Practical Report บทวิพากษ์ “สารคดี 2475″ ThaiPBS – “ไม่ใช่ของประชาชนตามที่เขาหลอกลวง”

ชื่อบทความเดิม  “ไม่ใช่ของประชาชนตามที่เขาหลอกลวง : สารคดี 2475 ไทยพีบีเอส”(1)

ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ (2)

สิ่งที่ไทยพีบีเอส ได้เปิดโอกาสให้แหม่มได้มาทำสารคดี 2475 มันมีประโยชน์มาก สารคดีนี้จะทำประชาชนได้เกิดความคิดหลายๆ อย่าง แตกหน่อทางความคิดได้ คนที่ได้ชมสารคดีเรื่องนี้ต้องมีสติดีพอที่จะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ใช้สติวิจารณญาณในการเลือกที่จะเชื่อ บางทีเห็นแล้วไม่จำเป็นต้องเชื่อก็ได้ คำพูดคนมันโกหกกันได้ แต่เจตนาของคนมันโกหกกันไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตั้งใจทำให้คนไทยได้มีความรู้ที่ลึกซึ้ง แล้วสามารถนำไปวิเคราะห์แนวความคิดของตัวเอง เลือกตัดสินใจได้อย่างละเอียดลออมากขึ้น เพราะทัศนคติมีผลต่อการดำรงชีวิตของเรามาก แล้วสารคดีเรื่องนี้เราก็อยากให้ผู้ชมนำไปพิจารณา แล้วนำมาใช้ในการสร้างทัศนคติให้กับตัวเองต่อไปค่ะ”

คุณสุรัสวดี เชื้อชาติ หรือ แหม่ม-มาม่าบูลส์ (3)

ช่วงสารคดี 2475 ออนแอร์เมื่อวันที่ 25-27 กรกฎาคม 2555 สหายใน Facebook หลายท่านลั่นวาจา ไว้ว่าจะไม่เสียเวลาดูสารคดีนี้ สหายบางท่านติดตามและได้ให้ความเห็นได้อย่างน่าสนใจ ขณะที่ผู้เขียนเองก็ใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างหมกมุ่นจนมีความคิดว่า มีบางประเด็นที่สหายหลายท่านยังไม่ได้พูด จึงนำมาสู่บทความนี้ที่อยู่ 2 ประเด็นหลัก นั่นคือ จุดยืนของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสที่เรียกตัวเองว่าเป็นทีวีสาธารณะ แต่กลับมีจุดยืนที่น่ากังขาต่อความเป็นประชาธิปไตย กับอีกประเด็นนั่นคือคือ ตัวตนของสารคดีที่มีปัญหากับแก่นแกนของสิ่งที่เรียกว่าปฏิวัติสยาม 2475 ซึ่งในที่สุดทั้งสองประเด็น ก็จะผนวกรวมและเป็นพลังให้แก่กันและกันอย่างลงตัว

 

ไทยพีบีเอส ทีวีที่คุณวางใจ?

อย่างที่เรารู้กันว่า นี่คือ สโลแกนล่าสุดของโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกของเมืองไทย ที่มีจังหวะการกำเนิดและปรับเปลี่ยนในช่วงสุญญากาศทางอำนาจ สถานีไทยพีบีเอสมีบรรพบุรุษก็คือ สถานีไอทีวี (2539) ซึ่งต้นกำเนิดของมันมาจากผลพวงมาจากการปิดกั้นข่าวสารของรัฐเผด็จการในช่วง พฤษภาทมิฬ 2535 แต่การบริหารที่ผิดพลาดและไม่สามารถหาเงินมาเลี้ยงตัวเองและจ่ายค่าสัมปทานอันมหาศาลได้ นำมาสู่เหตุยุติการออกอากาศ ในปี 2550 ในเวลาต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อไปสู่สถานี “ทีไอทีวี” (2550) ภายใต้รัฐบาลรัฐประหาร สุรยุทธ์ จุลานนท์(4) อย่างไรก็ดีช่วงนี้ก็ยังถือว่าเป็นช่วงที่ยังฝุ่นตลบอยู่ การช่วงชิงพื้นที่สื่อช่องทางนี้ นำไปสู่การสุมหัวกันวางแผนเพื่อสร้างสถานีโทรทัศน์สาธารณะที่มุ่งจะสร้างโทรทัศน์ที่มุ่งเน้นเนื้อหาสาระเปี่ยมคุณภาพ เอาอย่าง BBC ของอังกฤษหรือ NHK ของญี่ปุ่น

ขณะนั้นฟรีทีวีในเมืองไทยได้แก่ ทีวีช่อง 5 และ 7 ใช้คลื่นความถี่ของทหารในนามความมั่นคงแห่งชาติ ทีวีช่อง 3 และ 9 ที่ใช้คลื่นจาก อสมท. แทบทั้งหมดเพื่อการพาณิชย์และมีเจ้าของสัมปทานเก็บค่าต๋งเป็นเสือนอนกิน ขณะที่ทีวีช่อง 11 ใช้คลื่นของกรมประชาสัมพันธ์ พยายามผสมผสานระหว่างทีวีการศึกษาและการพาณิชย์ในสัดส่วนเล็กน้อย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ สำหรับทีวีช่องใหม่ที่ได้สัญญาณมาจากไอทีวีเดิมนั้น ได้มีการต่อรองหลังรัฐประหารกันเช่นใดไม่ทราบได้ แต่ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การตรากฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ช่วงรัฐบาลเผด็จการ ในนาม พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 โดยมีแหล่งที่มาจากภาษีบาปแบบเดียวกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้วย นั่นคือ ภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ โดยรายได้เหนาะๆ ก็คือ ร้อยละ 1.5 ต่อปี มีเพดานรายได้อยู่คือ จัดเก็บปีละไม่เกิน 2 พันล้านบาท (5)

 2475 สารคดีเพื่อเจ้าของประเทศทุกคน???

2475 สารคดีเพื่อเจ้าของประเทศทุกคน???

4 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนตามสังเกตการณ์และพบว่า เช่นเดียวกับองค์กรพ่อแม่อย่าง สสส. ไทยพีบีเอสพยายามทำตัวเองเป็นพื้นที่ศีลธรรม หวังดี พยายามจะสร้างสรรค์ แต่กระนั้นก็พบความผิดปกติบางอย่าง ผู้เขียนมีโอกาสติดตามรายการ พื้นที่ชีวิต ตอน ฉือจี้…ชุมชนคนทำดีที่ไต้หวัน(6) ออกอากาศวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 เทปนี้แสดงให้เห็นถึงการเดินทางไปเยี่ยมเยียนมูลนิธิพุทธฉือจี้ ที่ไต้หวัน มูลนิธินี้เป็นตัวแบบให้เห็นถึงอำนาจของคนดีที่เป็นพลังอันเข้มแข็งในการสร้างสรรค์สังคมให้งดงาม องค์กรศีลธรรมเช่นนี้มีอาณาจักรเป็นของตัวเองไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล หรือสถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย (DA Ai Television)(7)

