การรับมือวิกฤติเศรษฐกิจและความกล้าหาญทางการเมืองของธุรกิจไทย

October 31, 2008

โดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ความเชื่อมั่นคือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกธุรกิจและการเงิน ความยุ่งเหยิงในโลกการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้นักธุรกิจหวาดผวาไปกับความร้ายแรงของการขาดความเชื่อมั่น รัฐบาลทั่วโลกตื่นตระหนกและอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบธนาคารโลกพร้อมๆ ไปกับการกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและนักลงทุนให้กลับคืนมา นโยบายต่างๆ ถูกออกแบบและผลักดันอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับความผันผวน อาทิเช่น การตั้งกองทุน 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อทรัพย์สินด้อยค่า การคุ้มครองเงินฝากของรัฐบาลยุโรป รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยกันอย่างพร้อมเพรียงของธนาคารกลางทั่วโลก แต่ดูเหมือนจะไม่เพียงพอที่จะกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจให้กลับคืนมาได้เห็นได้จากการทรุดตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก หลังจากการรับรู้นโยบายดังกล่าว

นโยบายต่างๆ จะมีผลเท่าใดไม่มีใครทราบ แต่ที่นักธุรกิจทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันอย่างหนึ่ง คือการที่เศรษฐกิจของอเมริกาและยุโรปตะวันตก มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยสูง ผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์กระจายเข้าสู่ภาคการเงินการธนาคาร และกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคการบริโภคและอุตสาหกรรม สิ่งที่จำเป็นต้องลุ้นกันต่อไป คือ ภาวะถดถอยที่จะเกิดขึ้นลึกและนานเท่าใด ในตลาดโลกราคาของสินแร่ต่างๆ เริ่มขยับลดลงรวมถึงการลดลงของค่าระวางเรือ ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ความต้องการสินค้า (Demand) ในตลาดโลกเริ่มหดหาย ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจต่อธุรกิจไทยมีให้เห็นบ้างแล้ว ถึงแม้จะคาดเดาความรุนแรงไม่ได้ อย่างน้อยในสัปดาห์ที่แล้ว ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โตโยต้าผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของประเทศไทย ได้ประกาศลดปริมาณการผลิตลงแล้วร้อยละ 20
Read more

ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศลดดอกเบี้ยอีกเหลือ 0.3%

October 31, 2008

ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศลดดอกเบี้ยลงอีกจากเดิม 0.5% ลงเหลือเพียง 0.3% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในรอบเจ็ดปี นี่นับเป็นความเคลื่อนไหวประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารทั่วโลก โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังประกาศทุ่มเงินห้าล้านล้านเยน (5.1 หมื่นล้านเหรียญ) เป็นแคมเปญทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเหลือลง 0.5% เหลือ 1.5%

ที่มา – BBC

มันเดลล์ชี้ช่วงเลวร้ายสุดของวิกฤตศก. ผ่านไปแล้ว ชี้ดีที่สุดที่จะสร้างกองทุนหรือเงินตราเอเชีย

October 31, 2008

ที่กรุงโซลโรเบิร์ต มันเดลล์ (Robert Mundell) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลกล่าวเมื่อวานนี้ว่าช่วงเลวร้ายที่สุดของวิกฤตเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นไปแล้ว และขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว



ภาพจาก CNA

“เศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่ในสภาพย่ำแย่อย่างที่เรารู้จากข่าว” เขากล่าวในการปาฐกถานำที่การประชุมผู้นำโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีการก่อตั้งเกาหลีใต้ เขายังกล่าวเพิ่มอีกว่าเศรษฐกิจจริงไม่ได้ล่มสลาย โดยที่สหรัฐมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสสองที่ 3.3% และ ไตรมาสสามจะขยายตัวที่ 2% นอกจากนี้เขายังเห็นว่ารูปแบบการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหรัฐ และยุโรปคล้ายคลึงกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2002 ซึ่งเริ่มจากสหรัฐ และตามมาด้วยยุโรป 8 เดือนหลังจากนั้น และในตอนนี้สหรัฐก็กำลังฟื้นตัว ในขณะที่ยุโรปกำลังถดถอย ทำให้เกิดการผันผวนอย่างมากกับอัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับไอเดียเรื่องการสร้างเงินสกุลเอเชีย หรือกองทุนการเงินของเอเชียนั้น มันเดลล์เห็นว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะสร้างสกุลเงินของตนเอง เพื่อตอบสนองการที่ค่ายยุโรปเริ่มสร้างป้อมค่ายทางเศรษฐกิจและสกุลเงินของตนเอง

