หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1918 ประธานาธิบดี วู้ดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ได้ทำการแถลงโครงการสถาปนาสันติภาพ ที่ประกอบไปด้วยหลักการอันสร้างสรรค์ 14 ประการ อย่างมองโลกในแง่ดีว่าจะลงหลักปักฐานสร้างสันติภาพให้กับโลกโดยปราศจากสงครามอีกต่อไป
ทว่าการเอาเปรียบจากฝ่ายผู้ชนะสงครามโดยการอาศัยสนธิสัญญาแวร์ซาล์ย และสภาพเศรษฐกิจ-สังคม ผันผวนตกต่ำอันสุดพรรณา ค่าเงินเฟ้อของเยอรมันพุ่งพรวดในระดับวันต่อวัน จนกระทั่งเงินมาร์กแทบไม่ต่างอะไรกับกระดาษชำระ นั่นทำให้สังคมเยอรมันผลิตองค์กรเผด็จการชาตินิยม อย่างนาซี และผู้นำอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นมา และนำเยอรมนีเข้าสู่สงครามโลกอีกครั้งพร้อมกับความย่อยยับของยุโรป
ครั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ประเทศผู้ชนะสงครามได้ทำการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นมา โดยหวังเป็นเวทีการเจรจานานาชาติ เพื่อไกล่เกลี่ยข้อแย้งอันอาจนำไปสู่สงคราม ทว่าโลกกลับเผชิญสงครามยุคใหม่ที่ชื่อ “สงครามเย็น” การทำสงครามตัวแทนระหว่างสองอภิมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต กระจายตัวไปทั่วภูมิภาคยุโรปและเอเชีย
เมื่อมีการทุบทำลายกำแพงเบอร์ลิน เยอรมนีรวมประเทศ สหภาพโซเวียตล่มสลาย โลกเหลือมหาอำนาจนำอย่างสหรัฐอเมริกาเพียงชาติเดียว ความขัดแย้งใหม่ก็เริ่มผุดบังเกิดขึ้นเมื่อสหรัฐอเมริกาโถมกำลังพลเข้าสู่ตะวันออกกลาง
ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตามที เบื้องลึกของความเป็นไปในโลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ซึ่งเกิดจากการวางยุทธศาสตร์ชาติของแต่ละประเทศเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ นี่คือการเมืองตามความเป็นจริง (real politik) และเป็นหลักการพื้นฐานที่ Stratfor ใช้ตีความ (re-interprete) นัยสำคัญทางประวัติศาสตร์ในทศวรรษที่เพิ่งผ่านพ้นมา เพื่อทำความเข้าใจผลพวงที่ดำเนินต่อเนื่องไปยังทศวรรษใหม่ที่เริ่มคลี่ม่านออกมาต่อไป
SIU ได้นำเสนอ5 อันดับท้ายสุด ของวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลสะเทือนต่อประวัติศาสตร์โลกในทศวรรษที่แล้ว ตามสายตาของ Stratfor ไปแล้ว ต่อไปนี้จะเป็นรายชื่อ 5 อันดับวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดที่เหลือ ยิ่งอันดับสูงเท่าไหร่ยิ่งส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อระเบียบโลกเท่านั้น
อันดับ 5 : ประธานาธิบดีปูตินขึ้นครองรัสเซีย
สหภาพโซเวียตแตกสลายเป็นเสี่ยงภายหลัง กอร์บาชอฟ พยายามดำเนินนโยบายกลาสนอตส์และเปเรสตรอยก้า เพื่อทำการปฏิรูปเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหภาพโซเวียต ประธานาธิบดีบอริส เยสต์ชิน ขึ้นสู่อำนาจจากการนำประชาชนต่อต้านการพยายามยึดอำนาจจากนายทหารหัวอนุรักษ์เก่า ผนวกกับฝ่ายอำนาจนำจาก KGB แต่นั่นก็ยิ่งทำให้รัสเซียใหม่อ่อนแอลงไปอีก

TIME เลือกปูตินเป็นบุคคลแห่งปี 2007, ที่มา – Time.com
กระทั่งเมื่อบุรุษเหล็กอย่างวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ขึ้นสู่อำนาจแถมยังดำรงตำแหน่งอันยาวนานถึงสองสมัย ปูตินใช้ทั้งนโยบายการทหาร การฑูต และนโยบายพลังงานเสริมสร้างอิทธิพลเหนือประเทศบริวารเดิมของสหภาพโซเวียต นำรัสเซียก็เริ่มกลับสู่เส้นทางมหาอำนาจอันทรงเกียรติภูมิอีกครั้งอย่างช้า ๆ
