้ว เป็นเรื่องผลประโยชน์ (น่าจะไม่ต่างจากท่านอาจารย์เสก)

    อย่างไรก็ตาม มีบางกลุ่มที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์จริงๆ หรือการเมืองเพื่อการเมืองจริงๆ แต่พวกนี้น้อยมาก

    สำหรับเรื่อง Gini หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมไม่แปลกใจ

    ผมไม่คิดว่า จะมีประเทศใดที่การกระจายรายได้จะดี แบบที่นักวิชาการและพวกอุดมคติคิด

    คนเราไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น การกระจายรายได้จะไม่เท่ากันอีกนาน

    แต่กระนั้น เมื่อประเทศรวยขึ้น ความยากจนแบบสัมพัทธ์ยังคงอยู่ แต่แบบสัมบูรณ์จะเริ่มหมดไป

    นี่คือ สิ่งที่ผมอยากให้ประเทศไทยพัฒนาไป ส่วนเรื่องการกระจายรายได้แบบเท่าเทียมนั้น ปล่อยให้นักวิชาการฝันไปเถิด ผมไม่เอาด้วย เพราะหากคุณพยายามทำอย่างนั้น ก็จะคล้ายกับลัทธิคอมมิวนิสต์ คือ จนแบบสัมบุรณ์และสัมพัทธ์ พร้อมกัน

    ผมอยากเสนอว่า “พลังงาน” ที่นักวิชาการพยายามทุ่มลงไป เพื่อให้สังคมเท่าเทียมกันนั้น มันแทบจะสูญเปล่า และกลับทำร้ายคนจนด้วย

    เพราะสุดท้ายจะทำให้ จนทั้งสัมบูรณ์และสัมพัทธ์

    แต่ถ้าทุี่่มเทเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ความจนแบบสัมบูรณ์จะหมดไป หรือน้อยลงมาก จะเหลือแต่สัมพัทธ์เท่านั้น

    พูดตรงๆ ว่าสมัยก่อน ผมเคยเป็น “นักฝัน” อยากให้สังคมเท่าเทียม ผมหลงอยู่ในโลกวิชาการมานาน

    ต่อมาผมเริ่มเรียนรู้ จึงคิดตามจริงมากขึ้น แต่ก็อดที่จะรู้สึกลบกับนักวิชาการในระดับหนึ่ง แม้จะไม่มากเท่ากับพวกที่เคยเจ็บช้ำมา

    อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ ผมเริ่ม “ปล่อยวาง” และมองทุกอย่างแบบเข้าใจมากขึ้น แม้ว่าสุดท้ายผมจะไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการ แต่ผมก็ไม่รู้สึกแย่อีกต่อไป

  • เจริญชัย

    ขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดนึง

    long term ที่ว่านั้น หมายถึงยากจนสัมบูรณ์นะครับ ส่วนสัมพัทธ์ยังมีอยู่

    จริงๆ หลังๆผมเริ่มมาสังเกตว่า ความจน นอกจากเกิดจากโครงสร้างกดขี่แล้ว ยังเกิดจากความเคยชินอีกด้วย

    บทที่ 1 ของหนังสือ The Big Secret จึงเริ่มที่ความเคยชิน

    แต่ตอนนั้น ผมยังไม่ตระหนักว่า “ความเคยชิน” มันจะร้ายกาจเท่านี้ ไม่เช่นนั้น ในหนังสือ The Big Secret ผมจะเน้นให้มากกว่านี้

    ผมถามคนจน คนชั้นกลาง หรือแม้แต่ผู้ประกอบการรายย่อย หลายๆคนแล้ว
    ส่วนใหญ่ มักจะไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนแปลง
    บางครั้งไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แค่ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน
    เขาก็ไม่ยอมแล้ว

    มันจึงเป็นเรื่องที่มากกว่า การขาดเงินทุน ขาดโอกาส หรือโครงสร้างสังคมไม่เอื้ออำนวย

    แน่นอนว่า ในระดับพันล้านนั้น ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาจมีผลต่อการเขยิบชั้น

    แต่ในระดับ 10 ล้านนั้น ผมคิดว่าน่าจะอยู่ที่ความกล้าที่จะ Change มากกว่า

    แต่ก็อีกนั่นแหละ บางที เขาไม่กล้า Change ก็เพราะเขาไม่มีความรู้นั่นเอง

    Buffett หรือใครต่อใครหลายคน มักจะพูดตรงกันว่า เมื่อคุณไม่มีความรู้ คุณก็เสี่ยง แต่เมื่อคุณรู้จักกิจการที่ทำอยู่ดี คุณก็ไม่เสี่ยง

    เมื่อผมได้ข้อสรุปที่ชัดเจนตรงนี้ ผมจึงยิ่งมั่นใจที่จะดำเนินตามเส้นทางนี้ คือ สร้างธุรกิจความรู้และความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมา

    เพื่อให้บริการกับทุกคน เพื่อที่จะช่วยยกระดับความรวยของแต่ละคน และเมื่อแต่ละคนรวยขึ้นแล้วก็จะต่อยอดกันทำให้สังคมรวยขึ้น

    เมื่อรวยขึ้นแล้ว ย่อมมีเงินมากพอมาจัดสวัสดิการให้กับ “คนจน” แต่ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้จนเลยเถิด เพราะนั่นจะยิ่งทำให้คนเหล่านี้ “เคยชิน” และไม่กล้าเปลี่ยนแปลง

    ผมอยากเห็นคนที่รับสวัสดิการ ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์แบบ J K Rowling

