โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
“ธรรมใดเกิดแต่เหตุ ให้รู้เหตุแห่งธรรมนั้น”
หากมองเพียงผิวเผินแล้ว ความไม่สงบสุขทางการเมืองไทยในรอบ 4 ปีที่ผ่านมานั้น ย่อมเกิดจากความไร้คุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืองไทย การแทรกแซงการเมืองของทหาร รวมถึง การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่หากมองให้ลึกซึ้งแล้ว ความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้นั้น เกิดขึ้นมาจาก “โครงสร้างทางเศรษฐกิจ” ที่ไม่เป็นธรรม
การเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ย่อมต้องชูอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยเป็นธงนำในการต่อสู้ แต่ลึกๆแล้ว สิ่งที่คนส่วนใหญ่ตระหนักแต่ไม่อยากพูดถึง คือ “คนเสื้อแดง” ได้ถูกทอดทิ้งจากสังคมมาตลอด 50 ปีของการพัฒนาทุนนิยมไทย
การต่อสู้ของ “คนเสื้อเหลือง” ย่อมเช่นเดียวกัน นอกจากเพื่อจัดการกับนักการเมืองที่ไร้จริยธรรมแล้ว ลึกๆ ในใจ ก็ย่อมไม่ต้องการให้ “คนเสื้อแดง” สามารถเติบโตขึ้นมาแบ่งปันผลประโยชน์และทรัพยากรในสังคมไปจากชนชั้นกลาง โดยเฉพาะเมื่อมีนักการเมืองขี้โกง เข้ามาชี้นำกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อใช้เป็น “เครื่องต่อรอง” ทางการเมือง
สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาของสังคมไทยในเวลานี้ได้ จึงไม่ใช่การเหนียมอายที่จะนำเรื่อง “ผลประโยชน์” ขึ้นมาบนโต๊ะเจรจา ไม่ใช่การชูธงอุดมการณ์ใดๆ มาเป็นอาวุธในการต่อสู้ แต่ควรจะยอมรับความจริงว่า “มนุษย์ส่วนใหญ่ ล้วนดำรงชีวิตและต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว” การต่อสู้เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ของคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง และคนอื่นๆในสังคมไทยนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าละอาย ผิดบาป แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ควรภาคภูมิใจ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว ที่ความเห็นแก่ตัวนั้น สามารถแปรเปลี่ยนเป็น “พลังสร้างสรรค์” และผลักดันให้มนุษยชาติหลุดพ้นจากความป่าเถื่อนของชีวิตในถ้ำ มาสู่การสร้างสรรค์อารยธรรมที่เต็มไปด้วยศิลปะลึกซึ้งและความสวยงามตระการตา ที่เพียบพร้อมด้วยความลุ่มลึกละเมียดละไม ตราบจนปัจจุบัน
วิกฤตการเมืองไทยในครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากทุกคนในสังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงกัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงจนเห็นได้ชัดเจนเช่นนี้ นโยบายประชานิยม จะไร้ความหมาย หากคนส่วนใหญ่ได้ยกระดับจากชนชั้นล่างขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางได้เหมือนดั่งประเทศพัฒนาแล้ว การที่ชนชั้นล่างเห็นแก่ประโยชน์เพียงเล็กน้อยจนต้องตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองนั้น ย่อมชี้ให้เห็นว่า “โครงสร้างความมั่งคั่ง” ในสังคมไทยเหลื่อมล้ำต่ำสูงเพียงใด
ลำพังเพียงการ “รู้เหตุ” ย่อมไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่การ “รู้เหตุ” ย่อมเป็น “ก้าวแรก” และ “ก้าวที่สำคัญ” ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้
การแก้ไขปัญหาของ “เสื้อแดง” ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้น อาจทำได้โดยการ “แบ่งปัน” ความมั่งคั่งของชนชั้นอื่นให้กับชนชั้นล่าง โดยใช้กลไกของรัฐบาลทั้งในรูปของอัตราภาษี การจัดตั้งรัฐสวัสดิการ และรวมถึงโครงการสร้างงานสร้างอาชีพทั้งหลาย แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีประเทศใดสามารถสร้างฝันนี้ให้เป็นจริงได้ หากประเทศนั้นไม่มีความมั่งคั่งร่ำรวยที่มากเพียงพอ ไม่สามารถยกระดับจากประเทศกำลังพัฒนาให้กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้สำเร็จ
