Practical Report การกลับมาของบ้านเลขที่ 111 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่ “หลังฉาก”

ไฮไลท์สำคัญของการเมืองไทยช่วงกลางปี 2555 คงหนีไม่พ้นการปลดล็อค “นักโทษทางการเมือง” คณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวน 111 คน หรือที่สื่อมวลชนไทยยกให้เป็น “บ้านเลขที่ 111″

ถ้าประเมินกันแบบหยาบๆ บ้านเลขที่ 111 เป็นอดีตคณะกรรมการบริหาร รัฐมนตรี นักการเมือง ส.ส. และนายทุนใหญ่ของพรรคไทยรักไทยเดิม ที่ถูกโทษแบนทางการเมืองหลังคดียุบพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ดังนั้นการกลับมาของบ้านเลขที่ 111 หลังถูกปลดล็อคแล้ว ก็น่าจะกลับมาเสริมทัพให้พรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน มีสภาพสมบูรณ์พร้อมดังเช่นในอดีต

ฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ หลายคนอาจกังวลว่าการกลับมาของกลุ่ม 111 จะช่วยให้พรรคเพื่อไทยเข้มแข็งดังเดิม และจุดชนวนความวุ่นวายทางการเมืองกลับมาอีกครั้ง

แต่ถ้าพิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้งลงไปกว่านั้นแล้ว การปลดชนวนการเมืองของบ้านเลขที่ 111 กลับสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยไม่เยอะอย่างที่บางคนกลัว

เหตุผลก็คือบ้านเลขที่ 111 ถึงแม้จะถูกโทษแบนทาง “หน้าฉาก” แต่ในทางปฏิบัติ สมาชิกกลุ่มหนึ่งก็ทำงานระดับ “หลังฉาก” กันอยู่แล้ว การปลดล็อคจึงไม่มีความหมายในแง่เกมอำนาจต่อรองเบื้องหลัง แค่อาจช่วยให้สมาชิกบางคนกลับมายืนอยู่ “หน้าฉาก” ได้เท่านั้น

สมาชิกกลุ่ม 111 นั้นไม่ได้เป็นกลุ่มเป็นก้อนดังที่ภาพถูกเสนอออกไปในสื่อ ถ้าเราแบ่งกลุ่มสมาชิกแบบคร่าวๆ จะสามารถแยกแยะหมวดหมู่ได้ดังนี้

กลุ่มที่ยังทำงานให้พรรคเพื่อไทย เป็นกลุ่มที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอยู่เดิม และช่วยงานของพรรคอยู่หลังฉากเสมอมา เช่น ภูมิธรรม เวชยชัย, พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, พงศ์เทพ เทพกาญจนา, เยาวภา วงศ์สวัสดิ์, จาตุรนต์ ฉายแสง, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, สุรนันทน์ เวชชาชีวะ, ศิธา ทิวารี, ศันสนีย์ นาคพงศ์ และรวมถึงตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เองด้วย

กลุ่มที่ร่วมงานกับคนเสื้อแดง ซึ่งก็มีความใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยอยู่ดี เช่น วีระ มุสิกพงศ์, อดิศร เพียงเกษ, สุธรรม แสงประทุม

กลุ่มที่แยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองเอง และถึงแม้จะไม่ได้มีบทบาทอยู่หน้าฉากในฐานะหัวหน้าพรรค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็น “ตัวจริงเสียงจริง” ภายในพรรคนั้นๆ

  • พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ เนวิน ชิดชอบ, อนุชา นาคาศัย, อนุทิน ชาญวีรกูล, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุชาติ ตันเจริญ, สรอรรถ กลิ่นประทุม
  • พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้แก่ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, พินิจ จารุสมบัติ, ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ, จำลอง ครุฑขุนทด
  • พรรคพลังชล ได้แก่ สนธยา คุณปลื้ม

กลุ่มที่เลิกเล่นการเมืองถาวร หันไปทำงานด้านอื่นๆ แทน เช่น อดิศัย โพธารามิก ที่กลับไปดูแลกลุ่มจัสมิน, ประชา มาลีนนท์ จากกลุ่ม BEC หรือ วัลลภ ยังตรง ที่หันไปทำธุรกิจโรงไฟฟ้า, ลิขิต ธีรเวคิน หรือ สิริกร มณีรินทร์ ที่หันไปทำงานด้านการศึกษา, สุขวิช รังสิตพล ที่อายุมากแล้วและคงเกษียณตัวเอง, ปองพล อดิเรกสาร หรือ ประจวบ ไชยสาส์น ที่เลิกเล่นการเมืองและส่งไม้ต่อให้ลูกชายแทน เป็นต้น