    ผมเห็นคนที่มีไอเดียสร้างสรรค์มากมาย ต้องหยุดชะงักความฝัน เพราะต้องหาเลี้ยงชีพ แต่ถ้าประเทศเรามีเงินมากพอ ที่จะจ่ายสวัสดิการให้คนเหล่านี้ได้มี “เวลาว่าง” ที่จะสร้างสรรค์แล้ว ผมก็คิดว่านั่นคือ ผลสำเร็จของสังคม

    เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การสร้างสรรค์ นั้น ไม่ได้จบที่ผลตอบแทนเรื่องเงิน แต่เหนืออื่นใด คือ ความสุข

    “ความสุขที่ได้ใช้ศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์สูงสุด”

  • สารวัตรอาเคจิ

    “คุณ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” มีความเป็นห่วงเมืองไทย ว่าอาจจะถูกแบ่งแยกเป็น “เหนือ-ใต้”
    เจริญชัย “ผม “เห็นต่าง” เพราะทั้งสองกลุ่มนี้ต่างเป็นเพียง “คนส่วนน้อย” ดังนั้น หากคนส่วนใหญ่ที่ยังเป็นกลาง “ไม่เล่นด้วย” เรื่องเลวร้ายแบบนี้ก็คงไม่เกิด”

    “คนส่วนใหญ่ ควรจะต้องช่วยเร่งทำงานสร้างสรรค์ที่เคยทำอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้น สร้างสรรค์ให้สุดยอด

    แล้วผลรวมของการทำงานที่สร้างสรรค์ จะผนวกรวมกันและช่วยเปลี่ยนแปลงการเมืองไปในทางที่ดี

    การหมกมุ่นกับการเืมืองมากเกินไป กลับทำให้คนส่วนใหญ่ “วางเฉย” จากงานที่ทำ เพราะมัวแต่กังวลและท้อแท้”

    ผมชอบหมากตานี้ของคุณนะ การ”ละมือ”เรื่องการเมืองแต่ยังไม่ปล่อยเสียทีเดียว แต่ไปเดินด้านการสร้างสรรค์ งานให้มีคุณค่าที่เพิ่มขึ้นแทน
    หากคนไทยส่วนใหญ่คิดได้อย่างนี้ ผมเดาไม่ถูกเลยว่า บ้านเมืองจะไปได้ไกลสักเท่าใด
    แต่ทว่าวันนี้การพัฒนาบ้านเมืองยังมีต้นทุนที่สำคัญคือ การเมืองซึ่งคงต้องอาศัยทุนมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ จึงหลีก และเลี่ยงไม่ให้เกี่ยวกับการเมืองยาก
    การแบ่งประเทศเป็น เหนือ-ใต้นั้น ใช่ว่าความน่าจะเป็นไม่มีเสียทีเดียว โยปัจจัยทางภูมิศาศตร์ -ประวัติศาสตร์ที่ ต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมนึกถึงที่ญี่ปุ่นทีการเรียกคน ภาคกลางว่าคันโต ทางตะวันตกว่าคันไซ ผมนึกถึง คนกรุงเทพกับ สุพรรณ ที่มีสำเนียงการพูดที่ต่างกัน มีคำศัพท์บางคำที่ใช้ต่างกัน ซึ่งเขาก็เรียกว่าคนทางตะวันตก พูดเหน่อ หากแต่การปกครองยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
    ในขณะที่เกาหลี หรือเวียดนาม ที่มีและเคยมีการแบ่งเหนือ-ใต้ที่ชัดเจน ก็ไม่ได้เกิดจากวัฒนธรรม หรือภาษาที่ต่าง หากแต่เป็นแนวความชอบทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่สุด
    ผมมีเวียดเพื่อนเวียดนาม 2 คน คนแรกเป็นชายอยู่ที่ฮานอย อีกคนเป็นหญิง อยู่ โฮจิมิน ทั้งสองมีวัฒนธรรมและภาษาที่เหมือนกัน การกินอยู่เหมือนกัน แม้ว่าที่ตั้งจะห่างกัน กว่า2000 กิโล (เพื่อนเล่าว่าเดินทางโดยรถ ประมาณ 2วันครึ่ง) และเกาหลีก็คงไม่ต่างกันในด้านวัฒนธรรม
    ลองกลับมาดูบ้านเรา คนใต้ กับเหนือ มีความแตก และต่าง ค่อนข้างมาก อาจจะด้วยพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ทีมากันคนละสาย วันนี้ พอพูดถึงเหตุกาณ์ไม่สงบภาคใต้ ผมไม่รู้ว่าจะมีคนเหนือสักกี่คนที่รู้สึกว่าคนในครอบครัว พี่น้องของเราได้รับความเดือดร้อน
    เหตุประท้วงปิดถนนที่เชียงใหม่ ผลไม่ทราบว่าคนที่อยู่ภาคใต้จะรู้สึก ว่าคนในครอบครัวของเราอยู่ในนั้นด้วยหรือไม่ อาจมีก็เพียงเขย หรือสะใภ้ที่มาจากภาคนั้นๆ ที่จะรู้สึกได้
    เรียนตามตรงผมเอง ก็มีความรู้สึกว่าเหตุการณ์เผาโรงเรียนที่ใต้ ไม่รู้สึกเท่ากับไฟใหม้ที่ข้างบ้าน หรือที่ชาวสวนลำใยปิดถนนที่เหนือ ไม่เหมือนกับที่ปิดเสาวรีย์ เนื่องจากความรู้สึกผูกพันธ์ ที่อยู่คนละระดับ
    เคยมีคนเสนอให้ขุดคอคอดกระ (ตกลงมันอยู่ในประจวบตามที่เรียนมา หรือที่ ระนองกันแน่ ตอนไปประจวบก็บอกว่านี่คือคอคอดกระ ตอนไประนองก็มีป้ายคอคอดกระ อีก สงสัยมันขุด 2 ที่ ) ก็มีคนเกรงว่าจะแบ่งแยกประเทศเป็นเหนือใต้ ก็น่าคิดเหมือนกัน
    วันนี้พอพูดถึงเหนือ-อิสาน ฉับพลันก็มีชื่อพรรคการเมืองหลายๆชื่อขึ้นมา เปลี่ยนไปตามความเห็นศาลรธน. แต่คนข้างหลังหน้าเหมือนกัน ขณะที่ใต้ก็มีอีกพรรคหนึ่งขึ้นมาเช่นกัน
    อย่างใรก็ตามใช่ว่าเหนือ-อิสานจะมีแต่คนพรรคนั้นทั้งหมด ใต้ก็มีบางพรรค สอดแทรกเข้ามาได้บ้าง ดังนั้น ผมก็ยังเชื่อว่าสิ่งที่เห็นและได้ยินมา และสิ่งที่คุณก่อคาดอาจ ไม่มีวันเป็นจริง เพราะในสังคมไทยยังมีคนอีกมากที่พร้อมยืนอยู่ข้างความถูกต้อง(จริงๆ) และตราบเท่าที่เงินยังไม่สามารถ ซื้อได้ทุกอย่าง
    ……………………นอกจากลูกสาวเจ้าของร้าน(อาจารย์บิ๊ก ตาถึงจริงๆ)

