Practical Report 10 นโยบายน่าคิดสำหรับผู้ว่ากรุงเทพมหานครในสมัยหน้า กับ วาระกรุงเทพฯ 2012

10 นโยบายน่าคิดสำหรับผู้ว่ากรุงเทพสมัยหน้า จากการระดมสมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันของกลุ่มนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ในงานเสวนาเชิงปฏิบัติการ (workshop) จากประเด็นเรื่อง วาระกรุงเทพ 2012 หรือ Agenda Bangkok 2012 นี้ ซึ่งโครงดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง SIU และบริษัท Noviscape Consulting Group จำกัด โดยการสนับสนุนของ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน (FNF) ประเทศไทย

ทาง SIU ขอสรุป 10 ประเด็นสำคัญที่ท่านผู้ว่ากรุงเทพฯ ในสมัยหน้า สมควรพิจารณาเพื่อกำหนดเป็นนโยบายในการดูแลจัดการกรุงเทพมหานครให้น่าอยู่มากขึ้น รวมทั้งสามารถเป็นโมเดลสำคัญให้จังหวัดอื่นๆ ได้ ดังนี้ (ไม่ได้เรียงตามคะแนนิยม)

1.Sex in the City เทรนด์นโยบายด้านนี้ ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันไม่ได้มีแค่เพียง 2 เพศสภาพที่พูดถึงกันในสังคม แต่กินความมากกว่าความหลากหลายอย่างที่เคยได้ยิน การสนับสนุนให้เกิดนโยบายนี้ เพื่อให้สังคมยอมรับความแตกต่าง ทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างผู้คนในสังคมมากขึ้น และลดความแปลกแยกระหว่างเพศน้อยลง

2.New Generation of Labor แม้ว่าในปัจจุบัน กรุงเทพมหานครยังไม่ได้เป็นเมืองคนชราโดยสมบูรณ์ แต่อัตราจำนวนประชากรที่เป็นแรงงานสูงอายุมีมากขึ้น คนอายุยืนขึ้น ซึ่งไม่ได้รวมแค่คนไทยที่อยู่ในกรุงเทพฯ แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคนต่างเชื้อชาติที่เข้ามาอาศัย และใช้แรงงานในไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีทั้งชาวพม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดเนียเซียกรุงเทพฯ แม้ไม่ใช่เมืองคนชราโดยสมบูรณ์ แต่ใกล้จะเป็นสังคมเมืองคนชราแล้ว

ประเด็นก็คือว่า นโยบายของกรุงเทพฯ เตรียมพร้อมหรือยังสำหรับการรองรับคนวัยชราที่มีอายุยืนยาวมากขึ้นนี้ พื้นที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงวัยนั้น ยังคงเป็นปัญหาที่ทำให้กรุงเทพฯ อยู่ยากมากขึ้น

ระดมสมอง เวิร์กช็อป วาระกรุงเทพ นโยบายกรุงเทพมหานคร

3.BKK-Identities อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์กรุงเทพฯ เป็นมหานครสำคัญที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอันมีความหลากหลายที่แตกต่างชัดเจนมากขึ้น รอยยิ้มจะยังเป็นแม่พิมพ์สำคัญที่เคยถูกประทับตราสำคัญให้เป็นสัญลักษณ์สำหรับกรุงเทพฯ อีกต่อไปหรือไม่ และความหลากหลายเช่นนี้จะทำให้ผู้คนอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างที่หลากหลายเช่นนี้ได้มากน้อยเพียงใด และภาพลักษณ์เชิงลบของกรุงเทพฯ ที่สร้างความแปลกแยกกับคนต่างจังหวัดจะคงอยู่ต่อไป หรือจะถูกเปลี่ยนให้มีทัศนคติที่ดีต่อกันมากขึ้นในฐานะที่เป็นคนประเทศเดียวกัน

4.Art for All ศิลปะเพื่อทุกคน ศิลปะบนท้องถนน ศิลปะตามสาธารณูปโภคที่คนทุกกลุ่ม ทุกวัย สามารถเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องเข้าไปเสพศิลป์ได้เฉพาะในหอศิลป์ หรือในพิพิธภัณฑ์ วัด วัง ฯลฯ เท่านั้น แต่การทำให้เมืองมีความเป็นศิลปะมากขึ้น จะช่วยแต่งแต้มสีสันให้กรุงเทพฯ น่าอยู่ และทำให้คนที่สัมผัสได้มีจิตใจที่อ่อนโยนลงบ้าง อย่างน้อยก็ลดความรุ่มร้อนในจิตใจท่ามกลางความร้อนแรงที่มาจากอากาศ ความตึงเครียดที่มาจากสภาพจรจรติดขัด หรือปัญหาที่สั่งสมอยู่ในสมองและจิตใจของผู้คนทั้งจากหน้าที่การงาน การศึกษา ครอบครัว และสังคม

