Practical Report “ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท” คุณประโยชน์หรือโทษภัย ?

โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ

เรื่องค่าจ้างแรงงานไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถอภิปรายกันได้โดยง่ายเพราะมีแง่มุมที่ต้องพิจารณาหลากหลายครับ นับตั้งแต่เรื่อง ความเป็นธรรมทางสังคม (Equity), เรื่องประสิทธิภาพในการแข่งขันของผู้ผลิต (Competitiveness), เรื่องการย้ายถิ่นแรงงานระหว่างพื้นที่ภายในประเทศ, เรื่องแรงงานต่างด้าวและความมั่นคง, เรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, เรื่องความมั่นคงในชีวิตและความผาสุขประชากร ฯลฯ ค่าจ้างแรงงานจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่อาจจะกล่าวได้อย่างถี่ถ้วนครอบคลุมภายในบทความเดียว บทความนี้จึงเป็นบนความที่จะเริ่มต้นจากการตอบคำถามสำคัญเพียงประการเดียวคือ การปรับค่าจ้างแรงงานส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจมากน้อยเพียงใดในการดำเนินกิจการ

จากตัวเลขการปรับอัตราค่าจ้างแรงงานปี 53 (ตัวที่อัพเดตที่สุดขณะนี้คือปี 54 ครับ) พบว่าค่าจ้างแรงงานมีความแตกต่างกันทั่วประเทศโดยภูเก็ตมีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำสูงที่สุดคือ 221 บาท, กรุงเทพและปริมณฑลสูงรองลงมาได้แก่ 215 บาท ไล่เรียงไปกระทั่งพะเยามีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดคือ 159 บาท ซึ่งภายหลังพรรคเพื่อไทยได้ประกาศนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทออกมาก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าจะก่อให้เกิดปัญหาต่อภาคธุรกิจ

หากคิดจากค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่สูงสุดในปัจจุบัน หมายความว่า ค่าจ้างขั้นต่ำจะสูงขึ้นถึงราว 35.74% และ หากเทียบกับจังหวัดที่ค่าจ้างแรงงานถูกที่สุดถือว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่รัฐบาลเสนอมีส่วนเพิ่มถึงกว่า 88.67% โดยตัวเลขนี้สูงกว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศเอาไว้อย่างมาก (ปชป. ประกาศไว้ที่ 25%)

เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้นกว่าหนึ่งในสาม กระทั่งกว่าเท่าตัว, ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบขนาดไหน… คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับ (1) ขนาดและกำลังการผลิตรวมถึงผลิตภาพของแรงงาน (2) ระดับความเข้มข้นการใช้แรงงานราคาถูก (Degree of low skill labor intensive) และ (3) กำไรขั้นต้นต่อชิ้นสินค้า เป็นต้น

ผมจะลองคำนวณแบบง่ายๆนะครับ สมมติให้บริษัทๆหนึ่งมีพนักงาน 1,000 คนที่ถูกจ้างด้วยค่าจ้างขั้นต่ำ 159 บาท (เอาแบบให้ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดไปเลยคือ +88.67%) บริษัทแห่งนี้ผลิตสินค้าโดยพนักงานคนละ 100 ชิ้นต่อวัน โดยสินค้าแต่ละชิ้นมีกำไรชิ้นละ 10 บาท ผลกระทบที่บริษัทในลักษณะแบบนี้จะได้รับก็คือ

หากค่าจ้างขั้นต่ำแรงงานถูกผลักขึ้นไปที่ 300 บาท นายจ้างต้องเสียค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 141*1000 = 141,000 บาทต่อวัน ในขณะที่สินค้าที่แรงงานทั้งหมดผลิตขึ้นได้มีจำนวณ 100,000 ชิ้นต่อวันโดยแต่ละชิ้นให้กำไรชิ้นละ 10 บาท นั่นเท่ากับว่ากำไรขั้นต้นต่อวันที่โรงงานแห่งนี้จะได้จะอยู่ราววันละ 1,000,000 บาท ดังนั้นสุทธิแล้วบริษัทแห่งนี้จะทำให้ได้กำไรลดลงมาจาก 1,000,000 เหลือ 1,000,000 – 141,000 = 859,000 บาท หรือกำไรลดลงราว 14.1% ซึ่งหากคิดเฉลี่ยถัวไปเป็นผลกระทบต่อกำไรของสิ้นค่าแต่ละชิ้น (Unit cost) แล้วจะพบว่ากำไรของสิ้นค้าแต่ละชิ้นจะลดลงจากที่เคยได้ชิ้นละ 10 บาทเป็น 8.59 บาท หรือกล่าวได้ว่ากำไรหายไปชิ้นละ 1 บาท 41 สตางค์ นั่นเอง

จากจุดนี้ผมคิดว่าเราคงพอจะเห็นอะไรบางอย่าง กล่าวคือ ภายใต้นโยบายการเพิ่มค่าจ้างแรงงานซึ่งทำให้รายได้ของแรงงานในพื้นที่รายได้น้อย สูงขึ้นกว่า 88% ทว่า ผลกำไรของบริษัทขนาดกลาง-ใหญ่ลดลงเพียงราว 14% เท่านั้น (ภายใต้สมมติฐานหลายประการ เช่น แรงงานควรมีประสิทธิภาพการผลิต และผลิตภัณฑ์ควรมีกำไรต่อหน่วยสูงขนาดหนึ่ง ฯลฯ)

ผมอยากเรียกกระบวนการนี้ว่า กระบวนการแลกได้แลกเสียระหว่างความมั่งคั่งของนายจ้างกับลูกจ้าง และสัดส่วนของผลกระทบที่นายจ้างได้รับ ต่อลูกจ้างได้รับจากการปรับค่าจ้างแรงงาน (-14/+88) น่าจะเรียกว่า สัดส่วนความอ่อนไหว (Sensitive fraction) ที่บ่งชี้ว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบกี่ % ต่อการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน 1 % ในกรณีตัวอย่างจะพบว่า ค่าจ้างแรงงานอ่อนไหวไม่มาก คือ ราว -0.15% ซึ่งหมายความว่าหากค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น 1% จะทำให้กำไรของนายจ้างลดลง 0.15% นั่นเอง

สัดส่วนความอ่อนไหวนี้ไม่ได้เท่ากันในทุกบริษัท บางบริษัทซึ่งมีความอ่อนไหวจากการปรับค่าจ้างแรงงานนี้มากก็อาจจะถึงขั้นปิดกิจการลงไปได้จากนโยบายการขึ้นค่าจ้างแรงงาน ในทางกลับกันอาจมีบางบริษัทที่แทบไม่ได้รับผลกระทบเลย, ซึ่งต้อแยกพิจารณากันต่อไปอย่างถี่ถ้วนยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าน่าคิดต่อก็คือ การที่เรากล่าวโดยทันทีว่าการขึ้นค่าจ้างแรงงานจะทำให้บริษัทประสบความยากลำบาก ในบางครั้งจึง ไม่ใช่ความจริงเชิงข้อเท็จจริง (Factual truth) แต่เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้น (Produced truth) หรือที่เรียกว่าวาทกรรม

วาทกรรมที่ว่านายจ้างทุกคนจะต้องแย่แน่ๆ หากมีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเพิ่มขึ้นนั้น ครอบงำสังคมไทยมาเป็นเวลานาน เฉกเช่นเดียวกับวาทกรรมเรื่องอื่นๆที่ประคองกำไรให้แก่นายจ้าง ผู้ประกอบการกระฎุมพีทั้งหลาย เช่น วาทกรรมเรื่องภาษีที่ดินและทรัพย์สินจะทำให้เกษตรกรลำบาก, ภาษีมรดกไม่มีผลต่อการจัดเก็บจริง (งั้นก็ให้กฎหมายออกมาซิ ทำไมต้องกลัว), การเก็บภาษีฐานทรัพย์สินจะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ฯลฯ สิ่งที่กล่าวถึงมาทั้งหมดนี้ มีความจริงบางส่วนแต่หลายส่วนก็ถูกขยับขยายข้อเสียหรือข้อควรระวังให้น่ากลัวเกินจริง เรียกได้ว่าเป็นโลกมายาของทุนนิยม (Capitalism fantasy) ที่หลอกให้คนจำนวนมากและรัฐบาลไม่กล้าที่จะผลิตนโยบายซึ่งกระทบต่อผลกำไรของกลุ่มทุนเอาเสียเลย

ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าค่าจ้างแรงงานที่สูงนั้นไม่ใช่ตัวชี้ขาดเดียวในการกำหนดความได้เปรียบของประเทศในการแข่งขัน ยังมีปัจจัยอื่นอีกมาก อาทิ ระบบโลจิสติก, ผลิตภาพและทักษะฝีมือแรงงาน, ฐานทรัพยากรที่จำเป็นทางการผลิต, ตลาดและสายการผลิตที่เกี่ยวเนื่อง ฯลฯ ถ้าค่าจ้างแรงงานคือตัวชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันและกำไรจริงๆ ทำไมลำพังในประเทศ จังหวัดที่ค่าจ้างแรงงานถูกสุดอย่างพะเยาไม่มีโรงงานมากสุด หรือกำไรของนิติบุคคลสูงสุดหละครับ!!!

บทความหน้าลุ้นกันนะครับว่า มิติไหนของค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำบ้างที่เราจะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงกัน

  • กร

    เข้าใจประเด็นที่คุณ Iterator ครับ
    ถ้าให้ผมเดินออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ แล้วมองเข้าไป ก็เป็นอย่างที่คุณ Iterator ว่านั่นแหละ เพียงแต่การจะเปลี่ยนแปลงอะไร การต่อรองการขัดขืน มันเกิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง การที่เรามาแลกเปลี่ยน แม้จะมีขัดใจ มีต่อว่ากัน มันก็เกิดขึ้นได้ แต่จะหาจุดลงตัวได้ก็ต้องรับฟ้งซึ่งกันและกันด้วย เรื่องโอกาสของลูกจ้างที่มีน้อยกว่านายจ้าง อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไป การจะปรับสภาพความเป็นอยู่ของลูกจ้างให้ดีขึ้น ผมเข้าใจว่า ไม่มีนายจ้างหน้าไหนที่จะขัดขวาง เพียงแต่ต้องได้รับความร่วมมือและการสร้างความเ้ข้าใจด้วยเช่นกันว่าลูกจ้างก็ต้องทำอะไรด้วยเหมือนกัน อย่างภาครัฐโดยพรรคเพื่อไทยเอง ที่ประกาศนโยบาย 300 บาทขึ้นมา ได้รับความคาดหวังจากประชาชนที่เลือกเข้ามาว่าจะเป็นผู้เปลี่ยนชีวิตของเค้าได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเองที่มีความน่าเชื่อถือในกลุ่มลูกจ้างที่เลือกเข้ามา จะมีอิทธิพลทางความเชื่อในการรณรงค์ให้กับลูกจ้างได้ว่า การปรับขึ้นครั้งนี้ จะประสบความสำเ็ร็จได้ถ้าลูกจ้างให้ความร่วมมือในการยกระดับการทำงานของตัวเองด้วย

    อย่างที่คุณ Iterator ชี้แจงว่าเรื่องความเป็นมามันแก้ไขกันไม่ได้ แต่เมื่อถึงจุดเปลี่ยนสำคัญทางความคิดตอนนี้ ก็เป็นจุดที่น่าสนใจที่จะกระตุกความคิดของแรงงานไทยได้เช่นกัน

    ผมถึงไม่ได้ัปฏิเสธการปรับขึ้นค่าจ้าง เพียงแต่ต้องมีมาตรการควบคู่ เพื่ออนาคตของแรงงานไทยเองด้วย รวมถึงนายจ้างและประเทศไทยเรา

  • จบเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน

    …..เมืองไทยไม่ใช่อู่อารยะธรรม….อาจจะไม่ใช่หากเทียบกับจีนและอินเดีย

    แต่ผมมั่นใจอยู่อย่างหนึ่ง เราคือแอ่งอารยะธรรมที่รองรับทั่งจากจีน อินเดีย เขมร มอญ มลายู และแม้กระทั่งโปรตุเกด

    เราเป็นแอ่งอารยธรรมได้อย่างไรทราบมั้ยครับ

    เราเคยเป็นศูนย์กลางการค้าในเอเชียอาคเนย์มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เหมือนอย่างที่สิงคโปร์เป็น ณ วันนี้

    ผมสงสัยไม่หาย แล้วคนไทยที่เคยเป็นนักการค้าแต่เดิมมันหายไปไหน

    ในยุคสมัยใหม่ คนไทยอาศัยพ่อค้าเชื้อสายจีนมาขับดันเศรษฐกิจให้

    คุณทราบมั้ย ตลอดมาพวกเราเจอรัฐบาลที่เฮงซวย และไม่เคยทำอะไรสนับสนุนพวกเราเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม พวกเราเจอรัฐที่คอรัปชั่นและถ่วงแข้งถ่วงขาพวกเรามาตลอด เรามีรัฐที่สนับสนุนพวกเราเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ คือ ทักษิณ 1เท่านั้น

    แต่พวกเราก็สร้างความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจมาได้ถึงสามสิบปี

    มาวันนี้ พวกเราก็จะเจอการถ่วงแข้งถ่วงขาจากภาคการเมืองอีกครั้ง

    ทำไงได้ครับภาคเอกชนไทยมันเป็นงังงานให้กับประเทศนี้มานานแล้ว

    ช่วยไม่ได้

  • Thaina

    ผมไม่เคยเห็นคนไทยเป็นนักการค้าเลย เราก็ถูกคนไทยเชื้อสายจีนเข้ามาหากำไรจากทรัพยากรอยู่ตลอดแต่ไหนแต่ไร

    ถ้าจะมีจริงๆก็คือคนจีนที่อพยพเข้ามาก่อนตั้งแต่สมัยเรือสำเภา แล้วติดใจ กลายเป็นคนไทยไป

    สมัยก่อนการค้าถูกผูกขาดเฉพาะแต่ในวัง เข้าใจว่าในตลาดคนปกติคือใช้บาร์เตอร์เทรด ส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขาย
    เห็นพึ่งมีช่วงปลายอยุธยา ต้นรัตนโกสินทร์ ที่มีการใช้ระบบเจ้าภาษีนายอากร มอบสัมปทานให้พ่อค้า(ก็มักจะเป็นคนจีน ไม่ก็คนแขก)

    มันอาจจะหล่อหลอมจากสภาพภูมิประเทศจริงๆ ในแถบเขตร้อน ไม่เคยเห็นประวัติศาสตร์การค้า ทั้งอินคา มลายู อินโดนีเซีย
    อาจเป็นเพราะทรัพยากรมีมากเกินไป ก็เลยทำให้ไม่สนใจเรื่องว่าต้องขายให้ได้กำไร แค่แลกเปลี่ยนสิ่งที่ต้องการ

  • จบเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน

    ก็โลกของคุณมันแคบไงเลยไม่เคยเห็น

    อย่างน้อยๆ ผมก็เห็นคนเชื้อสายไทยแท้ๆ หลายคนที่เอาดีทางการค้าขาย สัดส่วนอาจจะไม่เท่ากับคนจีน แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นมักจะเป็นคนมาจากทางภาคกลาง เช่น อ่างทอง สุพรรณบุรี นครปฐม

    คนไทยที่ทำมาค้าขายจนร่ำรวยด้วยลำแข้งที่ไม่ใช่คนเชื้อสายจีนเท่าที่รู้จักกันโดยทั่วไปน่าจะเป็นคุณพันรบ กำลา เจ้าของชายสี่บะหมี่เกี๊ยว รายนี้ลูกอีสานแท้ๆ เลย

    อีกรายน่าจะเป็นเจ้าของบ้านไร่กาแฟ คุณสายชล คนๆ นี้ก็ลูกชาวนา ลูกชาวบ้าน ลูกคนไทยแท้ๆ

    ส่วนที่เจอโดยส่วนตัวเอง แต่คุณไม่เคยเห็นและไม่มีทางรู้จักก็ไม่ขอเล่าแล้วกัน แต่ยืนยันว่าก็พอมีบ้าง

    ส่วนในสมัยอยุธยา…ผมคงตอบไม่ได้เพราะผมเกิดไม่ทัน…..แต่เอาจากปูมประวัติศาสตร์ทั้งจากปากคำของพ่อค้าฝรั่ง พ่อค้าอินเดีย แทบทุกอันเวลาพูดถึงกรุงศรีอยุธยาจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “รวย”

    ผมมีหนังสือ “470 ปี สัมพันธไมตรีระหว่างไทยและโปรตุเกส” อยู่ เปิดอ่านบันทึกของบาทหลงคนไหน พ่อค้าชื่ออะไร ล้วนแต่ไม่แคล้วจะยกย่องเราว่า “รวย” ซึ่งก็สอนคล้องกับปากคำของพ่อค้าชาวอินเดีย ที่ทึ่งกับความรวยของเราจนเรียกว่า “สุวรรณภูมิ”

    คุณจะมองว่าเรื่องนี้เป็นการชวนเชื่อทางประวัติศาสตร์ก็เรื่องของคุณ แต่ผมขอยืนยันว่า เรามีประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจครับ

    ถ้าเท่าที่จำได้ ตอนนั้นเราส่งออก เขากวาง ดีบุก ไม้ พริกไทย เป็นสินค้าที่นำรายได้เข้าประเทศเป็นรายได้หลัก

    คุณคิดว่าการไหลเวียนสินค้าเหล่านี้ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงเรือสำเภา คุณคิดว่าราชสำนักเค้าทำคนเดียวเหรอครับ???? เป็นไปได้เหรอ?