  • สารวัตรอาเคจิ

    เรื่อง ลูกสาวเจ้าของร้าน ใครอยากทราบเพิ่มเติมรออ่านได้ที่ Secret of BIG หรือสอบถามโดยตรงที่ผู้เขียน The Big Secret

  • JiM

    ผมหมายถึงว่า เหมือนกับที่อ.สมเกียรติบอกน่ะครับ

    ขอมองต่างมุมเรื่องทำไมคนเผาบ้านเมืองได้เป็นรัฐมนตรีนะครับ จริงๆแล้วบาปกรรมที่ร้ายแรงกว่าการเผารถเมล์หรือระเบิดรถแก็สอย่างเทียบกันไม่ได้ ก็คือการเผารัฐธรรมนูญ ทำไมคนที่สนับสนุนการเผารัฐธรรมนูญ ซึ่งเทียบได้กับการเผาอำนาจอธิปไตยของคนไทยทั้งประเทศทิ้ง บาปกรรมน่าจะหนักหนาสาหัสกว่าคุณปากกา หรือ 4พร ของท่านสารวัตร ถึงได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า? We can never solve a problem by the people who created? อันที่จริง จุดเริ่มต้นของการเผาบ้านเมืองยกนี้ก็คือการเผารัฐธรรมนูญ หาใช่การยึดสนามบินหรือการก่อความวุ่นวายของเสื้อแดง

    คำถามที่น่าสนใจกว่าก็คือ ทำไมเราจึงมีการที่มีการปฎิวัติบ่อยๆ เลือกตั้งบ่อย รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม นักการเมืองโดนสร้างภาพว่าชั่วๆๆโกงๆๆ แต่เหล่าท๊อปบู๊ต ข้าราชการระดับสูง ซึ่งอันที่จริงร่ำรวยกว่านักการเมืองเสียอีก กลับไม่เคยโดนประณามเลย?

  • สารวัตรอาเคจิ

    ผมต้องขอขยายความที่พูดถึงคนทั้ง 2 ก่อนครับ(กลัวผิดข้อบังคับข้อที่ 68 เรื่องพาดพิงภายนอก) ประเด็นผมมิได้จะโจมตีเรื่องดังกล่าวแต่ผมหมายถึงในอนาคต หาก พรรคฝ่ายค้านกลับมาเป็นรัฐบาลแล้วเอาคนที่อยู่ในเหตุการน์การนั่ง
    ซึ่งก็จะต้องมีประเด็นที่ต้องตอบคำถามต่อไป เหมือนที่ รัฐบวม เอาคุณกะสิดมานั่งเป็นเสนาบดี
    จุดเริ่มต้นมันอยู่ตรงไหนผมก็ไม่สามารถชี้ชัดๆได้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีเหตุมีผลของตัวเอง
    ก่อนหน้าฉีก รธน.ที่ท่านว่า
    ก็มีการอ้างคอรัปชั่นของนักการเมือง
    มีการอ้างระบอบอัมหิตยาทิปไตย
    ระบอบซักฐิน
    ก่อนหน้านั้น ก็พูดถึงเสียงส่วนใหญ่ 19 ร้านเสียง
    ก่อนหน้านั้นก็ฉีกรธน. คณะ รสช.
    ย้อนไปยันเรื่องตั้งแต่ปีพุทธกาล ท่าน good year
    ย้อนไปถึง 2475
    ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง
    และมีคนเชื่อว่าเหตุที่ฝ่ายตนยกมา
    มันดี มันถูก
    ทั้งคนปฏิวัติ ปฏิรูป นักการเมืองเลว ทุจริต นำผลประโยชน์แก่พวกพ้อง
    มันน่าประนามทุกตนแหละครับ เห็นด้วยกับท่านครับข้อนี้
    รวมทั้งคนฉีกรัฐธรรมนูญก็ไม่น่ารัก
    ว่าแต่ว่า อ.สมเกียรติ เนี่ยใคร?

