Practical Report 30 กำลังแจ๋ว – รักต่างวัยที่ยังดู “ไม่จริง”

ระยะหลังมานี้ เราจะเห็นหนังไทยที่สร้างมาเพื่อจับตลาด “เวิร์คกิ้งวูเมนในเมือง” กันมากขึ้น จุดเริ่มต้นของหนังแนวนี้อย่างเป็นทางการคงไม่มีอื่นใดนอกจาก “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ของค่าย GTH ที่หยิบเอาชีวิตสาวโสดสมัยใหม่ มาผสมกับฉากหลังเป็นวิวเมืองใหญ่อันคุ้นตา และพระเอกในฝันของสาวชาวกรุงอย่าง “เคน ธีรเดช” ส่งผลให้นางเอกใหม่ “คริส หอหวัง” ในคาแรกเตอร์ “เหมยลี่” ดังเป็นพลุระเบิด และกลายเป็นเจ้าแม่โฆษณาผลิตภัณฑ์ที่จับกลุ่มสาวอายุยี่สิบห้าบวกมาจนทุกวันนี้

ช่วงปลายปี 2554 เราก็ได้เห็นภาพยนตร์ที่จับกลุ่มเป้าหมายใกล้เคียงกัน คือสาวโสดวัยสามสิบ ออกมาตีตลาดนี้ต่อ ที่น่าสนใจคือมีหนังที่เจาะกลุ่มสามสิบโดยเฉพาะถึงขนาดระบุไว้ในชื่อหนัง ออกมาถึงสองเรื่องไล่เลี่ยกัน เรื่องแรกคือ “30+ โสด on sale” จากค่ายสหมงคลฟิล์ม ที่มี “พลอย เฌอมาลย์” เป็นนางเอก ฉายฝ่ากระแสน้ำท่วมแต่ก็ทำเงินไปไม่น้อย และเรื่องถัดมาคือ “30 กำลังแจ๋ว” จากค่าย M39 ที่มาแรงในช่วงหลัง และได้นางเอกอันดับหนึ่งของไทย “อั้ม พัชราภา” นำแสดง เริ่มฉายช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องมีพล็อตหลักคล้ายกัน โดยใช้ตัวเอกเป็นเวิร์คกิ้งวูเมนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน (พลอย รับบทเป็นช่างภาพสาว ส่วนอั้มเป็นสาวเอเจนซี่โฆษณา) แต่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตรัก ตัวละครทั้งสองมีชายหนุ่มที่คบหากันมานาน แต่กลับไม่สามารถพัฒนาไปจนถึงการแต่งงาน (ซึ่งถือเป็นหลักไมล์สำคัญของชีวิตสาวๆ วัยนี้) ได้อย่างที่ฝันเอาไว้ แต่พล็อตย่อยของหนังแต่ละเรื่องย่อมแตกต่างกันออกไป

30 กำลังแจ๋ว

กรณีของ “30 กำลังแจ๋ว” นั้นเล่าถึงสาวสามสิบอัพที่กำลังมองหา “คนรู้ใจ” มาเป็นหลักมั่นคงในชีวิตช่วงหน้า แต่ต้องพบกับ “รักต่างวัย” จากผู้ชายเด็กกว่าที่เข้ามาโดยไม่ทันรู้ตัว

ในขณะที่ “เหมยลี่” เฝ้ามองหา “หนุ่มในฝัน” คนแรกที่จะเข้ามาในชีวิตอันเดียวดายกลางเมืองใหญ่อันวุ่นวาย “จ๋า” (อั้ม พัชราภา) สาวนักโฆษณาวัยย่างสามสิบเอ็ด เพิ่งอกหักจาก “นภ” (ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล) กัปตันหนุ่มสุดหล่อที่คบกันมาเจ็ดปี เหตุเพราะจ๋าต้องการแต่งงานตามความฝันที่คิดไว้ แต่นภกลับยังรักอิสระ และไม่กล้าผูกมัดชีวิตตัวเอง

หลังจากทั้งสองห่างกันออกไป จ๋าใช้ชีวิตกับการงานและเพื่อนฝูง ในวันเกิดปีที่สามสิบเอ็ด เธอก็พบกับ “ปอ” (เคน ภูภูมิ พระเอกใหม่) วิศวรกรปิโตรเลียมวัยยี่สิบสี่ที่เพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ เขาเป็นเพื่อนของ “เซน” หนุ่มรุ่นน้องในที่ทำงานของจ๋า แถมเป็นหลานของยายที่จ๋าเช่าบ้านอยู่ติดกัน

ปอพบรักจ๋าทันทีที่แรกเห็น และลุยจีบจ๋าทันทีในวันรุ่งขึ้น ระยะแรกจ๋าปฏิเสธปออย่างสิ้นเชิงด้วยเหตุผลว่า “ไม่ชอบผู้ชายเด็กกว่า” แต่ความใกล้ชิดของทั้งสอง และยุทธการ “ลุยแหลก” ของปอ ก็เริ่มทำให้จ๋าหวั่นใจ

โครงเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ลงตัวตามสูตรหนังโรแมนติกคอเมดี้สมัยใหม่ (ผู้ชมส่วนใหญ่คงคาดเดาได้ว่าหลังจากคู่พระนางใกล้ชิดกันมากขึ้นแล้ว คาแรกเตอร์ของ “นภ” จะกลับมาทำให้นางเอกหวั่นใจอีกครั้ง) และหนังมีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นหนังฮิตในระดับใกล้เคียงกับ “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ได้ แต่ปัจจัยหลายประการในหนังกลับทำให้หนังเรื่องนี้ลดความน่าสนใจลงอย่างน่าเสียดาย

เคล็ดลับของความสำเร็จใน “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” คือการสร้างตัวละคร “เหมยลี่” ให้ใกล้เคียงกับชีวิตคนธรรมดา (ในที่นี้คือสาวๆ กลุ่มเป้าหมายของหนัง) ให้มากที่สุด เพื่อสร้างอารมณ์ร่วม แต่กรณีของ “30 กำลังแจ๋ว” กลับไม่สามารถสร้างความสมจริงของตัวละครได้ในระดับเดียวกัน

สามนักแสดงนำในเรื่อง "ปอ" (เคน-ภูภูมิ) "จ๋า" (อั้ม-พัชราภา) "นภ" (ปีเตอร์)

สิ่งที่แย่ที่สุดในหนังคงเป็นคาแรกเตอร์ของพระเอก “ปอ” และการแสดงของเคน-ภูภูมิ ที่ทำให้ตัวละคร “ปอ” ดูเป็นคาแรกเตอร์ที่หลุดออกมาจากการ์ตูน และขาดความสมจริงอย่างมาก หนังแนะนำให้ผู้ชมรู้จักกับ ปอ ในฐานะเด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย มีคาแรกเตอร์เรียบร้อย รักครอบครัว ซื่อสัตย์ไร้เล่ห์เหลี่ยม และยังอ่อนเยาว์ต่อโลก แต่ปอกลับบุกตะลุยจีบจ๋าอย่างอุกอาจ กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่ซุกซนเกินควร และ ใช้ยุทธวิธีตื๊อสุดตัวในระดับที่หนุ่มเพลย์บอยทั้งหลายยังต้องอาย

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คาแรกเตอร์ของปอ ขาดความสม่ำเสมออยู่มาก ปอบุกจีบจ๋าสุดตัว เมื่อโดนจ๋าปฏิเสธหลายครั้ง เขาแสดงความเสียใจออกมาให้เห็นเล็กน้อย แต่ก็จีบจ๋าต่อไปเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น (กรณีที่เลวร้ายที่สุดคือ ปอเห็นจ๋ากอดกับนภ และดูเหมือนจะเศร้า แต่ก็ยังจีบจ๋าต่อในวันถัดมาโดยที่ทิ้งความเศร้าไปแทบทั้งหมด)

การพร่ำพยายามจีบสาวสูงวัยกว่าของปอ โดยไม่ย่อท้อตลอดทั้งเรื่อง กลับกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญในช่วงครึ่งหลังของหนัง เพราะหนังไม่เคยแสดงให้เห็นแรงจูงใจของปอเลยว่าทำไมถึงชอบจ๋าขนาดนี้ จนกระทั่งช่วงท้ายเรื่องถึงเฉลยว่าปอเคยหลงรักจ๋าเมื่อเจ็ดปีก่อน เมื่อจ๋าอายุยี่สิบสี่และเขาอายุสิบเจ็ด แต่นั่นก็กลับทำให้หนังยิ่งดูแย่ เพราะเหตุผลที่นำมาแสดงโผล่มาแบบปุบปับ และดูเหมือนใส่มาแบบงั้นๆ ให้เรื่องดูครบถ้วนมากขึ้น มากกว่าจะเป็นพล็อตที่วางรอไว้แต่แรก

เมื่อหนังเฉลยว่าปอชอบจ๋า เพราะเธอสวยและดูมีน้ำใจดี หนังเลยยิ่งไม่มีคำอธิบายใดๆ ต่อพล็อตสำคัญ (และจุดขายของเรื่อง) ว่าเพราะเหตุใดปอถึงชอบผู้หญิงที่แก่กว่า (ไม่ว่าจะด้วยวัยวุฒิ หรือความพร้อมทางสังคม) สุดท้ายปมของหนังถูกโบ้ยเป็นเรื่องความรักฝังใจเก่าก่อนแบบง่ายๆ เพียงแค่นั้น