    จะบอกว่าเป็นคนจีนมาทำให้….ก็อาจจะใช่ แต่ผมไม่เชื่อนักว่าก่อนยุคพระเจ้าธนบุรี จะมีคนจีนในอยุธยามากมายเหมือนอย่างยุครัตนโกสินทร์

    ผมเชื่อว่า….โครงสร้างทางการค้าในอยุธยาแต่เดิม คนไทยเองก็ต้องมีส่วนร่วมจำนวนไม่น้อย ถึงแม้ว่าปลายทางจะต้องผ่านราชสำนักก็ตาม ไม่อย่างนั้นอยุธยาไม่สามารถส่งสินค้าออกจนร่ำรวยได้ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ยังไงก็ตามโครงสร้างทางการค้าราชสำนักก็ต้องอาศัยกลไกจากคนสามัญมาเติมเต็มจากต้นทางอยู่ดี

    ซึ่งผมก็ได้ต่สงสัยว่า….แล้วไอ้คนไทยที่มันค้าขายเป็นมาแต่เดิมเนี่ย…มันหายไปไหน….ผมไม่รู้ครับ

    แล้วคนเหล่านี้ แต่ดั้งแต่เดิมมาก็ล้วนถือครองปัจจัยการผลิตในมือเองทั้งนั้น แล้วอยู่ๆ พ่อค้าคนจีนเสื่อผืนหมอนใบ ทำได้ยังไงที่แย่งชิงปัจจัยการผลิตเหล่านี้มาอยู่ในมือได้

    คุณอาจจะบอกว่า พวกผมมันพ่อค้าหน้าเลือด กดขี่ ขี้โกง และ ฯลฯ ซึ่งก็มักจะเป็นข้ออ้างของคนที่ยากจน

    ผมถามกลับว่าพวกคุณไม่เคยทำเรื่องพวกนี้เหรอ……หน้าเลือด กดขี่ ขี้โกง…..คุณไม่รู้จักและไม่เคยทำเหรอ

    ผมไม่ได้บอกว่า คนจะร่ำรวยได้ต้อง หน้าเลือด กดขี่ ขี้โกง

    แต่ผมไม่เห็นว่ามันเป็นสูตรของความมั่งคั่ง

    แต่เป็นข้ออ้างของคนยากจนมากกว่า

  • Thaina

    เมื่อก่อนคุณคิดว่าศูนย์กลางการค้าอยู่ที่ไหน และใครเป็นคนติดต่อค้าขาย
    สมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้นะครับ สมัยก่อนราชสำนักคือศูนย์กลางของการค้า มีอิทธิพลสูงสุด
    จบเศรษฐศาสตร์มาเคยเรียนเรื่องที่รัฐออกกฏห้ามไพร่ฟ้าค้าขายกับต่างชาติรึเปล่า? ต้องเอาถวายให้ทางการ จ่ายส่วย

    แล้วรู้รึเปล่าว่าระบบเจ้าภาษีนายอากรเกิดขึ้นมาเพราะอะไร? เพราะทางการรับทำทุกอย่างคนเดียวไม่ไหวอย่างที่คุณว่านั่นแหละ แต่ก่อนหน้านี้ก็รับทำคนเดียวหมดมาตลอด ส่งข้าราชการไปคุมงาน ดูแลการผลิต แล้วส่งกลับวังขายเลย พ่อค้าคนกลางต้นทางอะไรมีที่ไหน

    คุณเอาแต่ฝังหัวว่าหายไปไหน ลองคิดบ้างว่า “ถ้าเกิดมันไม่มีแต่แรกแล้วจริงๆ”
    ผมก็เคยสงสัยอย่างคุณ ผมถึงพยายามหาข้อมูล แล้วจากที่ผมเห็น วิเคราะห์ดู ก็พบว่าข้อมูลชี้ไปว่า มันไม่มี

    คำว่า “รวย” มันก็คือรวย เหมือนเมืองทองคำของอินคา ที่เขาว่าทองเยอะจนเอามาทำผนังวังได้ รวยโคตรๆ
    แต่มันก็เกิดจากการขุดหาทรัพยากร ไม่ใช่การค้าขาย ทรัพยากรเยอะคือรวย ไม่ได้ต้องค้าขายถึงได้รวย
    แล้วคำว่ารวย เขาอาจไม่ได้หมายถึง คน ที่รวย อาจจะหมายถึงแค่ วัง ที่รวย เพราะตอนนั้น วัง เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศ ระบบรัฐสมัยก่อน คนทำงานอะไรก็ทำในวัง คุณรู้รึเปล่าว่าวิศวกรโยธาของยุคโรมัน ส่วนใหญ่คือทหาร การสอนวิศวกรรมโยธา มีสอนกันแต่ในโรงเรียนทหาร

    แล้วก็ ต้องพยายามหาเรื่องด่าคนให้ได้แหละนะคนเรา พูดคุยกันดีๆไม่ชอบ
    คุณโลกกว้างนักเหรอ ถึงไปเสร่อรู้ว่าเจ้าของชายสี่หมี่เกี๊ยว ไม่มีเชื้อสายจีน
    คนจีนไม่ได้อพยพมาแค่ยุค ร.5 นะครับ คนแขก คนฝรั่งก็เหมือนกัน ฝรั่งมาบ้านเราตั้งแต่ยุคสุโขทัย ใครจะไปรู้ว่าเจ้าของชายสี่มีเชื้อสายอะไร ถ้าบรรพบุรุษเขามาจากสมัย ร.4

  • Thaina

    อ้อ
    ตามหลักชีววิทยานะครับ
    เอาจริงๆก็คงจะมีคนที่เกิดมาแล้ว มีความสามารถทางการค้า ขึ้นมาในประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ
    เจ้าของชายสี่อาจเป็นคนประเภทนั้นก็ได้

    แต่ เพราะในประเทศไทยสมัยก่อน มันคือความสามารถที่ไม่ต้องใช้ มีไปก็ไม่มีประโยชน์ ถึงแม้ราชการจะมีฝ่ายคลัง ฝ่ายพานิชญ์ แต่การเป็นข้าราชการต้องใช้วิชาตีฝีปาก วิชาประจบประแจงเพื่อใต่เต้ามากกว่า (ปากเป็นเอก เลขเป็นโท)
    ตามกฏคัดสรรทางธรรมชาติ ก็ทำให้ความเป็นพ่อค้าในประเทศนี้ มีน้อยกว่าความเป็นไพร่ ความเป็นข้าราชการ

  • จบเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน

    ……..จะบ้าตาย

    น้องๆ สมัยนั้นราชสำนักทุกที่ในโลกแหละครับ ห้ามไพร่ฟ้าค้าขายกับต่างชาติ การค้าขายระหว่างประเทศมันผูกขาดโดยราชสำนักทุกที่ในโลกกันทั้งนั้นแหละน้อง…..ทำไมพี่จะไม่รู้ แล้วพี่ก็รู้ด้วยว่ามันเป็นกันหมด ไพร่ฟ้ามีสิทธิ์ค้าขายออกนอกประเทศเองได้โดยไม่ต้องผ่านการรับรองของราชสำนักก็ยุคหลังอดัม สมิธนี่เองมั้ง

    …..แล้วไอ้ที่บอกว่าหาข้อมูล….เอ่อ…หาจริงรึคิดเอาเองวะ

    เอางี้…คนท้องถื่นในเมืองไทยแต่ละที่มันจะมีคำท้องถิ่นเอาไว้เรียกพ่อค้า เช่น คนเหนือจะเรียกพ่อค้าว่าพ่อเลี้ยง คนใต้จะเรียกพ่อค้าว่านายหัว คนอีสานจะเรียกพ่อค้าว่านายฮ้อย ถ้าเกิดว่าอาชีพพ่อค้ามันไม่เคยมีอยู่จริงในอดีตหรือมันไม่ใช่อาชีพที่คนท้องถิ่นไพร่สามัญจะมีสิทธิ์เป็น ทำไมมันถึงมีภาษาเฉพาะแบบนี้วะ?

    เคยอ่านอิเหนามั้ย อิเหนาก็เคยปลอมเป็นพ่อค้า ถ้าอาชีพพ่อค้ามันผูกขาดโดยคนที่รัฐมันแต่งตั้ง อิเหนาปลอมเป็นพ่อค้าไม่ได้ เพราะเดี๋ยวคนรู้จัก ถ้าอาชีพพ่อค้ามันต้องทำโดยคนจีนอิเหนาก็ปลอมเป็นพ่อค้าไม่ได้ ก็หน้ามันแขกขนาดนั้นน่ะ แสดงว่าอาชีพพ่อค้าในโลกทัศน์ของคนโบราณน่ะ “ใครๆ ก็เป็นได้ครับ”

    ผมอาจจะเกิดไม่ทันยุคโบราณหรอกครับ แต่ทางข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ผมอ่าน มันชัดเจนว่าคนไทยก็เป็นพ่อค้า แม้แต่ในท้องถิ่นอีสานที่ผมอยู่มันก็มันคำผญา ร้องเป็นเพลงว่า “ไปรบไปฆ่า ไปค้าไปโกง”

    คุณเอามาจากไหน ว่าคนไทยโบราณน่ะ ไม่มีอาชีพพ่อค้า คุณพูดแบบนี้คุณดูถูกบรรพบุรุษคุณเองมากเลยนะครับ เพราะอาชีพพ่อค้ามันเป็นส่วนหนึ่งของอารยะธรรมที่เจริญแล้ว แล้วในแผ่นดินนี้มันชัดเจนว่าอารยะธรรมเราสูงส่งไม่น้ยกว่าใคร

    อีกะแค่อาชีพพ่อค้า….ทำไมคนไทยจะไม่มี

    ตลก!

  • Thaina

    ลองคิดใหม่นะครับ
    “พ่อเลี้ยง นายหัว นายฮ้อย”
    มันแปลว่า “พ่อค้า” หรือแปลว่า “เจ้าพ่อ” กันแน่?

    เมื่อก่อนสยามไม่ได้มีแต่อยุธยาที่เป็นเมืองนะครับ หัวเมืองเล็กๆน้อยๆมีเต็มไปหมด ตั้งตัวเป็นเจ้าหัวเมือง อยุธยายกทัพไปปราบบ้าง สวามิภักดิ์บ้าง ส่งลูกหลานไปเป็นบ้าง

    พ่อค้าที่เข้ามาไทยก็ไม่ได้มีแต่จีนครับ อินเดียก็มี เปอร์เซียก็มี ฝรั่งก็มี หน้าแขกก็เป็นพ่อค้าได้ (ว้า ว่าคนอื่นโลกแคบ ตัวเองโคตรแคบ)
    ไม่แปลกที่อีสานจะรู้จักว่า “มีพ่อค้า” ที่ไปค้าขายแถบหัวเมืองอีสาน
    แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า “คนในนั้นเป็นพ่อค้า” (ฟังจากเพลงก็ชัดเจน ทัศนคติคือใครทำการค้าคือคนโกง คนไทยจะไม่ทำ คนทำคือเจ้าขุนมูลนาย กับพ่อค้าต่างชาติ)

    แล้วมันเป็นปัญหาที่การตีความด้วย ว่าคุณเรียกอะไรเป็นพ่อค้า
    นายฮ้อยแค่เป็นหัวหน้าคาราวาน ขนควายจากหมู่บ้าน จากตำบลตัวเองมา แลกกับสินค้าของเมืองหลวง ข้าว ปลา ของต่างประเทศ แล้วขนกลับไป ถามว่านั่นคือพ่อค้ารึเปล่า
    ควายก็ได้จากการที่รวมเอามา แลกอะไรมาก็กลับไปแบ่งส่วนกับเจ้าของควาย

    คุณแยกออกระหว่าง Trader กับ Merchant รึเปล่า

    ถ้าจะเจาะจงเลยก็คือ ประเทศไทยไม่มี Merchant อย่างที่จีนหรืออินเดียมีกัน

  • จบเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน

    ………..เอ้า…เสียเวลาเพิ่มซักหน่อย

    ไม่แปลกอะไรครับที่พ่อค้าสมัยโบราณจะต้องมีความเป็นเจ้าพ่อ ขนาดสมัยนี้ยังต้องเป็นเลยครับ……..ในเมื่อสมัยก่อนกฏหมายมันไม่มีความสามารถบังคับใช้ได้ตลอดเวลา ถ้าหากว่าขนสินค้าไปขายหากพ่อค้าคนนั้นขาดกำลังที่จะปกป้องตัวเอง ก็ไม่แคล้วที่จะโดนไอ้เสือดักปล้น…..ความเป็นเจ้าพ่อมันเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สำหรับพ่อค้าสมัยโบราณครับผม สมัยนี้ผมว่าใครจะค้าขายยังต้องรู้จักแผ่บารมีเลยครับ

    ในเมื่อคุณเองก็รู้ว่าอำนาจรัฐสมัยก่อนมันไปไกลได้แค่ขอบกำแพงเมือง แล้วเรื่องนี้ทำไมนึกไม่ออกครับ?

    แล้วเรื่องที่คุณบอกว่าสมัยก่อนพ่อค้าเข้ามามีมากเชื้อชาติ เออ คุณ ต่างชาติเขาเข้ามาค้าขายก็มาติดต่อกับราชสำนักโดยตรงครับ….ไหน อ้าว ที่ตัวเองบอกเองว่าราชสำนักสยามมันผูกขาดทำไมมาตรงนี้ลืมเองวะ

    แต่ไอ้พ่อค้าไพร่สามัญน่ะ มันจำเป็นสำหรับการเคลื่อนไหวของสินค้าตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงราชสำนัก มันจำเป็นระหว่างหมู่บ้านต่อหมู่บ้าน ท้องถิ่นต่อท้องถิ่น คุณคิดว่าคนอีสานสมัยก่อนเค้าหาดีบุกมาใช้จากไหนถ้าไม่ได้มาจากพ่อค้าคนกลางที่เอามาจากภาคใต้ คุณคิดว่าคนอยุธยาสมัยก่อนเค้าหาช้างมาจากไหนถ้าไม่ได้นายฮ้อยคนอีสานเป็นคนจัดหาให้ คุณคิดว่าเขากวางตั้งแต่อยู่บนหัวกวางจนไปเรียงรายอยู่บนสำเภาน่ะ มันไม่ผ่านการจัดการของไพร่สามัญเลยรึไง

    แล้วคุณว่าเขาเดินทางไปตั้งไกล มีลูกน้องบริวารในกองคาราวาน ห่างลูกห่างเมีย ซ้ำเสี่ยงต่อการโดนปล้น คุณว่าเขาหวังแค่พออยู่พอกินไปวันๆ เหรอครับ
    นายหัว นายฮ้อย พ่อเลี้ยงพวกนี้ เค้าแม่งโคตรรวยเลยนะคุณ แล้วเค้าก็เป็นคนสามัญกันทั้งนั้นด้วย

    คุณว่าคนต่างชาติมันจะมาค้าขายในท้องถิ่นได้ง่ายๆ เหรอ พ่อค้าเปอร์เซียหน้าไหนมันจะมาพูดอีสานเป็นวะ พ่อค้าอินเดียหน้าไหนมันจะมาอู้คำเมืองได้วะ พึ่งแต่ล่ามก็โดนหลอกตายห่าสิคุณ ความเป็นพ่อค้าถึงมันอยากเข้าไปถึงท้องถิ่นแค่ไหนมันก็ทำได้จำกัดในระดับหนึ่งแค่นั้นแหละครับ ยังไงมันก็ไปติดแค่ปากอ่าวอยุธยาแค่นั้นแหละ

    คุณคิดว่าการกระจายสินค้าภายในราชอาณาจักรสยามทั้งหมดมันเป็นไปตามการกำหนดของราชสำนักกับหัวเมืองอย่างเดียวรึไงคุณ….ทำแบบนั้นได้มันระบบเศรษฐกิจของโซเวียตในยุคบอลเชวิกแล้วครับ

    แล้วคุณเนี่ยนะ….คนอีสานก็ไม่ใช่ ภาษาอีสานก็ไม่รู้ คำผญาว่า ไปรบไปฆ่า ไปค้าไปตั๋ว คุณก็ยังไม่รู้ว่าคำผญาบทนี้มันเป็นกลอนสอนลูกหลานให้ทำหน้าที่ของตัวเองถึงที่สุด ไปรบกลัวผิดศีล 5 ไม่ได้ ไปค้าไปขายมันต้องมีเทคนิก นี่คือสิ่งที่พ่อแก่แม่เฒ่าสอนลูกหลาน ไม่งั้นเขาจะเรียกคำผญาเรอะ

    ที่คุณเถียงฉอดๆ มาตั้งนาน อ้างนักหนาว่า (เถียง) สู้เพื่อคนยากคนจน แต่วัฒนธรรมพื้นๆ ของคนอีสานคุณก็ยังไม่เข้าใจ ผมถึงได้เตือนให้คุณไปทำความรู้จักคนพวกนี้ให้ดีซะก่อน

    ผมบอกจริงๆ ผมไม่เชื่อว่ะ ว่าคุณเห็นแก่คนยากคนจน เพราะคุยมาตั้งนาน ผมยิ่งรู้ว่าคุณไม่เคยสัมผัสกับคนกลุ่มนี้เลย มันผิดปกติว่ะคุณ ที่มนุษย์มันจะไปเห็นอกเห็นใจคนที่ตัวเองไม่ได้ใกล้ชิดไม่ได้รู้จัก

    ผมว่าคุณซึนว่ะ พูดมาตั้งนานคุณเองก็แค่หวังลึกๆว่าค่าแรง 300 มันจะแผ่อานิสงค์มาถึงตัวคุณแค่นั้นเอง แต่ดัดจริตอ้างคนยากคนจน

    ตกลงงานที่ทำอยู่เนี่ย คุณไปแบกกระสอบข้าวสารได้วันละ 150 บาทรึเปล่าครับ?

    ถึงได้มาเชิดฉิ่งวันละ 300 นักหนา

    หืมมม?

  • Thaina

    ผมเองก็รู้อยู่แล้วว่าอำนาจ “รัฐแต่ละรัฐ” มันไม่ไปไกลจากเขตเมือง

    แต่คุณเองต่างหากที่คิดว่า เจ้าพ่อ ไม่ใช่ รัฐ

    ในสภาวะตอนนั้น หัวเมืองเล็กๆน้อยๆจะนับเป็นรัฐได้รึเปล่า? ความเป็นรัฐในสมัยนั้นมันมีแค่นั้นไม่ใช่เหรอ?

    นายหัวหนึ่งคนอาจจะเป็นผู้ปกครองในอาณาเขตเล็กๆ แต่ในสมัยนั้นเส้นแบ่งระหว่างที่มันใช่รัฐ กับไม่ใช่ คืออะไร? พวกนี้ถือเป็นเจ้าขุนมูลนายรึเปล่า?