  • สารวัตรอาเคจิ

    หลายวันก่อนผมดูรายการช่อง 11 ที่เอาจารย์เสรีนะยะ มาพูดเรื่องการสื่อสารได้เข้าท่า
    เขาว่า สมมติ ผม รักคุณจิม แต่ไม่ชอบคุณ บิ๊ก หากคุณจิมชอบกับผมก็ไม่ยากที่จะไม่ชอบคุณบิ๊ก ไปด้วย ทีนี้ หากผมกับคุณจิมรักกัน แต่ผมเกลียดคุณบิ๊ก แต่คุณจิมชอบ ก็อาจเป็นไปได้ว่าวันหนึ่งผมอาจจะชอบคุณบิ๊ก หรือคุณจิมจะเกลียดคุณบิ๊กไปกับผม
    วันนี้คุณบิ๊กอาจหมายถึง
    ใครก็ตามที่อยู่ในความขัดแย้งทางความคิด จะเป็น ฝั่งรองเท้าบูท หรือ นอกประเทศ
    วันนี้ ทุกคนที่อยู่ฝั่งเดียวกัน มีความเห็นไปในทางเดียวกันหมด การจะเปลี่ยนความคิดเป็นไปได้ยากมาก
    กรณีข้างต้น ถ้าผมไม่ชอบคุณบิ๊ก คุณจิมจะเกลียดหรือชอบ ก็ไม่เป็นประเด็น
    เราทั้ง 3 คน ยังอาจมากินข้าวที่จามจุรีสแควร์ร่วมกันได้
    ถ้าผมไม่ชอบก็พูดกับคุณบิ๊กน้อยหน่อยหรือไม่พูดก็ไม่มีใครตาย
    คุณจิมยังคุยกับทั้งผม
    ทั้งคุณบิ๊กได้
    อย่างสนุก
    หรืออย่างเรื่องบอล คุณบิ๊กกับผมเชียร์หงส์
    แต่ป๋าหมูแฟนผี
    วันแดงเดือดก็ยังกินข้าวร่วมกันได้
    วันนี้สังคมไทยไม่เป็นเช่นนั้น
    มีการแบ่งฝ่ายกันชัด
    บ้านผมเป็นพื้นที่ สีแดงเข้มข้น จากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา
    ความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้าน
    อยู่ในเกณฑ์เลวร้าย
    มีการเลือกร้านขายกับข้าวว่าสีไหน
    ร้านขายของชำสีอะไร
    จากคนที่อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า
    วันนี้กลับกลายเป็นศัตรู
    ไม่ใช่แค่ทางการเมือง
    แต่เป็นศัตรูชีวิต
    ทางออกอย่างหนึ่งคือไปหาหนังสือดีๆอ่าน
    เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ชีวิตตัวเอง
    the big secret เป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมคิดว่าดีที่สุดในรอบปี
    เป็นการตกผลึกความคิดของคนที่อ่านหนังสือมากว่า 1000เล่ม
    เป็น 1000 เล่ม ที่เคี่ยวจนข้น
    หากคุณได้อ่าน
    รับรองจะวางไม่ลง
    หรืออยากรู้มากกว่านั้น
    การไปศึกษาต่อเมืองนอกเป็นแนวทางที่ดี
    สมัยนี้ การไปเมืองนอกไม่ยากอะไร
    บางที่มีทุนให้ไปเรียนฟรี
    ลองไปปรึกษาดู
    ผมมีที่แนะนำอยู่แถวๆชิดลม
    รู้สึกจะชื่อ Mccudation หรือ Mcducation อะไรนี่แหละ
    ที่แนะนำก็เพราะ เป็นที่ๆ ให้คุณมากกว่าทำแค่ธุรกิจเอากำไร
    แล้วคุณจะพบว่า……………..
    การไปเมืองนอกไม่ยากอย่างที่เคยคิด
    เท่านี้ ท่านก็สามารถเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองได้แล้ว
    เชื่อผมเหอะ

  • เจริญชัย

    ขอบคุณทั้งสองท่านที่ร่วมแสดงความเห็น

    1. ผมคิดว่า “การเมือง” ยังสำคัญ แต่หากใครไม่ถนัด ก็ควรไม่ทำสิ่งอื่น และสุดท้ายจะนำมาเสริมกัน ทำให้ชาติบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า

    พี่ น.นพรัตน์ เมื่อคุยกับผมเรื่องนิยายวิทยาศาสตร์ ผมก็เล่าให้ฟังเรื่อง “คลื่นลูกที่ 4″ หรือเศรษฐกิจโมเลกุล เล่าให้ฟังว่าโลกก้าวไปถึงไหนแล้ว

    พี่ น. นพรัตน์ จึงยิ่งท้อใจ และมองว่า “เมืองไทย” กำลังทำอะไรกันอยู่

    ผมไม่ได้ดูถูกเรื่องการเมือง มันเป็นเรื่องจำเป็น แต่เรื่องอื่นก็จำเป็นด้วย การที่มีมวลชนการเมืองลดลง 100 คน คงไม่ทำให้การเมืองเปลี่ยนไป แต่การมีนักธุรกิจชั้นเลิศเพิ่มขึ้น 10 คน นักสังคมสงเคราะห์ชั้นดีเพิ่มขึ้น 10 คน นักวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 10 คน ฯลฯ ย่อมส่งผลมหาศาลต่อประเทศไทย

    ผมจึงอยากให้ “คนเก่ง” ทั้งหลายของไทย ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยอย่ากังวลกับการเมืองมากเำกินไป

    2. สำหรับเรื่อง “ทหาร” นั้น ผมคิดว่าโดนด่ามาตลอดนะครับ ตั้งแต่ พฤษภา 2535 เขาพึ่งได้รับโอกาสกลับมาในปี 2549 นี่เอง และก็ย่ำแย่มากๆด้วย แต่เมื่อปี 2552 ก็กลับมาอีก

    พิจารณาเพียงระยะสั้น อาจดูว่ากลุ่มนี้ยังมีอิทธิพล แต่หากมองยาวอย่างที่ผมบอก จะเห็นอะไรมากกว่านี้