อาณาจักรคนดีเยี่ยงนี้คงเป็นแรงบันดาลใจหลายๆ เรื่องให้กับกลุ่มคนดีอย่างเครือข่ายประเวศ วะสี และหน่วยงานตระกูลส. โดยเฉพาะกรณีของการทำทีวี และพวกเขาคงเชื่อว่าในเมื่อพวกพ้องของตนที่เป็นคนดีและคนเก่งแล้ว จึงไม่ผิดอะไรที่จะทำตัวเป็นผู้ “เผด็จการโดยธรรม” คือ ทรงตัวอยู่เหนือคนอื่นด้วยบุญญาบารมีและความดี เพียงแต่พวกเขาลืมไปว่า มูลนิธิฉือจี้ ไม่ได้อาศัยเงินจากภาษีประชาชนโดยตรง แต่รายได้ของมูลนิธินี้มาจากเงินบริจาคมหาศาล และการทำธุรกิจเพื่อสังคม เช่น ศูนย์เก็บขยะรีไซเคิลที่มีอาสาสมัครเข้ามาช่วยเหลือ(8) ขณะที่ ไทยพีบีเอสกลับไถตังค์จากภาษีประชาชนดังที่เรากล่าวมาแล้ว

ไทยพีบีเอสแม้จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับเอ็นจีโอและองค์กรที่ใช้ชื่อประชาชนในการทำงาน แต่กลับพบว่า สถานีแห่งนี้ไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนเท่าใดนัก แม้จะมีโครงสร้างที่เรียกว่า “สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ” (9) แต่ก็เป็นที่เข้าใจว่า สมาชิกในสภานี้คือ ตัวแทนขององค์กรเครือข่ายและเอ็นจีโอต่างๆ ที่เป็นเด็กดีและสยบยอมต่อเครือข่ายสสส.และประเวศ วะสี แน่นอนว่าข้อสำคัญที่สุดก็คือ ปิดช่องทางให้กับสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดในระบบสังคมไทย นั่นก็คือ นักการเมืองโดยตำแหน่ง ไม่ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีวีแห่งนี้เอาเสียเลย

อาจกล่าวได้ว่า ทีวีแห่งนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ โดยแทบจะไม่ส่งผลสะเทือนใดๆกับชาวบ้านร้านตลาด จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนช่วงเดือนเมษายน-ตุลาคม 2553 อันเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดทางการเมืองที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม จากกลุ่มตัวอย่าง 6,542 คน ประมวลผลแล้วเห็นได้ว่า ผู้คนนิยมชมสถานีไทยพีบีเอสในลำดับที่ 5 รองจาก ช่อง 3, ช่อง 7, ช่อง 5 และ ช่อง 9 จะมีเรตติ้งเหนือเพียงช่อง 11 เพียงช่องเดียวเท่านั้น(10) ในขณะที่การเติบโตของทีวีดาวเทียมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น Asia Update, Voice TV ที่การกระจายของจานรับไปทุกหัวระแหงในพื้นที่ชนบท ได้จูนเข้ากับอุดมการณ์และรสนิยมของชาวบ้านมากกว่า ขณะที่ทีวีสาธารณะราคาแพงนี้ยังเป็นที่สงสัยว่า ได้ตอบสนองผู้คนจำนวนมากหรือไม่ อย่างไร

ยังไม่ต้องนับว่า คำว่า “สาธารณะ” นี้เป็นแนวความคิดตะวันตกที่พัฒนามากับสังคมแลกเปลี่ยนถกเถียงทางประชาธิปไตย แต่คำว่า “สาธารณะ” ในเมืองไทยไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตยก็ได้ อาจเนื่องเพราะว่า พวกเขาเห็นว่ากระบวนการทางประชาธิปไตยมักจะเป็นกระบวนการที่เชื่องช้าเสมอ

สารคดีในนามไทยพีบีเอส

เราพบว่า ไทยพีบีเอสได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ นั่นคือ การเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่เป็นทั้งผู้ผลิตอิสระและผู้ผลิตระดับชุมชนส่งโครงการเพื่อจัดทำรายการ “ดีๆ” โดยที่ทางสถานีมีงบประมาณสนับสนุน ผู้ผลิตที่มาที่นี่จึงไม่ต้องแบกรับค่าเช่าเวลา และไม่ต้องทำรายการตอบสนองเรตติ้งโฆษณาเหมือนกับฟรีทีวี งบประมาณส่วนนี้ สถานีมีเงินถุงเงินถังรอสนับสนุนงบไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ นั่นหมายถึงว่าหากรายได้อยู่ที่ 2 พันล้านบาท จะมีงบอุดหนุนการทำรายการมากถึง 200 ล้านบาทต่อปี(11) ที่ผ่านมาสารคดีของไทยพีบีเอสได้รางวัลอย่างน้อย 2 ชุดคือ รายการสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ได้แก่ รายการ 100 ปี ไกลบ้าน ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง (รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ 23 ปี 2551), รางวัลสารคดีดีเด่นยอดนิยม Spirit Of Asia (รางวัลเมขลา ครั้งที่ 24 ปี 2554) (12) ในปัจจุบันรายการที่อยู่ในหมวดสารคดี ก็คือ พันแสงรุ้ง, ท่องโลกกว้าง, พื้นที่ชีวิต, โลกหลากมิติ, สายน้ำเดียวกัน และล่าสุดก็คือ สารคดี 2475 (13)

ขุนรองปลัดชู ตัวอย่างของหนังโชว์กระบวนการ

แม้จะไม่เกี่ยวไทยพีบีเอสโดยตรง แต่ภาพยนตร์เรื่อง ขุนรองปลัดชู (2554) ก็ได้รับพื้นที่สาธารณะในทีวีแห่งนี้ในการฉายโชว์รวมทั้งการเปิดรายการพิเศษเพื่อถกเถียงและทำให้เห็นกระบวนการทางความคิด ในรายการ ถกหนังเห็นคน ที่นำ นิธิ เอียวศรีวงศ์, ศรีศักร วัลลิโภดม, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, สุเนตร ชุตินธรานนท์ ฯลฯ โดยมี กนก รัตน์วงศ์สกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ รายการเปิดการพูดคุยกันให้เห็นมุมมองทางประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวาง เวลาออนแอร์อยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2554 อันใกล้เคียงกับวันที่ฉายสารคดี 2475 ผิดแต่ว่าเป็นคนละปี พ.ศ. เท่านั้น ที่น่าสังเกตคือ ภาพยนตร์นี้สร้างขึ้นภายใต้กรอบคิดเกี่ยวกับชาตินิยม การเรียกร้องให้คนรักชาติ เรียกร้องความรักความสามัคคี โดยตีความแต่งเติมจากประวัติศาสตร์เพียงไม่กี่บรรทัด ในบริบทที่บ้านเมืองไทยอยู่ในสภาพแตกแยกและขัดแย้ง รายการดังกล่าวออกอากาศอยู่ 10 ตอน(14) ซึ่งถือว่าเยอะมาก ดังนั้นความพยายามเล่นประเด็นภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่เป็นประเด็นก็เพราะว่าหากเราใช้ภาพยนตร์นี้มองในเชิงเปรียบเทียบกับสารคดี 2475 เราจะเห็นความเชื่อมโยงบางประการ

"ขุนรองปลัดชู" สารคดีจากทีมเดียวกัน

“ขุนรองปลัดชู” สารคดีจากทีมเดียวกัน

สารคดี 2475 มีเรื่องก่อนฉาย

ภาพยนตร์ ขุนรองปลัดชู ได้ สุรัสวดี เชื้อชาติ หรือที่เคยรู้จักกันในนามนักร้อง มาม่าบลูส์ เป็นผู้กำกับ (15) และเขียนบทโดย เอก เอี่ยมชื่น ต่อมาสุรัสวดี และเอก ก็ได้เป็นผู้กำกับ และคนเขียนบทสารคดี 2475 (16)ที่น่าสนใจก็คือ ความหนักแน่นของการนำเสนอเบื้องหลังของโครงการและสารคดีนี้ หรือการสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้คนนอกจอเมื่อเทียบกับขุนรองปลัดชูแล้ว มันมีกิจกรรมน้อยมากทั้งที่โฆษณาของสารคดีบอกตลอดว่าเป็น “สารคดีเพื่อเจ้าของประเทศทุกคน”