โครงสร้างสำคัญของประเทศพัฒนาแล้ว ที่สามารถแก้ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดจาก “ชนชั้นล่าง” ได้ก็คือ “ความหลากหลายของวิถีเศรษฐกิจ” ประเทศพัฒนาแล้ว จะไม่ผูกติดตนเองกับสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน แต่จะยกระดับตัวเองไปสู่ “สินค้ามูลค่าเพิ่ม” ยกตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าธรรมดาที่กลายเป็นอุตสาหกรรมตะวันตกดินนั้น ได้ถูกยกระดับเป็น “เสื้อผ้าที่มีดีไซน์” มีการออกแบบที่เต็มเปี่ยมด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
ทั้งหมดนี้ได้นำไปสู่การจ้างงานที่เพิ่มมากขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานแห่งคุณค่า ตั้งแต่การออกแบบที่เลิศหรู การผลิตที่ต้องใช้ฝีมืออันประณีตบรรจง และการวางจำหน่ายที่ต้องตกแต่งบรรยากาศให้รื่นรมย์ เชื้อเชิญต่อการเฟ้นหาเลือกซื้อ ยิ่งกว่านั้น “คนงาน” ที่ทำการผลิตสินค้าเหล่านี้ จะไม่ได้รับเพียงแค่ “ค่าแรงยังชีพ” แต่จะยกระดับตัวเองจากชนชั้นล่างขึ้นเป็นชนชั้นกลางได้โดยอัตโนมัติ
ความพ่ายแพ้ของ “เสื้อแดง” ในวันนี้ จึงเป็นเพียงแค่ความพ่ายแพ้ชั่วคราวเท่านั้น และเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลก็ไม่อาจใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับ “เสื้อแดง” ได้ทั้งหมด นั่นหมายความว่า ทุกคนในสังคมได้ยอมรับแล้วว่า “ชนชั้นล่าง” มีจำนวนและพลังมากมายเกินกว่าที่จะกำจัดไปได้ ทางเดียวที่จะลดทอนพลังของเสื้อแดงได้ ก็คือ การเปลี่ยน “ชนชั้นล่าง” ให้กลายเป็น “ชนชั้นกลาง” และการจะทำเช่นนี้ได้ ย่อมมาจากการพัฒนาธุรกิจ “มูลค่าเพิ่ม” ที่สามารถจ้างงาน “ชนชั้นกลาง” ได้มากมายเพียงพอที่จะรองรับ “ชนชั้นล่าง” ที่ปรารถนาจะยกระดับตัวเองขึ้นเป็น “ชนชั้นกลาง”
หน้าที่การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและชนชั้นนั้น จึงไม่จำเป็นต้องผูกขาดอยู่กับฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่ระดับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งให้สิทธิประโยชน์กับ “ธุรกิจมูลค่าเพิ่ม” เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ “นักธุรกิจ” ได้ปรับปรุงธุรกิจตนเองจากการผลิตสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมพื้นฐานมาเป็น “ธุรกิจมูลค่าเพิ่ม” ยิ่งกว่านั้น ในส่วนของชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ก็สามารถช่วยเหลือโดยการพัฒนาปรับปรุงทักษะ ความรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อให้รองรับต่อ “ธุรกิจมูลค่าเพิ่ม” ที่จะเติบโตต่อไปในอนาคตได้
การแก้ปัญหาการเมืองไทย จาก “ต้นเหตุ” ที่แท้จริง จึงน่าจะดีกว่าการพยายามเสแสร้ง หรือหลอกตัวเอง โดยการชูธงอุดมการณ์หรือข้อกล่าวหาอื่นใด แน่นอนว่า คนไทยที่ต่อสู้เพื่อพิทักษ์อุดมการณ์ที่สูงส่งทั้งหลายนั้น มีจำนวนไม่น้อย แต่คนไทยกลุ่มนี้ก็เป็นเพียง “คนกลุ่มน้อย” ในสังคมไทยเท่านั้น ดังนั้น หากคนส่วนใหญ่สามารถตกลงจัดสรรผลประโยชน์ได้อย่างลงตัวแล้ว “คนกลุ่มน้อย” เหล่านี้ก็จะไม่สามารถปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองได้อีกต่อไป ที่สำคัญ ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ทั้งหลายในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ล้วนไม่เคยเริ่มต้นจากปัญหาเรื่องอุดมการณ์ แต่เกิดจากความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ แล้วจึงนำอุดมการณ์อันสูงส่งเข้ามาเป็น “เครื่องมือ” เท่านั้น