    ต้องไม่ลืมว่า กลุ่มทหาร เคยเป็นกลุ่มที่ก้าวหน้ามาก่อน ในยุค 2475 แน่นอนว่า อาจมีการฮั้วกับนักธุรกิจ ในการดูดซับทรัพยากร แต่สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ คือ หน่ออ่อนของทุนนิยม ที่จะได้รับการพัฒนาในสมัยจอมพลสฤษดิ์

    หากมองแบบนี้ เราจะมองทหารในดีขึ้น

    ที่สำคัญ นายทุนที่เคยอยู่ใต้ทหารและคณะราษฏร์ ทั้งในสมัยปรีดี และ จอมพลแปลก ก็ได้โอกาสพัฒนาต่อเนื่อง จนร่วมมือกับชนชั้นกลางขึ้นมาท้าทายในปี 2516 และ 2535

    ดังนั้น ทหารจึงถูกลดอำนาจลง แต่ไม่ได้หายไป เราต้องไม่ลืมว่า “ทหาร” เป็นผู้มาก่อน ดังนั้น ก็ต้องให้เขารักษาส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจและการเมืองของเขาไว้

    ชนชั้นกลางมาทีหลัง แต่ก็ได้รับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น

    ส่วนชนชั้นล่างนั้น มาท้ายสุด และน่าสงสาร แต่ก็มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเข้าสู่จุด Peak ในยุคทักษิณ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า คนกลุ่มนี้มาทีหลัง ยังขาดความจัดเจนอีกมาก ดังนั้น จึงต้องยอมได้รับส่วนแบ่งน้อยไปก่อน และต้องยอมให้ทหารและข้าราชการระดับสูง รวมถึงชนชั้นกลางและนายทุน

    อย่างไรก็ตาม สังเกตให้ดี “เสื้อแดง” แม้จะแพ้อย่างยับเยิน แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าปราบปรามเท่าไร ที่สำคัญ นโยบายประชานิยม ก็จะไม่มีใครกล้ายกเลิก

    แค่นี้ก็ยืนยันถึง “ส่วนแบ่ง” ที่เพิ่มขึ้นของเสื้อแดงแล้ว

    ผมไม่ได้เชียร์กลุ่มไหน แต่วิเคราะห์ไปตามเนื้อผ้า

    กลุ่มทหารก็มีบทบาทในการป้องกันประเทศ และบทบาทอีกหลายๆด้าน แม้ในวันนี้ พวกเขาจะไม่ค่อยได้สร้าง “ส่วนเกิน” ทางเศรษฐกิจให้เท่าไร แต่บุญเก่ายังไม่หมด จึงยังต้องรับส่วนแบ่งต่อไป

    เหมือนกับ “ลูกหลาน” ของนักธุรกิจ ก็ได้รับส่วนแบ่งจากที่พ่อแม่ของเขาทำไว้ แต่หากมัวพึ่งพาบุญเก่าและไม่สะสมบุญใหม่ “ลูกหลาน” เหล่านี้ก็จะกลายเป็น “ยาจก” ในสักวัน

    ผมเชื่อว่า “เสื้อแดง” ไม่ควรใจร้อน แต่ต้องเข้าใจในบริบททางประวัติศาสตร์ และเร่งพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็ง เพราะตนเองมาทีหลัง เสียเปรียบมาก ต้องเร่งดำเนินงานอย่างชาญฉลาด

    “ทหาร” และ “ชนชั้นกลาง” ไม่ได้ดีกว่า แต่เนื่องจากพวกเขามาก่อน จึงมีรากฐานอำนาจ รากฐานเศรษฐกิจเหนือกว่า จึงครอบครองสังคมได้

    ทั้งหมดจึงยืนยันทฤษฏีดาร์วินที่ว่า “ผู้มีหมัดที่แข็งแกร่งว่า ย่อมอยู่รอด”

    ผมไม่ได้มองว่า “ทหาร” กุมปืน จึงเหนือกว่า เพราะสุดท้ายอำนาจมีหลายอย่าง แต่สิ่งที่ทำให้ทหารเหนือกว่า คือ รากฐานที่แข็งแกร่งกว่า

  • สารวัตรอาเคจิ

    ทฤษฏีดาร์วินที่ว่า “ผู้มีหมัดที่แข็งแกร่งว่า ย่อมอยู่รอด
    แต่ผมว่า “หมาที่หมัดแข็งแรงกว่า ย่อมอยู่ไม่รอดครับ”

    เห็นด้วยกับเรื่องทหาร ที่ตั้งแต่ปี 34 35 49 ก็มีบทบาทอีกครั้ง ในปีนี้ แต่คราวนี้บทบาทเป็นพระเอกมากกว่านะครับ แม้ว่าบทของไจแอนท์ จะมีอยู่บ้างในบางครั้ง แต่คราวนี้ ทหารรับบทเป็นไจแอนท์ในโดราเอมอนตอนพิเศษ เรื่องยาวครับ
    เรื่องส่วนเกิน ทางเศรษฐกิจ เห็นด้วยอย่างมากครับ เพราะที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน
    บทบาทของทรารตอนนี้ หากสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม(จริงๆ)ได้ ประเทศนี้พัฒนาไปแน่นอน
    ทุกวันนี้ มีแต่มูลค่าเพิ่มจากเครื่องแบบ แต่มูลค่าเพิ่มที่ไปลดเงินในกระเป๋าชาวบ้านมากกว่า
    สิบเอกเจริญชัยว่าไง?