ที่มา – CNA

บอร์ดอสมท. เล็งปลดวสันต์บ่ายนี้ อ้างผิดสัญญาจ้าง

October 31, 2008

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมว่า ช่วงบ่ายวันที่ 31 ตุลาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) อสมท เพื่อพิจารณาว่านายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท ทำผิดสัญญาจ้าง โดยทางบอร์ดอ้างว่า นายวสันต์มิได้ทำแผนธุรกิจประจำปี 2551 เสนอต่อบอร์ดหรือไม่ ถ้าบอร์ดเห็นว่ามีการผิดสัญญาจ้างดังกล่าว ก็อาจมีมติให้ปลดนายวสันต์ออกจากตำแหน่ง

แหล่งข่าวกล่าวว่า นายวสันต์ต่อสู้กับข้อกล่าวหานี้มาตลอด โดยยืนยันว่าได้ทำแผนบริษัทเสนอต่อบอร์ดชุดที่แล้วตั้งแต่ปลายปี 2550 แต่บอร์ดชุดใหม่ที่มีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นประธาน อ้างว่าแผนดังกล่าวไม่ใช่แผนธุรกิจ จึงมีมติให้นายวสัตน์ทำแผนขึ้นมาใหม่ ซึ่งนายวสันต์ก็ยินยอมที่จะทำเสนอใหม่ แต่เมื่อทำเสนอแล้ว ทางบอร์ดอ้างว่า แผนที่นำเสนอใหม่นั้น ไม่ผ่านการประเมินของคณะทำงาน จึงอ้างเป็นสาเหตุที่จะปลดนายวสันต์ในการประชุมบอร์ดวันนี้

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นายวสันต์ได้เตรียมยื่นฟ้องศาล หากถูกปลดจริงและจะขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วย

ก่อนหน้านี้ NBT ได้ยกเลิกการแพร่ภาพออกอากาศรายการ”ถามจริง ตอบตรง” ซึ่งมีนายจอม เพ็ชร ประดับ เป็นผู้ดำเนินรายการอันเป็นรายการทอล์กโชว์สด จัดสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น และหาทางออกของเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยออกอากาศช่วงหลังข่าว เวลา 20.30 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เหตุผลยกเลิกสัญญาว่าจ้างดังกล่าว เนื่องจากไม่สนองตอบนโยบายการในเชิญบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่ฝ่ายการเมืองต้องการให้สัมภาษณ์ และล่าสุด แขกรับเชิญคือนายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมพูดคุยใคนรายการ มีการใำช้ถ้อยคำที่รุนแรง กระทบต่อสถาบัน จึงเป็นโอกาสที่ผู้บริหารดิจิตอล มีเดีย ให้ยกเลิกสัญญาจัดรายการนี้ ทั้งที่มีการตกลงเซ็นสัญญาทำงานถึงเดือนเมษายน 2552 โดยให้จัดรายการครั้งสุดท้ายวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคมนี้ มีนายบวรศักดิ์ อุวรรโณ จากสถาบันพระปกเกล้า เป็นแขกรับเชิญพูดคุยเป็นคนสุดท้าย

ที่มา – มติชน1, มติชน2

สนธิ ชน ‘คนบอกรักในหลวง ให้อยู่บ้าน’, ประกาศติดอาวุธ, อัดซ้ำ ‘บุญเลิศ ช้างใหญ่’ เชื่อพันธมิตรของแท้

October 31, 2008

วันที่ 30 ตุลาคม 2551 เมื่อเวลา 21.15 น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวบนเวทีที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเรื่องใกล้จบ ฝ่ายตรงข้ามก็จะทำทุกอย่างที่ไม่เคารพกฎหมาย เล่นนอกกติกา รัฐที่ต้องมีหน้าที่รักษากฎหมาย กลับเป็นโจรเสียเอง หรือสนับสนุนสร้างกองกำลังโจร แต่ขณะเดียวกัน ทำให้เรามีกำลังใจสู้เพราะพิสูจน์ว่าเดินมาไม่ผิดทาง

นายสนธิ กล่าวต่อว่า เวลานี้มีการออกข่าวทางสื่อมวลชนบอกว่าให้สมานฉันท์ แต่เมื่อเช้ามีการขว้างระเบิดใส่เรา ไอ้นักวิชาการบางคนที่ชื่อโคช้ำ โคหลับอะไรนั่น ทำไมไม่ออกมาพูดบ้าง

“ผมอยากจะเตือนนักวิชาการพวกนี้ รัฐบาลและทหาร รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าพวกเราถูกรังแกจนทนไม่ไหวแล้วติดอาวุธมั่ง พวกคุณจะเหนื่อย และเวลานั้นใกล้จะมาถึงแล้ว หากยังถูกรังแกแบบนี้ อย่าคิดว่าอหิงสาแล้วสู้ไม่เป็นและเราจะลุกฮือขึ้นทั่วประเทศ” นายสนธิ กล่าว

