Practical Report “ไม่มีอะไรมาก่อนกาล” รำลึก 184 ปี จูลส์ เวิร์น มองสังคมไทยผ่านประชาธิปไตยของคณะราษฎร

ในบรรดานักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของโลกชื่อของ จูลส์ เวิร์น (Jules Verne) นักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจะเป็นหนึ่งชื่อที่ไม่สามารถตกสำรวจได้ เนื่องจากเวิร์นได้มีอิทธิพลต่อนักเขียน นักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์ในยุคหลังเขาเป็นอย่างมาก รวมไปถึงตัวผู้เขียนเองที่ได้ยึดเวิร์นเป็นต้นแบบที่ดี เนื่องในครบรอบโอกาส 184 ปีของ จูลส์ เวิร์น ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ SIU ขออุทิศบทความนี้เพื่อเป็นเกียรติแด่นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ประวัติย่อๆ ของเวิร์น เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1828 ที่เมืองน็องตส์ ประเทศฝรั่งเศส ผลงานของเวิร์นนั้นเป็นที่ยอมรับเป็นอย่างมากเป็นนักเขียนที่มีผลงานแปลเป็นอันดับสองรองจาก อกาธา คริสตี้ ผลงานที่เป็นที่รู้จักของสังคมไทยก็ได้แก่ “ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์” (20,000 leagues under the sea) , “80 วันรอบโลก” (Around the world in 80 days), A journey to the center of the earth ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ และ From the earth to the moon  ที่ว่าด้วยการเดินทางไปดวงจันทร์

เอกลักษณ์ของงานเวิร์นก็คือเรื่องของ “จินตนาการ” ที่ล้ำสมัยเป็นอย่างมาก หลายอย่างก้าวจากกรอบของจินตนาการไปสู่โลกแห่งความจริง มรดกของความคิดของเวิร์นนั้นยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ใครจะจินตนาการว่ามนุษย์นั้นคิดเรื่องการเดินทางไปยังดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 1865 ก่อนที่ยานอพอลโล่ 11 จะนำพา นีล อาร์มสตรอง พาไปเหยียบดวงจันทร์ในปี 1969 ได้สำเร็จ

Jules Verne บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์

Jules Verne บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์

ใครจะคิดภาพออกเรือดำน้ำจะมีหน้าตาอย่างไรในปี 1870 แต่เรือดำน้ำนอติลุส ของกัปตันนีโม ออกโลดแล่นมากว่า 150 ปีแล้ว หรือในสมัยที่ยังไม่ระบบการบินพาณิชย์มนุษย์จะสามารถเดินทางรอบโลกได้ใน 80 วัน ในปี 1873 กับนิยาย “80 วันรอบโลก”  มีข่าวที่ว่า จอร์จ เรมี หรือ “แอร์เซ” ผู้ประพันธ์นิยายอมตะอีกเรื่องหนึ่ง “ตินติน ผจญภัย” (The adventures of TinTin) ได้รับแรงบันดาลใจจากลูกเสือชาวเดนมาร์ก “ปาลเล ฮัลด์” (Palle Huld) ที่ชนะการประกวดของหนังสือพิมพ์ Politiken ได้จัดการประกวดหาผู้เดินทางรอบโลก โดยเป็นการฉลอง 100 ปีของ จูลส์ เวิร์น ในปี 1928 ซึ่งเขาใช้ทักษะของลูกเสือและเดินทางรอบโลกในเวลาเพียง 46 วัน

หลายคนๆ มักจะพูดว่าเวิร์นนั้น “มาก่อนกาล” เขาคิดอะไรในสิ่งที่คนในยุคเดียวกันมองไม่เห็น หรือที่ไม่กล้าจินตนาการว่าเรื่องเหล่านี้ นี่คือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจของผู้คนในยุคหลัง สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการมี “ผู้สืบทอดเจตนารมณ์” ที่จะทำให้ส่งที่มีอยู่ในแต่จินตนาการนั้นสัมฤทธิ์ขึ้นมาจริง มิฉะนั้นสิ่งที่ถูกคิดนั้นก็จะเป็นเพียงแค่นิยายธรรมดาๆ

กบฏ ร.ศ.130 เมื่อประชาชนคิดจะปกครองตนเอง

กบฏ ร.ศ.130 เมื่อประชาชนคิดจะปกครองตนเอง

มองย้อนกลับมายังสังคมไทยปีนี้เป็นปีที่ครอบรอบ 100 ปีของเหตุการณ์ กบฏร.ศ. 130 เมื่อนายทหารและปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง วางแผนปฏิบัติการโดยหมายให้พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ และเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่แผนการแตกเสียก่อน จึงมีการจับกุมผู้คิดก่อการซึ่งเป็นครั้งแรกที่สังคมไทยได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