  • บดินทร์

    ฮ่าๆ เหมือนผมจะไปสะกิดต่อม อะไร ของคุณเข้าละเนี่ย

    เอาเป็นว่าผมผิดเองละกันที่ไปท้าทายคุณ
    เพราะเอาเข้าจริงๆ ผมก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดสุดโต่งของนักวิชาการบางท่านเท่าไหร่
    พาลให้ผมนึกไปด้วยซ้ำ ว่า ท่านเหล่านั้นปกป้องหลักการเพื่อปกป้องตัวตนของท่านเองกระมัง

    ส่วนตัว ผมเชื่อว่า คลื่นแต่ละลูก
    ให้โอกาสคนในวงที่กว้างขึ้น
    แต่ผมยังเชื่อว่า
    ทุกยุคสมัยยังไง ก็ต้องมีคนจน หรือ อดอยากจากการถูกเอาเปรียบ

    ช่วงนี้ ผมรู้สึก concern กับ ไอเดีย ที่มัน green มากๆ
    หลังจากได้อ่าน บทความของ fast company

    http://www.fastcompany.com/blog/ariel-schwartz/sustainability/auditing-earths-material-resources

    ยิ่งหลังจากได้ ดูหนังเรื่อง The Day The Earth Stood Still
    กับ knowing (ที่ยังดูไม่จบ) ทำให้รู้สึกว่า
    คนเรา treat โลกนี้ แบบ plentiful endowment
    เกินไปหรือเปล่า ยิ่งรู้สึกตกใจมากๆ ที่รายงานของ
    fast company ระบุด้วยซ้ำว่า หากทั้งโลกมี consumption rate
    เพียงครึ่งนึงของ us แร่ธาตุ ทั้งโลก จะเหลือให้ใช้เพียง 20 ปี

    ส่วนตัว ผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่ามันเป็นปัญหาจริงๆ
    และไม่คิดว่าเป็น conspiracy เพื่อ บลัฟฟ ประเทศที่กำลังพัฒนา

    ผมคิดชื่อ คอลัมน์ให้ว่า algore-rhythm (เผื่อ siu สนใจเอาไปทำ 555)

    1.Algore คุณ อัลกอร์ ผู้ได้รางวัลโนเบล จากผลงานในการนำเสนอภาวะโลกร้อน
    rhythm = จังหวะ รวมๆ แล้ว แปลว่า จังหวะจะโคนแบบคุณอัลกอร์
    2.Algorithm แปลว่า ระเบียบวิธีการเพื่อการแก้ปัญหา โลกอาจจะต้องมีวิธีการ
    อันเป็นระบบระเบียบเพื่อปัญหาสิ่งแวดล้อม

  • เจริญชัย

    จริงๆ “หมัดของผู้ใดแข็งแกร่งกว่า” ผมเลียนแบบจากหวงอี้
    ซึ่งได้อารมณ์ดี แต่ความจริงแล้ว ทฤษฏีที่น่าสนใจคือ

    “ผู้ปรับตัวได้ดีกว่า คือ ผู้อยู่รอด”
    เขาบอกว่า ร่างกายที่แข็งแรง หัวคิดที่ชาญฉลาด ยังไม่สู้การปรับตัว

    บดินทร์ เพื่อนรัก ท่านไม่ได้สะกิดอันใดดอก ผมยินดีที่ท่านแสดงความเห็น

    บางทีวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ที่คนบอกว่า เลวร้าย ย่ำแย่นั้น ในแง่หนึ่งก็ถือเป็นเรื่องดี
    เพราะจะทำให้ “อเมริกา” ที่บริโภคทรัพยากรโลก ได้ผ่อนคลายลงบ้าง

    ที่สำคัญ “นวัตกรรม” ที่จะช่วยฟื้นวิกฤตนั้น หลายคนก็มุ่งไปที่ “พลังงานทางเลือก” หรือพลังงานสีเขียว

    จะเห็นด้วยหรือไม่ ก็คงไม่เป็นไร สำคัญ คือ การมุ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ถือเป็นช่วงเวลาอันเหมาะสม

    แน่นอนอยู่แล้วครับท่านสารวัตร ผมพยายามจะคิดค้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ความฝันในอนาคตคือ สร้างธุรกิจพันล้าน ที่จ้างงานคนไทยหลายพันคน แบ่งปันความร่ำรวยกันถ้วนหน้า

    แต่วันนี้ขอแค่ฝันก่อนละกันครับ

  • http://www.palawat.com kan

    ผมเห็นว่าปัญหามันซับซ้อนเกินกว่าที่จะมองว่าแนวคิด “green” แก้ไขได้ทุกอย่าง

    จนถึงตอนนี้ผมยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมแนวคิดแบบ “green” ถึงได้ถูกอกถูกใจคนชั้นกลางระดับสูง จนไปกระทั่งถึงคนชั้นสูงนัก ผมมองว่ามันเป็น propaganda อย่างหนึ่ง

    ข้อเท็จจริงก็คือ ชาติร่ำรวย และมีอิทธิพล ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา และประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายล้วนแล้วแต่บริโภคเทคโนโลยีและทรัพยากรในระดับสูงกันทั้งนั้น

    (ดูตัวอย่างจากกราฟ แกนตั้งขนาดเศรษฐกิจ GDP/capita แกนนอน การบริโภค kW/capita)



    มันก็คือ pareto principle ถ้าพิจารณาในระดับประเทศแล้ว คนร่ำรวยก็บริโภคทรัพยากรมากกว่า ใช้ของสิ้นเปลืองกว่า คนยากจนมากด้วยเช่นกัน

    ประเทศเหล่านี้ คนร่ำรวยเหล่านี้ ทั้งที่จำนวนคนน้อยกว่า (แถมยังบริโภคทรัพยากรโดยเปรียบเทียบจำนวนมาก) พอพบปัญหาทีว่ากำลังมีทรัพยากรหมดโลก ยังมาเรียกร้องให้ประเทศยากจน และคนยากจน ซึ่งคนมีจำนวนมากกว่า กระเหม็ดกระแหม่ในการบริโภคให้น้อยลง ทั้งที่ตนเองบริโภคทรัพยากรอย่างสุรุ่ยสุร่าย แทนที่จะลดปริมาณการบริโภคของตนเองลง ไม่ต้องมากสัก 10-20% ก็ช่วยโลกได้มากแล้ว