    มันไม่เหมือนกับพ่อค้าของประเทศอารยะ อย่างเช่นจีน อินเดีย เปอร์เซีย ในสมัยนั้น ที่พ่อค้าเป็นพ่อค้าจริงๆ มีเส้นสายกับข้าราชการ แต่ตัวเองไม่ได้มีอำนาจราชการโดยตรง
    นอกจากเวลาที่ตีเมืองขึ้นได้ ก็จะมีการทิ้งข้าราชการ ตั้งกงศุล ไว้ดักพ่อค้า กวาดของส่งขึ้นไปเมืองหลวงแทน

    แล้วทำไมพ่อค้าอินเดียมันจะไปถึงอีสานไม่ได้วะครับ อินเดียมันก็ผ่านมาทางพม่า จีนนี่มันก็ลงมาทางลาว เขมร ถ้าอินเดียมันจะมาอยุธยามันก็ต้องผ่านช่องแคบมะละกา

    พูดถึงความอารยะ ผมไปขี่จักรยานมาก็พึ่งคิดได้
    ฝรั่งนับจุดเริ่มต้นแห่งอารยะธรรมด้วยถนนหินนะครับ
    ถนนในเมืองใหญ่ต้องปูด้วยหิน ถนนที่เชื่อมเมืองหลายๆเมืองก็ต้องปูหิน จนถึงหมู่บ้าน
    แล้วดูบางกอกของเราเป็นอย่างไร กว่าจะมีถนนหิน ถนนปูน
    บ้านเรามันอารยะจริง หรือเราหลอกตัวเอง

    ผมว่าการยอมรับความจริงต่างหาก ที่จะไม่ทำให้บรรพบุรุษของเรา โดนดูถูกว่ามีลูกหลานเพ้อเจ้อ
    เราควรภูมิใจกับสิ่งที่เรามีจริงๆ ไม่ใช่ภูมิใจกับมายาคติว่าเรามีอะไรบางอย่างที่ไม่ได้มีจริง

    ส่วนเพลงอะไรนั่นมันก็แล้วแต่การตีความ คุณแน่ใจหรือว่าที่สืบทอดกันมานั่นตีความกันถูก
    พระไตรปิฎกยังตีความถูกๆผิดๆเลย
    ผมตีความแบบนี้เพราะผมไม่คิดว่าจะมีบรรพบุรุษที่ไหนตั้งต้นขึ้นมาก็สอนให้ลูกหลานฆ่าคน โกงคน ซึ่งๆหน้า
    ปกติถึงใช้ความหมายนี้เขาก็ต้องสอนอ้อมๆให้มันแนบเนียน

    คุณแน่ใจหรือว่าสิ่งที่คุณเห็น คุณคลุกคลี แปลว่าคุณเข้าใจ คุณรู้จริง
    ลูกน้องตัวเองเสพยาบ้าคุณยังไม่รู้เลย

  • Thaina

    พูดผิด

    เรื่องถนนหิน ผมหมายถึงอยุธยา ไม่ใช่บางกอก

    ว่าที่มีถนนหินก็มีแต่ในวัง ที่ตอนนี้มีเป็นโบราณสถาณให้เห็น

  • กร

    ลองรับฟัง และรับผิดบ้างในส่วนที่ตัวเองพลาด ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรนะครับ

    พวกคุณยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิ ก็ให้รู้ว่ามี แต่สิ่งที่เราต้องเผชิญคือปัจจุบัน เรื่องรากเหง้าจะเป็นอย่างไร มีเอาไว้ให้เข้าใจ แต่ไม่ใช่มีไว้ให้เป็นข้ออ้าง คนคุกที่ทำผิดแล้วกลับตัว เรายังให้โอกาส คนเกียจคร้านพลิกชีวิตขึ้นสู้ เราก็สนับสนุน อย่างนี้น่าจะเป็นการผลักดันประเทศมากกว่ามั้ย

    ผมไม่มีเชื้อไทย จีนล้วนๆ แต่ผมภาคภูมิใจที่เป็นคนไทย อินกับประวัติศาสตร์ไทย รักและเทิดทูนในหลวง ไม่ต่างจากคนไทยทั่วไป ลองสรุปประเด็นของแต่ละคน จะนายจ้าง จะลูกจ้าง มันก็มีดีมีเลวผสมกัน ที่ดีเราไม่ได้พูดถึงกัน เพราะเค้าไม่ใช่ปัญหา แต่ที่ไม่ดี อันนี้ถึงต้องมาถกเถียงกัน จะได้ให้เห็นภาพ อารมณ์เวลาโต้แย้ง มันก็เกิดขึ้นได้ แต่ยังไงก็คนไทยเหมือนกัน หาทางให้คนไทยเดินต่อไปได้ดีกว่า

    อย่างที่บอกไว้ว่า ถ้าคิดว่าพท.จะช๊อคสังคมด้านแรงงาน ก็ขอให้ทำให้ครบด้าน การเอาตัวเงินนำอย่างเดียว มันอาจจะทำให้แรงงานไทยมีเงินมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าถ้าเราไม่กระตุ้นให้แรงงานต้องกระตือรือล้น การเลิกจ้างก็จะเกิดขึ้น แล้วแรงงานพวกนี้ เราจะทำยังไง เราจะปล่อยให้เค้าอดตาย หรือไปเป็นโจรหรือ ดังนั้น ก่อนจะปรับ ก็รณรงค์ สร้างจิตสำนึกให้แรงงานกัน จะจากภาครัฐ นายจ้าง หรือตัวลูกจ้างเอง ให้เป็นการสร้างค่านิยมที่ดีในการทำงาน

    นายจ้างดีๆ ลูกจ้างดีๆ ที่มีอยู่ตอนนี้ มันไม่สามารถผลักดันประเทศได้หรอกครับ ถ้านายจ้างและลูกจ้างทั้งหมดไม่ปรับและร่วมมือกัน

    ปล. ถ้าอะไรที่ผมทำให้ไม่สบายใจ ก็ขออภัย อาจจะเกิดจากอารมณ์ของผม ณ เวลานั้นๆครับ

  • จบเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน

    โถถถ คุณกรครับ เข้าใจพวกเค้าหน่อยสิครับ ที่พวกนี้พยายามยกประวัติศาสตร์มาอ้างเพื่อที่จะบอกว่า พวกเค้าน่ะโดนกดขี่มาตั้งแต่โบราณ (ยุคศักดินา) สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ยุคทุนนิยม)

    มันเป็นสไตล์การปลุกเร้าของพวกคอมมิวนิสต์ไงครับ เพราะลัทธิคอมมิวนิสต์เขาตั้งคำถามว่าทำไมคนถึงยากจน และเค้าก็มีคำตอบว่าเป็นเพราะระบบการจัดสรรปัจจัยการผลิตมันไม่เป็นธรรม ..สรุปก็คือโทษคนอื่นแหละวะ

    สมัยโบราณก็โดนกดขี่โดยศักดินา สมัยนี้ยังโดนกดขี่โดยนายทุนอีก Oh…there is nothing to lose, but their chains and ………ummm brains too, I reckon.

    เข้าใจยังครับ ว่าทำไมเค้าถึงทุ่มเทสรรพกำลังมาเถียงกับผมหน้าดำคร่ำเครียดนักหนา ว่าเค้าโดนกดขี่ เค้าไม่เคยค้าขาย…..เออ ดูถูกบรรพบุรุษตัวเองโดยไม่รู้ตัวอีก เฮ้อ.

    ผมว่าสังคมเรากำลังป่วยไข้ว่ะ ผมพูดจริงๆนะ เมื่อวันนี้มีชาวบ้านคนนึงเค้ามาเล่าให้ฟัง ว่าพักนี้ในหมู่บ้านโดนขโมยขึ้นชุกชุมมาก ขโมยไปได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งข้าวสารที่เก็บไว้จากการเกี่ยวข้าวเมื่อปีที่แล้ว

    แปลกใจมั้ยครับ ว่าขโมยชุกชุมช่วงนี้ ทั้งๆที่มีเจ้าของที่นาอีกเป็นร้อยๆ คนที่พร้อมจะจ้างใครก็ได้วันละสามสี่ร้อยเพื่อจะรีบปักดำให้เสร็จ โรงงานแถวบ้านผมเงียบเหงา เพราะลูกน้องครึ่งหนึ่งไม่มาทำงาน ทุกคนหายไปกับการดำนาหมด

    …….มีขโมยชุกชุมในภาวะที่ขาดแคลนแรงงาน มีขโมยชุกชุมในเวลาที่ใครต่อใครพร้อมจะจ่ายเงินค่าจ้างราคาสูง เพื่อดึงแรงงาน มาทำงานให้เสร็จ

    ประเทศเรามีคนจำนวนไม่น้อย ที่พร้อมจะเอาเปรียบคนอื่น เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองลำบาก นี่คือโลกในความจริงที่ผมเจอ

    และในตอนนี้ ในอินเตอร์เนต ผมกำลังเจอเด็กรุ่นใหม่ ที่พยายามพูดหน้าดำคร่ำเครียด ว่าบรรพบุรุษของตัวเองไม่มีความรู้ความสามารถประกอบอาชีพที่เป็นพื้นฐานที่สุด คือ ค้าขาย และพยายามจะพูดว่าบรรพบุรุษตัวเองเป็นกลุ่มชนล้าหลังที่โดนคนอื่นกดขี่เอาเยี่ยงทาส

    เพื่อที่จะหาข้อสรุปว่า….ผมก็โดนกดขี่ เพราะฉะนั้น ขึ้นค่าจ้างให้ผมและเพื่อนเยอะๆ เถอะ

    จริงๆ ประเทศเรากำลังป่วย จิตวิญญาณเราป่วยไข้ และคนรุ่นต่อไปก็ขาดความทรนงในชาติพันธุ์ของตัวเอง

  • Thaina

    ประเทศนี้ป่วยเพราะปัญญาของนายจ้างที่คับแคบแบบนี้แหละครับ

    ในขณะที่คนในประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ สามารถหากินได้โดยไม่ต้องพยายามค้าขาย แลกเปลี่ยนกันแบบไม่ได้ strict
    ถือว่าเป็น Advantage กว่าประเทศที่ไม่มีทรัพยากรจนต้องดิ้นรนหาทางค้าขาย แต่พอพูดขึ้นมากลายเป็นดูถูกรากเหง้า เออ
    ความคิดมันมีแค่นี้แฮะ

    เป็นความจริงที่โลกนี้ ประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็พออยู่พอกินได้
    แต่อยู่ๆก็มีทหารบ้าอำนาจ ทำตัวเป็นมาเฟียกดขี่ เก็บส่วย แล้วก็พัฒนาไปเป็นเจ้าพ่อ แล้วแตกไลน์ออกเป็นพ่อค้า เจ้าพ่อก็ไปไถพ่อค้าอีกต่อนึงแทน
    ใช้กำลังข่มขู่กรรโชกทรัพย์ ทำนาบนหลังคนไปวันๆ แล้วก็คายเชื้อสืบทอดอำนาจให้ลูกหลาน

    มันก็เรื่องธรรมดาของโลกก็เลยไม่อยากพูดอะไรมาก โลกนี้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ที่ไหนก็เป็นกัน
    แต่เพราะงั้นก็อย่ามาทำทวงบุญคุณกันดีกว่า พูดกันตรงๆว่าตัวเองกลัวล้ม แต่ถ้าตัวเองล้มคนงานก็จะแย่ ไม่ใช่มาอ้างเรื่องดราม่า กูทำดีกับคนงาน แต่คนงานแม่งเหี้ยหมด กูโคตรน่าสงสาร กูทำเพื่อชาติ กูพัฒนาประเทศ

    เอกชนสร้างความรุ่งเรืองให้ประเทศ ถุย แล้วมันไม่ได้เกิดจากแรงงานราคาถูกที่ไปกดขี่มาอีกต่อรึไง สร้างความรุ่งเรืองให้ชาติ กำไรเข้ากระเป๋าอิ่มไปกี่ชาติล่ะ

  • กร

    อารมณ์ของคุณ Thaina ผมพอจะนึกออกนะครับ ผมเป็นแนวๆนี้สมัยที่ยังเรียนป.ตรีอยู่ ความเหลื่อมล้ำของสังคม การกดขี่ของทุน ผมเรียนด้านการพัฒนา และอาจารย์ที่สอนก็สายมาร์คหลายคน ตอนนั้นเองแอนตี้พวกนายทุนมากๆ แต่เมื่อเรียนจบ ออกมาเจอชีวิตที่หลากหลาย จึงเข้าใจและเห็นว่า การจะทำอะไร ต้องหัดมองกระจก และถามตัวเองว่าวันนี้ทำอะไรไป และจะปรับอะไรได้ มองตัวเองก่อน เพราะเราแก้ไขได้ แต่ถ้าชี้ความผิดไปที่คนอื่น มันก็เหมือนแข่งกันลดคุณค่ากัน อันนี้ไม่น่าจะก่อผลดีเท่าไหร่

    นายจ้างเค้าก็ไม่ได้เลวร้ายกันทุกคนหรอกครับ อย่างน้อยก็นายจ้างคุณ Thaina คนหนึ่งละที่คุณ Thaina ชื่นชม ผมอาจจะเป็นนายจ้างที่หน้าเลือด จิตใจคับแคบ อันนี้ก็แล้วแต่คุณ Thaina จะคิดได้จากทัศนคติที่คุณมาต่อผม ก็ไม่ว่ากัน คุณไม่ได้รู้จักผมดี แต่จะบอกว่าผมแยกแยะเป็นตัวบุคคล ไม่ได้มองแบบเหมารวมว่าแรงงานเลว ห่วย กันทุกคน ผมบอกหลายรอบว่าแรงงานดีๆมีหลายคน อันนี้ต้องสนับสนุน แต่ที่ต้องมาพิมพ์มากันหลายวัน คือที่ส่วนที่ต้องแก้ไข ทั้งตัวแรงงาน ตัวระบบ และตัวนายจ้าง

    การทวงบุญคุณต่อแรงงาน ผมยังไม่เห็นว่าทวงบุญคุณตรงไหน มีแต่จะทำยังไงให้แรงงานยกระดับตัวเองขึ้นมา

    เจอโลกให้มากกว่านี้ เดี๋ยวก็จะเข้าใจ สิ่งที่เราเคยเรียนมา มันก็ข้อมูลส่วนหนึ่ง แล้วเอาข้อมูลที่อาจารย์สอนมา มาประกอบกับชีวิตจริง มันก็จะเห็นแง่มุมต่างๆ สิ่งที่ผมพูด มันล้วนเกิดจากสิ่งที่ผมได้เจอมา ทั้งชีวิตวิชาการ ชีวิตทหาร ชีวิตคนไทย ชีวิตคนอเมริกา ชีวิตพนักงานลูกจ้าง และตอนนี้ชีวิตนายจ้าง จะบอกจากมุมผมว่า มันมีความขัดแย้งตลอดเพราะคนเราก็มองแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่รูปแบบการได้มาซึ่งประโยชน์นั้นก็แล้วแต่ว่าจิตสำนึกและโอกาสของแต่ละคนเป็นอย่างไร

  • Thaina

    ถามว่าผมแอนตี้นายทุนมั้ย จริงๆก็เปล่า มันเป็นเรื่องของกลไกสังคม ระบบมันเป็นอย่างงี้
    ผมชอบแนวคิดทุนนิยมด้วยซ้ำ

    แต่นายทุนก็คือนายทุน ก็คือคนที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน ปกป้องผลประโยชน์กันเอง นายทุนมีโอกาสก็ขูดรีดลูกจ้าง ลูกจ้างมีโอกาสก็เลี่ยงงาน ทั้งสองฝ่ายต่างก้ต้องมีระบบมาควบคุม ปรับแก้ผลประโยชน์อะไรกันไป
    แต่ไม่ใช่มาดราม่าขอความเห็นใจ ทวงบุญคุณ ดูถูกดูถุยอะไรกัน

    ผมไม่ได้บอกเลยว่าคุณกร และคุณคนที่จบเศรษฐศาสตร์มา เป็นนายจ้างหน้าเลือดใดๆทั้งสิ้น แต่คุณคนที่จบเศรษฐศาสตร์มา ทำในสิ่งที่ผมบอกไปนั่นน่ะ หาเรื่องด่าลูกน้องตัวเอง เออเว้ย จัดการไม่ได้ก็เอามานินทาลับหลัง มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องขึ้นค่าแรง 300 นี่วะ เถียงกันมากๆเข้าความคิดพรรค์นี้ก็ทยอยหลุดออกมาจากปาก

    ถึงได้ซัดกลับไปว่าถ้าพูดกันในมิตินี้ ลูกจ้างมีเรื่องให้ด่าเยอะกว่าเถอะ

    ผมออกจะเห็นว่าคุณทั้งสองคนเป็นนายจ้างที่ดีด้วยซ้ำ แต่ เพราะว่านายจ้างมันไม่ได้ดีอย่างพวกคุณทุกคน
    และนายจ้างคือคนอยู่ข้างบน มีอำนาจมากกว่า ถ้านายจ้างไม่ดี ผลเสียมันตกกับลูกจ้าง ในขณะที่ลูกจ้างเป็นคนข้างล่าง ถ้าไม่ดีนายจ้างก็หาทางเปลี่ยนได้ แต่ลูกจ้างมีโอกาสเปลี่ยนงานง่ายที่ไหน

    บางทีคุณอาจจะมองในมุมของนายจ้าง ทำให้ไม่เห็นสิ่งที่ลูกจ้างเห็น ประโยคหลายประโยคมันชวนเดือดขึ้นมาทั้งนั้น บางประโยคคุณคิดว่ามันคือความจริง เลยไม่รู้สึกว่ามันคือการทวงบุญคุณ แต่สำหรับผมที่เห็นว่ามันไม่จริง ถึงได้รู้สึกแบบนั้น
    และแม้แต่คุณก็มีการใช้ถ้อยคำที่ดูถูก ว่าตัวเองรู้มากกว่า ตัวเองถูกมากกว่า

    คุณก็คิดว่าตัวเองไม่ผิด แต่กลับมาบอกให้คนอื่นยอมรับความผิด
    ถ้าคุณผิด คุณจะรู้รึเปล่าว่าตัวเองผิด?
    ที่เถียงกันมาหลายหน้า มีอะไรที่คุณผิดบ้างรึเปล่า?
    ถ้าอยู่ๆ ผมบอกว่าคุณผิดพลาดเยอะไปหมด ยอมรับซะบ้าง คุณจะเชื่อผมรึเปล่าว่าคุณผิด?

    ย้ำเป็นรอบที่สามว่า สิ่งที่ผมเห็นต่างกับคุณที่สุด คือปัญหาไก่กับไข่
    คุณเชื่อว่า ต้องให้รัฐดำเนินนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ และพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปพร้อมๆกัน
    แต่ผมเชื่อว่า รัฐดำเนินนโยบายขาเดียวก่อนก็ได้ กำหนดค่าแรงขั้นต่ำก่อน เรื่องพัฒนาฝีมือแรงงาน ควรให้เป็นกลไกอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับ แล้วกลไกมันจะปรับตัวให้มีที่ทางของมันเอง

    เชื่อขนมกินเลยว่าพอประกาศ 300 บาท โรงงานเกือบทุกที่จะต้องมีกฏเพิ่มประสิทธิภาพออกมาเสริม อันนี้คือความหมายของไก่กับไข่ที่ผมหมายถึง มันจะปรับของมันได้เอง

    แล้วเอาจริงๆคืออะไรรู้มั้ย
    รัฐบาลนี้ คุณยิ่งลักษ์ เคยประกาศ(หลังเลือกตั้ง)ว่า “นโยบาย 300 บาท คงจะกำหนดให้ขึ้นได้เฉพาะคนที่ผ่านศูนย์ฝึกพัฒนาแรงงานมาแล้ว”
    มันน่าจะตรงใจพวกคุณเลยล่ะ

    แต่ผมเนี่ย ไม่ค่อยเชื่อถือความสามารถในการพัฒนาจากทางรัฐ และเรื่องที่ซับซ้อนแบบนี้มันน่าจะควบคุมลำบาก ไม่เหมือนการกำหนดกฏหมายค่าแรงขั้นต่ำที่ฟันเปรี้ยงเดียวเป็นกฏหมาย
    ถ้ากำหนดเงื่อนไขยุ่งยาก มันจะกลายเป็นกฏหมายที่ใช้จริงไม่ได้ซะมากกว่า

    เรื่องนึงที่ผมเห็นด้วยก็คือ บางทีขึ้นตูมเดียว 300 มันก็อาจจะลำบากเกินไป ปรับสเต็ปให้เป็น 300 ภายในสามปี อะไรแบบนี้อาจจะดีกว่า

  • จบเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน

    ผมไม่แปลกใจหรอกครับว่าจะมีนักวิชาการที่จะมีแนวคิดไปทางมาร์กซ์เป็นจำนวนไม่น้อย

    เพราะเอาเข้าจริงแล้ว นโยบายทางเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกล้วนเป็นผลลัพธุ์ของท่านผู้นี้ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นการประกันสุขภาพ การศึกษาภาคบังคับ เงินบำนาญ และกระทั่งการกำหนดอัตราจ้างขั้นต่ำที่เราเถียงกันมาหลายวัน

    เราทุกคนล้วนโดนอิทธิพลของมาร์กซ์อยู่ตลอดเวลา

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณต้องไม่ลืมว่า ในยุคของมาร์กซ์มีชีวิตนั้น การกดขี่อย่างที่แกบอกมันมีอยู่จริง รัฐในยุโรปตอนนั้น ไม่มีกฏหมายคุ้มครองลูกจ้าง และรัฐก็มักจะเอื้อประโยชน์ให้แต่นายทุนจริงๆ