2475 สารคดีเพื่อเจ้าของประเทศทุกคน

ในฐานะคนไทยไม่ใช่เครื่องมือ

ขออภัยที่ สารคดี 2475 จำเป็นต้องเลื่อนออกอากาศ

ขออภัยที่ข้อมูลหลายส่วน ของสารคดีนี้ อาจก่อให้เกิดคำถามในใจคุณ

ขอร้องในระหว่างรออยากให้คุณทำใจสบายๆ และพร้อมเปิดใจให้กว้างที่สุด

เลื่อนออกอากาศ ปลายเดือนกรกฎาคมนี้ 3 วันติด (17)

โฆษณาสารคดี 2475 อันเก่าที่ปูพรมออกอากาศมาก่อนหน้านี้ ได้ถูกทำให้เป็นโมฆะด้วยสปอตตัวนี้ นั่นหมายถึงว่า สารคดี 2475 ถูกปฏิเสธที่ยืนอันทรงเกียรติบนหมุดหมายของกาลเวลา ในวันที่มันครบรอบ 80 ปีปฏิวัติสยาม การที่สารคดีถูกเลื่อนเวลาฉายออกไปหลังจากวันที่มันควรจะเป็นถึง 1 เดือน สำหรับนักประวัติศาสตร์แล้ว นี่มันคือการหยามเกียรติราวกับถูกตบหน้ากลางสี่แยกก็ไม่ปาน โดยที่ไม่ทราบว่าเหตุผลชัดเจนของการเลื่อนออกอากาศคืออะไร ไม่มีคำประกาศใดๆ อย่างเป็นทางการจากผู้บริหารสถานี ผิดกับที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน เคยมีกรณีนักข่าวของสถานีแห่งนี้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันเอง ก็มีการออกแถลงการณ์ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน(18) ความไม่โปร่งใสตรงนี้ เป็นข้อกังขาอย่างยิ่งต่อองค์กรที่บอกตัวเองว่าเป็นทีวีสาธารณะ ทีวีที่ทุกคนในประเทศเป็นเจ้าของ

 

เดินเรื่องด้วย “นางสาวสยาม” ตัวแทนชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ?

การเล่าเรื่องของสารคดีนี้เลือกใช้ สรรพนามบุรุษที่1 ของคนที่เรียกตัวเองว่า “นางสาวสยาม” จากร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้ในสารคดีทำให้เราเห็นว่า หล่อนเป็นคนมีรสนิยมที่ชอบนั่งร้านกาแฟ ขับรถยนต์ส่วนตัว เกรงอกเกรงใจผู้ใหญ่ แต่ก็ปากกล้ากับคนวัยใกล้เคียงกันหรือเด็กกว่า ใฝ่รู้ และคิดว่าตัวเองรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ ผู้เขียนเห็นว่า นี่เป็นการจงใจประดิดประดอยภาพตัวแทนหนึ่งของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ผ่าน “หน้าจอ” ของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีเสียงทุ้มแหบ ลีลาการบรรยายฟังดูมีความมั่นใจในตัวเอง ไม่พร้อมที่เชื่อใจใครง่ายๆ ตั้งข้อสงสัยเกือบทุกสิ่ง แต่นางสาวสยามก็ปิดปากเงียบไม่ถามและไม่สงสัยกับ “บางเรื่อง” อยู่ดี

คำว่า “นางสาวสยาม” ในบริบทร่วมสมัยกับการปฏิวัติสยาม 2475 มีการใช้อยู่ 2 ส่วน นั่นก็คือ นางสาวสยามในฐานะชื่อของเครื่องบินพลเรือนลำแรกของประเทศของเลื่อน พงษ์โสภณ ในปี 2475 ก่อนการปฏิวัติสยาม(19) และปรากฏอีกแห่งหนึ่งในฐานะที่เป็นชื่อในการประกวดความงาม “นางสาวสยาม” ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2477 (20) อันเป็นกิจกรรมที่สร้างสีสันเป็นอย่างมากให้กับงานรัฐพิธีฉลองรัฐธรรมนูญ ให้สงสัยว่าการเลือกใช้คำว่า นางสาวสยามนี้ ผู้เขียนบทมีความต้องการจะสื่อถึงอะไร เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ว่ามาหรือเปล่า
อนึ่ง คำว่า “สยาม” เป็นคำที่ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ทำแคมเปญรณรงค์ให้กลับมาใช้แทนคำว่า “ไทย” เพื่อลดความบ้าคลั่งของชาตินิยมเชื้อชาติไทย แต่ในระยะหลังเราพบว่า ความบ้าคลั่งจากคำว่า “สยาม” นี้อาจเกิดขึ้นได้พอๆกัน หรืออาจจะด้วยซ้ำเมื่อมันถูกผสานเข้ากับอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมอย่างเช่น กลุ่มสยามสามัคคี, กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์

โครงสร้างของการเล่าเรื่อง

วิธีการเล่าเรื่องของสารคดีนี้ ผู้เขียนเห็นเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกเป็นการฉายภาพจำลองเพื่อเล่าภาพตัวแทนของประวัติศาสตร์ที่เสมือนว่าเคยเกิดขึ้นจริง ด้วยเทคนิคถ่ายทำขึ้นใหม่เกือบหมด ผสมผสานกับการทำภาพจำลอง โฮโลแกรมซ้อนทับไปกับฉากหลังที่เคยเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์(21) ส่วนนี้จึงเป็นทั้งการจำลองและลวงให้เห็นว่า “ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง” เกิดขึ้นได้อย่างไร ในสถานการณ์ไหน และบรรยากาศเป็นอย่างไร เป็นส่วนเด่นของสิ่งที่เรียกว่า “สารคดีประกอบเหตุการณ์จำลอง” (Documentary – Drama) ดังนั้นส่วนนี้ทำหน้าที่คล้ายกับ “ข้อเท็จจริง” ที่เสมือนกับเป็นกลางและปราศจากอคติ

ขณะที่อีกส่วนจะเป็นการยืมปากของคนจริงๆที่ยังมีลมหายใจ โดยที่แต่ละคนมีจุดยืนของตนและปฏิบัติการทางการเมืองที่ชัดเจนในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาหลังจากรัฐประหาร คำพูดของแต่ละคนแม้จะมีฐานบนข้อเท็จจริงคละเคล้ากับการทิ้งน้ำหนักของอารมณ์ความรู้สึก แต่เมื่อมันถูกตัดชำแหละออกเป็นชิ้นส่วนย่อยๆ ผ่านเทคนิคการตัดภาพสลับไปมา จึงกลายเป็นว่าชิ้นส่วนสัมภาษณ์ที่ขาดวิ่นนั่นได้สนทนาซึ่งกันและกัน โดยที่เจ้าตัวอาจไม่ได้ตั้งใจ ในการออกอากาศ “ตอนที่ 2 สองฝั่งประชาธิปไตย” ตอกย้ำสิ่งนี้ให้เห็นชัดว่า แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสัญลักษณ์ของเส้นแบ่งของคู่ตรงข้ามทางความคิดอุดมการณ์อย่างชัดเจน วิธีการเช่นนี้จึงลดทอนกำลังกลายเป็นเพียง “ความคิดเห็น” ดาดๆเพียงเศษเสี้ยวที่ปรากฏออกมาในช่วงสั้นๆ เท่านั้น