    (ลองคิดเปรียบเทียบเรื่องง่ายๆ คนชั้นกลางที่พอมีฐานะ หรือคนรวย สามารถนั่งขับรถไปทำงาน – นั่งคนเดียวและเผาผลาญน้ำมันบนถนนได้ แต่คนยากจน หรือคนชั้นกลางระดับล่าง ต้องนั่งแออัดยัดเยียด หรือยืนโหนรถเมล์ ที่ร้อนก็ร้อน ช้าก็ช้า บริการแย่ก็เท่านั้น, คนร่ำรวยมีฐานะเคยคิดถึงเรื่องคาร์พูลบ้างไหม เคยคิดถึงเรื่องการใช้จักรยานไปทำงานแทนที่จะใช้รถยนต์บ้างไหม — ผมตอบแทนให้ก็ได้ว่า “ไม่ ไม่ ไม่ และไม่มีวัน” )

    แต่พูดก็พูดเถอะ ด้วยฐานเศรษฐกิจพลังงานฟอสซิลที่เรายังไม่สามารถก้าวข้ามพ้น และเมื่อคำนึงถึงพัฒนาการของโลก เหตุผลทางด้านมนุษยธรรม และความจำเป็นทางการเมือง ที่เราจะต้องปลดปล่อยพลังการผลิตจาก ชาติกำลังพัฒนา – คนยากจน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ (คนยากจนในทศวรรษนี้ มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าโดยเปรียบเทียบกับคนยากจนในทศวรรษก่อน) เราก็ยังต้องบริโภคพลังงานด้วยอัตราเพิ่มแบบนี้ต่อไป การใช้พลังงานทดแทนจะไม่คุ้มค่าการลงทุนเชิงเศรษฐกิจ การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และเทคนิคด้านรีไซเคิล แทบมีผลไม่แตกต่างจากการชะลอปัญหาออกไป

    ทางแก้ที่ถาวรกว่า คือ 1. การยกระดับเศรษฐกิจให้ก้าวข้ามเศรษฐกิจฟอสซิล 2. การแสวงหาแหล่งแร่ธาตุจากนอกโลก ทั้งสองประการล้วนแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านอวกาศ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอื่นๆเท่านั้น ผมจึงสนับสนุนการวิจัยค้นคว้า ตลอดจนการเปิดเสรีอุตสาหกรรมทางอวกาศของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

    เรื่องนี้จะไม่ต่างอะไรกับหน้าแรกของการสำรวจทวีปอเมริกาของโคลัมบัส การสร้างเครือข่ายทางรถไฟเชื่อมสองฝั่งทวีปในอเมริกา การเปิดโครงข่ายไฟฟ้าของบริษัท GE หรือการเปิดโครงข่ายโทรเลขของเบลล์ ในอนาคตแทนที่นักยุทธศาสตร์จะคิดถึงเรื่อง geopolitics จะต้องคิดถึง spacepolitics พ่วงเข้าไปด้วย

    นี่จะเป็นหนทางเดียวที่แก้ไขปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและแร่ธาตุของมนุษยชาติในระยะยาว ผมเชื่อเรื่องพวกนี้มากกว่า green แม้มันจะไม่ sexy เท่าก็เถอะครับ

    ปล. แต่ผมก็ไม่ขัดนะครับ หากคุณบดินทร์คิดจะเขียนคอลัมน์ algore-rhythm เอง (ผมบอกแล้วผมไม่สันทัดแนวคิด green ฮา)

  • JiM

    ชาลส์ ดาวิน นี่ก็ศิษยเก่า University of Edinburgh, Scotland :P

  • ไอ้ถึก นาล่ม

    ดังท่านทั้งหลาย ถกกันนั้น เห็นด้วยเลยทีเดียว ที่

    - บ้านเมืองนี้ ละเลยปัญหาเรื่องการใช้ และแบ่งสรร ทรัพยากร และความมั่งคั่ง จนนำไปสู่สภาพสังคมที่แตกแยก

    - บ้านเมืองนี้ ท่านทหารใหญ่รุ่นแล้วรุ่นเล่า ทำให้สงสัยว่า ค่าใช้จ่ายของบ้านเมือง คือ ภาษี ที่ต้องนำไปจ่ายเป็น รายได้ ให้แก่ท่านผู้มีกำลัง อำนาจ เหล่านั้น ทำให้สังคม หรือบ้านเมือง ได้รับผลได้จากผลงานของพวกท่านคุ้มค่า หรือไม่ นั่น คือ ไม่แน่ใจว่า ทรัพยากรที่มอบให้ไปนั้น productive แก่คนในชาติหรือไม่

    - ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ในสภาพบ้านเมือง ที่เสมือนยุค เลียดก๊ก นี้ ทำให้เกิดความขัดแย้งที่แก้ไขยากมาก บ้านเมืองเต็มไปด้วย เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ตามหัวเมืองต่างๆ ดั่งมี อ๋อง ครองเมือง เต็มไปหมด

    - ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจ และผลประโยชน์ อันนำไปสู่ การเสียโอกาสในการใช้ทรัพยากรของบ้านเมือง ดังท่านว่า คือ น่าเสียดาย ที่เราน่าจะได้ใช้ทุนในบ้านเมือง ไปสร้างคน สร้างสรรการงาน เพื่อยกระดับคุณภาพคน และบ้านเมือง

    - เฮ้อ .. เบื่อบ้านเมืองยามนี้ รู้สึก หดหู่มาก ยิ่งสุขภาพไม่ดี ทำให้อยากปิดหูตา จากการเมืองให้หมด จริงๆ ซึ่งก็คงต้องทำอย่างนั้น