    แต่คุณทราบมั้ย คนงานในยุคของมาร์กซ์ มันไม่มีประกันสังคม ไม่มีกฏหมายกำหนดชั่วโมงทำงาน และเค้าก็ไม่ได้มีตัวเลือกที่จะเลือกงานได้มากมายเหมือนอย่างคนงานของไทยในยุคปัจจุบัน

    เพราะฉะนั้น พวกคุณจะใช้วิธีคิดของมาร์กซ์มาจัดการความขัดแย้งกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไทยไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นมันหาการประนีประนอมกันไม่เจอ และมันไม่ยุติธรรมกับนายจ้างไทยยุคปัจจุบันด้วย พวกเราไม่ได้กดขี่แรงงานเหมือนกับนายจ้างยุโรปในยุค 1900’s

  • จบเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน

    ถ้าเกิดว่าค่าแรงงานขึ้นภายในสองสามปีเป็นสามร้อยล่ะก็ ผมเรียนตามตรงว่าคุณยิ่งลักษณ์ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย เพราะถึงเวลานั้นเผลอๆ ค่าแรงจะขึ้นเกินนั้นอีก อย่างไรเสียค่าแรงก็ต้องปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้ออยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่มีคนมาทำงานให้ นายจ้างค่าแรงรายวันน่ะคุณ มันไม่มีตัวเลือกเยอะนักหรอก

    คุณไปถามดูแล้วกันว่า ที่นวนครเค้าจ่ายค่าแรงกันเท่าไหร่ เผลอๆ ผมว่าแซงคุณยิ่งลักษณ์ไปแล้วมั้ง

    ปัญหามันอยู่ที่ทั่วประเทศกับทำทันทีนีแหละ

  • กร

    สังคมได้ถกกัน เดี๋ยวก็น่าจะมีจุดลงตัวเองครับ แต่ผลออกมาจะเป็นยังไง ก็ต้องรับกันให้ได้อยู่ดี
    ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีครับ

  • Iterator

    อยากจะเสนอ มุมมอง ที่เราอาจจะไม่เคยมอง

    สำหรับ คนเชื้อสายจีนในไทย
    ถ้าเรามองภาพแคบจากมุมมองและพื้นฐานของเราเองหรือประสบการณ์ส่วนตัว
    อาจะทำให้มองมุมมองได้ไม่ครบ

    อีกข้อที่ผมอยากเสนอให้เห็นคือ
    เรารับปัจจัยเกื้อหนุน ไปพร้อม ๆ กับปัจจัย อุปสรรค

    ที่ประเทศไทย ไม่ใช่อู่อารยธรรมแต่เป็นแอ่งอารยธรรมนั้น ไม่ใช่เพราะโดยไม่มีเหตุผล
    ครับ ทำไมอยุทธยา ถึงเป็นยุครุ่งเรืองจนเรียกได้ว่าเป็นแอ่งอารยธรรม

    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์
    1. ตำแหน่งที่ตั้งเรา เชื่อมโยง การค้าระหว่าง เอเชียตะวันออก กับ อินเดีย
    อาหรับ ยุโรป
    2. เป็นศูนย์กลางทางภูมมิศาสตร์และำนาจ ของดินแดนในสุวรรณภูมิ จากการที่ที่ราบลุ่มเจ้าพระยา
    สามารถผลิตข้าวได้มากซึ่งนำไปสู่การเพิ่มประชากรและกำลังทหาร
    ตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ศูนย์กลางและมีเมืองท่า จึงทำให้เป็นทางออกของสินค้าต่าง ๆ จากดินแดนตอนใน

    ปัจจัยด้าน วัฒนธรรม
    1. คนไทยโดยพื้นฐาน รักสนุก ชอบสบาย ไม่ชอบเครียด
    ซึ่งนำไปสู่ ลักษณะอื่น ๆ ทั้งหมด
    – ความไม่คร่่ำเคร่งอะไรแบบเอาเป็นเอาตาย คือ
    ทุกเรื่องมักจะ ประนีประนอม ผ่อนคลาย ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้
    – เปิดรับทุกชาติ เราไม่รังเกียจ คนจีนมาครองที่ที่ดิน ทำอาชีพที่
    คนไทยก็ทำได้ เช่นสวนผลไม้ เราก็ยังเปิด
    – ของง่าย ๆ สนุกสนาน อร่อย สบาย เราเปิดรับ
    ลองดูอาหารไทย ที่มีความหลากหลายแต่มีเอกลักษณ์ สืบกลับไปสืบมา
    มาจากหลายวัฒนธรรมมาก เช่น น้ำปลา-จีน ฝอยทอง-ฝรั่ง แกง-แขก
    – อะไรเครียด ๆ ยาก ๆ จะไม่ชอบทำเอง เปิดรับให้คนอื่นทำ หรือช่วยทำ
    แล้วแบ่งประโยชน์กัน เรามีฝรั่งมาช่วยออกแบบสร้างป้อมค่าย ถนัดใช้ปืนเป็นทหารรับจ้าง
    เรามีคนจีนมาช่วยเก็บภาษีทำบัญชี ช่วยทำการค้า

    ผมจะบอกว่า คนเชื้อสายจีน เรามาทีหลังก็ไม่ผิด ถูกไหม
    เขาอยู่ตรงนี้เป็นแบบนี้ของเขาแบบนี้อยู่แล้ว
    เพียงแต่มันอาจจะขัดกับ มาตรฐานวัฒนธรรมของเรา

    เรามาแล้วเราอยู่นาน จนเราลืมไปแล้วว่า ที่นี่มีปัจจัยด้านดี
    เราเห็นเป็นของตายไปเสียแล้ว

    อย่าลืมเป็นอันขาด

    – หลายสิบปีทีผ่านมาเงินตราต่างประเทศจำนวนมากที่ไหลมาจากการท่องเที่ยว
    แน่นอน จุดขายสำคัญอย่างหนึ่งคือความ ผ่อนคลาย เมื่อได้มาเที่ยวเมืองไทย
    เจอบรรยากาศแบบไทย ๆ เขาอยากมาเจอบริการแบบ มีมิตรจิตมิตรใจแบบไทย ๆ
    อยากมาเที่ยวสำมะเลเทเมา เราขาย content ปัจจัยลบ ในการทำงานที่ต้อง
    well-organized ก็เป็น
    – เขาอยากมาเที่ยวเพราะ “ราคาถูก” เพราะค่าสินค้าและบริการถูก
    คนไทยทำงานบริการเทียบกับคุณภาพและฝีมือแล้วถือว่าถูกมาก
    – คนอยากมาลงทุนตั้งโรงงานเพราะคนไทย เปิดกว้าง ไม่ต่อต้านคนต่างชาติ
    เราไม่มีเหตุการณ์แบบอินโด หรือฟิลิปินส์ มีการ massacre คนเชื้อสายต่างชาติ
    หลายครั้งในประวัติศาสตร์
    – คนอยากมาลงทุนตั้งโรงงานเพราะคนงานไทย มีประสิทธิภาพพอสมควร
    ไม่ค่อยเรียกร้อง ก่อหวอด หัวแข็งอะไรมากมาย
    – หลายชาติมาลงทุนเพราะคิดว่า เราคงไม่คิดหรือไม่สามารถทำแข่งกับเขาได้
    ไม่ลักเทคนิคเขา (ญี่ปุ่นกลัวเรื่องนี้มาก และไม่กล้าไปจีนตอนแรก แต่สุดท้ายต้องการ
    market access ก็เลยต้องแลก)
    – แรงงานไทย “ราคาถูก” เทียบกับความเสื่ยงอื่น ๆ
    – คนไทยเป็นผู้บริโภค ที่มีชีวิตชีวา จ่ายไม่ยาก ถ้ามันทำให้เขามีความสุข
    (แม้ต้องผ่อนส่งระยะยาวก็ยอม)

    แม้บทบาทของคนจีนจะเป็นคน ก่อตั้ง บริหาร จัดการ ธุรกิจ
    ขึ้นมาในประเทศนี้ แต่คงยากที่จะมีใครปฎิเสธได้ว่า ส่วนใหญ่มีพื้นฐาน
    จากการพึ่งพึง พื้นฐานของไทย

    ถ้าเราลองมา bench-marking คนไทยเชื้อสายจีน ในภูมิภาค

    – เราไม่ค่อยเห็น คนไทยเชื้อสายจีน ทำเทรดดิ้งสินค้าที่ไม่ใช่ของไทย
    แบบที่ สิงค์โปร์ทำ แถมคนไทยเชื้อสายจีน ที่เป็นภาษาจีนในระดับคล่องแคร่วก็มีน้อย
    เทียบกับ สิงค์โปร์ มาเลเซีย ไม่ได้
    – คนไทยเชื้อสายจีน มักลุยออกไปต่างประเทศได้ไม่ค่อยดีนัก เทียบกับภูมิภาค
    – hi-tech, innovation ที่เป็นของตัวเองจริง ๆ มีน้อยมาก ลองเทียบ มาเล สิงค์ ไต้หวันดูสิ
    ส่วนมากก็ต่อท่อ ต่อยอดโรงงานญ๊่ปุ่นฝรั่งมา รับทำ part
    – สัดส่วนคนจีนในไทยนั้นมีมาก แต่ เนื่องจากนโยบายหลอมรวม เลยทำให้
    วัฒนธรรมสายแข็งอ่อนลง และวัฒนธรรมสายอ่อนแข็งขึ้น (เข้าหากัน)
    (เทียบกับ มาเล สิง ที่ยังแยกกันขาด )
    – กลุ่มทุนข้ามชาติที่ถือว่า เชิดหน้าชูตาเราได้ เช่น CP ก็อิงจากพื้นฐานเกษตรกรรม
    และอาหาร

    สรุปนะครับ ต้องลองมาดูแล้วล่ะครับ
    คนไทยเชื้อสายไทยเดิม ๆ สิบปีพัฒนาความสามารถทางการแข่งขัน
    แค่ไหน เทียบกับ คนมาเล คนอินโด คนลาว เขมร ฟิลิปินส์
    ส่วนคนไทยเชื้อสายจีน เทียบกับคนไทยเชื้อสายจีน ใน มาเล สิงค์
    ฟิลิปิน อินโด แล้วเป็นอย่างไร

    ที่พูดนี่ไม่ใช่ racism แต่ผมกำลังบอกว่าต้องมองให้เห็นว่ามันมีอยู่จริง ทุนวัฒนธรรม
    ที่ตั้งต้นมามีพอพอกัน โอกาสต่างกันบ้าง แต่สุดท้ายผลออกมาเช่นไร

    ผมเชื่อว่าปัจจัยที่จะเปลี่ยนคนได้อย่างหนึ่งคือ
    สภาพแวดล้อม โอกาส ที่ทำให้เขาเรียนรู้จากประสบการณ์

    @คุณเศรษฐศาสตร์

    ผมว่า ตัวเลข 300 พอจะไหวแล้ว
    สองสามปีนี้อาจจะมากกว่านั้นอีก ขึ้นไปพร้อมกับราคาสินค้าพื้นฐาน
    อย่าลืมว่า อาจจะมีคนหนีไปกลับสู่ภาคเกษตรได้เป็นจำนวนมากในช่วงเวลาข้างหน้า
    ( เมื่อก่อนก็หนีออกมาจากภาคเกษตรตอนมันตกต่ำเทียบกับค่าแรงนั่นแหละ ที่มีเยอะ ๆ )

    จีนเค้าแน่นอนแล้วจะ shift เน้นไปสู่เศรษฐกิจบริโภคภายในแล้ว แล้วคน หนึ่งในห้าของโลก
    จะยกคุณภาพชีวิตขึ้นมาเนี่ย จะกินจะใช้ของพื้นฐาน ดูดเข้าไปในประเทศอีกเท่าไหร่

    ที่จะมีความต้องการมากแน่ ๆ ของเราคือสินค้าเกษตร

    ล่าสุดผมไปตลาดนัดแถวนี้ แม่ค้าบอกขายไม่ค่อยดี
    ยังบ่นเปรย ๆ กับผมว่า ขายได้แค่นี้ กลับไปทำไร่ยังจะดีเสียกว่า
    ผมฟังแล้วยังยิ้ม ๆ

    แต่ผมว่า ทยอยขึ้น โดยประกาศแผนก็ดีนะครับ เป็น step
    (แต่ผมกลัวสินค้าฉวยโอกาสขึ้นหลายรอบ)

    ก็ขอเป็นกำลังใจให้ คุณกร คุณจบเศรษศาสตร์ ครับ

    ที่ถามมาว่าผมทำอะไร
    – ที่บ้าน เป็นโรงกลึง ซ่อมเครื่องจักร (โรงโม่ ก็เป็นลูกค้าเหมือนกัน)
    มีคนงานจำนวนหนึ่งแต่ส่วนใช่เป็นช่างฝีมือ เกิดสามร้อยหมดแล้ว
    ปัจจัยเสี่ยงคือ ถ้าซื้อใหม่ถูกกว่าซ่อม (ซึ่งต้องอาศัยแรงงาน) เมื่อไหร่
    หลายชนิดคงมีมาให้ซ่อมน้อยลง แต่ที่น่าจะหวังได้มากกว่า คือ
    ถ้า สามร้อยบาทจริง เศรษฐกิจคงเริ่มดี มียอดก่อสร้างเพิ่ม
    -> เข้าหน้านา บอกขอไปโน่นนี่ เราก็จะทำอะไรได้ ช่างฝีมือหาง่าย ๆ ที่ไหน
    -> ตอนนี้ขาดคน ไม่ได้กลัว 300 งานมีเข้ามามากเกินที่คนตอนนี้จะรับได้ หาคนไม่ได้

    – ส่วนตัว ทำซอฟต์แวร์ เคยทำงานประจำ เคยเห็นบริษัทไทย โรงงานญี่ปุ่น บริษัทฝรั่ง
    ลักษณะงานจะได้รับรู้ และได้เห็นวัฒนธรรม การทำงาน และแก้ปัญหา ภายใน ในแผนกต่างๆ เลยพอเทียบได้
    (เลยไม่ค่อยแปลกใจที่ บ ฝรั่ง ญี่ปุ่น เขาทำได้ดีมีประสิทธิภาพ)

    – พี่สาว หัตถกรรมของขวัญ ใช้แรงงานเบา ฝีมือปานกลาง จ้างเองจำนวนหนึ่ง
    ส่ง outsource จำนวนหนึ่ง แรงงานเอาแน่เอานอนได้บ้างไม่ได้บ้าง
    ก็แบบที่บอก
    – พบว่า จัดให้ที่ทำงานดี สนุก ๆ เปิดเพลง เจอเพื่อนร่วมงาน เขาจะชอบมา
    มาแล้วเขาสนุกกับเพื่อนได้ด้วยมักดึงคนได้
    – บางคนได้เงินเมื่อไหร่ อีกวันจะไม่มา (คงเมา)
    – เคยถาม ไม่มาทำงานแล้วจะทำไรกิน บอก ก็มีที่ทางมีสวนนิดหน่อย
    กลัวทำไมกลับไปทำไรเล็กๆ น้อยๆ มีกินมีใช้ก็ได้ ไม่ได้หวังอะไรมากมาย มีกินก็พอแล้ว
    – (เคยมีลูกจ้าง ผู้หญิง ผัวกินเหล้า ไม่ทำงาน ซ้อมเมีย พ่อเมียไปด่า เลยแค้น
    ให้ลูกขี่มอไซต์มา ดักตีหัวเมีย พ่อเมียเสียใจที่ยกลูกสาวให้ แล้วน้อยใจกินยาตาย
    พี่ผมบอกให้ไปเลิกกับมันเสีย (คนนี้ทำงานดี) แต่เค้าบอก ยังรักอยู่ )
    ฟังแล้ว…

    ผมไม่ใช่พวกไม่เคยสัมผัสกับคนพวกนี้หรอก แต่สุดท้ายก็ต้อง
    แก้ไขกันไป

    อาจจะแตกต่างกับแบบ แรงงานหนักนะครับ ผมพอนึกออกว่า หนัก
    ร้อน ดัง สกปรก คนงานที่เจอพวกนี้มักมีปัญหามากกว่า คนจัดการก็ปวดหัวมากกว่าด้วย
    (แค่ลงไปเองแค่ดู นาน ๆ ยังไม่อยากเลย)

  • กร

    เห็นภาพครับ ขอบคุณมากครับ

    ปล.ที่ถามคุณIterator ว่าทำอะไร มีเจตนาเพื่อจะได้เห็นว่ามองจากมุมไหนครับ ขอบคุณมากครับ ได้เห็นอะไรดีขึ้น

  • จบเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน

    ถ้าหากว่าค่าจ้างแรงงานไม่ใช่ปัญหา…แต่มีปัญหาเรื่องแรงงานไม่พอ ทำไมไม่ขึ้นค่าแรงให้ลูกน้องเป็น 800 บาท/วันล่ะครับ รับรองว่าให้ราคานี้มีช่างฝีมือมาให้คุณเลือกไม่หวาดไม่ไหว

    แล้วผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าหากค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 แล้วล่ะก็……ค่าแรงที่กิจการบ้านคุณให้ลูกน้องในอัตราเก่าเนี่ย ลูกน้องคุณจะยังอยู่ไหม

    ถ้าพวกขยะยังได้ สามร้อยบาทต่อวัน คุณว่าช่างกลึงเค้าจะตีราคาเค้าที่กี่บาท……………………….320 บาท/ วันรึไงครับ?