นางสาวสยาม ได้กลายเป็นองค์ประกอบสุดท้ายอันสำคัญ เนื่องจากเธออยู่ในบทบาทของผู้เชื่อมโยงเหตุการณ์ สรุปและสกัดเอาข้อเท็จจริงและความคิดเห็นออกมา ด้วยความเป็นกลาง ดังนั้นการสรุปความคิดที่แตกต่างกันจึงออกมาด้วยท่าทีอันชาญฉลาด ในอีกมิติหนึ่งเธอคือผู้กำกับและทีมงานสร้าง สถานภาพของเธอในสารคดีนี้ จึงมีบาทเป็นเหมือนพระเจ้าที่รังสรรค์เหตุการณ์นี้ด้วยอคติของผู้ทรงสรรพัญญูนั่นเอง ขณะที่นางสาวสยามในอีกมิติจึงเป็นอวตารหนึ่งของพระเจ้าที่ลงไปโปรดสัตว์ด้วยการชี้ให้เห็นว่า “เหตุการณ์จริงๆแล้วมันเป็นเช่นไร” ในส่วนนี้นางสาวสยามจะให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆรอบตัว ด้วยภาษาของกล้อง การแพนมุมกล้อง ซูมอินซูมเอาท์ทางสายตา การตัดต่อที่ฉับไว พร้อมด้วยประโยคเท่ห์ๆ เปรี้ยวๆ และจิกกัด

จิ๊กซอว์ 2475 ที่กัดกลืนตัวเอง

ผู้สัมภาษณ์ นางสาวสยาม (สุรัสวดี เชื้อชาติ – แหม่ม มาม่าบลูส์?)
ญาติของบุคคลในคณะราษฎร  – ลูกชายพระยาพหลฯ, ลูกสาวพระยาทรงสุรเดช, ลูกสาวปรีดี พนมยงค์
นักวิชาการ – นรนิติ เศรษฐบุตร, ศรีศักร วัลลิโภดม, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ณัฐพล ใจจริง, เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า
นักข่าว, นักเขียนอิสระ  – วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย, พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ
เอ็นจีโอ- รสนา โตสิตระกูล, สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย

นี่คือรายชื่อและการจัดหมวดหมู่คร่าวๆ ของผู้ที่ปรากฏตัวอยู่ในสารคดี 2475 สำหรับผู้เขียนแล้ว สิ่งที่มีปัญหาไม่ใช่ความเห็นที่แตกต่างกัน แต่มันคือ การตกลงปลงใจจะทิ้งน้ำหนักให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างไร้ความสมดุล ที่ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ก็คือ อุดมการณ์ที่มีอำนาจครอบงำสารคดีนั้น อยู่ในทิศทางตรงข้ามกับแนวคิดประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นใหญ่อยู่ที่ราษฎร แต่ที่ต้องทักท้วงก็เพราะว่า สิ่งเหล่านี้สวนทางกับสิ่งที่สถานีแห่งนี้และสารคดีนี้พร่ำบ่นอยู่ตลอดเวลาก็คือ “ความเป็นกลาง”

ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ สารคดีในตอนสุดท้าย “ความทรงจำ” เริ่มด้วยคำให้การของนรนิติ เศรษฐบุตร (เกิดปี 2484) ที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และยังเคยเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 คำให้การดังกล่าวเล่าถึงวันที่เกิดการปฏิวัติ แม้จะมีคำสัมภาษณ์ของคนอื่นๆ อย่างเช่น ลูกพระยาพหลพลพยุหเสนา ลูกพระยาทรงสุรเดช และลูกปรีดี พนมยงค์ แต่ก็เป็นเพียงส่วนประกอบที่ล้อมรอบโครงเรื่องแกนกลางของนรนิติ การออกอากาศตอนสุดท้ายนี้ยังได้นำเอาศรีศักร วัลลิโภดม และรสนา โตสิตระกูล ที่เคยปรากฏตัวอย่างโดดเด่นในตอนแรก และตอนที่สอง มาอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่เหมาะเจาะกับการต่อล้อต่อเถียงกับประชาธิปไตยแบบตัวแทนและนักการเมือง

ประกาศคณะราษฎรกับ "เนื้อความที่ถูกจงใจทำให้หายไป"

ประกาศคณะราษฎรกับ “เนื้อความที่ถูกจงใจทำให้หายไป”

แม้ว่าศรีศักร จะพูดเลยเถิดไปถึงสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นโยบายเงินผันคึกฤทธิ์ที่เป็นต้นฉบับของประชานิยมอย่างเพ้อเจ้อ แต่ทีมงานตัดต่อก็ไม่ได้นำพา ไม่มีการตัดออก การถ่ายทำกล้องแช่ไว้จนน่ารำคาญจึงเกิดขึ้นอย่างบ่อยครั้ง ส่วนตอนท้ายของสารคดี ทีมงานเลือกการแลนดิ้งได้อย่างอนาถด้วยการปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์ของ รสนา นรนิติ ศรีศักร ก่อนจะทิ้งคำพูดเก๋ๆ น้ำเสียงของนางสาวสยามชงให้คนสุดท้ายเข้ามาตบมุข ว่า

วันนี้ถ้าเราได้ตั้งหลัก ถอยหลังและกลับไปทบทวนกันใหม่ ณ จุดเริ่มต้น เราอาจจะค้นพบกับความหวัง ความตั้งใจที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น ความทรงจำที่ถูกต้อง มุมมองที่รอบด้าน อาจจะเป็นแสงนำทาง ให้เราฝ่าความมืดมน และปมขัดแย้งครั้งนี้ไปได้

อย่าใช้เราเป็นเครื่องมืออีกเลย..ประชาชน(22)

 

มุ่งไปที่จุดกำเนิดและความล้มเหลวของคณะราษฎร

 

การที่สารคดีเน้นจุดกำเนิดของการปฏิวัติสยาม อย่างละเอียดละออ อาจจะทำให้เรารู้สึกว่าสารคดีนี้ใส่ใจรายละเอียดที่ทำให้เห็นความสำคัญของจังหวะการเปลี่ยนแปลงสำคัญของชาติ แต่เปล่าเลย ส่วนนี้ของสารคดียิ่งแสดงให้เห็นถึงอาการหมกมุ่นในการมุ่งประเมินว่า คณะราษฎรเป็นพวกชิงสุกก่อนห่ามมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อเราเอาไปเชื่อมกับบริบทอื่นๆ อย่างเช่น อารมณ์ของภาพ ความวังเวงของเสียงเพลง ภาพโฮโลแกรมหลอนราวกับหนังสยองขวัญ ทั้งที่มันคือความหดหู่ของความมืดมิดอันที่สุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่กลับเป็นว่า ความกดดันนั้นอยู่บนบ่าของคณะราษฎรที่จ้องทำการปฏิวัติมากกว่า

ส่วนที่ควรจะเป็นไฮไลท์ที่สุดของสารคดีชิ้นนี้ก็คือ การอ่านประกาศคณะราษฎร เนื้อสารที่ทรงพลังและมีเนื้อหาที่ก้าวร้าวอย่างยิ่งถูกทอนพลังลง ด้วยการเลือกหยิบบางส่วนของ หลัก 6 ประการของคณะราษฎร (23) อันเป็นเสมือนกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ขึ้นมาอ่าน คล้ายคลึงกับการที่นักการเมืองประกาศนโยบายหาเสียง เพื่อไฮไลท์ให้เห็นว่าการปฏิวัติสยามเป็นความหวังที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน คำประกาศเป็นปฏิปักษ์กับอำนาจของสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาจึงถูกตัดทิ้ง การเน้นเฉพาะส่วนนี้จึงไปบรรจบกับข้อกล่าวหานักการเมืองผู้ไร้ประโยชน์นั่นเอง

ภาพจำลองเหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสของคณะราษฎรในสารคดี

ภาพจำลองเหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสของคณะราษฎรในสารคดี

เราจึงไม่เห็นว่าหลังจากการปฏิวัติแล้วเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น สิ่งที่ถูกตัดขาดออกไปอย่างไม่น่าให้อภัยก็คือ ผลงานและความสำเร็จของคณะราษฎรในฐานะที่เป็นผู้กระทำทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเอกราชทางการศาล หลังจากที่สามารถแก้ไขสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมกับต่างชาติได้ รวมไปถึงการสร้างความยิ่งใหญ่ของชาติไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้จะเป็นเชื้อมูลของชาตินิยมไทยที่นำไปสู่ความขัดแย้งภายในคณะราษฎรในเวลาต่อมา

คณะราษฎรจึงเป็นอาณาบริเวณที่ผู้จัดทำสารคดีไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไปอย่างจริงจังนัก จริงอยู่ว่าสารคดีนี้ทำให้เห็นตั้งแต่การก่อการขั้นต้น ภาพการประชุมวางแผนที่ฝรั่งเศส(24) แต่อย่างที่บอกห้วงเวลาของการเน้นย้ำอยู่ที่วินาทีของการปฏิวัติเพียงเท่านั้น เราเห็นแค่ประตูที่เปิดเข้าไปสู่การปฏิวัติ แต่เราไม่รู้เลยว่าอะไรเกิดขึ้นอีกหลังจากที่ประตูนั้นเปิดออกแล้ว ภาพของโปสเตอร์เลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ภาพของการประชุมรัฐสภา ภาพของภูมิทัศน์ใหม่ของสังคมไทยที่ขยายตัวเพราะการปฏิวัติ ไม่มีที่ให้ปรากฏ

สังคมไทยยังไม่พร้อม และคนไทยเป็นเพียงเครื่องมือของนักการเมืองเท่านั้น?

อาจตีความได้ว่า คณะราษฎรในสายตาของพวกเขา อาจเป็นมรดกอันอัปลักษณ์ของการเมืองไทย 2 ประการ นั่นคือ นักการเมืองอันโสมมและชั่วช้า กับ เจ้าตำรับรัฐประหารที่ทำให้ประชาธิปไตยวนเวียนอยู่ที่วงจรอุบาทว์ แต่น่าสังเกตว่าหลังจากที่ชนชั้นกลางจำนวนมากสนับสนุนรัฐประหาร 2549 เสียงที่เคยตะโกนด่าทหาร กลับแผ่วเบาลงอย่างมีนัยสำคัญ พล็อตเรื่องแบบนี้จึงทำให้มุ่งไปสู่ข้อสรุปการปฏิวัติสยาม 2475 ได้ง่ายๆแบบสุภาษิตไทยว่า “ต้นร้ายปลายเลว” คือ การยึดอำนาจจากกษัตริย์ที่ผ่านมาเป็นเวลาถึง 80 ปีแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เมื่อทุกวันนี้คนไทยก็ยังกลายเป็นเครื่องมือของพวกนักการเมืองอยู่

ทั้งที่เรื่องใหญ่ๆ อันเป็นสาเหตุของปัญหาการเมืองไทยร่วมสมัยไม่ได้รับการพูดถึงอย่างยุติธรรมต่อคณะราษฎร อันได้แก่ การต่อสู้เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญจากกบฏบวรเดช และการต่อสู้ทางการเมืองอื่นๆอันมาจากแรงต้านของฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือการรัฐประหาร 2490 ที่ฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรก จนกลายเป็นขนบสำคัญของการรัฐประหารมาถึงทุกวันนี้ กลับถูกละเลยจากการเขียนบท
ผู้เขียนสังเกตว่า สังคมไทยที่ปล่อยให้เสียงของฝ่ายอนุรักษ์นิยมส่งเสียงดัง ยังเห็นคนไทยเป็นเพียง “เด็ก” ที่อยู่ภายใต้การปกครองของบิดาไม่ว่าจะในนามของรัฐหรือการอุปมาใดๆ การเกิดขึ้นของอำนาจใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบตัวเองและความมีเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ จึงถูกโจมตีอย่างสม่ำเสมอและมักจะเข้าใจไปเองว่า
ราษฎรไทยไม่เคยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง คณะราษฎรจึงเป็นพวก “ชิงสุกก่อนห่าม”

จึงไม่แปลกอะไรที่ สารคดีนี้ให้น้ำหนักกับการอธิบายความเปลี่ยนแปลงในวันที่ 24 มิถุนายน ผ่านปากคนแก่ซึ่งแต่ละท่านก็แทบจะเกิดไม่ทันเหตุการณ์นั้นเสียด้วยซ้ำ กลายเป็นความย้อนแย้งไปเสียเมื่อพวกเขานำคนแก่ที่แววตาไร้ประกาย มาอธิบายความสำเร็จของการปฏิวัติของคนรุ่นเยาว์ ดังนั้นจึงเป็นการเปล่าประโยชน์ที่เราจะหวังให้ทีมงานจะคิดถึงคนอื่นๆที่ศึกษาและหมกมุ่นอยู่กับการสร้างความรู้เกี่ยวกับเรื่องหลักประชาธิปไตยและประวัติศาสตร์ มาอย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือกลุ่มคณะนิติราษฎร์

เราจึงเห็นว่า มีแขกรับเชิญที่ด้อยศักยภาพไม่น้อยที่เข้ามามีบทบาทในสารคดีนี้ การปิดท้ายด้วยบทพูดของรสนาอันเป็นบทสรุปของสารคดี ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อเนื่องมาจากเสียงสุดท้ายของนางสาวสยาม น่าจะบอกอะไรแก่เราได้ดี (25)

คือ ประชาชนนี่เป็นเครื่องมือตลอดน่ะ ที่นี้ปัญหาอยู่ที่ถ้าเราตื่นแล้วเราไม่พร้อม คือเราเรียนรู้ว่า
เฮ้ย เราต้องไม่เป็นเครื่องมือ ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อันนั้นแหละมันจะเป็นคำตอบ เพราะว่าเวลานี้เนี่ย สำหรับตัวเองเนี่ย เชื่อว่าประชาชนจะเป็นคำตอบนะ เราหวังว่าประชาชนจะตื่นขึ้นมาแล้วจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ แล้วก็จริงๆก็ถือว่าสื่อต่างๆก็จะมีส่วน ในการที่จะทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น

 

