เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง – การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ ตอนที่ 3: “การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์”
ในบทความตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เขียนถึง “เศรษฐศาสตร์” กับ “การเมือง” ว่าอยู่บนพื้นฐานเรื่อง “ความขัดแย้ง” ที่เหมือนกัน แต่เป็นความขัดแย้งคนละรูปแบบ โดยเศรษฐศาสตร์อยู่บนพื้นฐานของ “ความขัดแย้งกันของผลประโยชน์” (Conflict of Interests) จึงพัฒนากลไกการต่อรอง (Bargaining Mechanism) เพื่อให้เกิดการสมประโยชน์ต่อกันระหว่างคู่ขัดแย้ง
การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชา : กรณีศึกษาข้อพิพาทปราสาทพระวิหารและเส้นเขตแดนทางบก – ทะเล
โดย นางสาวจณัญญา ภิญญาวัธน์ และนางสาววรียา หยึกประเสริฐ นักวิจัย ศศย.สปท. ๑. บทนำ : ความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชา เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชา จะพบว่า แม้ทั้งสองประเทศจะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันมาตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๔๙๓ แต่เมื่อศึกษาถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาระหว่างประเทศทั้งสองจะพบว่าต่างมีการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันมาก่อนหน้านี้เป็นเวลามาช้านาน นอกจากนี้ประชาชนส่วนใหญ่ของทั้งสองประเทศยังมีขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม คล้ายคลึงกัน ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย – กัมพูชา แต่ด้วยความภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของทั้งสองประเทศในอดีต การชิงไหวชิงพริบ การกระทบกระทั่งระหว่างกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้านตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น มีทั้งเป็นไปในทางที่ดี และประสบกับสภาวะถดถอย นำมาซึ่งความหวาดระแวงและเป็นการสร้างทัศนคติที่ไม่ดีต่อไทยและกัมพูชา
เกษียร เตชะพีระ: ‘หน้าที่ทางการเมืองของแผนผังเครือข่ายล้มเจ้า’
โดย เกษียร เตชะพีระ ผมคิดว่าที่เรากำลังประสบอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันคือกระแสคลื่นการปฏิเสธอำนาจรัฐ (widespread dissent from state power) แสดงออกไม่เพียงในรูปการชุมนุมยืดเยื้อฝ่าฝืนประกาศภาวะฉุกเฉินร้าย แรง บุกค้นโรงพยาบาล วางยางรถยนต์ขวางชานชาลาและเส้นทางรถไฟฟ้ากลางกรุงเทพฯ หากแผ่กระจายกว้างออกไปหลายท้องที่ทั้งภาค เหนือ-อีสาน-กลางในรูปกลุ่มผู้ชุมนุมตั้งด่าน ปิดถนน ตรวจค้น คุมตัวทหาร-ตำรวจ ฯลฯ แก่นแท้ของมันคือการที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไม่ยอมรับอำนาจรัฐ ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐอีกต่อไปอย่างน้อยก็ในทางการเมือง
“ทุนนิยมรากหญ้า” ยุทธศาสตร์เพื่อการก้าวพ้นวิกฤตการเมืองไทย 2553
วิกฤตการเมืองในปี 2553 ที่ทำให้คนไทยรู้สึกสิ้นหวังและหวั่นใจว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงนองเลือดนั้น ย่อมเนื่องจากการวิเคราะห์โดยใช้กรอบคิดแบบการเมืองเป็นตัวตั้ง ทุกอย่างจึงดูตีบตันและไร้ทางออก แต่หากมองให้กว้างไกลออกไปจาก “วิธีคิด” ที่ใครบางคนตีกรอบให้เชื่อกัน ก็อาจสามารถแลเห็นแสงสว่างที่ปลายขอบฟ้าได้ ย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน เมืองไทยก็กำลังสิ้นหวังเช่นเดียวกับวันนี้ โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับสงครามคอมมิวนิสต์ที่ขยายตัวลุกลามไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สาเหตุก็เนื่องมาจากนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลไทยในปี 2519 ที่มองปัญหาการชุมนุมเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาอย่างคับแคบและเลือกวิธีแก้ไขด้วยการปราบปรามอย่างไม่จำแนกแยกแยะ จึงทำให้คนกลุ่มนี้สิ้นไร้หนทางและต้องเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเต็มตัว โดยไม่มีทางเลือกที่ 3 ให้ต้องลังเลใจฉุกคิด