แกนนำพันธมิตรฯ ผู้นี้ กล่าวอีกว่า การต่อสู้มา 159 วัน มันพิสูจน์ว่าไม่ได้ผิดเลยว่า เราสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จริงๆ เพราะการเมืองทุนสามานย์สัตว์นรกมันทำลายชาติ เราสู้ไม่ให้ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้กฎหมายเป็นกฎหมาย ไม่เหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อถูกจำคุกแล้วมาด่าศาล

นายสนธิ กล่าวว่า มีขบวนการทำร้ายราชบัลลังก์ แต่เพราะการชุมนุมของพวกเราแบบปักหลัก ทำให้ผู้มีอำนาจต้องออกมาพูดให้มีการจัดการกับผู้ที่จาบจัวงสถาบันพระมหากษัตริย์

“เวลานี้มีวิชามารบอกว่า ผมของจริงของแท้ อ้างว่า ถ้ารักในหลวงให้อยู่ที่บ้าน เราอยู่ที่บ้านไม่ได้หรอก เพราะชาติกำลังถูกกลืน ผมไม่อยากพูดว่าบางคนที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทที่รับเงินของระบอบทักษิณเดือนละ 5 แสนบาทมานานหลายปีแล้ว เพื่อเป็นสปาย อย่าให้เอ่ยชื่อว่าใคร แต่ถ้าติดตามมาตลอดจะรู้ว่าเป็นใคร บางคนเวลาขึ้นเครื่องบินก็ไปเบ่งกับการบินไทยขอเอาไวน์ที่กินเหลือเพื่อจะเอากลับบ้าน อย่าให้ผมเปิดโปงมากกว่านี้ ทำแอ็กว่าเป็นของจริง ตัวผมเองไม่มีเครื่องราชฯ เป็นแค่ลูกเจ๊กธรรมดา แต่กูไม่กลัวมึงหรอก” นายสนธิระบุและว่า บางคนบอกว่า รักพ่ออย่าทะเลาะกันหรือรักพ่อให้สามัคคี สามัคคีไม่ได้หรอก เพราะมันจะฆ่าพ่อ ดังนั้นจึงสามัคคีกับลูกทรพีไม่ได้หรอก

นายสนธิ กล่าวว่า เมื่อรู้ว่าเป็นอย่างนี้ มีวิชามารอย่างนี้ ก็อย่าไปท้อ เพราะกว่า 5 เดือนที่เราออกมาสู้ได้สร้างคุณูปการให้กับบ้านเมือง ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างนี้และย้ำว่า พันธมิตรฯ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่เทิดทูนแต่ปาก น้องโบว์ และ สารวัตรจ๊าบ ที่เสียชีวิตไปก็เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ว่าพันธมิตรฯ ไม่ใช่ของแท้หรอกหรือ แต่คนที่มาพูดแบบนี้นั่นแหละคือของปลอม และถ้ายังไม่หยุดตนก็จะเปิดโปงเบื้องหลังให้ได้รับทราบกัน

เตือนความทรงจำคนมติชน

จากนั้น นายสนธิ ได้กล่าวถึง นายบุญเลิศ ช้างใหญ่ คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์มติชน ที่เขียนบทความโจมตีตน โดยใช้ชื่อเรื่องว่า คุกคามสื่อ-สื่อคุกคาม โดยกล่าวว่า ตนอยากจะถามพี่น้องที่มีปัญญาอยู่ที่นี่ว่า แม้ว่าตนจะขอร้องอย่างไร ถ้าเขาไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่ทำตาม แต่ขณะเดียวกันก็กล่าวว่า “ให้ย้อนกลับไปดูหนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่ลงข่าวบิดเบือนกรณีภาพศิลปินอิสระชื่อตี๋ ที่ถูกทำร้ายมือขาด พวกคุณก็บอกว่าอีกมือกำระเบิด แต่ต่อมาแพทย์ ยืนยันว่า เป็นพวงกุญแจ พวกคุณก็ไม่แก้ข่าวให้ ต้องถามว่าพวกคุณเที่ยงตรงหรือไม่”