    ตอนนี้ค่าจ้างขั้นต่ำที่บ้านผม 180 บาท ช่างกลึงแถวๆ บ้านผมเค้าได้ค่าแรงราวๆ 500 บาท/วัน……ถ้าขั้นต่ำเป็น 300 คุณนึกดูเอาเองแล้วกันว่าช่างกลึงแถวบ้านผมเค้าจะตีราคาตัวเองเท่าไหร่

    สถานการณ์ของ SME ตอนนี้คือทุกๆ ที่บ่นเหมือนกันหมด คือ ไม่มีแรงงาน ผมเห็นหลายกิจการต้องเลิกล้มไป เพราะยอดผลิตทำให้ตายยังไงก็ไม่คุ้มกับค่าโสหุ้ย ไปไหนๆ ทุกๆคนก็บ่นคำเดียวว่า ทำไม่ทันขาย ทำไม่ทันลูกค้า

    SME ไทยไม่ได้อยากได้ตลาดที่ขยายตัว อุปสงค์ที่มีทุกวันนี้เราก็สนองกันไม่ค่อยทันอยู่แล้ว แต่ทุกคนก็เดือดร้อน เพราะ ไม่มีแรงงานมาทำให้

    คุณพูดถึงภาคการก่อสร้าง ที่เป็นลูกค้าคุณอีกที ผมยิ่งสงสัยว่า ทำไมคุณไม่เคยรู้เลยว่าภาคการก่อสร้างของไทยปัญหาใหญ่ที่สุดที่เจอตอนนี้คือ….ไม่มีแรงงาน

    แล้วคุณไปคาดหวังอะไรกับค่าแรง 300 บาท/ วัน ที่จะมาขยายตลาด คุณไม่รู้เลยเหรอ ว่าปัญหาตอนนี้ไม่ใช่ไม่มีตลาด แต่เราไม่มีแรงงาน

    ผมว่าคุณจากบ้านคุณมานานไปหน่อยแล้วนะครับ ทำไมปัญหาหญ้าปากคอกคุณถึงไม่รับรู้อะไรเลย

  • Iterator

    “ถ้าหากว่าค่าจ้างแรงงานไม่ใช่ปัญหา…แต่มีปัญหาเรื่องแรงงานไม่พอ ทำไมไม่ขึ้นค่าแรงให้ลูกน้องเป็น 800 บาท/วันล่ะครับ รับรองว่าให้ราคานี้มีช่างฝีมือมาให้คุณเลือกไม่หวาดไม่ไหว”
    => แหม ผมคิดว่าคำพูดนี้เป็นคำพูด เชิงที่เค้าหมายกันทั่วไปว่า งานมีมากกว่าคน หาคนไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่คุมต้นทุน ให้ได้ผลกำไรนะครับ คุณพูดแบบตั้งใจ attack รายตัวอักษรแบบนี้ ผมต้องพูดด้วยประโยคยาวขนาดไหนมันถึงจะรัดกุมได้หมดล่ะ เอาเป็นว่าค่าจ้างแรงงานเรทปัจจุบันหรือบนฐานที่จะยกมาจากสามร้อยบาทก็ไม่ใช่ปัญหาถ้ามันยังอยู่ใน margin ที่ให้ผลกำไรที่พอเหมาะ เอาแบบนี้แล้วกัน

    “แล้วผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าหากค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 แล้วล่ะก็……ค่าแรงที่กิจการบ้านคุณให้ลูกน้องในอัตราเก่าเนี่ย ลูกน้องคุณจะยังอยู่ไหม”
    => ผมก็ต้องค่อย ๆ ขึ้นเงินเดือนให้สิครับ แล้วก็ขึ้นราคาค่าบริการแน่นอน แต่ประเด็นคือ คู่แข่งก็ต้องขึ้นราคาเช่นกัน
    ด้านลูกค้า ของชิ้นใหญ่ต้องซ่อม ยังไงเสียของพวกนี้ก็แพงกว่าซื้อใหม่ แถมบางอย่างเฉพาะหาในตลาดไม่มี
    อย่าลืมว่า มันขึ้นทั้งระบบนะครับ มันก็ปรับไปพร้อมกัน

    “สถานการณ์ของ SME ตอนนี้คือทุกๆ ที่บ่นเหมือนกันหมด คือ ไม่มีแรงงาน ผมเห็นหลายกิจการต้องเลิกล้มไป เพราะยอดผลิตทำให้ตายยังไงก็ไม่คุ้มกับค่าโสหุ้ย ไปไหนๆ ทุกๆคนก็บ่นคำเดียวว่า ทำไม่ทันขาย ทำไม่ทันลูกค้า”
    => คุณไปตรวจตัวเลข ยอดพื้นที่เพาะปลูก หลังนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร หรือยังครับ ว่ามันเพิ่มขึ้นเท่าไหร่
    โดยเฉพาะข้าว
    – ครัวเรือนที่ทำนา 4.5 แสนครัวเรือนเป็น 7.8 แสนครัวเรือน => คุณคิดว่าดูดซับคนกลับเข้าไปเท่าไหร่
    – พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มจาก 10 ล้านไร่เป็น 15 ล้านไร่ เพิ่มเกือบ 50%
    – ผลผลิตต่อไร่ลดลง (ในนี้บอก ผลผลิตต่ำจากเพลี้ย) แต่ผมกลับสงสัยว่า อาจจะทำแบบเพื่อนผมคือหว่านทิ้งขว้าง ดูแลน้อย กินส่วนต่างเสียมากกว่า
    – ราคาตลาด ตกต่ำ
    http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/571/650/original_13publipolicy.ppt?1285780898

    ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์อวดอ้าง ตัวเลขว่างงานเนี่ย ผมกำลังสงสัยว่ามันเกิดจาก กรณีนี้หรือเปล่า

    ถ้าผมเป็นคนงานรักสบายนะครับผมอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้
    – เข้าเมือง ไม่ว่าตัวจังหวัดเดียวกัน หรือ ต่างจังหวัด ต้องมีต้นทุน
    ไม่ว่าค่าเดินทาง ค่าเช่า
    – ห่างไกลลูกเมีย กลับไปอยู่กับลูกกับเมียดีกว่า
    – ทำทำไมงานหนัก ๆ ตัวเองก็ไม่มีฝีมือ ได้เงินก็แค่นั้น กลับบ้านทำนา ค่าใช้จ่ายถูกกว่า
    ทำทิ้งทำขว้างก็ได้เงิน หาอย่างอื่นจุกจิกเล็กน้อยทำแถวๆ บ้านสบายใจกว่า

    อย่าลืมนะครับ คนไทยแท้ ๆ เนี่ยเกี่ยงงานมากขึ้นกว่าเดิม งานหนัก ๆ ไม่สู้แล้วครับ
    มีแต่แรงงาน จากประเทศเพื่อนบ้านนะครับ คุณคิดว่าคนมันหายไปไหนหมดล่ะครับ

    “.คุณพูดถึงภาคการก่อสร้าง ที่เป็นลูกค้าคุณอีกที ผมยิ่งสงสัยว่า ทำไมคุณไม่เคยรู้เลยว่าภาคการก่อสร้างของไทยปัญหาใหญ่ที่สุดที่เจอตอนนี้คือ….ไม่มีแรงงาน”
    => คอนโดสร้างใหม่ หน้าคอนโดผมเนี่ย ไม่รู้พวก บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ หรือ เขมรนะครับ แต่ผมได้ยินเขาพูดเขมรกัน
    พม่าก็มี (ผมพอแยกออกนะ)

    “SME ไทยไม่ได้อยากได้ตลาดที่ขยายตัว อุปสงค์ที่มีทุกวันนี้เราก็สนองกันไม่ค่อยทันอยู่แล้ว แต่ทุกคนก็เดือดร้อน เพราะ ไม่มีแรงงานมาทำให้”
    => ผมมองว่า คนงานคนไทยแท้ ๆ มีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ในลักษณะที่บอกครับ เขาไม่ใช่ไม่มีทุนอะไรเบื้องหลังเลย เขาไม่ใช่ดูแค่เงินเดือน แต่เขาดูประกอบกันว่าอะไรที่เขาชอบที่สุด อาจจะมีปัจจัยเรื่องความสบาย
    งานหนัก ๆ ให้พม่า ทำไปเขาสู้ไม่ไหวแล้ว ไม่ก็เลือกทางอื่น เช่นกลับบ้านยังไงเสียก็มีข้าวมีอาหารกิน ไม่ต้องเครียด
    (รักษาพยาบาลอย่างน้อยมี 30 บาท) เรื่องเงินอื่น ๆ ค่อยคิดอีกที (บางทีเพราะเขาคิดพอเพียงนั่นแหละ ปัญหา)

    “ผมว่าคุณจากบ้านคุณมานานไปหน่อยแล้วนะครับ ทำไมปัญหาหญ้าปากคอกคุณถึงไม่รับรู้อะไรเลย”
    => เพิ่งกลับบ้านครับ แล้วพ่อแม่ก็บ่นมากเรื่องนี้
    อ้อมีช่างกลึงคนนึง ที่เคยลาออกไปทำงานกลึ่งชิ้นส่วนแถวภาคกลาง
    กลับมาแล้วครับ เขาบอกว่า
    – เงินสูงจริง แต่งานเป็นลักษณะที่ทำชิ้นส่วน คือต้องทำเรื่อย ๆ ไม่มีหยุดพักเลยเหนื่อยกว่ามาก
    อยู่บ้านผมอู้ได้ บางทีใช้ไปซื้อของ หรือไปตีงานหน้างาน ก็ได้ไปไหนมาไหนบ้าง
    – เสียค่าที่พักอาหารแพงกว่า เทียบกับทำกับที่บ้านผม เขากลับไปอยู่บ้านของเขาเอง กินแชร์กันกับครอบครัว
    – บังคับให้ทำโอที (ก็อุตสาหกรรมแบบทำซ้ำๆ)
    – ไม่เจอลูกเมีย เหงา
    – อยู่ที่นี่สบายใจกว่า
    – บางวันขอลาไปช่วยทางบ้านได้
    – อยู่บ่ม่วน (เข้าใจเปล่า)

    คนงานระดับล่าง หลายคน เขาไม่ใช่ของตายนะคุณ
    เขามีทางเลือก ถ่วงน้ำหนักกัน

    กรณีของคุณก็มีลักษณะเฉพาะของคุณ ผมเชื่อว่าอย่างงั้น

  • จบเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน

    ถ้าคุณบอกว่า ถ้าค่าจ้างขั้นต่ำขึ้น ค่าแรงช่างกลึงที่บ้านคุณขึ้น ราคาค่าบริการของคุณก็ขึ้น ผมก็ถามว่าแล้วสุดท้ายไอ้การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรวดเดียว 300 นี่มันจะมีประโยชน์อะไรครับ นอกจากทำให้เงินมันเฟ้อขึ้นเฉยๆ โดยไม่มีผลิตภาพเพิ่มขึ้นเลย เพราะถ้าหากราคาสินค้าปรับตัวขึ้นตาม ท้ายที่สุดมูลค่าของเงิน 300 ในวันนั้น มันก็มีค่าเท่ากับ 180 บาทในวันนี้

    เศรษฐกิจมันจะดีขึ้นได้ยังไงถ้าไม่มีผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น ผมไม่ได้สนใจนะครับว่าที่บ้านคุณจะเป็นยังไง แต่ผมสนใจว่าระดับราคาทั้งระบบมันจะเป็นยังไงมากกว่า แล้วท้ายที่สุดที่บ้านคุณก็จะกลับไปอยู่สภาพเดิม คือทำงานได้เท่าเดิม คนงานคุณได้รายได้ที่แท้จริงเท่าเดิม แต่ต่างกันหน่อยคือกระเป๋าแม่คุณจะหนักขึ้น เพราะต้องใช้เงินมากกว่าเดิมในการหมุนเวียนกิจการ

    หรือคุณชอบใจที่กระเป๋าใบใหญ่ขึ้น เพราะข้าวของแพงขึ้น ถึงวันนั้นรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เตรียมตัวพิมพ์แบ๊งค์ 10000 ออกมาใช้ได้เลยครับ

    อันที่จริงเรื่องการปลูกข้าวนี่มันนอกประเด็น แต่อยากโยงเข้าประเด็นนี้ผมก็คุยด้วยก็ได้

    ผมเพิ่งเคยได้ยินคุณคนแรกนี่แหละครับ ที่บอกว่าคนปลูกข้าวหว่านทิ้งหว่านขว้าง ทั้งๆที่คนรอบตัวผมเป็นชาวนาหมด อดีตลูกน้องก็เป็น ลูกค้าก็เป็น เพื่อนบ้านก็เป็น…….ผมเอาเรื่องปีที่แล้วนะครับ

    ปีที่แล้วผมจ่ายค่าแรงลูกน้อง 220 บาท/ วัน ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำบ้านผมอยู่ราวๆ 170 บาท/วัน แต่ปีโน้นผมก็มีลูกน้องที่ทิ้งงานผมไปดำนา ไปเกี่ยวข้าว เพราะค่าแรงทำนาของปีที่แล้วแยู่ราวๆ 250 บาท/วัน + อาหารกลางวัน

    ผมถามคุณสั้นๆ ว่า ถ้านโยบายประกันราคาข้าวทำให้ชาวนาไม่ตั้งใจทำนา แล้วเค้าจะจ้างคนงานไปทำนาเกี่ยวข้าววันละ 250 บาทเพื่อประโยชน์อะไรครับ? เค้าจะทำกับข้าวกับปลาไปเลี้ยงคนงานเพื่อประโยชน์อะไรครับ

    คุณไม่รู้เลยเหรอว่าชาวบ้านทำนาปีเพื่ออะไร?????? เค้าไม่ได้ทำขายนะครับ เค้าทำไว้กินเอง ถ้าผลผลิตมันเหลือล้น เขาค่อยขาย ต่อให้ราคาดีแค่ไหน ชาวบ้านที่ทำนาปีเค้าไม่มีวันเอาไปขายจนหมดยุ้งฉางเด็ดขาด เพราะเค้ารู้ว่าท้ายที่สุดเค้าต้องไปซื้อมากินในราคาที่แพงกว่าไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

    ปีที่แล้ว ผมได้ยินเรื่องชาวบ้านทำนาหว่าน เพราะเค้าคาดกันว่าปีที่แล้วน้ำน้อยครับ แต่พอถึงเวลาฝนมา ผมฟังวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ชาวบ้านเค้าโทรเข้ารายการประกาศหาซื้อกล้าปักดำกันระงม

    ส่วนเรื่องที่ว่าน้ำน้อยทำไมต้องนาหว่าน ผมไม่ทราบ เพราะผมไม่ใช่ชาวนาอาชีพ และผมไม่ได้ทำธุรกิจการเกษตร แต่เอาเป็นว่าปีแล้ว ชาวบ้านเขาก็ตั้งใจกันทำนา และทำนากันอย่างเอาเป็นเอาตายกันซะด้วย

    ผมยังจำได้เลยว่าปีที่แล้วมีลูกค้าผมคนนึงเค้ามาปรึกษาผม ว่าตกลงปีนี้ (2553) เค้าจะทำนาหว่านหรือนาดำดี ผมบอกว่าผมไม่รู้ ผมไม่ใช่พระพิรุณ

    ทำไมครอบครัวเพื่อนคุณมันทำนากันหน่อมแน้มไก่กาอาราเร่กันแบบนั้นครับ ชาวนาที่บ้านผมไม่ว่าจะประกันหรือจะจำนำ เขาตั้งใจทำนาและเขาเคารพที่นาที่เขาปลูกเป็นพระแม่โพสพกันทั้งนั้น

    ถึงตรงนี้ผมไม่อยากจะพูด ว่าประกันหรือจำนำดีกว่า เพราะมันนอกประเด็นและเสียเวลาที่จะพูด

    แต่ผมแปลกใจคุณว่ะ….คุณบอกว่าคุณเห็นวัฒนธรรมการทำงานของฝรั่ง ของญี่ปุ่นแล้วคุณชอบการบริหารงานของเค้ามากกว่า แล้วทำไมคุณกลับเฉยๆ กับวัฒนธรรมการทำงานแบบชาวบ้านไทย

    ผมจะบอกให้ว่าผมก็เคยเป็นคนไปขุดทองในเมืองฝรั่ง มีเจ้านายเป็นฝรั่งอยู่หลายปี

    ผมยอมไม่ได้กับวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยครับ

    ผมอยู่ที่เมืองนอก ผมทำงานเป็นเวลา ห้ามหยุดจนกว่าจะถึงเวลาพักเบรกหรือหมดงานแล้วจริงๆ

    มาอยู่ที่นี่ ผมเจอลูกน้องทำงานแบบขี้เกียจก็หยุดโดยให้เหตุผลว่า “เซาเมื่อยๆๆๆ” ทั้งๆที่งานยังกองอยู่เต็มหน้า ผมเจอแรกๆ ผมก็ปรับตัวไม่ทัน เพราะผม “เซาเมื่อย” เมื่อถึงเวลาพักเบรค หรืองานหมดหน้าตักแล้วจริงๆ เท่านั้น

    คนงานช่างกลึงที่บ้านคุณเนี่ย….ผมเชื่อขนมเลยว่าค่าจ้างคงแพงกว่าคนงานไร้ฝีมือของกิจการผม ณ เวลานี้ไม่กี่สิบหรอกครับ ทำงานกันสบายๆ แบบนั้นผมไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านคุณมันทำงานไม่ทันลูกค้าซักที

    สมัยผมทำงานที่เมืองนอก ขาดงานแค่ Shift เดียว ก็โดนไล่ออกได้แล้วครับ แต่พอผมมาอยู่ที่เมืองไทย ผมต้องทำใจยอมรับกับการขาดงานตามใจฉันของคนงานเหลาเกี้ยไทยๆ

    เวลานี้ผมไม่มีลูกน้องไปดำนา ผมไม่มีปัญหางานสะดุด ลูกน้องผมแค่หนึ่งหยิบมือ ผมก็สามารถทำงานได้ แต่อย่างบ้านคุณน่ะ จ้างคนงานเผื่อไว้เยอะๆ หน่อยนะครับ เพราะเดี๋ยวไปดำนา เดี๋ยวไปเกี่ยวข้าว แล้ววันไหนมากันครบทุกคนค่อยมาคิดว่าจะจัดคนให้มีงานทำยังไงดี เคยดีลงานกับบริษัทญี่ปุ่นน่าจะรู้จักไคเซ็นมาบ้าง คำว่า “ปรับเรียบ” คงไม่ต้องอธิบายเยอะ ว่ามันมีมูลค่าสูงแค่ไหนต่อการบริหารการทำงาน

    เคยเจอฝรั่งมาแล้ว เคยเจอญี่ปุ่นมาแล้ว ทำไมถึงได้เฉยชาต่อวัฒนธรรมการทำงานแบบไทยๆ ที่มันด้อยประสิทธิภาพนักครับ?