5.Emerging Crimes แนวโน้มที่กรุงเทพฯ ถูกทำให้มีพื้นที่บนโลกไซเบอร์ซ้อนทับอยู่จะมีสูงมากขึ้น กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใช้ Facebook มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก จำนวนมากกว่า 8.5 ล้านคน คนกรุงเทพฯ มีบริบทอีกตัวหนึ่งไปลอยอยู่บนอากาศ เนื่องจากกรุงเทพฯ ถูกพัฒนาให้กลายเป็น Smart City ผ่านการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้คนโดยการจัดให้มีบริการ Wi-Fi ฟรี

นโยบายที่น่าส่งเสริมคือ คุณจะทำอย่างไรที่จะสามารถป้องกันจากการแฮ็กข้อมูลได้ อาจจะต้องจัดหาผู้เชี่ยวชาญและแฮ็กเกอร์ที่สามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในกรุงเทพฯ ได้ อาชญากรรมที่ยังเป็นปัญหาร่วมสมัยและเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า ผู้ที่นิยม check-in สถานที่ที่ตนไป ไม่ว่าจะเป็นที่กิน ที่เที่ยว ฯลฯ เหล่านี้ แฮ็กเกอร์มือฉกาจจะสามารถเจาะข้อมูลของคุณเพื่อสืบรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนโดยที่คุณไม่รู้ตัว เขาสามารถเข้าไปขโมยทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งเอาชีวิตคุณได้เหมือนกับที่อาชญากรในประเทศอื่นก็เคยทำมาแล้ว

6.Inclusive Space สืบเนื่องจากเทรนด์นโยบาย Emerging Crimes เราจะเห็นว่ามีพื้นที่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งมีทั้ง 2พื้นที่ ที่ปรากฎขึ้นโดยไม่รู้ตัวคือ Cyberspace และ Cognitive space ซึ่งมีทั้งทรัพยากรที่จับต้องได้ (Tangible asset) และจับต้องไม่ได้ (Intangible asset) การบริหารพื้นที่ที่จับต้องไม่ได้ กำลังเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

เราจะเห็นว่ากรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีกระบวนในการจัดการพื้นที่ดังกล่าวนัก เช่น ตึกสูงหมดอายุแล้ว ควรทำอย่างไร สามารถนำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ให้แก่สาธารณะได้หรือไม่อย่างไร หรือพิจารณาที่จะทำลายซากตึกทิ้งแล้วจะพัฒนาในมิติใดได้อีก การไม่เข้าใจในการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะร่วมกันของผู้คนก็ทำให้ประเด็นดังกล่าวแทบจะหมดประโยชน์ลง ดังนั้น ในทุกๆ พื้นที่นั้น ควรจะบริหารจัดการอย่างไรได้บ้าง ผู้ว่ากรุงเทพฯ น่าจะหยิบยกมาพิจารณาต่อ

ในอนาคตก็ควรพิจารณาขยายพื้นที่ในการให้บริการความเป็น Smart City เช่นนี้กระจายไปยังจังหวัดอื่นๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกความเจริญและอำนวยความสะดวกสบายให้กับคนเมือง เมืองกรุงเทพฯ อย่างเดียวอีกต่อไป

7.Low-Carbon Society กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ 1 ใน 20 ที่จะต้องเผชิญกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ เป็นไปได้เพียงใดที่เราจะพัฒนามหานครแห่งกรุงเทพฯ นี้ ให้กลายเป็นเมืองที่สามารถผลิตคาร์บอนในอัตราที่ต่ำ การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกนั้น ยังมีการรณรงค์กันแต่ผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างจากแคมเปญดังกล่าว การใช้ถุงผ้าเพื่อลดโลกร้อนก็เป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่ได้ลดโลกร้อนได้จริง เมื่อพฤติกรรมและความตระหนักรู้ถึงการรักษ์สิ่งแวดล้อมของคนไม่มีอยู่จริง