โยนหินลงบ่อน้ำที่ไม่มีก้น สารคดีสาธารณะที่ปราศจากเสียงสะท้อนกลับ

สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ความเงียบเชียบผิดปกติต่อรายการนี้จากสังคมไทย เสียงตอบรับสะท้อนจากสารคดีนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นนักคิดที่ตื่นตัวและสนใจทางการเมืองและเอนเอียงมาทางฝ่ายคณะราษฎร และประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็น ธนาพล อิ๋วสกุล (บรรณาธิการฟ้าเดียวกัน) เกษียร เตชะพีระ (อาจารย์ประจำ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์)(26) หรือกระทั่งชลิดา เอื้อบำรุงจิต (ผู้อำนวยการมูลนิธิหนังไทย) พบว่า อย่างน้อยทั้งสองต่างก็มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับสารคดีนี้ ขณะที่ความเห็นจากแหล่งอื่นๆก็เล็กน้อยเสียจนไม่รู้สึกว่าอยู่ในกระแสความสนใจของคนทั่วไปเสียด้วยซ้ำ
บางทีความสำเร็จอย่างหนึ่งของสารคดีนี้ก็คือ ความล่องหนในตัวเอง หลังจากเลื่อนวันฉายออกมาถึง 1 เดือน ความล่องหนของผู้จัดทำ ความล่องหนของผู้บริหารไทยพีบีเอส ต่อกรณีการเลื่อนฉาย และสุดท้ายคือความล่องหนของตัวสารคดีนี้เองต่อสังคมไทย เราไม่พบความกระตือร้นใดๆ จากสถานีนี้ว่าจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อผู้ชมทัดเทียมกับขุนรองปลัดชู หรือกรณีข่าวตบตีกันภายในสถานี ภาพของสารคดี 2475 นี้จึงเป็นเงาโปร่งแสงเช่นเดียวกับภาพโฮโลแกรม ที่ฉายทาบทับอย่างชั่วครั้งชั่วคราวให้แปดเปื้อนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปก็เท่านั้น
สุดท้าย ปัญหาสำหรับผู้เขียนก็คือว่า คำว่า “คุณ” ในสโลแกน “ไทยพีบีเอส ทีวีที่คุณวางใจ” นั้นคือใครกันแน่หรือจริงๆแล้วควรจะเปลี่ยนจาก “คุณ” เป็น “เขา” ที่เป็นผู้มีอำนาจอันแท้จริงในสังคมนี้ พวกเขาที่เป็นคนกลุ่มน้อย แต่หวังดี มีความสามารถ และมีอิทธิพลควบคุมความคิดสังคมไทยมาได้พักใหญ่แล้ว

ควรเปลี่ยนสโลแกนเป็น “ไทยพีบีเอส ทีวีที่เขาวางใจ” ไปเลย จะดีกว่าไหม?

 

รายการอ้างอิง

(1)ชื่อบทความได้รับบันดาลใจมาจาก ประกาศคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475

(2)อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

(3)ไทยพีบีเอส. “2475 สารคดีเพื่อเจ้าของประเทศทุกคน“. http://org.thaipbs.or.th/org_news/prnews/article60206.ece (1 สิงหาคม 2555)

(4)วิกิพีเดีย. “สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี“. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B5 (1 สิงหาคม 2555)

(5)พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ..2551″.ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 125 ตอนที่ 8 , 14 มกราคม 2551, .1-25

(6)ไทยพีบีเอส. “พื้นที่ชีวิต : ฉือจี้ชุมชนคนทำดีที่ไต้หวัน“. http://program.thaipbs.or.th/documentaryprogram/article3253.ece?episodeID=18829 (30 กรกฎาคม 2555) ดูคลิปได้จาก ยูทูป. “พื้นที่ชีวิต - ฉือจี้ ชุมชนทำดี 17Feb12″. http://www.youtube.com/watch?v=3JHQna1JvkE(16 กุมภาพันธ์ 2555)

(7)ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน). “สถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย (DA Ai Television) มูลนิธิพุทธฉือจี้ ไต้หวัน”. http://www.moralcenter.or.th/ewt_news.php?nid=648&filename=index (3 กุมภาพันธ์ 2554)

(8)วันชัย ตัน. “ฉือจี้ ยิ่งทำงาน ตัวตนยิ่งเล็กลง“” มติชน (15 มิถุนายน 2551) อ้างใน http://www.onopen.com/2008/01/2997 (16 มิถุนายน 2555)

(9)ไทยพีบีเอส. “เกี่ยวกับสภาผู้ชมฯ“. http://sapa.thaipbs.or.th/sapa_aboutus.asp (30 กรกฎาคม 2555)

(10)สภาผู้ชมและฟังรายการ . รายงานประจำปี พ..2553 เสนอต่อ คณะกรรมการนโยบายและคณะกรรมการบริหาร องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (...) http://sapa.thaipbs.or.th/pdf/=%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202553.pdf (30 กรกฎาคม 2555)

(11)ไทยพีบีเอส .ประวัติองค์การฯ. http://www3.thaipbs.or.th/AboutUs/ (30 กรกฎาคม 2555)

(12)วิกิพีเดีย. “สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส“. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA (30 กรกฎาคม 2555)

(13)ไทยพีบีเอส. “วิดีโอ“. http://program.thaipbs.or.th/multimedia/ (30 กรกฎาคม 2555) อย่างไรก็ตาม สามารถติดตามการตั้งคำถามเกี่ยวกับรายการได้ใน กมล กมลตระกูล. “รายการที่บ่งชี้ความแตกต่างอันเป็นอัตลักษณ์ของ Thai PBS” ใน เอกสารประกอบการเสวนาของกรรมการนโยบาย นำเสนอในการประชุมที่บ้านอิงน้ำ 1 เมษายน 2555. http://www3.thaipbs.or.th/bog/document.asp?newsid=W0000045 (2 สิงหาคม 2555)

(14)ไทยพีบีเอส. “ถกหนังเห็นคน วีรชนคนถูกลืม กู ขุนรองปลัดชู“. http://www3.thaipbs.or.th/thaiunsunghero/ (1 สิงหาคม 2555)

(15)อำนาจ เกิดเทพ. “”ขุนรองปลัดชูวีรชนที่จะไม่ถูกลืม/ไก่ อำนาจ“. http://www.manager.co.th/entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9540000083100 (6 กรกฎาคม 2554)

(16)ไทยพีบีเอส. “สารคดี 2475″. http://program.thaipbs.or.th/documentaryprogram/article60092.ece (30 กรกฎาคม 2555)

(17)Youtube.”ThaiPBSSpotPromote” .http://www.youtube.com/watch?v=xaGELc__sks (21 มิถุนายน 2555)

(18)ไทยพีบีเอส. “คำชี้แจงกรณีผู้ประกาศข่าว “ไทยพีบีเอส” มีเรื่องทะเลาะวิวาท” .http://news.thaipbs.or.th/content/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E2%80%9C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E2%80%9D-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97 (15 มิถุนายน 2555)

(19)วิกิพีเดีย. “นางสาวสยาม“. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1 (28 เมษายน 2555)

(20)วิกิพีเดีย. “นางสาวไทย“. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2 (16 มิถุนายน 2555)

(21)ยูทูป. “สารคดี 2475 ตอนที่1 “ความทรงจำ“”. http://www.youtube.com/watch?v=qDv96W5Yba4&feature=results_video&playnext=1&list=PL1AA6C073085F3F29 (25 กรกฎาคม 2555), นาทีที่ 44

(22)ยูทูป. “สารคดี 2475 ตอนจบ ชะตาชาติ“”. http://www.youtube.com/watch?v=e-w4K035ThE&feature=results_video&playnext=1&list=PL1AA6C073085F3F29 (28 กรกฎาคม 2555), นาทีที่ 54

(23)ยูทูป. “สารคดี 2475 ตอนจบ ชะตาชาติ“”. http://www.youtube.com/watch?v=e-w4K035ThE&feature=results_video&playnext=1&list=PL1AA6C073085F3F29 (28 กรกฎาคม 2555), นาทีที่ 20

(24)ยูทูป. “สารคดี 2475 ตอน 2 “สองฝั่งประชาธิปไตย“”. http://www.youtube.com/watch?v=MNh2W-hV29Y&feature=results_video&playnext=1&list=PL1AA6C073085F3F29 (26 กรกฎาคม 2555), นาทีที่ 12-20

