Practical Report ปี 2553 เศรษฐกิจจีนนำเศรษฐกิจโลก

สำหรับแฟนประจำ SIU ทุกท่านคงไม่ต้องแนะนำตัวกันให้มากความครับผมเป็นใคร…แต่สำหรับผู้ที่มาอ่านครั้งแรก…คงต้องแนะนำตัวกันตามธรรมเนียมเบื้องต้น

ผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำ SIU หรือเวปไซต์ Siam Intelligence Unit หรือ www.siamintelligence.com โดยบทความนี้ เป็นบทความแรกของคอลัมน์ในเวปไซต์ Siam Intelligence Unit ที่ชื่อว่า “Political Economy Intelligence by SIU” ซึ่งจะนำเสนอบทความเชิงวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมืองของโลกและจนถึงประเทศไทย ทุกๆสัปดาห์

ดาวน์โหลดบทความนี้ในรูป PDF

เมื่อเขียนถึงเศรษฐกิจโลก ผมคงต้องเสนอกับท่านผู้อ่านว่า ปี 2553 จะเป็นปีแรก ที่เศรษฐกิจจีนมีสัดส่วนในการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก (Contribution to Growth) มากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือกล่าวง่ายๆว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2553 ถูกนำโดยการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเพียงประเทศเดียวเพราะมีสัดส่วนในการขยายตัวมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในรอบสองร้อยปี ที่การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกถูกนำโดยการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเพียงประเทศเดียว ไม่ใช่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ดังที่เคยเป็นมาในอดีต ที่ผมกล่าวเช่นนี้ เพราะผมอาศัยฐานข้อมูลการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ World Economic Outlook Database ณ เดือนตุลาคม 2552 เป็นเกณฑ์ในการอ้างอิง (ดู Chart ที่ 2)

นอกจากนี้ ถ้าเราเชื่อตามการประมาณการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งได้ประมาณการณ์เศรษฐกิจประเทศต่างๆและโลกล่าสุด ณ เดือน ตุลาคม 2552 พบว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน (Economic Growth) จนถึงปี 2014 หรือ พ.ศ. 2557 นั้นสูงกว่าประเทศตะวันตกเช่นสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นรวมทั้งประเทศเกิดใหม่ดาวรุ่ง ที่สำคัญเช่น อินเดีย บราซิล และรัสเซีย ดัง Chart 1 ด้านล่าง

ถ้าดูตาม Chart ที่ 1 นี้จะเห็นว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2010 หรือพ.ศ. 2553 จะขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 9 % ต่อปีในขณะที่เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเฉลี่ยที่ประมาณ 3 % ต่อปี และอินเดีย บราซิล สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรปและรัสเซียจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2553 ที่ 6.3 % ต่อปี 3.5% ต่อปี 1.24 % ต่อปี 1.67 % ต่อปี 0.07 % ต่อปีและ 1.6 %ต่อปี ตามลำดับ
และถ้าดูตาม Chart ที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี พ.ศ. 2552-2557 (ค.ศ. 2009-14) มาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอะไร ซึ่งจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศพบว่าในปี 2553 และ 2554 นั้นการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนจะมีสัดส่วนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก (China Economic Growth to Global Economic Growth) ประมาณ 63.3 % และ 55.5 % ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ปี 2555 จนถึง ปี 2557 นั้น สัดส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 32% ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นนั้นเริ่มกลับมาขยายตัวในช่วงนั้น