ถ้าวางบทไว้ว่าปอชอบจ๋าในอดีตมาก่อน หนังก็ไม่จำเป็นต้องเล่นประเด็นเรื่องความรักระหว่างวัย (ที่ห่างถึงเจ็ดปี) ก็ได้มิใช่หรือ ต่อให้ปออายุเท่ากับจ๋า หรือน้อยกว่าเพียงเล็กน้อย หนังก็สามารถเดินไปได้แบบเดียวกัน โดยไม่ต้องบอกว่า “ห่างกันเจ็ดปี” แต่อย่างใด

การแสดงของพระเอก “เคน-ภูภูมิ” ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้คาแรกเตอร์ของปอ (ที่อ่อนมากอยู่แล้ว) แย่เข้าไปอีก ต้องยอมรับว่า “เคน” มีรูปร่างหน้าตาที่ดีพร้อมจะเป็น “หนุ่มน้อยในฝัน” ของสาววัยยี่สิบปลายๆ ต้นสามสิบ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่ดูสะอาดสะอ้าน หรือหุ่นหล่อล่ำอย่างที่สาวๆ ใฝ่ฝัน แต่ฝีมือการแสดงของเขายังต้องพัฒนาอีกมาก เราสามารถพูดได้เต็มปากว่า “เคน” เล่นแข็งอย่างสมบูรณ์ และส่งผลให้คาแรกเตอร์ของปอในหนังดู “ไม่จริง” อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นความรักที่มีต่อจ๋า หรือความขี้เล่นซุกซนที่หวังจะใช้เป็นไม้ตายสยบ “ของสูง” อย่างจ๋า

ในทางกลับกัน คาแรกเตอร์ของ “เซน” หนุ่มติสต์รุ่นน้องในที่ทำงานของจ๋าและเพื่อนของปอ (รับบทโดย โบ๊ท นิธิศ วารายานนท์ มือเบสของวง The Yers) กลับสมจริงกว่ามาก เซนเป็นรุ่นน้องร่วมบริษัทที่หลงรักจ๋าเช่นกัน (และโดนจ๋าปฏิเสธ) เมื่อเขาค้นพบว่าปอก็ชอบจ๋าเหมือนกัน จึงโกรธเคืองและไม่พอใจ การแสดงของ “โบ๊ท” ทำได้ยอดเยี่ยมและดูสมจริงกว่า “เคน” มาก น่าจับตาว่า “โบ๊ท” อาจเติบโตในอาชีพการแสดงได้อีกมากในอนาคต

นอกจากคาแรกเตอร์ของตัวเอก “ปอ” ที่ทำให้ความรักครั้งนี้ของคู่พระนางดู “ไม่จริง” อย่างที่ควรแล้ว ฉากหลังและแบ็คกราวน์ของตัวละครเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ทำให้หนังดู “ไม่จริง” เช่นกัน

"อั้ม" ในบ้านเก่าแนววินเทจ ที่อธิบายที่มาที่ไปของสไตล์ไม่ได้

คาแรกเตอร์ของจ๋าเปิดตัวมาแบบเวิร์กกิ้งวูเมนสมัยใหม่ ทำงานในบริษัทใหญ่กลางกรุง ชีวิตกลางคืนเป็นปาร์ตี้เกิร์ลสนุกกับแก๊งเพื่อนหญิง แต่ชีวิตส่วนตัวของเธอกลับเช่าห้องแถวไม้เก่าๆ อยู่คนเดียวในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพ ตกแต่งห้องแถวด้วยสไตล์วินเทจย้อนยุค ซึ่งอธิบายไม่ได้ว่าเกี่ยวอะไรกับคาแรกเตอร์ของเธอแม้แต่น้อย (เว้นเสียแต่ว่าสไตล์วินเทจกำลังมาแรง) เดินทางด้วยรถเมล์แอร์และการเดินเท้า นอกจากนี้เธอยังธรรมะธรรมโม ลุกขึ้นมาทำกับข้าวใส่บาตรตอนเช้า และซื้อลูกชิ้นปิ้งไปเลี้ยงหมาจรจัดในสวนสาธารณะทุกเย็น

“จ๋า” ไม่ผิดอะไรที่จะชอบหมาและนิยมใส่บาตร แต่องค์ประกอบหลายๆ อย่างในชีวิตของเธอ ไม่สามารถประกอบเข้ากับคาแรกเตอร์ของเธอที่ปรากฏในหนังได้ กิจวัตรเหล่านี้อาจเป็นเรื่องปกติที่สาวๆ วัยเดียวกับจ๋าทำอยู่ในชีวิตจริง แต่หนังไม่อธิบายว่าทำไมจ๋าถึงเลือกอยู่ห้องแถวเก่าไกลจากที่ทำงาน และต้องใส่บาตรทุกเช้า (ทั้งที่เลือกจะอธิบายได้) ยิ่งทำให้วิถีชีวิตของจ๋าดูจะใส่เข้ามาลอยๆ โดยไม่มีบทที่เข้มแข็งสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