(25)ยูทูป. “สารคดี 2475 ตอนจบ ชะตาชาติ“”. http://www.youtube.com/watch?v=e-w4K035ThE&feature=results_video&playnext=1&list=PL1AA6C073085F3F29 (28 กรกฎาคม 2555), นาทีที่ 54

(26)ข่าวสดออนไลน์. “ฟังเสียงวิพากษ์สารคดี 2475 ไทยพีบีเอส..ความจริงที่เลือกข้าง !?”. http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME16WTBNVGd6T1E9PQ==&sectionid= (30 กรกฎาคม 2555)

  • Piyaphum K

    ก่อนที่บอกคนอื่นๆให้ใจเปิดกว้างผู้เขียนบทความชิ้นนี้น่าจะเปิดใจให้กว้างมากกว่านี้ ถ้าบทความยังโจมตีฝ่ายอนุรักษ์นิยมแล้วพยายามเชิดชูกระบวนการอภิวัฒน์ ปฏิวัติ แย่งอำนาจปี ๒๔๗๕ ว่าเป็นความถูกต้องแล้วล่ะก็มันก็เป็นบทความที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดที่คับแคบเหมือนกับคณะราษฏร์หลังจากมีอำนาจแล้วตนเองก็จิตใจคับแคบจนไม่อาจฟังเสียงคนอื่นได้อีก โปรดมองให้ลึกลงไปถึงความจริงช่วง พ.ศ.๒๔๗๕-๒๕๐๐ ยี่สิบห้าปีอำนาจอยู่ในมือบุคคลคณะราษฏร์ได้เกิดประโยชน์อะไรต่อประเทศชาติบ้าง..? เห็นมีแต่การแย่งชิงอำนาจกันเองในหมู่คณะราษฏร์(นายควง อภัยวงศ์ก็คือหนึ่งในคณะราษฏร์) “……………ฆ่า ฆ่า ฆ่า เนรเทศ เนรเทศ เนรเทศ …….” นั้นคือสิ่งที่คณะราษฏร์ได้กระทำตลอดนับจากการได้อำนาจรัฐมาเป็นของตนเองจวบจนสิ้นอำนาจในยุคนายแปลก ขีตสังคะ

  • เสรีชน

    สรุปคือ คำตอบของ รสนา ถูกต้องสุด เป็นคำตอบสุดท้ายของ นางสาวสยาม กับความสับสนงุนงงที่เอ่ยมาในตอนต้น … ยังดีประชาชนคนอื่นเค้าไม่เป็นอย่างคุณ เพราะเค้าตื่นกัน “นาน” แล้ว แต่คุณต่างหากที่ยังไม่ แถมไปเหมาเอาว่าเค้ายังไม่ตื่นอย่างคุณ และในใจก็หวัง/อยากให้เค้ายังไม่ลืมตาขึ้นมารับความจริงอย่างคุณ ถึงได้ลงทุนที่เป็นเงินของประชาชนสร้างสารคดีแบบนี้ออกมา … สำหรับคนทึ่ชอบอยู่ในเมทริกซ์ ที่คิดว่าอบอุ่นปลอดภัย และรับความจริงไม่ได้ ก็กินยาเม็ดสีฟ้าต่อไป แต่ถ้าอยากหลุดพ้นออกมาพบกับความจริงที่อาจจะโหดร้าย กลืนยาเม็ดสีแดง แล้วตื่นๆๆ ตาสว่างได้แล้ว

  • เสรีชน
  • Niranarm_natanon

    “แต่การบริหารที่ผิดพลาดและไม่สามารถหาเงินมาเลี้ยงตัวเองและจ่ายค่าสัมปทานอันมหาศาลได้ นำมาสู่เหตุยุติการออกอากาศ ในปี 2550 ในเวลาต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อไปสู่สถานี “ทีไอทีวี” (2550) ภายใต้รัฐบาลรัฐประหาร สุรยุทธ์ จุลานนท์(4) อย่างไรก็ดีช่วงนี้ก็ยังถือว่าเป็นช่วงที่ยังฝุ่นตลบอยู่ การช่วงชิงพื้นที่สื่อช่องทางนี้ นำไปสู่การสุมหัวกันวางแผนเพื่อสร้างสถานีโทรทัศน์สาธารณะที่มุ่งจะสร้างโทรทัศน์ที่มุ่งเน้นเนื้อหาสาระเปี่ยมคุณภาพ เอาอย่าง BBC ของอังกฤษหรือ NHK ของญี่ปุ่นขณะนั้นฟรีทีวีในเมืองไทยได้แก่ ทีวีช่อง 5 และ 7 ใช้คลื่นความถี่ของทหารในนามความมั่นคงแห่งชาติ ทีวีช่อง 3 และ 9 ที่ใช้คลื่นจาก อสมท. แทบทั้งหมดเพื่อการพาณิชย์และมีเจ้าของสัมปทานเก็บค่าต๋งเป็นเสือนอนกิน ขณะที่ทีวีช่อง 11 ใช้คลื่นของกรมประชาสัมพันธ์ พยายามผสมผสานระหว่างทีวีการศึกษาและการพาณิชย์ในสัดส่วนเล็กน้อย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ สำหรับทีวีช่องใหม่ที่ได้สัญญาณมาจากไอทีวีเดิมนั้น ได้มีการต่อรองหลังรัฐประหารกันเช่นใดไม่ทราบได้ แต่ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การตรากฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ช่วงรัฐบาลเผด็จการ ในนาม พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551″ ข้อมูลสาธารณะที่เป็นบทสัมภาษณ์ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช ใน “ประชาไท” กลางปี 2549 บ่งชี้ว่า ดร.สมเกียรติ เสนอเรื่อง “ทีวีสาธารณะ” ขึ้นมา เพื่อรองรับการ “ยึด” ไอทีวีข้อมูลสาธารณะอีกชิ้นจากบทสัมภาษณ์ ดร.สมเกียรติ ใน “ประชาไท” อาจระราวปี 2550 หรือ 2551 ระบุว่า ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช อีกนั่นแหละที่ทำ Feasibility Study (ความเป็นไปได้ในการลงทุน-จัดสร้าง) ของทีวีสาธารณะไปเสนอ รัฐบาลสรยุทธ์ โดยเสนอทางเลือกหลายทางในการลงทุน แต่ความตั้งใจของ ดร.สมเกียรติ มันมีมาตั้งแต่ปี 2549 แล้วว่าจะยึด iTV ตัว Feasibility จึงเป็นแค่ “ฉากบังหน้า” แล้ว ดร.สมเกียรติ ก็ทำตัวเป็น “ผู้เชี่ยวขาญ” ในเรื่องนี้โดย “แนะ” ให้รัฐบาลเผด็จการทหารสรยุทธิ์ “ยึด” iTV ในขณะที่ ดร.สมเกียรติ อีกคน คือ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล คัดค้านที่มาของทีวีสาธารณะจึงเป็น “เผด็จการชนชั้นกลาง” มาแต่แรก เผด็จการชนชั้นกลางในที่นี้หมายถึง เหล่าผู้มีการศึกษาที่มีอำนาจได้ด้วยการรัฐประหาร ไม่ว่าจะโดยกำลังทหารหรือโดยอำนาจตุลาการของระบอบอำมาตย์ บุคลากรของทีวีสาธารณะเริ่มแรกเป็นบุคคลที่วนเวียนแวดล้อมเป็นกลุ่มก๊กแถวๆนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรปักษ์ของคุณทักษิณทั้งในการเมืองและในธุรกิจสื่อ มันจึงไม่ได้เป็นสถานีสื่อที่เป็นความหวังแต่แรก การเอา คตส.มาออกทีวีบ่อยๆ ก็สอดรับกับที่ ดร.สมเกียรติ (ผู้เสนอและแนะให้ยึดไอทีวี) เป็นคนชงเรื่องทักษิณฟ้อง คตส. ส่วนการรายงานข่าวในภายหลัง ก็เอียงในการเข้าข้างกลุ่มฝ่ายการเมือง

  • Visalmeeh

    แล้วในระบบสมบูรณาญาสิทธิ์มันมีอะไรต่างจากของคณะราษฏรบ้างครับ เห็นบางคนโจมตีแต่การเมืองที่มีประชาธิปไตย แต่ก็บอกไม่ได้ว่าระบบเดิมดีกว่ายังไง.