อีกทั้งการโปรโมทกรุงเทพฯ ทั้งการจัดเลนส์จักรยาน แต่ใช้งานได้จริงหรือไม่ มีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใดสำหรับชีวิตของผู้ใช้จักรยานในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ มีการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้จักรยานมากน้อยเพียงใด ตลอดจนการติดตั้งไม้ประดับ ต้นไม้ ให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสีเขียวนั้น ท่านคิดว่าทำแค่นั้นแล้วจะทำให้กรุงเทพฯ สีเขียวได้จริงหรือไม่ หรือสะท้อนนัยยะในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพียงใด เราคงต้องพิจารณาและทบทวนกันบ้างว่างบหรือต้นทุนที่เสียไปกับค่าใช้จ่ายจากไม้ประดับตามท้องถนนนั้น ช่วยอะไรให้อุณหภูมิในกรุงเทพฯ เย็นขึ้น หรือช่วยให้คาร์บอนไดออกไซด์ลดลงแค่ไหน อย่างไร

นโยบายกรุงเทพมหานคร ผู้ว่ากรุงเทพ

8.AEC-Megacities ในขณะที่ภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเมืองเยอะมาก และกำลังเป็น AEC เมืองเหล่านี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดรับกับการเป็นตลาดร่วม ถ้ากรุงเทพฯ เป็นผู้นำได้อาจจะมี Urban league คือมีประเด็นมาตรฐานการเชื่อมโยงเมืองมหานครในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมากขึ้น

กรุงเทพฯ ควรมีกลไกที่คล้ายกับงานในกระทรวงต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กับมหานครต่างๆ และจังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ มีอำนาจเทียบเท่าโตเกียว ลอนดอน แต่ในฐานะเมืองเศรษฐกิจต้องมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้องเช่นกัน

9.Emerging Rights กรุงเทพมหานครต้องทำหน้าที่ในการสนับสนุนสิทธิของพลเมืองมากขึ้น การบริหารสิทธิกลายเป็นสิ่งที่ท้าทาย เพื่อสร้างความเข้าใจคนในสังคมมากขึ้น ในการเพิ่มการมีส่วนร่วมของคนในสังคม สิทธิจะถูก exercise มากขึ้นตามความซับซ้อนทางอำนาจของบุคคล ถ้าย้อนกลับไป ไม่ว่าจะผู้ว่าพรรคไหน ควรจะเข้าใจบริบทสิทธิมากขึ้น

การได้มาซึ่งสิทธินั้นจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบที่ได้ใช้สิทธินั้น เมื่อหยิบยกเรื่องสิทธิมากขึ้น ก็ต้องตระหนักเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันของทุกคน คุณค่าที่จะได้รับร่วมกันของสังคม ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้มานี้ต้องคำนึงถึงสิ่งที่ได้มาของสาธารณะเป็นสำคัญด้วย ไม่ใช่นึกถึงแต่เพียงสิทธิส่วนตนเองเพียงลำพัง

10. 360 ° Leaderships แนวนโยบายดังการเป็นทิศทางที่จะเกิดขึ้นและชี้ให้เห็นว่า บทบาทของผู้ว่ากรุงเทพมหานครนั้น จะต้องสร้างสรรค์และก้าวทันความเปลี่ยนแปลงทางบริบทของสังคมและการเปลี่ยนรูปของนวัตกรรมเมือง ความปลอดภัย และอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการบูรณาการความร่วมมือของผู้ว่ากรุงเทพฯ ที่ทำให้แต่ละฝ่าย แต่ละส่วน แต่ละหน่วยงานของกรุงเทพฯ หันหน้าเข้าหากันมากขึ้น ไม่มีพรมแดนของกรม กอง ภาคส่วนมาเป็นเส้นแบ่งกั้นการทำงานจนทำให้เสียประโยชน์ของสาธารณชนโดยรวม

ตลอดจนการทำงานร่วมกันของตัวแทนพรรคการเมืองที่อาจต่างขั้วกันระหว่างผู้นำท้องถิ่นอย่างผู้ว่าการของเมืองต่างๆ ที่รวมทั้งเมืองกรุงเทพฯ ไปด้วย ให้สามารถร่วมงานสอดประสานผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้นำชาติได้

ท่านสามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับในการร่วมผลักดันประเด็นทางสังคมที่สำคัญเพื่อกำหนดเป็นนโยบายกรุงเทพฯ ได้จาก Facebook AgendaBangkok2012