เมื่อเปรียบเทียบเรื่องความ “สมจริง” กับคาแรกเตอร์ของเหมยลี่ ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวคนจีนหัวโบราณที่บ้านเป็นร้านขายมอเตอร์ไซด์ นั่งรถไฟฟ้าไปทำงานทุกวัน (ซึ่งเป็นชีวิตจริงที่พบได้ทั่วไป) กลับดู “จริง” กว่ามาก และกลายเป็นปัจจัยร่วมให้กลุ่มเป้าหมายของหนังรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองยิ่งคล้ายกับ “เหมยลี่” และรู้สึก “อิน” เข้าไปอีก

กิมมิคบางอย่างในหนังยังทำให้หนังดู “เกิน” ไปบ้าง เช่น การส่งจดหมายจีบกันด้วยเครื่องบินกระดาษ ที่ดูเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ (แต่ดูเท่ตามสไตล์หนังเอเชียสมัยใหม่) หรือฉากการนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปทำงานของปอ (ทำไม ฮ.ต้องจอดกลางสวน และพระเอกนั่งคนเดียวยังกับเป็นบุคคลสำคัญ?) ในขณะที่ปมบางอย่างที่หนังวางไว้กลับ “ขาด” ไปเสียเฉยๆ เช่น คาแรกเตอร์ของกิ๊พ เพื่อนสาวของปอที่แอบชอบปออยู่ และวางแผนจะแย่งปอมาจากจ๋า แต่ก็ถูกตัดทิ้งไปเสียดื้อๆ

"อั้ม" กับฉากนั่งมองชุดแต่งงาน ฉากโดนใจที่ไม่ถูกขับเน้นเท่าที่ควร

ถึงแม้แก่นหลักของหนังจะทำได้ไม่ดีจนเสียความน่าสนใจ แต่หนังก็ยังห่างไกลกับคำว่า “แย่”

การแสดงของอั้ม พัชราภา อยู่ในระดับท็อป บทสาวสวยที่ห้าวนิดๆ เป็นบทถนัดของอั้มในละครทีวีมาโดยตลอด และอั้มก็เล่นเรื่องนี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นบทเขินอายแบบไว้เชิง หรือบทแก่นแก้วออกบู๊เล็กน้อย

ปีเตอร์ ไม่ได้แสดงความสามารถมากนัก แต่บุคคลิกท่าทางของเขานั้นเหมาะสำหรับบทหนุ่มหล่อภูมิฐานที่เริ่มประสบความสำเร็จในชีวิตอยู่แล้ว การแสดงของสาวๆ กลุ่มเพื่อนของอั้มก็ทำได้ดี และขโมยซีนได้ตลอด หนังเลือกนักแสดงอย่างฉลาดที่ไม่ให้เพื่อนของอั้มดู “สวย” เกินไปจนไม่ใช่กลุ่มเพื่อนในชีวิตจริง (จะว่าไปแล้ว อั้มถือว่าสวยเกินไปด้วยซ้ำสำหรับบทของจ๋า)

ถ้าไม่นับเรื่องสไตล์และความสมจริงของฉากที่ไม่สอดคล้องต่อบุคคลิกตัวละครแล้ว โปรดักชันและความสมบูรณ์ของการถ่ายทำ ถือว่าทำได้ดี รายละเอียดของฉากดูสมบูรณ์ การจัดแสงและมุมกล้อง ดนตรีประกอบ ล้วนแต่อยู่ในเกณฑ์เหนือมาตรฐานทั้งสิ้น

หนังยังแสดงให้เห็นวิถีชีวิตร่วมสมัยของตัวละครในยุคปัจจุบัน เราจึงได้เห็นการสื่อสารและการสนทนาผ่านอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต (สปอนเซอร์โดย HTC) ฉากที่น่าสนใจคือการลองชุดแต่งงานของเพื่อนจ๋า ที่ทุกคนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปและโพสต์ขึ้นอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นฉากที่เราไม่มีวันได้เห็นในหนังเมื่อ 1-2 ปีก่อนหน้านี้

กล่าวโดยสรุปแล้ว “30 กำลังแจ๋ว” เป็นหนังดีที่ดูได้เพลินๆ เหมาะสำหรับหนุ่มสาวที่ต้องการหนังโรแมนติกคอเมดี้แก้เครียด การแสดงของอั้มยังเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดคนได้ แต่หนังก็พลาดโอกาสหลายอย่างที่ควรจะทำได้ ซึ่งทำให้กระแส “โดนใจแล้วบอกต่อ” น้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย

ดูรายละเอียดของภาพยนตร์ได้จาก เว็บไซต์ 30 กำลังแจ๋ว