“สื่อพวกนี้เดือดร้อน เพราะยอดขายตก ดังนั้น พี่น้องต้องอย่าซื้อหนังสือพิมพ์ทั้งสี่ฉบับ คือ ข่าวสด มติชนรายวัน มติชนรายสัปดาห์ และประชาชาติธุรกิจ แม้รู้ว่าพวกคุณบางคนก็เขียนเชียร์พันธมิตรฯ แต่ปัญหาอยู่ที่เจ้าของ คือ ขรรค์ชัย บุญปาน พวกคุณยอมรับหรือไม่ว่า บก.มติชนรายวัน เป็นคนของ จาตุรนต์ ฉายแสง หรือ บก.มติชนสุดสัปดาห์ มีลูกทำงานอยู่ในเครือชินวัตร” นายสนธิ เปิดโปงพร้อมตั้งคำถามอีกว่า ทำไม ขรรค์ชัย ต้องเอาช่อดอกไม้ไปมอบให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯฆาตกรมือเปื้อนเลือด และย้อนอดีตสมัยการปฏิวัติ รสช. นายขรรค์ชัย คนเดียวกันนี่แหละ เขียนบทความเชียร์ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และห้ามคอลัมนิสต์ที่เขียนตอบโต้ รสช.ไม่ให้เขียนลงมติชน

“แล้วคุณรู้ไหมว่าคอลัมนิสต์สองคนที่เปลี่ยนมาเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แล้วเราก็ยินดีรับ คนหนึ่งชื่อ นิธิ เอียวศรีวงศ์ อีกคนชื่อ เกษียร เตชะพีระ คุณบุญเลิศพวกคุณลืมประวัติศาสตร์ช่วงนี้ไปแล้วหรือ” นายสนธิกล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวอีกว่า ในยุคที่แกรมมี่จะมาฮุบด้วยการซื้อหุ้นเครือมติชน ก็มี “หมา” อย่างสื่อเครือผู้จัดการนี่แหละที่สู้ให้ชาวมติชน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นตนมองว่าเจ้าของมติชนคิดจะขายหุ้นให้อยู่แล้ว แต่ข่าวดันปูดออกมาเสียก่อน ทว่าตอนนี้ก็ถูกแกรมมี่ซื้อหุ้นไปแล้วในที่สุด

นายสนธิ กล่าวด้วยว่า การต่อสู้ 159 วัน ได้ถลกหนังนักวิชาการจอมปลอมที่ชอบบอกว่าไม่นิยมความรุนแรง ซึ่งไม่มีใครชอบความรุนแรงอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ใครเริ่มก่อน มีคนเตือนว่าอย่าไปทำลายแนวร่วม ถ้าแนวร่วมเป็นแบบนี้ก็ให้ไปร่วมกับพวกชินวัตรเลยดีกว่า เพราะแค่นี้ยังแยกไม่ออกว่าผิดถูกอย่างไร ก็อย่ามีหน้ามาเสนอทางออก พวกเราถูกกระทืบถูกฆ่าคนพวกนี้กลับอมสาก ดังนั้น เมื่อเรามีศรัทธา ยึดมั่นในสิ่งที่เดินมาก็เดินต่อไป ทำการเมืองใหม่ให้สำเร็จ

ที่มา – ผู้จัดการ

“บิ๊กจิ๋ว”ไม่สบายใจพาดพิงเบื้องสูง “จำลอง” โต้ “ดิสธร” พธม.รักในหลวง แต่อยู่บ้านไร้ประโยชน์

October 31, 2008

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แถลงที่ทีซีซี ปาร์คเซ็นเตอร์ ย่านคลองประปา ถนนประชาชื่น เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมว่า เหตุการณ์บ้านเมือง 1-2 วันจะมีความสำคัญ รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ วันนี้จะขอพูด 3 เรื่อง คือ 1. สถานการณ์วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา 2. สถาบันพระมหากษัตริย์ และ 3.แนวทางการแก้ปัญหาชาติ โดยเรื่องแรกได้แสดงความรับผิดชอบไปแล้ว เรื่องที่สอง มีข้อมูลที่เริ่มไม่สบายใจ มีการวิเคราะห์พาดพิงถึงสถาบัน ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเอกภาพของชาติเป็นเอกองค์ที่ขาดไม่ได้ ดังนั้น การทำอะไรที่เฉียดความเสียหาย ขอร้องว่าอย่าทำ เพราะมีการเข้าใจผิดว่าเลือกนายกฯต้องมาจากส.ส. เพราะคน 20 ล้านคนเลือกเข้ามา เกิดความภูมิใจที่ได้อำนาจสูงสุด ความจริงอำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขมอบอำนาจให้ ถ้ามาอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งและสร้างความขัดแย้งถือว่าคิดผิด เป็นห่วงการดำเนินการใดๆใน 1-2 วันนี้

“เรื่องที่สาม ห่วงสถานการณ์ขณะนี้ คนไทยแบ่ง 2 ฝ่าย การแก้ปัญหาทำได้ 3 องค์กร คือ1.สถาบันพระมหากษัตริย์ที่พระองค์ทำหน้าที่ดีที่สุด ไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยว 2. สถาบันทหารที่ปฎิเสธจะไม่ออกมาปัญหาชาติ และ 3. สถาบันพรรรคการเมืองหรือ รัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลต้องแก้ปัญหาสร้างความปรองดองและหาทางออก”