  • Piya_jupo

    ถ้าคนไทยคิดได้เหมือนสารคดี 2475. และคิดได้เหมือนผู้วิพากษ์ คงจะดีเน๊าะ คนคงจะคิดเหมือนกันหมด คงจะไม่มีผู้ค้าน ผู้สนับสนุน เขียนดีครับภาษาสวย ข้อมูลใช่ได้.

  • Paiisfarout

    เข้าใจได้ว่าสารคดีต้องการสื่ออะไรจาก”ใจ” และภูมิรู้ พร้อมด้วยทัศนะคติของ”ผู้ผลิต” ต่อประชาธิปไตย ในประเทศไทย….แต่ช่วยมองให้รอบด้านด้วยว่า ผู้คนทั่วไป(ที่ไม่ใช่ปัญญาชน) ก็เป็นคนส่วนหนึ่งของประเทศไทย..เราจะช่วยกันสร้างกระบวนการเรียนรู้อะไรให้กับคนในประเทศไทยเราได้บ้างจากอดีตถึงปัจจุบันและมองต่อไปยังอนาคต แบบง่ายๆๆ …ที่ไม่ใช่แค่เอากล้องจ่อปากนักวิชาการตัดสลับไปสลับมา(แสดงความคิดเห็นตามทัศนะตัวเอง)..แบบนี้ …เพราะเรากำลังพูดเรื่องประชาธิปไตยในสังคมไทยมิใช่หรือ

  • พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ

    ใครพอจะรู้จักภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ บ้างไหมครับ มันเป็นใครอ่ะคลับ บังอาดมาวิจารณ์สารคดีเพื่อเจ้าของประเทศทุกคน

  • http://www.facebook.com/HiggsMan Higgs Man

    บทความหัวกะดอไรวะนี่ กากสิ้นดี

  • Parinand Bird Varnasavang

    จริงอยู่ที่ว่าน่าเสียดายที่สารคดีควรจะได้ฉายตรงเวลาครบรอบ 80 ปี และควรมีเนื้อหาสาระที่ครบถ้วนกว่านี้ (ขาดเนื้อหาทางประวัติศาสตร์หลัง 2475 ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงระหว่าง 2475 กับปัจจุบันได้ดีขึ้น ขาดบทวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ประชาธิปไตยยังไม่สมบูรณ์ มีเพียงแต่บทสัมภาษณ์เอเชียวีคของรัฐบุรุษปรีดีเท่านั้น) แต่ผมก็คิดว่าอย่างน้อยการมีสารคดีนี้ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย ปล่อยให้การครบรอบ 80 ปีการอภิวัฒน์ผ่านไปโดยไม่มีสารคดีดีๆสักเรื่องเล่าเหตุการณ์ให้คนรุ่นใหม่ฟัง สารคดีนี้สำหรับผมไม่ได้ทำให้คณะราษฎรดูเลวร้ายแต่อย่างใด ตรงกันข้ามผมกลับทึ่งและศรัทธาในความคิดความอ่านที่เฉียบแหลมและกล้าหาญของคณะราษฎรผู้ก่อการอภิวัฒน์ มันสำคัญอยู่ที่ว่าผู้ชมดูแล้วก็ต้องมีวิจารณญาณด้วย ไม่ใช่เชื่อตามสิ่งที่สารคดีและบรรดาผู้รู้ในสารคดีบอกเล่าโดยไม่ไตร่ตรองทบทวนและค้นคว้าเพิ่มเติม  สารคดีในวาระครบรอบ 80 ปี ได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว (ขอบคุณ Thai PBS และผู้ผลิต) ผมก็หวังว่าในวาระครบรอบ 90 ปี และ 100 ปี เมื่อบริบทของบ้านเมืองเปลี่ยนไป เราจะได้ดูสารคดีที่เข้มข้นกว่านี้ และนำเสนอประกาศคณะราษฎรอย่างเต็มๆกว่านี้ก็ได้  

  • Vib520110216

     คุณคับ คุณมองบริบทด้วยนะ และคิดว่าการปฏิวัติจะได้มาง่ายๆ หรอ เราตั้งเปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมดเลยนะ

  • เห็นด้วยแต่..

    เห็นด้วยนะครับ…แต่ผมว่าวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ถ้าเป็นคุณละจะทำยังไงให้คนส่วนใหญ่ในประเทศ(ที่ไม่ใช่ปัญญาชน)มีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นๆไป ?

  • rat

    ผมว่ายังดีกว่าไม่มีสารคดีอะไรเลยนะครับ ผมคิดว่า นักวิชาการทางประวัติศาสตร์เช่นคุณอาจจะดูเป็นสิ่งด้อยค่าแต่สำหรับหลายๆล้านคนมันเป็นการเปิดมุมมองสิ่งต่างๆที่เรียกกันว่า ประชาธิปไตย ให้กว้างขึ้นมากกว่าการเลือกตั้ง ที่การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมต่อการขึ้นสู่อำนาจเท่านั้นโดยไม่มองเห็นประชาชนผู้เลือกตั้งหรือผลประโยชน์แห่งชาติ ผมคิดว่าสิ่งที่ทีมงาน TPBS ทำเป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะเป็นการจุดประกายให้กับคนหลายๆคนให้มุ่งศึกษาให้ลึกลงไปจากที่ทางทีมงานสื่อสารออกมาครับ สำหรับผู้เขียนบทความชื้นนี้ ผมคิดว่าน่าจะมีมุมมองที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัวสักหน่อยครับ และอาจจะคิดว่าผู้อื่นในสังคมมีความรู้เทียบเท่าตนเองซึ่งเป็นมุมมองแบบ inside out มิใช่ outside in ครับ ในสังคมความรู้คนเราไม่เท่ากันนะครับ ขอฝากไว้สักคำนะครับ คนไทยส่วนใหญ่มีสองประเภทครับ คือ “คนทำงานมักจะโดนด่า ส่วนคนห่าๆมักจะด่าคนทำงาน” เป็นกำลังใจให้ครับ สำหรับทีมงาน TPBS ที่สร้างสรรสิ่งดีๆให้กับประชาชนผู้ไม่รู้อะไรเช่นผมครับ ขบคุณครับ

  • สับสน

    สารคดีชุดคนไทยไม่ใช่เครื่องมือ.. เป็นสารคดีที่ดีมากทำใไห้เรามองเห็นหลายมุมมอง.. ไม่เข้าใจว่าคนที่ทำไมยังมีคนใจบอดหลงเหลือที่กระทู้ติ.. เราคิดเหมือนนางสาวสยาม.. และโชคดีที่รู้ว่ายังคงมีคนจำหนวนไม่น้อยที่สับสน.. นึกว่าเราคนเดียว.. ขอบคุณสำหรับรายการดีๆและข้อคิด.. ตาสว่าง.. แตไม่ใข่สว่างแบบอาจารย์บางคนที่ออกจากเหลืองแล้วไปหาแดง.,