และต่อมาเมื่อปี 2475 คณะราษฏรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยสำเร็จภายหลังการยึดอำนาจแล้ว พระยาพหลพลพยุหเสนาได้เชิญผู้นำการกบฏ ร.ศ. 130 ไปพบและกล่าวกับ ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ว่า “ถ้าไม่มีคณะคุณ ก็เห็นจะไม่มีคณะผม” และหลวงประดิษมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ก็ได้กล่าวในโอกาสเดียวกันว่า “พวกผมถือว่าการปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทำต่อเนื่องจากการกระทำเมื่อ ร.ศ. 130″

การเกิดขึ้นของร.ศ. 130 ไม่ใช่เหตุบังเอิญแต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่อาจจะเป็นเพียงแค่ “ผู้มาก่อนกาล” หากคณะราษฎรไม่ได้รับมรดกทางความคิดและแรงบันดาลใจที่เห็นว่ามีผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสังคมก่อนหน้านี้ คณะราษฎรนั้นพยายามจะวางรากฐานประชาธิปไตยต่อมาเป็นช่วงระยะเวลาอีก 15 ปีก่อนที่จะถูกตัดตอนโดนการก่อรัฐประหาร พ.ศ.2490 ที่นำประเทศไปสู่ระบบอเผด็จการทหารอีกครั้งหนึ่งและเป็นการฟื้นฟูพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม

เชื่อได้ว่าก่อนที่โลกของเราจะมียานอพอลโล 11 ของนาซ่าส่งนักบินอวกาศขึ้นไปดวงจันทร์ย่อมมีการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า การพยายามในหลายๆครั้งเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดถึงแม้จะล้มเหลวเผชิญอุปสรรคและคำคัดค้านบ้าง เพียงแต่ก็ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจในการที่จะกระทำเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย หากเปรียบเทียบกับวิวัฒนาการประชาธิปไตยนั้นเรื่องเหล่านี้มีพัฒนาการและส่งต่อมรดกทางความคิด ผ่านเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย เพียงแต่เจตจำนงค์ของคณะราษฎรนั้นอาจจะถูกลดทอนลงไปบ้าง

สิ่งที่สำคัญก็คือการฟื้นฟูเจตจำนงค์ของคณะราษฎร ในการนำพาประชาธิปไตยสมบูรณ์ตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎรกลับสู่สังคมไทยจะต้องดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าจะประสบกับภาวะยากลำบากเพียงใด หรือวาทกรรมคำค่อนขอดที่ว่า “ประเทศไทยไม่เหมาะกับการปกครองประบอบประชาธิปไตย”ท้ายที่สุดเมื่อมนุษย์ได้เดินทางออกไปในอวกาศ เมื่อปี 2550 มีการรำลึกถึงผู้เป็นบิดานิยายวิทยศาสตร์อย่างเวิร์น โดยการส่งผลงานเขียนของเขาขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ เพราะมรดกที่จูลส์ เวิร์น ได้ทิ้งไว้ไม่ใช่เพียงนิยายแต่เป็นจินตนาการ แต่เป็นที่น่าเสียดายก็คือประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรนั้นกลับถูกพยายามทำลายพร้อมกับเจตจำนงค์ของคณะราษฎรแม้กระทั่งในประวัติศาสตร์ของตำราเรียนในประเทศ

มรดกของคณะราษฎร มีมากกว่าหมุดคณะราษฎร

มรดกของคณะราษฎร มีมากกว่าหมุดคณะราษฎร

หากคุณเป็นผู้เชื่อมั่นในระบอบบประชาธิปไตยสิ่งที่จำเป็นต้องทำก็คือการปกป้องเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เชื่อว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนทุกคน” ถ้าไม่เช่นนั้นสิ่งที่คณะราษฎรเสียสละลงมือทำก็อาจจะเป็นแค่ “ผู้มาก่อนกาล” ในแบบที่ผู้ที่ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยว่าไว้ก็เป็นได้