“หากนายกฯต้องการเป็นวีรบุรุษ ไม่ต้องฟังใคร เห็นแก่แผ่นดิน หากเห็นเช่นนี้ ในวันพรุ่งนี้ (31 ตุลาคม) ต้องปรับครม. เชิญทุกคนที่ดี มีความสามารถ มีความรู้เข้ามา แก้ปัญหาของชาติ หากทำเช่นนี้จะได้เป็นวีรบุรุษ แนวทางการปรับครม. ต้องเชิญคนอื่นมาทั้งระบบ ส่วนนายกฯอยู่ก่อนได้ เป็นการไม่มีขั้วทางการเมือง ทำเพื่อชาติ ให้บ้านเมืองอยู่รอดและทุกฝ่ายต้องหยุด” พล.อ.ชวลิตกล่าว

ส่วนที่ว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาเวทีกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 1 พฤศจิกายน จะเกิดความรุนแรงหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า อย่าเป็นอันขาด ใครที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด กระทบถึงสถาบัน อย่าไปทำ เมื่อถามว่า หาก1-2 วันนี้ไม่มีการตอบสนองจากนายกฯ แสดงว่าจะมีกลิ่นของการรัฐประหาร พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า “กลิ่นเหมือนเหม็นไหม้ เหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้นล้วนมีแนวโน้มไปสู่สิ่งไม่ดี”

ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร กล่าวว่า พล.อ.เปรมจะรับเป็นคนกลางหรือไม่นั้นเป็นสิทธิส่วนตัว แต่ที่ผ่านมารัฐบาลเคยทำให้ พล.อ.เปรมเจ็บช้ำน้ำใจมาหลายครั้งแล้ว หากต้องการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรจริง เราก็พร้อมและไม่มีปัญหา ส่วนที่นายดิสธร วัชโรทัย ระบุว่า ถ้ารักในหลวงให้อยู่บ้านและกลับบ้านนั้น ถ้ารักในหลวงอยู่บ้าน แล้วเกิดประโยชน์ต่อประเทศ กลุ่มพันธมิตรคงทำไปนานแล้ว ไม่ต้องมาลำบากอย่างนี้ ที่บอกว่าให้รักในใจนั้น พันธมิตรก็ทำอยู่แล้ว แต่อยากถามกลับว่า ถ้ารักในใจแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อชาติอย่างไร หากมีกลุ่มบุคคลที่อาสามาทำหน้าที่แทนพันธมิตร พวกเราก็ยินดีที่จะกลับบ้าน แต่เพราะไม่มีใครจึงต้องอยู่อย่างนี้

ที่มา – มติชน

สุวิทย์ ลาออกจากหัวหน้าพผ. แล้ว

October 30, 2008

นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) เปิดแถลงข่าว เมื่อเวลา 17.15 น. วันที่ 30 ตุลาคม ที่ร้านแดรี่ควีน ย่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการเสนอชื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ ยืนยันว่า ใบลาออกของนายประสงค์ โฆษิตานนท์ รมช. มหาดไทย มีผลตามกฎหมายแล้ว และการเสนอชื่อนายไชยยศ จิระเมธากร โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นรมช. มหาดไทยคนใหม่ ก็เป็นไปตามที่ได้รับมอบหมายจากพรรค ถือว่า มีผลโดยสมบูรณ์และเป็นที่ยุติแล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ไม่ได้ทิ้งพรรค โดยหลังจากนี้นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 จะเป็นรักษาการหัวหน้าพรรคแทน

เมื่อถามถึงการตัดสินใจทางการเมืองของหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน 3 ครั้ง ไม่ถูกนำไปปฏิบัติเลยสักครั้งเดียว ตั้งแต่กรณีประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ขณะ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี กรณีจัดโผครม. ของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และล่าสุดกรณีตั้งรมช. มหาดไทย นายสุวิทย์นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนตอบว่า “ผมคิดว่าบ้านเมืองเราต้องยึดกติกา ยึดประเพณีปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นก็อยู่กันไม่ได้”

จดหมายสุวิทย์ลาออกหัวหน้า พผ.