ทั้งหมดนี้ บอกอะไร

  1. อย่างน้อยในสองปีนี้ (พ.ศ.2553-54) การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะมาจากประเทศจีนเป็นสำคัญ เพราะประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำ อันเป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา ดังนั้น ความเป็นอยู่ของเศรษฐกิจจีนจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก กล่าวคือ ถ้าเศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวตามการคาดหมาย จะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจยังคงสามารถขยายตัวเฉลี่ยที่ประมาณ 3 % ต่อปีได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเศรษฐกิจจีนประสบภาวะฟองสบู่หรือภาวะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาด คือต่ำกว่า 8 % ต่อปีจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่า 3 % ซึ่งนั้นจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจให้เติบโตต่ำซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งประเทศจีนเองและประเทศที่เหลือทั่วโลก
  2. อิทธิพลของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น นั้นแม้ใน 2 ปีจากนี้จะลดลง แต่อาจจะกลับมาในปี 2555 เป็นต้นไป ดังนั้น ธุรกิจใดที่ยังคงต้องพึ่งพิงตลาดประเทศนี้อาจจะต้องอดทนรอจนถึงปี 2555 เป็นต้นไปที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นนั้นค่อยๆกลับมาขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น แต่นั่นน่าจะเป็นเรื่องที่สงวนไว้เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเงินกำไรสะสมหรือเงินทุนค่อนข้างสูงจนสามารถอดทนรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศดังกล่าวได้ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่เน้นตลาดส่งออกเป็นกลุ่มประเทศดังกล่าวอาจจะต้องเผชิญกับยอดขายที่ลดลงและที่สุดจะนำไปสู่การเลิกกิจการหรือลดต้นทุนผ่านการปลดคนงาน หรือในกรณีที่โชคดีที่สุด ถ้าสามารถเปลี่ยนตลาดส่งออกหลักให้เป็นประเทศจีน อินเดีย จะสามารถรอดพ้นภาวะยอดขายลดลงได้
  3. ประเทศที่เน้นส่งออกไปยังจีนจะยังคงความได้เปรียบสูงมากใน 2 ปีนี้ หรืออีกนัยหนึ่งคือประเทศที่ผูกพันกับเศรษฐกิจประเทศจีนจะได้อานิสงส์สูง ซึ่งเท่าที่ผมประเมินได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย เป็นกลุ่มประเทศที่ผนึกการส่งออกไปยังประเทศจีนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะออสเตรเลียที่ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาลไปยังจีนจะได้อานิสงส์ค่อนข้างมากจากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน
  4. ประเทศจีนจะเป็นศูนย์กลางในวาระการถกเถียงเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองใน 2 ปีนี้ เพราะกุมชะตากรรมการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในสัดส่วนที่สูง ดังนั้น แรงกดดันจากต่างประเทศที่ทรงอิทธิพลโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาในการกดดันให้จีนเปิดตลาดรับสินค้านำเข้าหรือให้สินค้าส่งออกของจีนแพงขึ้นผ่านการกดดันให้จีนเพิ่มค่าเงินหยวน หรือการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจะเป็นวาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ใน 2 ปีนี้ ซึ่งผมค่อนข้างเชื่อว่าเวทีการเมืองระหว่างประเทศในทุกๆเวทีจากนี้ไป จะมี “จีน” เป็นศูนย์กลางในการถูกรุมกินโต๊ะจากประเทศตะวันตกอันมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเป็นแกนนำ แต่ “จีน” จะไม่ใช่เป็นประเทศหัวเดียวกระเทียมลีบในการสู้ตะวันตก เพราะเท่าที่เห็น “จีน” ได้ผนึกตนเองกับประเทศกลุ่ม BRICs ที่เหลืออันประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน ซึ่งจีนเองเป็นสมาชิกใน BRICs อยู่ด้วยการค้ำยันของประเทศตะวันตกโดย BRICs สามารถกำหนดวาระโลกได้ ดังจะเห็นจากการประชุมภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนฮาเกน ประเทศเดนมาร์คต้องล่มไปเพราะการรวมกลุ่มของ จีน อินเดียและบราซิลในการต่อต้านร่างข้อตกลงแบบมัดมือชกของประเทศตะวันตกในการกำหนดสัดส่วนการลดสารที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ซึ่งที่สุด โลกก็ไม่สามารถหาข้อตกลงที่เป็นผลผูกพันในการลดการก่อให้เกิดก๊าซที่สร้างภาวะเรือนกระจกได้ เพราะการแข็งขืนแบบอหังการของประเทศ จีน อินเดีย และบราซิลต่อประเทศตะวันตก ซึ่งที่ผ่านมาประเทศดังกล่าวนี้มีภาวะเป็นประเทศลูกไล่ของประเทศตะวันตกมาโดยตลอด