แน่นอนว่า การแก้ปัญหาที่แท้จริง โดยการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมพื้นฐาน ให้กลายเป็น อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทุกคนในสังคมได้รับทราบถึง “ต้นเหตุที่แท้จริง” นี้แล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะระดมสรรพกำลังของผู้คนในสังคม ทั้งความคิดสร้างสรรค์ หยาดเหงื่อแรงงาน เงินทุนและทรัพยากร รวมถึง การพลิกแพลงและปรับปรุงอย่างไม่ลดละ เพื่อทลายสาเหตุที่ทำให้คนไทยต้องมาขัดแย้งและเสียเลือดเนื้อนี้ให้หมดสิ้นไป
ลองนึกดูว่า การอดทนชุมนุมประท้วงของคนเสื้อเหลืองนับร้อยๆวัน การละทิ้งถิ่นฐานในชนบทเพื่อเข้ามาร่วมชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงนั้น ต้องใช้ความอดทน การต่อสู้ และความยากลำบากมากน้อยเพียงใด ยังไม่นับว่า การกำหนดยุทธศาสตร์และการพลิกแพลงเพื่อจะทำให้ได้รับชัยชนะในการต่อสู้นั้น ทั้งสองกลุ่มได้ทุ่มเทมันสมองและความคิดสร้างสรรค์ไปมากมายเพียงใด หากสามารถแปรเปลี่ยนพลังสร้างสรรค์และความวิริยะพยายามที่ได้ลงแรงไปในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ ไปใช้ในการสร้าง “ธุรกิจมูลค่าเพิ่ม” ให้เติบโตงอกงามในเมืองไทยแล้ว ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า เมืองไทยอาจยกระดับเข้าสู่ “สันติสุขใหม่ (new equilibrium)” ไปนานแล้ว ไม่ต้องตึงเครียดและต่อสู้อย่างเสียเลือดเนื้อมากมายเช่นนี้
ถึงเวลาหรือยัง ที่คนไทยส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับแนวทาง “ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของทุกกลุ่มคนและชนชั้นในสังคมไทย” จะเดินทางออกจากเกมการเมืองอันซับซ้อนวกวน เพื่อปลีกตนเองออกมาสร้างสรรค์ผลผลิตยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ แน่นอนว่า การกระทำของปัจเจกบุคคล อาจดูเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการรวมกลุ่มทางการเมืองขนาดใหญ่ แต่ต้องไม่ลืมว่า “ปัญหาทุกอย่าง ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ” ดังนั้น พลังเพียงเล็กน้อย แต่มาถูกทางนั้น ในระยะยาวย่อมมีค่ามากกว่าพลังมหาศาลที่ผิดทิศผิดทาง ที่สำคัญ หากมีคนเริ่มเห็นด้วยกับแนวทางนี้มากขึ้นๆ การกระทำของปัจเจกชนแต่ละคนย่อมส่งผลสะเทือนต่อการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้อย่างแน่นอน ยังไม่นับว่า คนที่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงเหล่านี้ อาจรวมตัวกัน เพื่อให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย อันจะนำมาซึ่ง “สันติสุขใหม่” ในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับแนวทางนี้ และส่วนหนึ่งก็ยังยืนหยัดที่จะต่อสู้ในทางการเมืองต่อไป แต่อย่างน้อย หากส่วนหนึ่งของคนที่กำลังต่อสู้อยู่นั้น ได้บังเกิดภาวะ “พลันคิดได้” และเห็นด้วยกับแนวทางนี้ ย่อมสามารถออกมา “ช่วยชาติ” ในแนวทางที่ถูกต้องนี้ได้ ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ของชาติ ที่ต้องเสียเวลา เสียสุขภาพจิต และสูญเสียแรงกายแรงใจ ในการหมกมุ่นกับปัญหาทางการเมืองนั้น จะได้ “ตาสว่าง” และหลุดออกจาก “วงจรอุบาทว์” ทางการเมือง เพื่อรวมรวมสติ สมาธิ ปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและคนรอบข้าง ที่สำคัญ หากความคิดสร้างสรรค์นั้นมีพลังและคุณค่ามากเพียงพอ ย่อมส่งผลสะเทือนถึงการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไปสู่ความมั่งคั่งร่ำรวยล้นเหลือ ที่เพียงพอจะแจกจ่ายให้กับทุกกลุ่มคนและชนชั้นในสังคมไทย
“เราไม่อาจแก้ปัญหาใดๆได้ ด้วยแนวคิดและวิธีการระดับเดียวกับที่สร้างปัญหาขึ้นมา”
You can never solve a problem on the level on which it was created.
