“คุณกล้าพอที่จะทุ่มเททุกสิ่งในชีวิต เพื่อจัดการกับคนที่ชื่อทักษิณหรือไม่”
การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การเมืองไทย” เปลี่ยนไปแล้ว “กลยุทธ์” แบบเดิมที่เคยใช้กำกับและกำหลาบนักการเมืองที่ออกนอกแถวในอดีต เริ่มเสื่อมสมรรถภาพลง
เครื่องมือที่ชื่อว่า “รัฐประหาร” ยังคงเต็มเปี่ยมด้วยน้ำยา แต่ปัญหาคือ บริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมไทย ได้เปลี่ยนแปลงไปไกลมากแล้ว ดังนั้น “รัฐประหาร” จึงไม่ใช่ “กลยุทธ์” ที่พอเพียงในการ “ก้าวให้พ้น ทักษิณ”

ที่มา : fotopedia
การควบคุมสื่อเพื่อไม่ให้ทักษิณติดต่อกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ การใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อทำลายภาพลักษณ์และชื่อเสียงของทักษิณ รวมถึง การรณรงค์ให้ประชาชนรู้สึกว่าเมืองไทยได้กลับสู่ภาวะปกติสุขแล้ว ทั้งหมดล้วนแต่ “ล้มเหลว” เช่นเดียวกับการ “รัฐประหาร”
คำถามสำคัญ คือ รัฐบาล “จริงใจ” แค่ไหนในการก้าวให้พ้น “ทักษิณ” เพราะหากมีความตั้งใจจริงแล้ว รัฐบาลจะต้องรู้ว่า “กลยุทธ์” ที่ดำเนินการในตอนนี้ล้วนแล้วแต่ไร้ประสิทธิภาพ จำเป็นต้องแสวงหา “กลยุทธ์” ที่มีประสิทธิภาพกว่าในการสยบ “ทักษิณ”
3 ปีเต็มๆ แห่งการทุ่มเทสรรพกำลัง ภายใต้กลยุทธ์เดิมๆ ย่อมชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว
เราต้อง “กล้า” ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมจึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังรักและปรารถนาจะช่วยเหลือทักษิณ แม้ว่าจะต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐ”
คำตอบเลี่ยงๆ คือ ทักษิณชำนาญในการใช้เงินหว่านให้คนรัก ทักษิณใช้สื่อในการประชาสัมพันธ์ให้ตนเองได้เก่งกว่าคนอื่น ฯลฯ
แต่คำตอบที่แท้จริง ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนด “กลยุทธ์” เพื่อสยบทักษิณก็คือ “คนจำนวนมากเชื่อว่า ทักษิณมีพลังและอำนาจมากพอที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทย (Transform Thailand)ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า”
หากสามารถทำลาย “ความเชื่อมั่น” ที่แรงกล้านี้ ประชาชนก็จะไม่มีแรงจูงใจอีกต่อไปที่จะสนับสนุนทักษิณ โดยเสี่ยงต่อการขัดแย้งกับอำนาจรัฐ
แต่การทำลาย “ความเชื่อมั่น” ที่ประชาชนส่วนหนึ่งมีต่อทักษิณนั้น ไม่อาจอาศัยเพียง “ลมปาก” หรือการสร้างภาพปีศาจทักษิณเพื่อหลอกลวงประชาชนไปวันๆ แต่รัฐบาลจะต้องลงมือเปลี่ยนผ่านประเทศไทย (Transform Thailand) อย่างจริงจัง ด้วยวิสัยทัศน์และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จนประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่า “ไม่ต้องมีทักษิณ ประเทศไทยก็เจริญก้าวหน้าได้”
อย่างไรก็ตาม นโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างเข้มข้นในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ไทยเข้มแข็ง 2555” หรือกระทั่ง Creative Economy ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ก็ล้วนแต่ใช้วิธีคิดแบบเดียวกับ “รัฐประหาร” ซึ่งเป็นมุมมองแบบเก่าๆเดิมๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้มี “นวัตกรรม” หรือกระบวนการบริหารจัดการเพื่อที่จะปรับปรุง “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ให้สามารถก้าวยืนบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม
3 ปีที่ผ่านมา ก็ให้มันผ่านไป ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะเดินหน้าสร้าง “นวัตกรรมความคิด” เพื่อปรับปรุงประเทศไทยให้ไปพ้นจากความชราภาพ ที่ทำให้ “ทักษิณ” ไม่มีที่ว่างในหัวใจของประชาชนไทยอีกต่อไป เพราะรัฐบาลได้ยึดกุมภารกิจในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าไว้เองแล้ว
“เรากล้าพอที่จะทำลายความคิดเดิมๆในหัวเรา เพื่อนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ในการจัดการและข้ามพ้นคนที่ชื่อทักษิณหรือไม่”
หากทักษิณได้ยิน “กลยุทธ์” นี้ ก็คงรู้สึกหวาดหวั่นใจ เพราะ “กลยุทธ์” นี้ได้ตีไปที่หัวใจแห่งชัยชนะของทักษิณโดยไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม ทักษิณก็คงจะคลายใจในเวลาต่อมาว่า “รัฐบาล” คงยากที่จะสลัดให้หลุดพ้นจาก “โครงสร้างความคิดแบบเก่า” ดังเช่น รัฐประหาร ควบคุมสื่อ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมๆ โดยไม่คิดจะยกระดับนวัตกรรมให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเลย
ถึงที่สุดแล้ว ทักษิณ ก็เป็นเพียงปลายเหตุของความสุกงอมทางประวัติศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประเทศไทยจากความเสื่อมถอยล้าหลังให้ไปสู่ความเจริญก้าวหน้านั่นเอง ดังนั้น หากรัฐบาลใช้ยาผิดประเภท เพราะวินิจฉัยโรคไม่ถูกต้อง ก็ย่อมมั่นใจได้ว่าทักษิณจะสามารถฉวยโอกาสจากความผิดพลาดหลงทางของรัฐบาลในการกลับเข้ามาครองอำนาจได้ในท้ายที่สุด
บางทีรัฐบาลอาจรู้ “สาเหตุที่แท้จริง” ของอำนาจและ “บารมี” ที่ล้นเหลือซึ่งทักษิณมีต่อประชาชนจำนวนหนึ่ง แต่เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้ามีต้นทุนต่อรัฐบาลที่สูงเกินไป ทั้งต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับปรุงรูปแบบการบริหารประเทศ และมีเรื่องจุกจิกวุ่นวายอีกมากมายที่ต้องจัดการ ดังนั้น รัฐบาลจึงเลือกเส้นทางที่ง่ายกว่าในการสะกดทักษิณ ใช้วิธีแบบเดิมๆที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องคิดค้นนวัตกรรม โดยหวังแต่เพียงซื้อเวลาในการดำรงตำแหน่งไปวันๆ เพราะถึงที่สุดแล้วรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ใช่ “คู่ขัดแย้งหลัก” กับทักษิณ และสามารถประนีประนอมผลประโยชน์ในระยะยาวกันได้
ผมอาจมองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
สงครามครั้งนี้ คือ การช่วงชิงว่า “ใคร” จะเป็นตัวแทนในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย (Transform Thailand) เพราะประวัติศาสตร์ไม่อาจหวนกลับไปสู่ “เมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี” ได้อีกต่อไป