สุรศักดิ์ ธรรมโม เป็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำ Siam Intelligence Unit หรือ SIU โดยคอลัมน์ “ Political Economy Intelligence by SIU” เป็นคอลัมน์รายสัปดาห์ ที่นำเสนอการวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมืองรอบด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจการเมือง ทั้งระดับโลก จนถึงระดับประเทศไทย

ติดตามรับฟังบทวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจจีน และอิทธิพลของจีนต่อเศรษฐกิจโลก ได้ทางรายการวิทยุออนไลน์ Practical Radio ตอนที่ 8 มังกรจีนทะยานฟ้า

  • ajintai

    จีนจะขึ้นมาเป้นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกแทนที่สหรัฐอเมริิกา ยุโรปและญี่ปุ่น จะต้องเจอแรงเสียดทานอย่างมากมายไม่ว่าจะเป้นเรื่องค่าเงินหยวนที่ถูกกำหนดให้ขยับเขยื้อนได้เพียงเล็กน้อย พร้อมจะถูกกดดันตลอดเวลาจากสหรัฐในเรื่องค่าเงิน ขณะที่เรื่องคุณภาพสินค้าที่ส่งออกที่พร้อมจะถูกตีกลับทันทีเมื่อมีปัญหา จีนจะถูกตรวจสอบทางเศรษฐกิจและธุรกิจของจีนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเป็นอันมาก

    และรัฐบาลจีนเองก็ยังมีแผลในเรื่องซินเกียง ทิเบต หรือแม้แต่เรื่องในอดีตอย่างเทียนอันเหมิน ในปีนี้คงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเล่นงานได้ถ้าจีนเผลอ

    นอกจากนั้นเศรษฐกิจที่เติบโดตอย่างน้อย8% ต่อปีซึ่งนับว่าการเติบโตในระดับนี้ย่อมจะประกันการว่างงานของแรงงานในประเทศให้ยังมีงานทำอยู่ แต่การเติบโตในระดับนี้ในสภาพที่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ในปี2555 ได้ จีนจะทำให้8% นี้ยังอยู่ได้หรือไม่ และถ้าต่ำกว่ารัฐบาลจีนจะทำอย่างไร

    ถึงแม้เศรษฐกิจจะเติบโตในภาพรวมก็ตาม แต่ภาวะการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ความแตกต่างของรายได้ระหว่าง2 ด้านของประเทศคือตะวันตกและตะวันออกยังแตกต่างสูงมาก ถึงแม้จีนจะใส่เงินลงไปพัฒนาฝั่งตะวันตกหรือทางใต้เป็นจำนวนมหาศาลก้ตามซึ่งส่วนใหญ่เป้นเรื่องการก่อสร้าง ทุกวันนี้จีนมีแต่โครงการก่อสร้างเต็มประเทศ แต่หลังจากการก่อสร้างเริ่มเสร็จลงแรงงานเหล่านี้จะไปทำอะไรที่ไหนต่อไป

    อย่างไรก็ตามจีนจะเริ่มเป้นผู้กำหนดทิศทางวาระต่างๆในระดับโลกเพิ่มขึ้นตั้งแต่การประชุมโลกร้อนที่โคเปนเฮเก้น สหรัฐหรือยุโรปแม้ว่าจะรุมจีนก้ตามแต่จีนมีมิตรมากกว่าโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ซึ่งจีนผูกมิตรไว้อย่างยาวนานนอกเหนือจากกลุ่มBRIC ที่จีนนับได้ว่าเป้นหัวขบวนในการสร้างดุลอำนาจใหม่เพื่อต่อรองวาระโลก

  • บอล

    ชอบครับทำเป็น pdf file print มาอ่านได้ง่าย

  • http://- นักเรียน แพน

    น่าสนใจมากค่ะ

  • sksgmp

    ยากทราบว่าการนำเขัาอาหารสัตว์สำเร็จรูปและวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารสัตว์ในจีนจะมีการขยายตัวเพิ่มมัยครับ
    และนำเข้าจากประเทศใหนมากที่สุดครับ