ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา เกิดการ “ความไม่สมดุลย์” ของอำนาจทางการเมืองการปกครอง การจัดสรรทรัพยากร การกระจายรายได้ การแบ่งส่วนอำนาจบริหาร ซึ่งเป็นประเด็นทางรัฐศาสตร์ที่ส่งผลไปยังมิติทางเศรษฐกิจและสังคม
ตามรูปแบบของ “รัฐ” สมัยใหม่ที่ใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครองประเทศ ความไม่สมดุลย์ของอำนาจย่อมสะท้อนอยู่ในตัวบทกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2540 มีจุดอ่อนหลายประการ ซึ่งภายหลังเป็นเหตุให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยนำไปใช้ประโยชน์ จนเกิดแรงต่อต้านจากส่วนอื่นๆ ในสังคม ส่งผลไปถึงเหตุการณ์รัฐประหาร 2549
แต่การร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เองก็กลับสร้างปัญหาใหม่อีกหลายประการ ทั้งตัวที่มาเองที่ถูกวิจารณ์ว่า “ไม่ชอบธรรม” และประเด็นอื่นๆ ที่ระบุในตัวรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา รูปแบบการเลือกตั้ง และกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระอื่นๆ
ถึงแม้ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ไปบางมาตราในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ก็ยังมีประเด็นที่เป็นปัญหาอีกหลายประเด็นเหลืออยู่

นอกจากตัวรัฐธรรมนูญเองแล้ว ก็ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่เป็นปัญหา สร้างความขัดแย้งในสังคม ที่เห็นชัดเจนในรอบ 3-4 ปีให้หลังคือ พ.ร.บ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งถูกใช้โดยดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนในวาระโอกาสต่างๆ
ความรู้สึกของคนไทยจำนวนไม่น้อย รู้สึกว่า “กฎหมาย” หลายๆ ฉบับเหล่านี้ (รวมถึงกฎหมายอื่นๆ นอกจากที่เอ่ยนามมา) มีปัญหา และจำเป็นต้องถูกแก้ไข
ในปี 2554 ที่ผ่านมา เราก็เริ่มเห็น “ข้อเสนอ” ให้แก้ไขกฎหมายกลุ่มนี้จากหลายๆ ภาคส่วนของสังคมบ้างแล้ว
ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ ข้อเสนอ 4 ประเด็นของกลุ่มนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554 อันประกอบด้วย
- การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นการแก้ไขผลของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 และคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
- กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร
- การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขตัวบทกฎหมาย คงเป็นประเด็นที่ 2 และ 4 เป็นหลัก โดยมีประเด็นที่ 1 มาเกี่ยวข้องในฐานะผลของรัฐธรรมนูญ 2549 และคำวินิจฉัยของศาลหลังรัฐประหารด้วย ส่วนประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องของผู้ต้องหา-ผู้เสียหายมากกว่าเป็นเรื่องของตัวบทกฎหมายโดยตรง
ถ้าอิงจากข้อเสนอของนิติราษฎร์เป็นหลักแล้ว จะเห็นว่ากฎหมายที่สำคัญมี 2 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ 2550 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
กฎหมายอาญามาตรา 112 กลายมาเป็นศูนย์กลางความสนใจหลักของสังคมไทย โดยระยะหลังๆ มานี้จะมีการสนทนา ถกเถียง ในประเด็นการแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 จากหลายส่วนในสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น
- ข้อเสนอของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่เสนอให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ฟ้องคดี และลดโทษสูงสุดเหลือ 7 ปี
- ข้อเสนอของ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่ง UN เตือนไทยในกรณีการใช้กฏหมายมาตรา 112
- นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี พูดถึงกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่ามีบทลงโทษรุนแรงเกินไป
- นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ค้านการแก้กฎหมายอาญามาตรา 112
แต่กฎหมายมาตรานี้มีความละเอียดอ่อนสูง และเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง สังคมไทยจึงต้องใช้เวลาถกเถียง ใคร่ครวญ นำเสนอข้อดีข้อเสียกันอีกสักระยะหนึ่ง สภาพสังคมจึงจะ “สุกงอม” พอที่จะตัดสินใจร่วมกันได้ว่าจะมีมติอย่างไรต่อมาตรา 112 นี้