กลุ่มที่หันไปทำงานด้านอื่น แต่ยังสงวนท่าทีทางการเมืองว่าจะเอาอย่างไรต่อไป เช่น สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, โภคิน พลกุล

กลุ่มที่เสียชีวิตแล้ว เช่น สมชาย สุนทรวัฒน์, ไพโรจน์ สุวรรณฉวี

จะเห็นว่าบทบาทของนักการเมืองกลุ่ม 111 ส่วนมากนั้นชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งกลุ่มที่ยังเล่นการเมืองต่อไป (แต่ทำงานอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหน) และกลุ่มที่เลิกเล่นการเมืองไปเลย

กลุ่มที่ยังไม่ประกาศท่าทีชัดเจน โดยหลักๆ แล้วยังมีแค่นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณทั้งคู่ และมีศักยภาพจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในอนาคตทั้งคู่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อดีตรองนายกทั้งสองคนยังมีปัญหาเรื่องขุมกำลัง ส.ส. ในมือที่ไม่สามารถต่อรองเก้าอี้ในรัฐบาลได้เลย (แม้ว่าจะคิดในกรณีจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ตามที่เคยมีข่าวก็ตาม) และสายสัมพันธ์ที่จืดจางกับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ คงทำให้กลับมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยได้ยาก

SIU ประเมินว่าทั้งสมคิดและสุรเกียรติ์น่าจะยังเก็บตัวทำงานของตัวเองต่อไป โดยมีบทบาททางการเมืองในฐานะที่ปรึกษาชั่วครั้งคราวเท่านั้น เป้าหมายคือรอวันที่พรรคเพื่อไทยจะเพลี่ยงพล้ำในระยะยาว แล้วค่อยออกมากำหนดทิศทางทางการเมืองของตัวเองอีกทีหนึ่ง

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสมาชิกกลุ่มไหนในบ้านเลขที่ 111 ต่างก็มีเส้นทางชีวิตของตัวเองที่ชัดเจนอยู่แล้ว การปลดล็อคจึงไม่น่าจะเกิดผลสะเทือนอะไรต่อโครงสร้างของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปัจจุบันมากนัก เว้นเสียแต่เรื่องการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเท่านั้น

ถึงแม้รัฐมนตรี “แถว 3″ ของรัฐบาลเพื่อไทยในปัจจุบันจะยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีนัก จนต้องปรับคณะรัฐมนตรีไปแล้วหนึ่งครั้ง และตัว พ.ท.ต.ทักษิณเองก็เคยแสดงความไม่พอใจประสิทธิภาพการทำงานของรัฐมนตรีแถวสามออกมาให้เห็น

แต่การปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อนำ “รัฐมนตรีแถว 1″ กลับมาทำงานใหม่อีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเก้าอี้รัฐมนตรีมีจำกัด และรัฐมนตรีแถว 3 เองก็ร่วมต่อสู้กับพรรคมาในศึกเลือกตั้ง 2554 ยังถือว่ามีความชอบธรรมของการครองโควต้ารัฐมนตรีเช่นกัน การปลดแถว 3 เพื่อเปลี่ยนเอาแถว 1 มาแทนย่อมสร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทยได้

ผนวกกับสภาวะของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปัจจุบันที่ยังมีเสถียรภาพดี ทำให้การปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีอาจเกิดขึ้นได้แต่จำกัดตำแหน่งเพียง 3-5 รายเท่านั้น คาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะใช้วิธีค่อยปรับเปลี่ยน ครม. ตามที่เคยใช้มาก่อนในรัฐบาลทักษิณ 1 สลับตำแหน่งเพียงบางส่วน เพื่อนำ “ตัวจริง” มาอุดรูรั่วบางจุดเท่านั้น

หากรัฐนาวายิ่งลักษณ์เกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ การจะส่งสมาชิก 111 กลุ่มที่ยังอยู่กับเพื่อไทยมากู้สถานการณ์ ก็ยังเป็นไม้เด็ดที่เก็บไว้ใช้งานได้ภายหลัง

สรุปแล้ว การปลดโทษแบนบ้านเลขที่ 111 จึงแทบไม่ส่งผลกระทบต่อแวดวงการเมืองไทยเลย เว้นเสียแต่ว่าเราอาจจะเห็น “หน้าเก่า” เข้ามานั่งทำงาน “หน้าฉาก” เพิ่มขึ้นอีกไม่กี่คนในขั้นแรก