เรื่อง ขอลาออกจากหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน

เรียน เลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน

ตามที่ผมได้ร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดินเพื่อร่วมกัน สร้างชาติ ธำรงศาสน์ พิทักษ์ราชบัลลังก์และได้พยายามดำเนินการทางการเมือง ในทางสายกลางมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อจะหาหนทางในการยุติปัญหาการเผชิญหน้าทางการเมือง ซึ่งทำให้สังคมไทยและคนไทยแตกแยกกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน รวมทั้งพยายามรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ปกป้องอธิปไตยและดินแดนของไทย โดยเฉพาะกรณีปราสาทเขาพระวิหาร จนเป็นเหตุให้ต้องตัดสินใจถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล เพราะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าวที่พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า วันนี้เกิดการสู้รบกันจากกรณีปราสาทเขาพระวิหาร เป็นเหตุให้ทหารไทยต้องเสียชีวิตลงและปัญหาก็ยังไม่สามารแก้ไขได้ อันอาจนำไปสู่การสูญเสียดินแดนของไทยในที่สุด รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังและความรุนแรงในการสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บของคนไทยด้วยกันเอง และการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ยังไม่สามารถชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะแก้ไขประเด็นไหน อย่างไร เพื่อใคร ทั้งที่เรื่องปากท้อง ราคาพืชผลของประชาชน ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนกว่า พร้อมด้วยเหตุผลอื่นที่ได้เคยแถลงไปแล้ว ประกอบกับผมมีความตั้งใจในการที่จะทำหน้าที่ในฐานะคนไทย ที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ได้ทรงดูแลประชาชน จนทำให้พวกเรามีความร่มเย็นเป็นสุข มีประเทศไทยที่เป็นเอกราชและเจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ โดยการสร้างความรู้สึกสามัคคี บนพื้นฐานของความเป็นกลางไม่มีฝักมีฝ่ายและเพื่อสร้างชาติ ธำรงศาสน์และพิทักษ์ราชบัลลังก์ อย่างที่ได้ตั้งใจและแสดงเจตนารมย์ไว้

เพื่อให้การดำเนินการตามเจตนารมณ์ในการสร้างองค์กรที่เป็นกลางมาร่วมกัน ในการยุติปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงดังกล่าว และเพื่อให้สมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินได้พิจารณาเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ ต้องขอขอบคุณสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินที่ได้ให้การสนับสนุนผม เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และขอให้ผมดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินต่อไป หลังจากที่ผมได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลแล้ว และเพื่อให้การดำเนินการของพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นไปตามแนวทางและนโยบายของผู้บริหารชุดใหม่ ผมจึงขอลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ลงชื่อ สุวิทย์ คุณกิตติ

ที่มา – มติชน1, มติชน2

สัมภาษณ์ รศ. ดร. สุวินัย ภรณวลัย

October 30, 2008


Read more

ไอซีทีเรียกเว็บ “มีปัญหา” เข้าพบ เตรียมแก้ไขกม. คอมพิวเตอร์ มั่นลดงบเกตเวย์ทันควันใช้แค่ 100 ล้านก็พอ

October 30, 2008

แหล่งข่าวได้รายงานว่า ไอซีทีเรียกเว็บ “ที่อาจมีปัญหา” กับข้อความหมิ่นฯ เข้าพบเพื่อชี้แจงและสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามีรายชื่อทั้งหมด 14 เว็บ ส่วนใหญ่เป็นรายชื่อซ้ำกับที่นายเทพไทเคยนำมาเปิดเผยและเรียกร้องให้ปิดเว็บเหล่านั้น นอกจากนี้ยังมีเพิ่มเว็บบอร์ดใหญ่โดนไปด้วย

“ไอซีที” เล็งร่างแก้ไข กม.คอมพิวเตอร์

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) หารือร่วมกับตัวแทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงบประมาณ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางดำเนินการกับเว็บไซต์ที่มีข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูง โดยภายหลังการประชุม นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที กล่าวว่า ที่ประชุมได้เสนอให้เร่งดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแก้ไขภายในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ พร้อมกันนี้ยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ไปประชุมหารือเพื่อขอความร่วมกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) กว่า 120 ราย ในวันที่ 5 พฤศจิกายนด้วย

“ปัญหาที่ผ่านมา ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดคือ ติดขัดด้านกฎหมาย การปิดกั้นโดยทันทีไม่สามารถทำได้ ทั้งที่เมื่อพบผู้กระทำความผิดแล้วควรทำได้เลย ไม่ต้องรอแจ้งตำรวจก่อน โดยให้อำนาจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นายมั่นกล่าว และว่า การจัดซื้อเครื่องมือเกตเวย์ สำหรับตรวจสอบและบล็อคเว็บไซต์นั้น ทางศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค เสนอว่าการลงทุนไม่น่าจะถึง 100-500 ล้านบาท หรือใช้เพียงประมาณ 75-100 ล้านบาท ก็สามารถดำเนินการได้เช่นกัน