พรรคเพื่อไทยในฐานะผู้นำของรัฐบาลและรัฐสภา ก็ประกาศตัวชัดผ่านรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ว่าจะ “ไม่แตะต้อง” มาตรา 112 อย่างแน่นอน ทำให้โอกาสที่จะเห็นความพยายามจากรัฐบาลและรัฐสภาต่อการแก้ไขมาตรา 112 ในระยะอันใกล้นี้แทบจะไม่มีเลย
หมายเหตุ: รายละเอียดของการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ดูได้จากบทความ ปรากฏการณ์ยอดภูเขาน้ำแข็ง “ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”
ถึงแม้มาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์จะสร้างความขัดแย้งในสังคมได้เยอะกว่า แต่สุดท้ายแล้ว กฎหมายหลักที่จะเป็นศูนย์กลางทางการเมืองในระยะสั้นย่อมเป็น “รัฐธรรมนูญ 2550″ ที่ทำหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์การแบ่งสรรอำนาจในสังคมไทยต่างหาก
สังคมไทยค่อนข้างมีความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นปัญหาและจำเป็นต้องถูกแก้ไข คำถามอยู่เพียงว่าจะแก้ไขอย่างไรและเมื่อไรเท่านั้น เพราะฝั่งพรรคเพื่อไทยเองก็ชูธงมาตั้งแต่การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 แล้วว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรามาแล้วด้วยซ้ำในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์
รูปแบบการแก้รัฐธรรมนูญนั้นยังไม่ได้ข้อยุติ มีตั้งแต่การแก้ไขเป็นบางมาตรา และยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับผ่านการตั้ง สสร.3 แต่นอกจากนี้ก็ยังมีข้อเสนอแปลกใหม่จากคณะกรรมการอิสระอย่าง คอ.นธ. (คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ) ชุดของ ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ที่ออกมาเสนอให้ตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 34 คน ที่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายอื่นๆ ในสังคมมากนัก
รูปแบบที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการตั้ง สสร.3 เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งมีข้อดีคือให้ภาพลักษณ์ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยอิงกับกระบวนการเดิมในการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และช่วยค้ำยันรัฐบาล-รัฐสภาว่าไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองเพื่อประโยชน์ของตน อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคำถามถึงที่มาของ สสร.3 ว่าจะมาอย่างไร จะมาจากการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้งกันแน่ และคุณสมบัติของสมาชิก สสร.3 จะต้องเป็นอย่างไรบ้าง
ประเด็นถัดมาที่ต้องพิจารณาก็คือช่วงเวลาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเป็นเมื่อไร ซึ่งหลายฝ่ายอยากให้แก้ไขกันในปี 2555 นี้ แต่บางฝ่ายในพรรคเพื่อไทยก็เสนอประเด็นว่าให้เลื่อนออกไป เพื่อให้รัฐบาลแสดงฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเยียวยาผู้เสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เสียก่อน ประเด็นนี้พรรคเพื่อไทยเคยมีบทเรียนแล้วสมัยพรรคพลังประชาชนในอดีต ที่เลื่อนการแก้รัฐธรรมนูญออกไปแต่สุดท้ายรัฐบาลก็ล่มลงเสียก่อน
สิ่งสุดท้ายที่ควรพิจารณาก็คือเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะมีอะไรบ้าง เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่มีประเด็นย่อยแทรกอยู่มาก เพราะประเด็นทางการเมืองที่เคยเป็นปัญหาตลอดหลายปีที่ผ่านมาจากต้องถูกยกขึ้นมาอภิปราย และนำเสนอวิธีแก้ไข ต้องใช้เวลากับมันในการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียอีกมากพอสมควร ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สังคมไทยต้องร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะที่สุดแล้ว ยังไงเสียประเทศไทยต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย มีที่มาอย่างชอบธรรม เพื่อให้สังคมโดยรวมยุติความขัดแย้งและเดินหน้าต่อไปได้ และปี 2555 นี้เป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มคุยกันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ (สักที)