  • Stwatchai

    ร.ศ. 130 จริงๆ มีเจตนาดี เพียงแต่หลักการนั้น ใช้ความรุนแรง เป้าหมายคือ ต้องล้มล้าง สถาบัน (โดยจะกระทำในลักษณะคล้ายกับ ฝรั่งเศส) จึงมีผู้ร่วมคณะนั้น ยอมรับไม่ได้ จึงต้องเอาเรื่องไปเตือนเจ้านาย ให้ทำการหลบหนี เพราะว่าเชื่อว่า ถ้าไม่หลบหนี ก็คงจะไม่พ้นสิ่งเลวร้าย ที่จะเกิดขึ้นแน่นอน
    ส่วน คณะราษฎร์ นั้น มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่า ไม่กระทำใดๆ รุนแรง จึงเป็นที่มาให้ความสำเร็จ เหมือน การปฏิวัติของจีน ที่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่ได้ มุ่งทำร้าย สถาบัน แม้ว่า จะสู้รบ และ ชาวบ้าน ล้มตาย กันไปมากมาย ปัญญาชน ล้มหายไปมาก ก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว คนทั้งสองฝ่าย ก็ใช้ความคิด และปัญญาที่ว่า ประชาธิปไตย แบบไหน ถึงจะเหมาะสมกับ คนในประเทศนั้นๆ เพราะว่าแต่ละประเทศ ไม่ได้เกิดจากคนยุคเดียว สมัยเดียว การคิดเฉพาะหน้า ไม่เรียนรู้ถึงอดีต ก็จะไม่แข็งแรงในเดินต่อไปข้างหน้า เหมือนต้นไม้ไร้ซึ่งแรกแก้ว ที่ค้ำยัน ลำต้นที่สูงใหญ่เอาไว้นั้นเอง เขียนตามสิ่งที่ศึกษาหาความรู้มา

  • Thanakril

    จุดเริ่มต้นของกบฏ ร.ศ. 130 เกิดจากความไม่ยุติธรรมในการตัดสินคดีเล็กเหมีอนกับไม้ขีดกัานเดียวเผาเมือง ความยุติธรรมสำคัญและเป็นหลักประกันที่ดี่ที่สุด

  • แค่คนที่บังเอิญคิดได้

    ทัศนคติของคณะราษฎร์และคณะ รศ.130 จะเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่? แต่นับจากปี 2475 ถึงปัจจุบันได้พิสูจน์แล้ว ว่าคนเหล่านี้ไม่มีการเตรียมการที่เหมาะสมทั้งบริบททางสังคม การเมือง การปกครอง และระดับการศึกษาในประเทศไทย คนเหล่านี้มิใช่วีรบรุษเป็นเพียงแค่กลุ่มเด็กหนุ่มที่ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศ แล้วคิดเอาเองว่าประเทศไทยต้องเป็นเช่นต่างประเทศ โดยมิได้คำนึงถึงความพร้อมของสังคม คนเหล่านี้สุดท้ายก็คือความผิดพลาด แย่งอำนาจในการนำ และต้องยอมรับชะตากรรมของตัวเองจนตาย แม้แต่คนที่เราบูชาสุดท้ายท่านก็ออกมายอมรับเองว่าวันที่ท่านมีอำนาจแต่ท่านไม่มีประสบการณ์ เสียดายในแนวคิดของท่านมากแต่ท่านพลาดไป สุดท้ายด้วยความไม่พร้อมของสังคมในหลายๆด้าน อำนาจที่คนเหล่านั้นปล้นมาก็เป็นเพียงการให้คนอีกกลุ่มอีกซึ่ง เจนจัดกว่า เลวกว่า เอาไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งต้นเหตุสำคัญคือความไม่รู้ และระดับการศึกษาของคนส่วนมากในชาติ ที่ขาดการตรึกตรองในเหตุและผล ทำให้ในปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองในการแย่งชิงอำนาจการปกครองแล้วมาแบ่งผลประโยชน์กันเอง นี่คือมรดกของ 
    คณะราษฎร์ได้ทิ้งไว้ให้ลูกหลานของเขาเอง หากในวันนั้นเขารอสักหน่อยให้ประเทศไทยพร้อมมากกว่านี้ วันนี้ของประเทศไทยคงจะดีกว่านี้      

  • Naz

    มั่วครับ. จับมาเทียบกันได้. คนละเรื่องเดียวกัน. ตกลงเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์หรือการเมือง

  • Suthon Hin

    บทความนี้คงเขียนเมื่อ พ.ศ.2555 (ร.ศ.230) แต่ปีนี้ พ.ศ.2557 ที่บอกว่าเมื่อกี่ปีมาแล้วจึงได้หายไป 2 ปีครับ