    ผมไม่ยอมว่ะ แต่ถ้าคุณยอมแล้วก็แล้วไป แต่ผมขอเปลี่ยนคำพูดนะครับที่แนะนำให้ขึ้นค่าแรงเป็น 800 เพราะบริหารงานแบบที่บ้านคุณน่ะ มีคนงานซักหนึ่งกระบุงโกยก็คงไม่พออยู่ดี

  • Susansaraly

    นโยบายนี้มีผลกระทบทางบวก/ลบแค่ไหนยังไม่เห็นภาพ ยังต้องทำแบบจำลองกันไปก่อน ผมเองไม่รู้เรื่องแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์จึงไม่ขอวิจารณ์แบบจำลอง

    แต่ขอวิจารณ์ว่านโยบายนี้มีปัญหาเรื่องพื้นฐานการคิด เท่าที่ติดตามการหาเสียงและการให้สัมภาษณ์ นโยบายนี้มีเป้าหมายสองอย่าง คือ เป้าหมายขึ้นค่าแรงนั้นเพราะอยากให้มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าจะจัดการรับมือกับภาวะเงินเฟ้ออย่างไร สองวางเป้าหมายเพื่อกระตุ้นระบบการผลิตให้เป็นการผลิตขั้นสูง แต่ไม่ได้บอกว่าจะปรับคุณภาพแรงงานอย่างไรให้ทัน และไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่การผลิตขั้นสูงที่ฝันใฝ่นั้นจะมาถึงเมืองไทย หรือผมเองไม่รู้ว่าแรงงานไทยเก่งกาจถึงขั้นพร้อมรับการผลิตขั้นสูงที่ต้องใช้ทักษะวิชาชีพ เพราะที่รู้คือทุกวันนี้ยังดิ้นรนปฏิรูปการศึกษาด้านวิชาชีพกันอยู่เลย

    ปัจจัยชี้วัดนโยบายด้านค่าตอบแทนแรงงาน คือ เงินเพิ่มขึ้นกินข้าวได้เพิ่มขึ้น ประเภทเงินเพิ่มขึ้นกินข้าวได้เท่าเดิมแบบนี้ทำไปก็เหมือนไม่ได้ทำ เสียเวลาสมอง งานนี้ค่อนข้างท้าทายพอดู เพราะวันนี้เงินเท่าเดิมแต่กินข้าวได้น้อยลงซะแล้ว ก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำรถเข็น ขายแพงขึ้น 5 บาท ถ้าหมูได้เท่าเดิมจะยอมรับเพราะถือว่าเอาไปอุดราคาหมูที่แพงขึ้น แต่นี่ได้หมูน้อยกว่าเดิม หาคำอธิบายไม่ได้เลย และปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ มันยังเกิดขึ้นกับร้านข้าวแกงเจ้าประจำ ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ ร้านโจ๊กเจ้าประจำ แม้แต่ไก่ย่างห้าดาวยังต้องขึ้นราคา อย่ากระนั้นผมคงต้องฝึกทำกับข้าวกินเอง จะได้ฝึกทักษะแรงงานขั้นสูงในธุรกิจบริการร้านอาหาร

    ภาวะเช่นนี้เป็นเพราะรายย่อย รากหญ้าอดทนกันมานาน พอกระทรวงพาณิชย์เกียร์ว่างเลยชิงขึ้นราคา หรือเพราะฝันหวานว่าขึ้นไปก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่าแรงขั้นต่ำก็ขึ้น/เงินเดือนข้าราชการก็ขึ้น แล้ว 1 ม.ค. 54 จะขึ้นอีกระลอกหรือไม่ยังเป็นคำถามที่ต้องรอคำตอบจากพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ

  • Iterator

    “ถ้าคุณบอกว่า ถ้าค่าจ้างขั้นต่ำขึ้น ค่าแรงช่างกลึงที่บ้านคุณขึ้น ราคาค่าบริการของคุณก็ขึ้น ผมก็ถามว่าแล้วสุดท้ายไอ้การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรวดเดียว 300 นี่มันจะมีประโยชน์อะไรครับ นอกจากทำให้เงินมันเฟ้อขึ้นเฉยๆ โดยไม่มีผลิตภาพเพิ่มขึ้นเลย เพราะถ้าหากราคาสินค้าปรับตัวขึ้นตาม ท้ายที่สุดมูลค่าของเงิน 300 ในวันนั้น มันก็มีค่าเท่ากับ 180 บาทในวันนี้”

    – ต้นทุนของสินค้าไม่ได้มีแต่ค่าแรงหรือค่าบริการ
    – เงินเฟ้อบอกว่าเงินมีค่าลดลงเมื่อเทียบกับสินค้าและบริการ แต่ เทียบกับสินค้าและบริการประเภทไหน?
    ธุรกิจที่กำไรเกิดจากค่าแรงงานต่ำเป็นหลัก ก็จะกระทบมาก ถ้าดีมานต์มันเป็นประเภท จำเป็น ต้องอยู่ต่อได้
    แต่ถ้าเกิดการแข่งขันไม่ได้กับ ธุรกิจบริการทดแทน หรือคู่แข่งที่ ใช้เทคโนโลยี ที่สร้างผลิตภาพปลายทางได้ดี
    (ใช้เครื่องจักร หรือกระบวนการดีกว่า) ก็ต้องปรับตัวหรือไม่ก็ออกจากธุรกิจ

    “ท้ายสุด 300 วันกับ 180 บาท”

    – น่าจะกำปั้นทุบดินเกินไป ใช้โมเดลไหนคิดออกมา ต้นทุนของแรงงานเป็นส่วนหนึ่ง ยังมีอีกหลายส่วน ที่ดิน วัตถุดิบ ค่าบริหาร ค่าก่อตั้งจัดตั้ง ค่านวตกรรม หรือความลับทางธุรกิจ ค่าใช้ทรัพย์สินทางปัญญา แถมสินค้าและบริการ
    หลาย ๆ ชนิดก็จะมีสัดส่วนเหล่านี้ต่างกันไป

    “เศรษฐกิจมันจะดีขึ้นได้ยังไงถ้าไม่มีผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น ผมไม่ได้สนใจนะครับว่าที่บ้านคุณจะเป็นยังไง แต่ผมสนใจว่าระดับราคาทั้งระบบมันจะเป็นยังไงมากกว่า แล้วท้ายที่สุดที่บ้านคุณก็จะกลับไปอยู่สภาพเดิม คือทำงานได้เท่าเดิม คนงานคุณได้รายได้ที่แท้จริงเท่าเดิม แต่ต่างกันหน่อยคือกระเป๋าแม่คุณจะหนักขึ้น เพราะต้องใช้เงินมากกว่าเดิมในการหมุนเวียนกิจการ”

    – ไม่ได้แปลว่าเงินจะเฟ้อขึ้นโดยตรงแบบโมเดลของคุณ แต่โดยทั่วไปกล่าวได้ว่า ธุรกิจประเภทที่อิงแรงงานราคาถูก
    โดยไม่จำเป็นจะถูกกำจัดออกจากระบบ ( ไม่จำเป็นคือ โดนธุรกิจทดแทนกันได้ หรือธุรกิจที่ใช้คนน้อยกว่า )
    เงินไม่ได้เฟ้อเป็นสัดส่วนเดียวกัน กับสินค้าและบริการทุกอย่าง ( แสดงว่า แต่ก่อน หลายธุรกิจ ลงทุน improve ได้แต่ไม่ทำเพราะ มี easy game ให้เล่น คือ ร่ำรวยเพราะหากินกับแรงงานราคาถูก มูลค่าเพิ่มอย่างอื่นน้อย )
    ส่วนพวก demand ประเภทจำเป็น และไม่โดนทดแทน ยังไงเสียก็ต้องอยู่ต่อ

    ในอีกทางมองว่าเป็นการแบ่ง “สัดส่วน” ผลตอบแทน จากการประกอบการใหม่ด้วย คือแบ่งให้แรงงานมากขึ้น
    และ

    ในอีกทางเงินไม่ได้หายไปไหน กำลังซื้อของแรงงาน ที่มีต่อหัวมากกว่าผู้ประกอบการมาก ก็จะสร้างพลังของผู้บริโภค
    และทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น

    – ปัญหาเศรษฐกิจของเราอยู่ที่เงินกระจุกครับ และ gdp ที่เกิดก็เป็น gdp เทียม ๆ

    – อยากเพิ่ม productivity บอกไปแล้วครับ ไม่ใช่แค่ คนงานขยัน สู้งาน เป็นระเบียบ
    อันนั้นมันสมัยโน่นครับก่อน scientific management

    process improvement, ใช้เครื่องจักร, ออกแบบวิธีการจัดการบริหาร

    โรงงานญี่ปุ่นเขา ว่ากันที่ move น้อยกว่า move มากกว่า move ที่ไม่จำเป็น
    ตอนผมไปทำงานเทียบกัน ผมเห็นโรงงานไทยก็รู้แล้ว ว่าทำไมสู้ไม่ได้
    แค่จัดวางของให้ดี ให้เป็นระบบเข้าถึงได้ก็ไม่ทำ

    สุดท้ายต่อให้ อยากให้คนงาน สู้งานขยัน ทำโน่นนี่เป็น ก็เป็นความรับผิดชอบคุณเองนั่นแหละ
    ธุรกิจคุณเอง

    ผมเห็นวิธีที่ญี่ปุ่นมันดีลกับคนงาน ไทย กับวิธี คนไทยดีลกับคนงานไทย แล้วนึกออกเลย
    เขามีกระบวนการจัดการเรื่องพวกนี้ดีกว่า ในหลาย ๆ แง่
    ทำไม นายมี คนเดียวกันไปทำงาน โรงงานคนไทยกับโรงงานญี่ปุ่น ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
    ขยันขันแข็งต่างกัน มันไม่ใช่เวทย์มนต์ แต่มันเป็นเทคโนโลยีการจัดการ

    “ผมเพิ่งเคยได้ยินคุณคนแรกนี่แหละครับ ที่บอกว่าคนปลูกข้าวหว่านทิ้งหว่านขว้าง ทั้งๆที่คนรอบตัวผมเป็นชาวนาหมด อดีตลูกน้องก็เป็น ลูกค้าก็เป็น เพื่อนบ้านก็เป็น…….ผมเอาเรื่องปีที่แล้วนะครับ

    ปีที่แล้วผมจ่ายค่าแรงลูกน้อง 220 บาท/ วัน ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำบ้านผมอยู่ราวๆ 170 บาท/วัน แต่ปีโน้นผมก็มีลูกน้องที่ทิ้งงานผมไปดำนา ไปเกี่ยวข้าว เพราะค่าแรงทำนาของปีที่แล้วแยู่ราวๆ 250 บาท/วัน + อาหารกลางวัน

    ผมถามคุณสั้นๆ ว่า ถ้านโยบายประกันราคาข้าวทำให้ชาวนาไม่ตั้งใจทำนา แล้วเค้าจะจ้างคนงานไปทำนาเกี่ยวข้าววันละ 250 บาทเพื่อประโยชน์อะไรครับ? เค้าจะทำกับข้าวกับปลาไปเลี้ยงคนงานเพื่อประโยชน์อะไรครับ

    => ผมไม่ได้บอกว่า ทำกันทุกคนนี่ครับ ผมยกตัวเลขอะไรให้คุณดู พื้นที่เพาะปลูกเพิ่่มขนาดนั้น แต่ผลผลิตต่อไร่
    ลดลงอย่างน่าสงสัย

    ผมมองว่า เพราะเขาเห็นว่า เขาได้ราคาแน่นอนครับ เลยบริหารจัดการได้ ว่าจ่ายเท่าไหร่ไปเลย ได้แน่นอน
    ในส่วนที่เป็นโควต้าราคาประกัน ในเมื่อมันกำไรแน่นอน เขาก็ทำให้เต็มโควต้าครับ ใครที่เคยมีนาผืนเล็ก ๆ
    ใครที่เคยคิดว่าเสี่ยง เขาคิดสะระตะแล้ว ได้ชัวว์ ๆ ทำให้เต็มที่ กินส่วนต่างครับ มันอาจจะสะท้อนว่าทำไมเขาต้องจ้างเกี่ยว เพราะทำเยอะขึ้นครับเกี่ยวเองไม่ไหว เขากินส่วนต่างต่อไร่ x จำนวนไร่ที่ทำ

    ส่วนข้าวราคาดีไหม ก็ต้องไปดูราคาข้าวเปลือกในตลาดในประเทศสิครับ ดีไหมล่ะครับ

    ถ้าเขาทำนาเท่าเดิม แล้ว ราคาดีมาก ๆ จนเขายอมจ้างแพง ๆ เกี่่ยว ตัวเลขราคาควรจะดีนะครับ
    เพราะเขากิน margin ราคาประกันก็ไม่ได้ดีนี่ครับ เขาคำนวณแล้วว่าเป็นราคาที่จะให้กำไรแน่นอน

    ในเมื่อกำไรแน่นอน เขาก็พยายามทำให้เต็ม capacity ตามโควต้าครับ ใครที่เคยคิดว่าทำนาน้อย ๆ
    หรือไม่ทำเพราะไม่คุ้ม ก็พยายามทำให้เต็ม ได้ตามโควต้าครับ แล้วคุมต้นทุนรักษา margin

    “คุณไม่รู้เลยเหรอว่าชาวบ้านทำนาปีเพื่ออะไร?????? เค้าไม่ได้ทำขายนะครับ เค้าทำไว้กินเอง ถ้าผลผลิตมันเหลือล้น เขาค่อยขาย ต่อให้ราคาดีแค่ไหน ชาวบ้านที่ทำนาปีเค้าไม่มีวันเอาไปขายจนหมดยุ้งฉางเด็ดขาด เพราะเค้ารู้ว่าท้ายที่สุดเค้าต้องไปซื้อมากินในราคาที่แพงกว่าไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า”

    => คุณคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวและชาวนามากๆ เลยนะครับ
    แต่ผมขอยกข้อสังเกต ในข้อนี้ที่คุณยกมา

    ชาวนาทำนาปีเพื่อเอาไว้กินเองเป็นหลัก ?
    ลองมาตั้งคำถามกับวิธีคิดนี้
    – ครอบครัวชาวนา กินข้าวปีละเท่าไหร่
    – ชาวนามีที่นากี่ไร่ เท่ากันหมดทุกครอบครัวหรือไม่
    ผมว่าคุณเอาตัวอย่างที่เคยรู้มา มาสรุป ไม่ผ่านการวิเคราะห์ให้ดีหรือเปล่าครับ

    ชาวนามีตั้งแต่ไม่ีมีนาครับ เช่า จนถึงขนาดกลาง จนถึงมีนามากๆ หลายสิบไร่
    คุณเล่นสรุปจากคนรอบ ๆ ตัวคุณ คือชาวนาทั้้งหมดแบบนี้มันง่ายไปหรือเปล่า

    ทั้งหมดทั้งสิ้น ถามว่า

    ตัวเลข ยอดทำนาปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นมาก ที่ผมยกมา
    แล้วผลผลิตต่อไร่ต่ำลงมากด้วย ราคาข้าวตลาดตกต่ำ
    สรุปชาวนามันตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ถูกทิศทางหรือไม่ถูกทิศทาง
    productivity เพิ่มหรือลด
    แล้วนาที่ทำเพิ่มดูดซับแรงงาน เพื่อ productivity เหล่านี้ที่ใช้ภาษีอัดเข้าไป
    ดีหรือไม่ดี

    ที่บอกชาวนาชอบ ถูกครับ ชาวนาเขาก็มีวิธีปรับตัวให้ตัวเองพยายามได้กำไรสูงสุดในเกมส์ที่กำหนดครับ
    แต่ตัวเลขที่ออกมานั่่น ดีหรือไม่ดี เงินภาษีที่เอาไปจ่าย ให้ผลอะไรกลับมา

    “แต่ผมแปลกใจคุณว่ะ….คุณบอกว่าคุณเห็นวัฒนธรรมการทำงานของฝรั่ง ของญี่ปุ่นแล้วคุณชอบการบริหารงานของเค้ามากกว่า แล้วทำไมคุณกลับเฉยๆ กับวัฒนธรรมการทำงานแบบชาวบ้านไทย
    ผมจะบอกให้ว่าผมก็เคยเป็นคนไปขุดทองในเมืองฝรั่ง มีเจ้านายเป็นฝรั่งอยู่หลายปี
    ผมยอมไม่ได้กับวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยครับ
    ผมอยู่ที่เมืองนอก ผมทำงานเป็นเวลา ห้ามหยุดจนกว่าจะถึงเวลาพักเบรกหรือหมดงานแล้วจริงๆ
    มาอยู่ที่นี่ ผมเจอลูกน้องทำงานแบบขี้เกียจก็หยุดโดยให้เหตุผลว่า “เซาเมื่อยๆๆๆ” ทั้งๆที่งานยังกองอยู่เต็มหน้า ผมเจอแรกๆ ผมก็ปรับตัวไม่ทัน เพราะผม “เซาเมื่อย” เมื่อถึงเวลาพักเบรค หรืองานหมดหน้าตักแล้วจริงๆ เท่านั้น”

    => แต่ละที่ก็มีทุนไม่เหมือนกัน และเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ผมคิดว่าบางคนที่เป็นผู้ประกอบการในไทยไปเกิด
    ในที่สายแข็ง ๆ อาจไม่ได้เป็นผู้ประกอบการหรอกครับ ดังนั้นมันมีปัจจัยเกื้อหนุนในปัจจัยอุปสรรค โดยที่เราไม่รู้ตัว
    เราต้องคิดให้ออก

    สุดท้ายบอลก็กลับมาที่คุณอยู่ดี คุณจะเล่นยังไง คุณมีสิทธิ์โทษโน่นโทษนี่แต่สุดท้ายก็ คุณนั่นแหละที่ต้องจัดการ

    “คนงานช่างกลึงที่บ้านคุณเนี่ย….ผมเชื่อขนมเลยว่าค่าจ้างคงแพงกว่าคนงานไร้ฝีมือของกิจการผม ณ เวลานี้ไม่กี่สิบหรอกครับ ทำงานกันสบายๆ แบบนั้นผมไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านคุณมันทำงานไม่ทันลูกค้าซักที”
    =>
    – งานของผมกับคุณคนละ nature ครับ คุณสามารถจ้างแรงงานไร้ทักษะด้วยเงินที่มากๆ
    ผมก็ดีใจกับคนงานคุณด้วย (แต่ผมแปลกใจที่แรงงานไร้ฝีมือราคาแพงของคุณ สร้างปัญหาให้กับคุณมากเหลือเกิน)

    – งานของผมต้องใช้ช่างมีทักษะ เขาก็ทำเต็มที่ระดับหนึ่ง คนมาร้านผมในหลาย ๆ แบบ
    แต่ที่มักจะมาคือ งานต้องใช้ฝีมือ และ งานด่วน เป็นชิ้น ๆ ไม่มาก มาที่นี่ได้ ตีราคามาตรฐานไม่มั่ว งานซ้ำ ๆ โวลุ่มมากๆ ทำไม่ทัน เพราะมีแรงงานทำของปั๊ม ๆ ซ้ำซากน้อย ไม่มีเครื่อง CNC (เพราะไม่ตรงกับลักษณะงานนัก)

    “เคยเจอฝรั่งมาแล้ว เคยเจอญี่ปุ่นมาแล้ว ทำไมถึงได้เฉยชาต่อวัฒนธรรมการทำงานแบบไทยๆ ที่มันด้อยประสิทธิภาพนักครับ?
    ผมไม่ยอมว่ะ แต่ถ้าคุณยอมแล้วก็แล้วไป แต่ผมขอเปลี่ยนคำพูดนะครับที่แนะนำให้ขึ้นค่าแรงเป็น 800 เพราะบริหารงานแบบที่บ้านคุณน่ะ มีคนงานซักหนึ่งกระบุงโกยก็คงไม่พออยู่ดี”

    => คนงานบ้านผมเนี่ย ไม่ด้อยประสิทธิภาพนะ แต่บางวันบางจังหวะเอาแน่เอานอนไม่ได้ผมยอมรับ
    ผมไม่ได้เฉยชา เฉื่อยชาครับ คนงานผมเน้นเลี้ยงคนมีฝีมือไว้ครับ คนงานพวกขยันมีระเบียบ
    แต่ทำอะไรออกมาไม่ได้ก็ไร้ค่าสำหรับงานนี้ และคนค่อนข้างมีฝีมือ ก็เหมือนกันหมดครับ มีทางให้เลือก
    (ขนาดคนไม่มีฝืมือในไทยหลายคนก็ยังมีให้เลือกกับการเกษตรได้)
    ต้องรู้จัก nature ของธุรกิจตัวเองกับ วิธีดีล

    เพราะผมเคยเห็น คนงานไทย ในโรงงาน ญี่ปุ่นกับ โรงงานไทย ทำงานได้ผลผิดกัน ลักษณะอื่นหลายอย่างผิดกันลิบลับ ทั้ง ๆ ที่ระดับการศึกษาก็พอพอกัน ผมเลยคิดว่า บางทีมันขึ้นอยู่กับการจัดการ และทัศนคติของผู้ประกอบการด้วย ผมเห็นวิธีัจัดการหลาย ๆ อย่างเปรียบเทียบกัน ก็พอเข้าใจได้

    ที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่มีปัญหา อยู่เฉย ๆ แต่เรามีวิธีจัดการหลาย ๆ อย่างครับ
    แต่ที่แน่นอนคือพยายาม ทำใจเป็นกลาง ๆ มองทีมาที่ไปปัญหาก่อนครับ