ในด้านภายในประเทศปูติน พยายามดุลอำนาจทั้งทางการเมืองและอำนาจทางเศรษฐกิจ ของสองหน่วยงานสืบรัฐการลับอย่าง SVR (Sluzhba Vneshney Razvedk หรือ Foreign Intelligence Service ซึ่งแปรสภาพมาจาก KGB ซึ่งถูกยุบไปในสมัยเยสต์ชิน) และ GRU (Glavnoje Razvedyvatel’noje Upravlenije) อย่างได้ผล รวมถึงใช้ประโยชน์เศรษฐกิจพลังงานที่กำลังได้รับประโยชน์จากขาขึ้นของราคาน้ำมัน และการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศ ที่สำคัญปูตินกำลังจะกลับสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีคนปัจจุบัน Dmitry Medvedev ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นหุ่นภายใต้การชักใยของปูตินเองกำลังหมดวาระ
การกลับสู่เส้นทางมหาอำนาจของรัสเซีย ย่อมส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อยุโรป และภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างเลี่ยงไม่ได้
อันดับ 4 สหรัฐอเมริกาบุกอิรัก
การตัดสินใจส่งกองกำลังเข้ายึดครองอิรักของสหรัฐอเมริกา เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่กำหนดรูปลักษณ์ของภูมิรัฐศาสตร์โลกตลอดจนถึงปัจจุบัน สงครามอิรักไม่เพียงทำให้สหรัฐอเมริกาแปลกแยกต่อพันธมิตรของตนในยุโรปและเอเชีย แต่ยังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ รัสเซีย และ จีน พัฒนาตนขึ้นสู่มหาอำนาจโลกอีกด้วย

สงครามในอิรัก กลับทำให้กำลังของสหรัฐฯ ในระดับโลกแผ่วลง, ที่มา – วิกิพีเดีย
แม้ว่าอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับบลิว บุช ส่งสัญญาณขู่ประเทศในกลุ่มแกนอักษะแห่งความชั่วร้ายอย่าง อิหร่าน อิรัก และเกาหลีเหนือ ว่าสหรัฐฯ อาจไม่ลังเลในการใช้กำลังจัดการกับประเทศเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริงทั้งสงคราม และการพยายามจัดการกับการก่อการร้ายในประเทศอิรัก กลับกลายเป็นตัวถ่วงรั้งและดึงสหรัฐฯ ออกจากบทบาทของ “ตำรวจโลก” ไปแล้ว
อันดับ 3 เลห์แมนบราเธอร์สล้มละลาย
สัญญาณล่มสลายของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และยุโรปเริ่มตั้งเค้ามานานแล้ว (ดูลำดับเหตุการณ์วิกฤตการเงินโลก) แต่ Stratfor มองว่าการล้มละลายของ Lehman Brothers เป็นหมุดหมายสำคัญที่วิกฤตการเงินโลกเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารงานของอดีตประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ซี ฮูเวอร์เมื่อปี 1929 – 1932 นำพาความยากลำบากอย่างเหลือพรรณมามาให้กับประชาชนของสหรัฐอเมริกา นโยบาย “ข้อตกลงใหม่” (New Deal) ของอดีตประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี รุสเวลท์ (ซึ่งมีลักษณะการใช้จ่ายเงินจากภาครัฐครั้งใหญ่เหมือนประธานาธิบดีโอบามาในปัจจุบัน) จึงถูกงัดขึ้นมาใช้แทนที่
ฤๅจะเป็นอวสานระบบทุนนิยม : บทบรรณาธิการจาก The Economist, ที่มา – วิกิพีเดีย
แต่นั่นก็สร้างความแตกแยกครั้งใหญ่ทั้งการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง และการเมืองระดับโลกจนกระทั่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงกึ่งกลางของวิกฤต สถานการณ์จะเลวร้ายลงดังคำนายของบทบรรณาธิการ The Economist ในชื่อ ฤๅจะเป็นอวสานทุนนิยม หรือโลกจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้โดยไม่มีอะไรเสียหายมากอีกครั้งเรายังคงต้องจับตามองดู
แต่ดูเหมือนว่า การปาฐกถาของเบอร์นังเค่เมื่อปีที่ผ่านมาที่แฟรงค์เฟิร์ต จะไม่ได้ช่วยให้เรามองสถานการณ์ของสหรัฐอเมริกาดีขึ้นเท่าใดนัก นอกจากจะมีสัญญาณชัดเจนขึ้นว่าขณะนี้โลกกำลังมีการดำเนินเศรษฐกิจสองความเร็ว คือสหรัฐอเมริกา-ยุโรป และเอเชีย-ชายฝั่งแปซิฟิค ที่แตกต่างกัน