ปชป.เผยเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาก่อนแล้ว

นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) กำกับติดตามป้องกันและปราบปรามการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เข้าสู่สภาเพื่อให้บรรจุระเบียบวาระ เนื่องจากคณะอนุ กมธ.ติดตามปัญหาการกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่าน มาพบว่าปัญหาสำคัญเกิดจากการทำงานไม่เอาจริงเอาจังกระทรวงไอซีทีอ้างว่า ไม่มีอำนาจหน้าที่ทางกฎหมายที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถหาข้อมูลได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้โยนความรับผิดชอบไปมาทำให้การดำเนินคดีล่าช้า

“ผมจึงเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภา เพื่อให้มีความชัดเจน เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์สืบสวนสอบสวนและการพิจารณาคดีที่ต้องดำเนินการโดย เร็ว และมีมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดหลบหนีการจับกุม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสนใจและดำเนินการแก้ปัญหาการหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพอย่างจริงจัง และเร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยด่วน” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที (เงา )กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลและหน่วยงานด้านความในคงมีข้อมูลอยู่แล้วว่า ใครที่เกี่ยวข้องกับเว็บหมิ่นสถาบันบ้าง ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเลือกจัดการต้นตออย่าละเว้น เพราะเชื่อว่าหลายคนที่ทำเรื่องแบบนี้มีสายสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ปรากฏสูงขึ้นผิดปกติตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่มีการพิพากษาลงโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาด้วย

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) กล่าวว่า เรื่องจาบจ้วงสถาบัน หรือการดึงสถาบันมาโยงกับการเมืองน่าเป็นห่วงเพราะไม่เกิดผลดี บางคนที่ความเคารพนับถืออยู่ เมื่อถูกชักจูงอาจจะคล้อยตามและหลงเชื่อได้ ทำให้เกิดการต่อต้านขึ้นได้ ดังนั้น ประชาชนจะต้องมีวิจารณญาณและดุลพินิจในการพิจารณาในสิ่งที่นำมาเขียนกัน เพราะขณะนี้ข้อมูลข่าวสารไปเร็วมาก และเชื่อว่าการจับกุมทำได้ยาก ดังนั้น ผู้ที่เข้าไปอ่านในเว็บไซต์ต่างๆ ต้องหนักแน่ และช่วยกันประณามการกระทำของคนเหล่านี้

ที่มา – แหล่งข่าว, มติชน

นายกฯ ปฏิเสธสัมภาษณ์เหตุระเบิด ตำรวจชี้ระเบิดบ้านจรัญ เป็นระเบิดทำเอง จำลองขอเจรจารัฐบาลเท่านั้น

October 30, 2008

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.30 น. วันนี้ (30 ต.ค.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็น ประธานการประชุมสภากลาโหม โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงเหตุระเบิดหลายจุดที่เกิดขึ้นเมื่อ คืนที่ผ่านมา โดยกล่าวเพียงว่า ภายหลังการประชุมจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

พล. อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่า เป็นห่วงเหตุการณ์ความรุนแรงที่มีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะใกล้วันชุมนุมของ นปช. 1 พ.ย. ซึ่งรัฐบาลและตำรวจต้องดูแล และดำเนินการอย่างจริงจัง ให้เป็นไปตามกฏหมายอย่างเข้มงวด ซึ่งในส่วนของกองทัพ ได้ประเมินสถานการณ์ในวันดังกล่าวแล้ว ประเด็นสำคัญ คือ ต้องไม่ปล่อยให้เกิดการเผชิญหน้าของคน 2 กลุ่ม ส่วน การโทรศัพท์สายตรงของอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรู้ขอบเขตหน้าที่ของตนเอง ซึ่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องทราบเรื่องนี้ดี เพราะดูแลด้านความมั่นคง

ขณะที่ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาต ผู้บัญชาการทหารสูงสุด วอนทุกฝ่ายอย่าทำให้เกิดความแตกแยก

ทาง ด้าน นพ.เพ็ชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ เปิดเผยอาการผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์เมื่อช่วง เช้ามืดที่ผ่านมาว่า มีจำนวน 6 รายเป็นชายทั้งหมด นำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ส่วนการเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ได้ย้ำให้ทีมแพทย์ในพื้นที่เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ เนื่องจากขณะนี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคลื่อนตัวชุมนุม แบบดาวกระจาย จึงเกรงว่าอาจจะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