    ของคุณผมไม่มีข้อมูลครับ อยากฟังข้อมูลจากคุณเหมือนกันนะครับ
    แต่เหมือนมีการ ขนของ ใช้รถบรรทุก โดนเชือดหมู อะไรด้วยใช่ไหม
    (เรื่องโดนกินหมู เชือดหมู เกิดขึ้นเยอะมากๆ ผมเคยบังเอิญได้ไปสัมผัส จากงานสองสามที่
    วิธีแก้หลัก ๆ ก็ gps, ระบบอลาร์มที่ฝาถัง )
    แต่จริง ๆ มันมีวิธีโกงมากแหละ ปิดฝาก็ถอดสายต่อสายอีก ต้องใช้หลาย ๆ วิธี
    gps รุ่นมี ลูกลอยก็มีอีก
    โกงกันไปแก้กันไป แต่ไม่ได้มีแต่ที่ไทยหรอก ไม่งั้น ของต่างประเทศที่มันมีมา เขาก็ออกแบบรองรับ
    สิ่งที่เกิดในหลาย ๆ ประเทศ
    บางคนมีงบอยู่ในบริเวณ หนีไปเป็น ngv

    เยอะแยะมากๆครับ

    อันนี้อยากลองถามนะ ไม่ได้ป่วน คุณคิดว่าวัฒนธรรมที่เป็นอยู่นี้ รับไม่ได้ จะเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เป็นอยู่อย่างไร ถ้าคุณมีอำนาจ คุณจะใช้วิธีไหนบ้าง อัดออกสื่อ บรรจุในแบบเรียน อื่น ๆ ครับ ลองอธิบายวิธีที่คุณคิดว่าได้ผล

    @Susansaraly

    เราอยู่กับประเทศนี้ ที่ค่าแรงค่าบริการ ถูกและดีใช้ได้มานานแล้วนะครับ
    ทำอาหารอร่อยใช้ได้ เคาคิดราคา ค่าประกอบอาหาร ไม่แพง เทียบกับหลาย ๆ ประเทศนะ
    ข้าวของที่เพิ่ม ส่วนหนึ่งมันเกิดจาก ราคาโภคภัณฑ์มันเพิ่มขึ้นไปมากๆ

    คนที่อาศัยกับค่าแรงน้อย ๆ เดิม ๆ เขาทนไม่ไหวไงครับ เพราะเค้าเน้นมีกิน
    แต่ตอนนี้กินยังลำบาก ทำไปเลยแค่รอด แต่อนาคตไม่มี แบบนี้จะขยับตัวเป็นชนชั้นกลางได้ยังไงครับ ยาก
    เขาเรียกว่าอยู่ในวังวน เรื่องอื่นแทบไม่ต้องคิด เดือนชนเดือน เช้ากินค่ำ

    – แรงงานเราคุณภาพ/ราคา แย่มากเหรอครับ เทียบกับที่อื่น ๆ
    – แล้วทำไม ต้องให้แรงงานปรับปรุงตัวเอง ผู้ประกอบการไม่มีส่วนเลย ?
    – แล้วทำไมไม่มีใครถามถึง การทำธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่มสูง ๆ

    ทำไมน้อยคนจะมาโฟกัสกับ การปรับปรุงกระบวนการ การใช้เครื่องจักร ?
    หรือประเทศที่เจริญ ๆ เขาอยู่กันได้ดี เพราะ มี ยอดมนุษย์แรงงาน ?

    ”ภาวะเช่นนี้เป็นเพราะรายย่อย รากหญ้าอดทนกันมานาน พอกระทรวงพาณิชย์เกียร์ว่างเลยชิงขึ้นราคา หรือเพราะฝันหวานว่าขึ้นไปก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่าแรงขั้นต่ำก็ขึ้น/เงินเดือนข้าราชการก็ขึ้น แล้ว 1 ม.ค. 54 จะขึ้นอีกระลอกหรือไม่ยังเป็นคำถามที่ต้องรอคำตอบจากพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ“

    หมูขึ้นราคา ก๋วยเตี๋ยวขึ้นราคา หมูในก๋วยเตี๋ยวน้อยลง
    – ถ้าหมูในก๋วยเตี๋ยวเท่าเดิม แม่ค้าได้ส่วนแบ่งเท่าเดิม แต่
    แม่ค้ากับครอบครัวแม่ค้า ก็ต้องกินหมูอยากกินหมูเท่าเดิม แล้วหมูมันก็ขึ้นราคาเหมือนกัน
    (อาจจะเทียบสัดส่วนไม่ดีนักแต่มันวนไปวนมาแบบนี้ครับ ส่วนตัวแม่ค้าก็ต้องเอามูลค่าเพิ่มในส่วนแม่ค้า ไปแลกหมูมากินอีกทอด พูดง่าย ๆ)

    เรื่องขึ้นทีละห้าบาท

    => บางทีเค้ารอขึ้นหลัก ห้าบาทน่ะคุณ ขึ้นแรก ๆ ก็อาจจะกำไรมากกว่าเฉลี่ย
    พอนาน ๆ ไปก็อยู่ในค่าเฉลี่ย ช่วยทน ๆ ทำไป ก็อาจต่ำกว่าเฉลี่ย เกลี่ย ๆกันไป
    แม่ค้าพวกนี้ไม่ได้รวยมหาศาลหรอกครับ

    เมืองไทย ควรทำแบงค์ ห้าบาท แบงค์บาทได้แล้ว ผมว่านะ
    แล้วให้ร้านอาหาร ขึ้้นราคาหลัก บาทบ้าง
    บางทีมันเพราะ คนขี้เกียจพกเหรียญ แม่ค้าขี้เกียจคำนวณ

  • จบเศรษฐศาสตร์มาเหมือนกัน

    1. เรื่องค่าแรง

    จริงครับที่ต้นทุนของกิจการทุกอย่างไม่ได้มีแค่ค่าแรงอย่างเดียว แต่ทุกกิจการจะต้องมีต้นทุนค่าแรงอยู่เสมอ และธุรกิจในปัจจุบันมี Supply Chain ยาวเหยียด ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นทีเดียวเกือบ 2 เท่าทั้งระบบ ย่อมจะทบไปทบมาจนสินค้าในขั้นสุดท้ายคือผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

    คุณลองคิดง่ายๆ แบบนี้ สมมติว่าสินค้าตัวหนึ่ง ถ้าผ่านมือกิจการแต่ละแห่งจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นครั้งละ 5 บาท ถ้าสินค้าตัวนี้ มีจุดเริ่มต้นที่กิจการแห่งแรก 10 บาท ไปกิจการที่ 2 จะเป็น 15 บาท กิจการที่ 3 ก็เป็น 20 บาท สมมติว่ากิจการแต่ละแห่งมีต้นทุนค่าแรงเป็น 10% ของราคาขาย ผมลองคำนวณดูปรากฏว่า กิจการที่ 9 จากจากราคา 55 บาท แต่ถ้าค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากราคา 55 บาทจะกลายเป็นร้อยบาทเศษทันที

    นี่คำนวณจาก Supply Chain แค่สายเดียวนะครับ และยังไม่ได้คิดกำไรของกิจการด้วยซ้ำไป

    แล้วในโลกความจริงคุณว่าสิค้าขั้นสุดท้ายต้องอาศัย Supply Chain กี่เส้น แล้วแต่ละเส้นยาวแค่ไหน ลองคิดดูเล่นๆ ว่ากระเพราะไก่ 1 จาน กว่าจะประกอบมาเป็นที่ร้านข้าวแกงคุณคิดว่ามี Supply Chain กี่เส้น ละแต่ละเส้นจะมีกี่ชั้น

    เพราะฉะนั้นถ้าใครบอกว่า ค่าแรงเพิ่มขึ้นทีเดียว 2 เท่าราคาสินค้าจะขึ้นนิดหน่อย เพราะต้นทุนของสินค้ามีค่าแรงอยู่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ คนพูดแบบนี้ผมว่าเป็นพวกไม่รู้จักคิด เป็นพวกไม่รู้จักโลกแห่งความจริงว่ามันซับซ้อนแค่ไหน

    2. เรื่องข้าว

    ผมว่าก่อนที่คุณจะพูดจาอะไรเนี่ย ไปถามมาจากคนที่เค้าทำตรงนั้นจริงๆ แล้วค่อยมาพูดจะดีกว่ามั้ย? ตัวผมมันก็ไม่รู้เรื่องข้าวนักหรอก แต่ข้อมูลที่ผมมาคุยกับคุณมันแค่ข้อมูลตื้นๆ ที่คนทำมาหากินในต่างจังหวัดจะต้องรู้ไว้เพื่อที่จะเข้าใจธรรมชาติของเศรษฐกิจภูธรเท่านั้น

    อย่างแรก ผมอยู่ที่นี่มาสิบปีเศษ ตั้งแต่ยังไม่มีประกันราคาข้าว เข้าหน้านาทีไร ผมก็เห็นชาวบ้านเขาปลูกข้าวกันจนเขียวชอุ่มทุกผืนนากันเมื่อนั้น ขนาดที่ข้างถนนหลวงเล็กๆ ไม่ถึง 10 ตร.เมตร ชาวบ้านเขาก็ยังปลูก และเขาก็ปลูกกันแบบนั้นมาชั่วนาตาปี อ้อ…เค้าปลูกนาปีเพื่อหวังกินเองนะครับ และเค้าก็ไม่เคยสนใจด้วยว่าราคาข้าวจะเท่าไหร่ แต่เค้าอยากให้ได้ข้าวผลผลิตเยอะๆ เพราะผลผลิตที่เหลือเกินคือกำไรของชาวบ้านที่ทำนาปี ไม่ใช่ราคาขาย

    เค้าไม่มีโควต้าครับ และเค้าก็ไม่จำเป็นต้องมากดเครื่องคิดเลขด้วยว่าปีนี้จะขาดทุนหรือกำไรจากราคาข้าว เพราะเป้าหมายหลักคือทำยังไงก็ได้ให้ได้ผลผลิตเยอะๆ ให้ได้พอกินทั้งปี ถ้าไม่พอกินทั้งปีก็ขาดทุนเพราะต้องไปควักเงินซื้อ ถ้าเกินกินก็คือกำไร เพราะราคาถูกแค่ไหน เค้าก็ขายได้เงินมาใช้จ่าย

    ทำไมต้องจ้างเกี่ยวข้าว….ทำไมต้องจ้างดำนา….การทำนาเป็นกิจกรรมที่ต้องแข่งกับเวลาครับ ดำนาก็มีช่วงเวลาดำนาได้ไม่เกินเดือน เพราะปล่อยไว้ช้า น้ำมันจะเหือดจากนาไปหมด ไหนจะกล้าข้าวที่หว่านไว้เตรียมปักดำก็โตขึ้นทุกวันๆ

    พอถึงเวลาเกี่ยวข้าว ก็มีเวลาไม่เกินเดือนกันเหมือนกัน เพราะถ้าปล่อยไว้ช้าต้นข้าวแก่ก็จะเกี่ยวยาก รวงข้าวมันจะหนักจนล้ม และเม็ดข้าวจะกระจายลงพื้น ทำให้ผลผลิตสูญเปล่า

    เวลาท้องที่ไหนฝนตก ก็ตกลงมาพร้อมๆ กัน ต้นข้าวก็โตพร้อมๆ กัน เวลาต้องการแรงงาน ก็ต้องการหมดพร้อมๆ กัน คนที่ทำนาเป็น สู้งานหนักอย่างทำนาก็น้อยลงทุกวันๆ กิจการร้านค้าตลอดจนโรงงานที่ใช้แรงงานก็มีมากขึ้นทุกวันๆ

    ซัพพลายแรงงานน้อยลงเรื่อยๆ แต่ดีมานด์มักมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา คราวนี้คุณเข้าใจยังครับ ว่าทำไมค่าจ้างแรงงานทำนามันถึงได้แพงขึ้นทุกๆ ปี และมันต้องแพงกว่าราคาแรงงานเฉลี่ยในตลาดอยู่ทุกๆ ปี ไม่งั้นไม่มีใครผละไปทำนาให้หรอกคุณ

    ผมอยู่ตรงนี้มาร่วมสิบปีแล้ว และทุกๆ ปีค่าจ้างทำนามันแพงกว่าค่าแรงงานทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นประกันหรือจำนำ มันก็แพงทุกๆปี ดังนั้นกิจการไหนที่ไม่อยากเสียคนไปทำนาปี มันก็ต้องกัดฟันจ่ายค่าแรงคนงานให้สูงกว่าราคาตลาดที่สุดเท่าที่ทำได้

    ผมถึงได้ต่อว่าคุณว่าคุณมันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จริงแล้วยังมีหน้ามาพูดตั้งแต่คุณบอกว่าดันค่าแรงขั้นต่ำให้สูงกว่าค่าจ้างทำนาไงครับ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ค่าจ้างทำนาต้องมีราคาสูง สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำและสูงกว่าราคาตลาด ไม่งั้นมันไม่มีใครไปเกี่ยวข้าวให้หรอก

    อ้อ มีทางแก้ทางนึงครับ ถ้าระดับราคาในไทยมันสูงลิ่ว จนข้าวเวียดนามถูกกว่าไทยมากๆ นั่นแหละ แล้วชาวบ้านคิดว่าซื้อข้าวเวียดนามคุ้มกว่าลงทุนปลูกข้าวทำนาเอง วันนั้นปัญหาเรื่องแรงงานไหลเข้าการเกษตรทุกๆ ปีจะหายไปทันทีครับ

    แล้วผมก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าจ้างแรงงานให้สูงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้องหนีไปเกี่ยวข้าวเลยครับ

    ส่วนเรื่องที่ว่าหลังประกันราคาข้าวทำไมพื้นที่ปลูกข้าวของไทยมันเพิ่มขึ้นขนาดนั้น….ความจริงเป็นอย่างนี้ครับ ตั้งแต่การจำนำ ชาวบ้านที่เค้าปลูกข้าวนาปีกินเองเค้าไม่ได้สนใจจะเอาข้าวไปจำนำหรอกครับ ดังนั้นเค้าไม่จำเป็นต้องไปขึ้นทะเบียนกับทางรัฐ เหลือกินเมื่อไหร่ก็ขายเล็กๆ น้อยๆ แต่พอมีประกันแล้วถึงไม่เอาข้าวไปขายเลยก็ได้ราคาส่วนต่าง ก็ไม่แปลกว่าหลังจำนำแล้วข้อมูลในระบบของทางภาครัฐมันจะมีมากขึ้น ความเป็นจริงนาข้าวมันก็มีเท่าเดิมอยู่ดี

    3.) เรื่องวัฒนธรรมการทำงาน

    คนไทยมีทักษะในการทำงานสูงถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยกันครับ แม้กระทั่งหากเทียบกับจีนแผ่นดินใหญ่เองก็ดี Kiplink เคยย้ายโรงงานจากไทยไปจีนไม่กี่ปี เพราะเจอปัญหาเรื่องการทุจริต แต่ก็ต้องตัดใจกลับมาที่ไทยเพราะเรามีทักษะที่ดีกว่าจริงๆ

    เรามีปัญหาเรื่องแนวคิดเชิงวัฒนธรรมครับผม โลกทัศน์ของแรงงานไทยส่วนใหญ่ยังไม่เหมาะกับโลกอุตสาหกรรม

    ปัญหาแรงงานที่ผมเจอ ผมไม่ได้พูดซักคำเลยนะครับผมเจอคนเดียว ลูกน้องช่างกลึงของครอบครัวคุณน่ะ ก็เป็นอย่างที่ผมตำหนิแรงงานไทยไว้แต่ต้น เพียงแต่ว่ากิจการไหนมันจะเห็นว่าเป็นปัญหาเท่านั้นเอง

    ไม่เชื่อคุณไปถามแม่คุณซี่….ว่าลูกน้องที่ครอบครัวคุณเค้ายักยอกเหล็กไปชั่งกิโลขายบ้างมั้ย ถ้าแม่คุณบอกว่า ไม่มีหรอก ไว้ใจได้ นั่นแปลว่ากิจการที่บ้านคุณไม่เห็นว่าที่ลูกน้องขโมยเหล็กไปขายมันมีปัญหา หรือแก้ปัญหานี้ไม่ตกเลยทำใจยอมรับกับมัน

    แต่ผมเห็นเป็นปัญหาว่ะ…..ผมเลยบอกว่าคนงานไทยน่ะ มันขี้ขโมย ส่วนน้อยๆ เท่านั้นที่มีดี ถ้าอยากได้ส่วนน้อยที่ดีมาอยู่กับเราก็ตัดใจจ้างค่าแรงสูงๆ ให้เรามีตัวเลือกเยอะๆ เพื่อที่จะมาคัดเลือกคน

  • Iterator

    1. ที่ยกมาเรื่อง value chain น่ะไม่ได้ผิด
    แต่ต้องแยกดูว่า เป็นแต่ละผลิตภัณฑ์ ค่าแรงมีส่วนไม่เท่ากัน
    นอกจากนั้นบางครั้ง ตัวแปรที่เปลี่ยนไป จะทำให้ แต่ละ node ใน value chain เปลี่ยนไปด้วย
    ทุกอย่างไม่ได้คงที่ ถ้าค่าแรงมันสูง อาจจะทำให้ ผู้ประกอบการ มองทางเลือก
    ในการลงทุนทำ optimization, process improvement
    ที่อดีตไม่ทำ เพราะมันยังมีน้ำหนักไม่พอ อัดแรงงานลงไปคุ้มกว่า

    ของบางอย่างหลายทอดก็จริง แต่ทำจากโรงงานที่ใช้เครื่องจักรเป็นหลักใช้คนน้อย
    ของพวกนี้กระทบไม่มากอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือยอดสั่งผลิตจะเยอะขึ้นตามกำลังซื้อในประเทศ
    ซึ่งถ้ามากๆก็มี economy of scale มาทดแทนโดยธรรมชาติ
    (พลังของ economy of scale นี่แหละตัวจริงของจีน ค่าแรงยังเป็นเรื่องรอง)

    สินค้าพื้้นฐาน ๆมักไม่ได้มีหลายทอดมากนักอยู่แล้ว นั่นคือเป้าหมายหลัก
    คนเราส่วนใหญ่ต้องกินพออิ่มเสียก่อน ถึงจะมีเวลาจัดการบริการให้ออกจากวังวน

    ตัวอย่างที่คุณยกมาชื่อสินค้าว่าอะไรครับ?
    ฟังดุน่าสนใจดี ลองยกชื่อ วัตถุดิบสินค้า ออกมาดูสิครับ
    ไม่ได้ประชดนะ เอาจริง ๆเลย

    คือผมไม่ได้จบเศรษฐศาสตร์นะครับ

    แต่เท่าที่ผมนึกออกตอนนี้ มันมีเรื่อง ส่วนประกอบ ส่วนผสม
    สัดส่วนของที่ใช้

    ถ้ามองซื้อมาขายไปเก้าทอด ก็แบบที่คุณว่าจริง ๆ ว่าแต่ซื้อมาขายไปอะไรทำตั้งเก้าทอด

    คำนวณกระเพราไก่ ก้ได้ครับ ที่คุณยกมาเอง มันจะขึ้นไป 50% จริงหรือ ?
    เอาเป็นว่าผมยอมรับว่าผมเป็นพวกไม่รู้จักคิดก็แล้วกัน ช่วยคำนวณ กระเพราไก่ให้ผมดูหน่อย
    ว่ามันขึ้นไป 50% หรือเปล่า