อันดับ 2 จีนได้รับสถานภาพสมาชิกองค์กรการค้าโลก
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2001 องค์กรการค้าโลก (WTO) ได้รับประเทศจีนเข้าเป็นสมาชิกภาพอย่างเป็นทางการ และนั่นเป็นทั้งเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์และเหตุการณ์ที่เป็นจริง ที่แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังพัฒนาตัวเข้าสู่การพัฒนาขั้นที่สอง หลังจากการปฏิรูปเศรษฐกิจในช่วงสมัยของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมา
การเชื่อมตัวเข้าสู่กระแสการค้าโลกของจีน ไม่เพียงแต่ทำให้จีนสามารถส่งออกสินค้าราคาถูกไปยังประเทศในซีกโลกตะวันตกจนได้เปรียบดุลการค้ามหาศาลได้ แต่จีนยังได้รับเงินลงทุน (FDI) และการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีจำนวนมากด้วย จีนฉวยโอกาสนี้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค และความแข็งแกร่งทางทหารไปพร้อมกัน เศรษฐกิจภายในของจีนก็เติบโตและทำให้จีนต้องการบริโภคทรัพยากรจากนอกประเทศเป็นจำนวนมาก

การสร้างเขตอิทธิพลในท่าเรือนอกน่านน้ำจีน หรือยุทธศาสตร์ร้อยไข่มุก (string of pearl) : ที่มา – Stratfor
ในทางด้านการทหารจีนเริ่มขยายขีดความสามารถจากแนวทางเชิงตั้งรับป้องกันชายฝั่ง (Brown-Water Navy) มาเป็น Active Green Water Defence Strategy ในปี พ.ศ. 2530 และตั้งเป้าในการมุ่งสู่ยุทธศาสตร์น่านน้ำทะเลลึก (Blue Water Navy) ในช่วงศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2563 – 2583) รวมทั้งมีการขยายอิทธิพลของตนไปในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย
การผงาดขึ้นของจีนจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับสองในสายตาของ Stratfor ไม่เพียงแต่การขับเคลื่อนด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกของมังกรจีนเท่านั้น นักลงทุนต่างก็มองว่าจีนมีอนาคตที่สดใสอีกด้วย แต่เรายังคงต้องรอดูว่าผู้นำรุ่นที่ 5 ที่คาดกันว่า สีจิ้นผิง (Xi Jinping) จะขึ้นมารับไม้ต่อจากหูจิ่นเทาในอีกสองปีข้างหน้าจะนำพาจีนไปยังทิศทางอันสดใสต่อเนื่องได้อีกทศวรรษหนึ่งหรือไม่
อันดับ 1 เหตุการณ์ 9/11
สหรัฐอเมริกายังไม่เคยประสบสงครามขนาดใหญ่บนผืนแผ่นดินของตนเองมาก่อน นับจากการทำสงครามปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และการทำสงครามกลางเมืองภายในเป็นต้นมา แต่อัลกออิดะห์ทำให้พลเมืองสหรัฐอเมริกาได้รับรู้ว่า “สงคราม” ในผืนแผ่นดินแม่ของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เครื่องบินโดยสารถูกกลุ่มอัลกออิดะห์จี้เพื่อพุ่งชนตึกเวิร์ลเทรด, ที่มา – วิกิพีเดีย
ปฏิบัติการถล่มตึกเวิร์ลเทรด และเพนตากอนของสหรัฐฯ ด้วยการจี้เครื่องบินพุ่งชน จึงสร้างความสั่นสะเทือนในใจของชาวอเมริกันชนอย่างใหญ่หลวง พลเมืองอเมริกันออกเสียงสนับสนุนท่วมท้นต่อนโยบาย “ไม่อยู่ข้างเราก็เป็นศัตรูเรา” ของอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับบลิว บุช จนกำเนิดเป็นมาตรการการป้องกันแผ่นดินเกิด (Homeland defence) และปฏิบัติการตามล่าอัลกออิดะห์ ทั้งในอิรัก อัฟกานิสถาน และ ปากีสถาน
นี่เป็นเหตุผลหลักที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจดำเนินนโยบายต่อใจกลางโลกมุสลิม และส่งผลสะเทือนต่อเนื่องไปทั่วโลก ทั้งยังเปิดโอกาสให้รัสเซีย และจีน กลับสู่ตำแหน่งมหาอำนาจโลกอีกครั้ง
Stratfor มองว่านี่เป็นเหตุการณ์สำคัญสุดยอด ที่กำหนดความเป็นไปของสถานการณ์โลกในทศวรรษที่เพิ่งผ่านพ้นมา