  • JiM

    หากที่คุณเจริญชัยเขียนไว้นั้นหมายถึง “… เพราะเหตุนี้ทหารจึงได้รับส่วนแบ่งพิเศษ” (Situation Analysis) ผมนี้มิอาจไม่เห็นด้วย แต่หากคุณเจริญชัยหมายความว่า “…ด้วยเหตุนี้ทหารจึงควรได้ส่วนเกินเหนือกลุ่มคนอื่น” ผมต้องขอคัดค้านอย่างแข็งขัน เพราะขัดกับ Moral Philosophy ของผมอย่างรุนแรง

    เมื่อนานมาแล้ว เมื่อแรกที่ผมได้ยินคำกล่าวที่ว่า All men are born equal ผมรู้สึกขนลุกเกรียวขึ้นมาทันที ภายหลังจึงได้รู้ว่าเป็นคำที่ Thomas Jefferson เขียนใน Declaration of Independence ของสหรัฐ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก John Locke …. (มีต่อ)

  • เจริญชัย

    555 จะตอบอย่างไรดีละ

    ผมคิดว่า All men are born equal มันก็ดี
    แต่คุณต้องไม่ลืมว่า ที่พวกเรานั่งใช้เน็ต อย่างสบายใจทุกวันนี้
    เกิดจากระบบทุนนิยม ระบบที่ทุกคนไม่เท่าเทียมกัน

    ผมไม่คิดว่า ทุนนิยมจะเป็นระบบที่ดีที่สุด
    แต่คอมมิวนิสต์พิสูจน์แล้วว่า มันเป็นระบบเศรษฐกิจที่ขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์

    ผมยังเชื่อว่า “การทำดี หรือคิดดี ต้องอยู่บนพื้นฐานความจริง”

    กรรมกรอังกฤษ คนงานในฝรั่งเศส อาจรู้สึกดีใจดีใจในความไม่เท่าเทียม มากกว่าประเทศที่เท่าเทียมกันแต่ยังยากจน

    และเอาเข้าจริง ก็ไม่เคยเห็นประเทศไหนเท่าเทียมกัน

    All men are born equal ผมจึงคิดว่าเป็นถ้อยคำเท่ห์ของท่าน Jeffy เท่านั้น
    แน่นอน ผมนับถือในความอัจฉริยะ และตั้งใจดีของท่าน
    แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้แต่สมัยบุกเบกอเมริกา แต่ละคนก็ไม่เท่าเทียมกัน แน่นอนว่า “โอกาส” นั้นเท่าเทียมกัน เพราะที่ดินมีมากมาย ทรัพยากรมีล้นเกิน เพียงแต่ความสามารถของคนมีไม่เท่ากัน

    All men are born equal คิดในเชิง Moral Philosophy ผมไม่มีปัญหา
    แต่หากคิดในเชิง “เศรษฐกิจ” ผมคิดว่าประเทศและโลกจะพากันยากจนไปหมด

    มีเรื่อง Ironic คือ All men are born equal จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อ คนเรามีมันสมองเท่ากัน มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น ก็คงไม่มีใครต้องการแม้แต่ “คนจน” เพราะสิ่งที่มนุษย์ต้องการมากกว่าคือ “อัตลักษณ์” ต้องการความเป็นส่วนตัว หน้าตาแบบนี้มีคนเดียว

    All men are born equal เป็นสิ่งที่คิดได้ ฝันได้ ทำได้ แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม

  • JiM

    แหะๆ “All men are born equal” ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเท่าเทียมกันกันนะครับ อันที่จริงประเทศที่เทิดทูนและยึดถือประโยคที่ว่า All men are born equal มากที่สุด คงไม่มีใครเกินอเมริกาเจ้าลัทธิทุนนิยมแล้วล่ะครับ เรื่องนี้เดี๋ยวกลับมาต่อนะครับ ตะกี๊บอกว่า มีต่อ ท่านเจ้าบทความดันขัดลำกล้องซะนี่ 555

  • บดินทร์

    ขอติดคุณ กานต์ ไว้ก่อนละกันครับ
    เรื่อง green

    เท่าที่ผมทราบใน u.s. trend เรื่อง green idea กำลัง
    เป็น ไอเดียใหม่ๆ ของ ธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการสร้าง
    product ที่จะมาตีตลาด เหมือนกัน

    ….

    เรื่องเกี่ยวกับ “ส่วนแบ่งพิเศษของทหาร”
    ทำให้ผมนึกถึงประมาณ สามสี่ปีที่แล้ว

    ตอนที่ผมไปยืมหนังสือ จากห้อง สมุดป๋วย อึ้งภากรณ์
    ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นห้องสมุด ทางเศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุดในประเทศ

    ผมบังเอิญได้ไปเจอหนังสือ HANDBOOK OF DEFENSE ECONOMICS
    พิมพ์ ออกนานมากแล้ว (เล่มที่ผมอ่านเป้น edition แรกๆ) ถ้าจำไม่ผิด
    ไม่น่าจะต่ำกว่า สิบปี

    ผมอ่านดูแล้วสนใจมาก เลยขอยืมกลับบ้านไปอ่านวันนึง

    กลับบ้านมาพลิกดูหน้าหลัง

    ผมเป็นคนยืมคนแรก!!!!!

    นักวิชาการบ้านเรา ไม่สนใจ “มูลค่า” ที่จำเป็นและเหมาะสม
    ของการสั่งสมอาวุธหรอกหรือ?

  • http://www.palawat.com kan

    เล่มนี้หรือเปล่าครับคุณบดินทร์



    ดูแล้วน่าสนใจมากครับ