ขณะ ที่ นพ.ชัยวัน เจริญโชคทวี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เปิดเผยว่า ผู้บาดเจ็บขณะนี้ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดตามร่างกาย ผู้บาดเจ็บเข้ารักษาตัวที่ รพ.เมื่อคืนนี้จำนวน 6 ราย โดย 4 รายอาการไม่รุนแรง แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว เหลืออีก 2 รายที่อาการสาหัส แพทย์ทำการผ่าตัดแล้วและพักฟื้นในห้องไอซียู คือ นายเสถียร ทับมะลิผล อายุ 53 ปี ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดที่บริเวณศีรษะ ทำให้กะโหลกทะลุเป็นรูถึงเนื้อสมอง มีเลือดออกในสมอง อาการยังอยู่ในขั้นวิกฤติมีโอกาสรอดชีวิตต่ำ ส่วนอีก 1 ราย คือ นายจีระศักดิ์ อินทรีย์ อายุ 16 ปี ถูกสะเกิดระเบิดที่คอด้านขวา แพทย์ได้ผ่าตัดช่วยชีวิตแล้ว

กองพิสูจน์ฯ ชี้บึ้มบ้าน”จรัญ”เป็นระเบิดทำเอง-ไม่มีสะเก็ด

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ต.ค. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าตรวจสอบบ้าน นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ภายในหมู่บ้านศรีชวาลา ซ.ปรีดี พนมยงค์ 45 เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ภายหลังถูกคนร้ายปาระเบิดใส่เมื่อคืนวันที่ 29 ตุลาคม

จากการตรวจสอบพบว่า แรงระเบิดทำให้สวนหย่อมกลายเป็นหลุมกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 25 เซนติเมตร คอมเพรสเซอร์แอร์ กระจก บานเกล็ด และกระจกเลื่อนได้รับความเสียหาย เบื้องต้นพบชิ้นส่วนของระเบิดเป็นเศษท่อสีเหลือง มีลักษณะคล้ายท่อพีวีซี และเศษกระดาษ คาดว่าเป็นระเบิดที่ทำขึ้นเอง ไม่มีสะเก็ด แต่มีแรงอัด

จำลองชี้เจรจา4ฝ่ายเลิกคิดเชื่อนปช.ปาบึ้ม
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯกล่าวถึงเหตุปาระเบิดที่สะพานมัฆวานรังสรรค์จะมีผู้บาดเจ็บ เป็นจำนวนมาก รวมถึงกรณีที่ นายสังเวียน รุจิโมระ อายุ 46 ปี ถูกคนร้ายยิงเข้าที่ศีรษะจนเสียชีวิตที่หลังกองบัญชาการตำรวจนครบาลเมื่อคืน ที่ผ่านมา เชื่อเป็นการกระทำของรัฐบาลที่จะทำสงครามเต็มรูปแบบฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เนื่องจากเป็นผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์ ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าวก็เชื่อว่าเป็นคนของกลุ่แนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่ส่งมาก่อกวน ขณะเดียวกันพันธมิตรเห็นว่าการเสนอให้มีการเสวนา 4 ฝ่าย นั้นไม่เป็นประโยชน์ แต่ควรที่จะมีการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรฯเท่านั้น

ตร.ชี้บึ้มมัฆวานฯเป็นระเบิดสังหาร เอ็ม 87 เชื่อตั้งใจฆ่า

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ถึงเหตุระเบิดเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ว่า เป็นระเบิดสังหารชนิดลูกเกลี้ยงเอ็ม 87 เชื่อว่าคนร้ายมุ่งเอาชีวิตและหวังผลจากการกระทำ จึงไม่ใช่การสร้างสถานการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้น แต่เพื่อความชัดเจน ตำรวจจะเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องซีซีทีวีละแวกที่เกิดเหตุเพื่อหาเบาะแสคนร้าย

พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า เป็นห่วงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะการข่าวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า จะมีกลุ่มก่อกวนออกสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายก่อเหตุระเบิดป่วนเมือง ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท จึงสั่งให้เพิ่มความเข้มข้นการรักษาความปลอดภัยพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในแล้ว ส่วนการเสียชีวิตของนายสังเวียน รุจิโมระ นั้น พบว่ากล้องซีทีวีสามารถจับภาพนาที นายสังเวียนถูกยิงเอาไว้ได้ แต่ว่าไม่เห็นตัวคนร้าย

“จตุพร”ประณามบึ้มมัฆวานฯ ชี้หวังข่มนปช.ชุมนุมใหญ่

นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ(นปช.) แถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมประณามเหตุการณ์ลอบปาระเบิดใกล้ที่ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ และมีการยิงปืนเข้ามาในที่ชุมนุมภายในทำเนียบรัฐบาล เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะต้องการให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวไม่กล้าออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ในวันที่ 1 พ.ย. ที่ราชมังคลากีฬาสถาน หรือต้องการสร้างเงื่อนไขให้เกิดการยึดอำนาจ จึงอยากเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ที่มา – ไทยรัฐ, มติชน, INN

Next Page »