    ตรงนี้คุณจบเศรษฐศาสตร์นะครับ คุณเขียนออกมา แย้งกับเจ้าขอบบทความนีได้เลย
    จะได้พาเนื้อหากลับไป ให้เจ้าของบทความมาดูได้ ว่านี่คือคำโต้แย้งที่สมเหตุสมผล

    ประเด็นนี้น่าสนใจครับ ใครจะเอาไปทำต่อได้ก็น่าจะดี เห็นตัวอย่างเป็น ๆ ของที่เรารู้จัก
    มีโอกาสกินได้ทุกวัน จัดเจนกว่า ยกตัวอย่างลอย ๆ ครับ
    เจ้าของบทความนี้ก็น่าจะทำได้สบาย ๆ ว่า
    “ที่ค่าแรงขั้นต่ำทั้งประเทศสามร้อยบาท ข้าวราดกระเพราจะราคาเท่าไหร่?”
    อะไรแบบนี้ ฟังดูน่าสนใจและชวนอ่านมากกว่าอีกนะครับ

    2. เรื่องข้าว
    เอาเป็นว่า คุณเองอยากตัดสินผมยังไงก็ได้ ตามความคิดของคุณ นั่นเป็นสิทธิ์ของคุณ
    แต่ผมมีเพื่อนที่มาเล่าให้ฟังจริงๆ
    (ไอ้หว่านทิ้งหว่านขว้าง กับสี่คนขี้ลงหลุมเดียวกัน นั่นแหละสำนวน ของมัน ผมคิดคำพูดแบบนี้ไม่ออกอยู่แล้ว )
    และตัวเลขสถิติที่บอก เกี่ยวกับ เนื้อที่เพาะปลูก ครัวเรือนที่เพาะปลูก
    ผลผลิตต่อไร่ ค่าพวกนี้มันก็ยังอยู่แบบนั้น คุณไม่พยายามอธิบาย
    คนอ่านเขาตัดสินได้เอง

    ข้อมูลเหตุผล ผมยกมาเป็นข้อ ๆ จะหักล้าง โต้แย้งทำได้ ง่าย ๆ เป็นข้อ ๆ
    แต่ถ้าจะใช้วิธี คุยทับอะไรก็แล้วแต่คุณเอง ผมคงจะไม่มีประเด็นอะไรให้ตอบได้อีก

    3. เรื่องขโมย
    ผมรู้จักเพื่อนที่เคยดูแลระบบไอทีให้ ห้างค้าปลีกข้ามชาติ เขาบอกว่า ไม่ว่าห้างที่ไหน
    มี loss ประเภท ”ถูกขโมย” เป็นค่ามาตรฐานอยู่แล้ว
    (ทั้ง คนงาน ลูกค้าเอง )
    ว่าสาขาของแต่ละชาติ ควรทำได้ แยที่สุดไม่ควรจะเกินเท่าไหร่

    ชาติที่ค่าแย่ ๆ ก็ได้แก่ อินเดีย ของไทยเทียบกับเอเชียตะวันออกแย่
    แต่เทียบกับทั้งโลก ไม่ได้น่าเกลียด เทียบกับระดับฐานะทางเศรษฐกิจประเทศที่ใกล้ ๆ กัน
    อยู่ในระดับ เหนือเส้นค่าเฉลี่ย

    เขาไม่หยุดยั้งที่จะต่อสู้กับค่าพวกนี้ ติดกล้อง ติดเซนเซอร์ สร้างระบบตรวจสอบ สารพัด
    เขาทำแบบระดับโลกรัดกุมทุกอย่าง แต่ยังไงมันก็ต้องมี
    แต่เขาไม่เที่ยวไปด่าว่าใครเป็นขยะ หรือดูถูกเหยียดหยามประนาม ให้เสียเวลาเสียอารมณ์
    หรอกนะครับ ทำไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

    – ขโมยเหล็ก มี ผมรู้อยู่แล้วแหละ มีมาตั้งแต่เปิดร้าน ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือ ต้องไปถามหรอกครับ รู้มานานแล้ว แต่ผมก็คิดว่ามันเล็กน้อยและพยายามควบคุมไม่ให้ใหญ่โต ถามเพื่อนร้านอื่น มีทุกร้าน มีตั้้งแต่ที่ทำมา แต่เขาก็บอกว่าไม่มากจนมีนัยสำคัญ ถ้ามีการจัดการ ถ้าบอกว่าไม่มีเลย ถามว่ารู้ได้ไง มันก็ตอบไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ว่ามีของขิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งหมดกี่ชิ้น

    อย่างที่บอก มันเป็นงานที่เราต้องจัดการ จัดการวิธีไหนแค่นั้นเอง ถ้ามัวแต่ไปโฟกัส loss จนกระทบ output
    จะทำไปทำไม

    แต่ผมก็เข้าใจแหละครับ ถ้า nature ธูรกิจต่างมันก็ต่าง ของคุณอาจสูญเสียได้มาก ๆ ตาม nature ธุรกิจ

    ลองดูลิงค์นี้นะครับ

    http://www.retailresearch.org/grtb_globaltrends.php

    แชร์กันอ่านสนุก ๆ ครับ เราสนทนากันเพื่อแลกเปลี่ยนผมคิดแบบนั้น คนอื่นก็ได้อ่าน

    ลองดูสิครับว่า อเมริกา คนงานขโมยเทียบกับลูกค้าขโมยแบบไหนมากกว่ากัน
    คนงานของประเทศเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง

    ดูค่าในยุโรป ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเจริญแล้วก็ได้ ไม่ได้ดีกว่าเรามากมาย

    เอเชียตะวันออก เรากับมาเลเซียห่างกันไม่มาก (ไม่มีค่าของ ฟิลิปินส์ อินโด )

    ดูกลุ่มเอเชียตะวันออกครับ

  • Susansaraly

    @Iterator

    เราอยู่กับประเทศนี้ ที่ค่าแรงค่าบริการ ถูกและดีใช้ได้มานานแล้วนะครับ
    ทำอาหารอร่อยใช้ได้ เคาคิดราคา ค่าประกอบอาหาร ไม่แพง เทียบกับหลาย ๆ ประเทศนะ
    ข้าวของที่เพิ่ม ส่วนหนึ่งมันเกิดจาก ราคาโภคภัณฑ์มันเพิ่มขึ้นไปมากๆ >> ผมไม่ใช่ไม่เข้าใจนะว่าคนต้องกินต้องใช้ ต้นทุนเพิ่มขึ้นจะไม่ให้ขึ้นราคาได้อย่างไร คำถามผมคือ ณ ช่วงพฤษภา ถึงสิงหาคม มันมีโภคภัณฑ์ตัวไหนที่ขึ้นราคามากจนทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 จึงต้องตั้งคำถามว่านโยบายแบบนี้คิดถึงทัศนคติของคนที่อยู่ในตลาดบ้างรึปล่าว หรือเพราะตัวเองกินอาหารเหลาร้านหรู พูดไปไม่ต้องคิดถึงผลกระทบ กว่าจะปริปากออกมาพูดว่าเริ่ม มกราคม 2555 ราคามันก็ขึ้นไปเพราะความมั่นใจในกำลังซื้อของผู้บริโภคไปแล้ว วันนี้เอารองเท้าไปซ่อม เคยคุยราคากันไว้สมัยก่อนเลือกตั้งว่า 200 บาท วันนี้เอาไปซ่อมจริงเป็น 280 บาท หาคำอธิบายแบบมีเหตุมีผลไม่ได้เลย ได้แต่ยอมรับความจริง มิพักต้องพูดถึงธรรมชาติของผู้ประกอบการว่าพอถึงเวลาขึ้นค่าแรงจริงๆจะขยับสูงไปอีกระลอกรึปล่าว ผมไม่เคยมีความคิดกดหัวคนมีฝืมือให้ใช้แรงงานเยี่ยงคนไร้ฝืมือเลยครับ ที่พูดนี่เพราะเดือดร้อนจริงๆ เวลาเราพูดว่าขึ้นเงินเดือนขึ้นค่าแรงนี่ไม่ใช่พูดแค่ให้ได้ใจคนลงคะแนนเสียงนะครับ ต้องพูดบนฐานที่ว่าทำแล้วผลกระทบต่อคนที่ไม่ใช่เป้าหมายของนโยบายได้รับผลกระทบน้อยที่สุดด้วย

    คนที่อาศัยกับค่าแรงน้อย ๆ เดิม ๆ เขาทนไม่ไหวไงครับ เพราะเค้าเน้นมีกิน
    แต่ตอนนี้กินยังลำบาก ทำไปเลยแค่รอด แต่อนาคตไม่มี แบบนี้จะขยับตัวเป็นชนชั้นกลางได้ยังไงครับ ยาก
    เขาเรียกว่าอยู่ในวังวน เรื่องอื่นแทบไม่ต้องคิด เดือนชนเดือน เช้ากินค่ำ >> คุณกำลังพูดถึงคนอย่างผมอยู่ครับ พอดีผมไม่ใช่ผู้ประกอบการอิสระ เจ้านายไม่เพิ่มเงินเดือนก็มีอย่างเดียวคือหางานใหม่ แต่ปัญหาที่ผมมีอยู่คือผมมีปัญหากับผู้ประกอบการอิสระ ที่ขึ้นราคาไม่เกรงใจเงินในกระเป๋าชนชั้นแรงงาน

    – แรงงานเราคุณภาพ/ราคา แย่มากเหรอครับ เทียบกับที่อื่น ๆ >> ดูเป็นเรื่องๆไปครับ ไม่งั้นคุณไม่มาพูดเองหรอกว่างานมีแต่ไม่มีคน นี่ขนาดโรงกลึงนะ ถามต่อไปคืออุตสาหกรรมขั้นสูงที่ฝันหวานนะต้องการแรงงานฝีมือขั้นไหน อยาก shift รูปแบบอุตสาหกรรม ตัวเองพร้อมหรือยัง นั่นคือคำถามที่ผมนำมาพิจารณาว่านโยบายขึ้นค่าแรง แต่อ้างเหตุผลว่าเราจะเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมปลายน้ำ แปลว่าไม่ได้คิดเหตุกับผลให้มันเชื่อมโยงกันเลย อ้างว่าจะขึ้นค่าแรงเพื่อให้แรงงานลงคะแนนเสียงให้ ง่ายๆจบ ยังดูเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า

    – แล้วทำไม ต้องให้แรงงานปรับปรุงตัวเอง ผู้ประกอบการไม่มีส่วนเลย ? >> เรื่องนี้สำคัญมากครับ ถามตัวคุณดูเถอะว่าคุณอยากปรับตัวมั้ย ใครๆก็อยากปรับ ปัญหาของผู้ประกอบการคือถ้าต้องลงทุนปรับตัวต้องมีตลาดพอให้คาดหวังกำไรได้ แรงงงานประเภทอ่านหนังสือภาษาไทยยังไม่ได้ ทักษะก็ไม่มี เอะอะไปเรียนสายสามัญ ตลาดอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ไหนมันจะมาครับ ยังไงก็ยังเห็นโอกาสอยู่กับการเปิดเสรีอาเซียน คนไหลได้สะดวกก็พอคาดหวังกับการไหลของบุคลากรเข้าสู่ระบบอุสาหกรรมได้ เพราะตำแหน่งที่ตั้ง ทรัพยากร เรายังมีดีพอให้เลือกลงทุนตั้งจุดผลิต นี่คือการปรับตัวของผู้ประกอบการในอนาคต ที่ถ้าแรงงานสัญชาติไทยยังไม่ปรับตัวก็มีสองทางเลือกคือล้มเหลว กับออกไปเอาดีเป็นผู้ประกอบการซะเอง

    – แล้วทำไมไม่มีใครถามถึง การทำธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่มสูง ๆ >> ทุนสมองคือทางออก รัฐบาลที่แล้วพูดถึง creative economy แต่การทำงานน่าถีบมากกว่า แน่นอนว่าไม่มีที่ยืนในวงการนี้สำหรับแรงงานค่าแรงขั้นต่ำครับ

    ทำไมน้อยคนจะมาโฟกัสกับ การปรับปรุงกระบวนการ การใช้เครื่องจักร ? >> วนกลับมาเหมือนเดิม ถ้าผู้ประกอบการมีเงิน ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ปรับปรุงขั้นตอนการผลิต นั่นแปลว่าลดคนงานได้ ตกลงนโยบายนี้ช่วยแรงงานหรือเร่งฆ่าแรงงานกันแน่ คำตอบอยู่ที่รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการให้หาตลาดใหม่ๆได้หรือไม่ ถ้าค่าแรงสูงขึ้น แถมมีเทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น ผลผลิตมากขึ้น และมีตลาดให้ขาย มันก็ win-win-win ทั้งผู้ประกอบการ-แรงงาน-รัฐบาล ตรงนี้รอดูการทำงานครับ

    หรือประเทศที่เจริญ ๆ เขาอยู่กันได้ดี เพราะ มี ยอดมนุษย์แรงงาน ? >> ประเทศทุนนิยมอื่นอยู่กันได้ดี เพราะอาศัยความเหนือกว่าด้านเทคโนโลยี ความคิด วัฒนธรรม มาดูดความมั่งคั่งจากประเทศอื่นๆไงครับ เรื่อง 300/15000 นี่ขี้ประติ๋วมาก จะขึ้นเป็นวันละ 500 เดือนละ 30000 ก็ได้ ถ้าเราหันไปดูดความมั่งคั่งจากประเทศอื่นได้ผ่านการค้าขาย ขายมันไปเลยทั้งแรงงานคุณภาพ/นวัตกรรม/ศิลปวัฒนธรรม รัฐบาลเพื่อไทยมีอยู่แล้วแหละกับความคิดแบบนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์เองก็คงมี แต่อยู่ที่วิธีการทำงานกับมีใครขัดแข้งขัดขารึปล่าว แค่นั้นเอง ไม่ต้องพูดว่า 5 ปีที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลพลังประชาชนและรัฐบาลประชาธิปัตย์เสียโอกาสมากกับการเตรียมรับมือเปิดเสรีการค้าทั้งในรูปพหุภาคีอย่าง AFTA และทวิภาคีอย่าง FTA ได้รัฐบาลเพื่อไทยมาก็ขออย่าให้ไร้ผลงานอย่างรัฐบาลพลังประชาชนกับประชาธิปัตย์ก็แล้วกัน

    ”ภาวะเช่นนี้เป็นเพราะรายย่อย รากหญ้าอดทนกันมานาน พอกระทรวงพาณิชย์เกียร์ว่างเลยชิงขึ้นราคา หรือเพราะฝันหวานว่าขึ้นไปก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่าแรงขั้นต่ำก็ขึ้น/เงินเดือนข้าราชการก็ขึ้น แล้ว 1 ม.ค. 54 จะขึ้นอีกระลอกหรือไม่ยังเป็นคำถามที่ต้องรอคำตอบจากพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ“

    หมูขึ้นราคา ก๋วยเตี๋ยวขึ้นราคา หมูในก๋วยเตี๋ยวน้อยลง
    – ถ้าหมูในก๋วยเตี๋ยวเท่าเดิม แม่ค้าได้ส่วนแบ่งเท่าเดิม แต่
    แม่ค้ากับครอบครัวแม่ค้า ก็ต้องกินหมูอยากกินหมูเท่าเดิม แล้วหมูมันก็ขึ้นราคาเหมือนกัน
    (อาจจะเทียบสัดส่วนไม่ดีนักแต่มันวนไปวนมาแบบนี้ครับ ส่วนตัวแม่ค้าก็ต้องเอามูลค่าเพิ่มในส่วนแม่ค้า ไปแลกหมูมากินอีกทอด พูดง่าย ๆ) >> แปลว่าแม่ค้าอยากกินหมูเท่าเดิม ลูกค้าเลยต้องจำใจกินหมูให้น้อยลงถ้ายังอยากกินหมูของแม่ค้า อย่ากระนั้น ให้เศรษฐศาสตร์ทำงาน คือเลิกกินร้าน ทำกินเอง ลดต้นทุน ช่างเป็นโลกทุนนิยมเสรีโดยแท้จริง

    เรื่องขึ้นทีละห้าบาท

    => บางทีเค้ารอขึ้นหลัก ห้าบาทน่ะคุณ ขึ้นแรก ๆ ก็อาจจะกำไรมากกว่าเฉลี่ย
    พอนาน ๆ ไปก็อยู่ในค่าเฉลี่ย ช่วยทน ๆ ทำไป ก็อาจต่ำกว่าเฉลี่ย เกลี่ย ๆกันไป
    แม่ค้าพวกนี้ไม่ได้รวยมหาศาลหรอกครับ

    เมืองไทย ควรทำแบงค์ ห้าบาท แบงค์บาทได้แล้ว ผมว่านะ
    แล้วให้ร้านอาหาร ขึ้้นราคาหลัก บาทบ้าง
    บางทีมันเพราะ คนขี้เกียจพกเหรียญ แม่ค้าขี้เกียจคำนวณ

    ถ้าเหตุผลการขึ้นเป็นเพราะเบื่อการทอน ทำแบงค์บาทก็ไม่แก้ปัญหาครับ แต่ถ้าปัญหาอยู่ที่เบื่อเหรียญ แบงค์ 1 บาทอาจช่วยแก้ปัญหาได้

  • Iterator

    “ผมไม่ใช่ไม่เข้าใจนะว่าคนต้องกินต้องใช้ ต้นทุนเพิ่มขึ้นจะไม่ให้ขึ้นราคาได้อย่างไร คำถามผมคือ ณ ช่วงพฤษภา ถึงสิงหาคม มันมีโภคภัณฑ์ตัวไหนที่ขึ้นราคามากจนทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 จึงต้องตั้งคำถามว่านโยบายแบบนี้คิดถึงทัศนคติของคนที่อยู่ในตลาดบ้างรึปล่าว หรือเพราะตัวเองกินอาหารเหลาร้านหรู พูดไปไม่ต้องคิดถึงผลกระทบ กว่าจะปริปากออกมาพูดว่าเริ่ม มกราคม 2555 ราคามันก็ขึ้นไปเพราะความมั่นใจในกำลังซื้อของผู้บริโภคไปแล้ว วันนี้เอารองเท้าไปซ่อม เคยคุยราคากันไว้สมัยก่อนเลือกตั้งว่า 200 บาท วันนี้เอาไปซ่อมจริงเป็น 280 บาท หาคำอธิบายแบบมีเหตุมีผลไม่ได้เลย ได้แต่ยอมรับความจริง มิพักต้องพูดถึงธรรมชาติของผู้ประกอบการว่าพอถึงเวลาขึ้นค่าแรงจริงๆจะขยับสูงไปอีกระลอกรึปล่าว ผมไม่เคยมีความคิดกดหัวคนมีฝืมือให้ใช้แรงงานเยี่ยงคนไร้ฝืมือเลยครับ ที่พูดนี่เพราะเดือดร้อนจริงๆ เวลาเราพูดว่าขึ้นเงินเดือนขึ้นค่าแรงนี่ไม่ใช่พูดแค่ให้ได้ใจคนลงคะแนนเสียงนะครับ ต้องพูดบนฐานที่ว่าทำแล้วผลกระทบต่อคนที่ไม่ใช่เป้าหมายของนโยบายได้รับผลกระทบน้อยที่สุดด้วย”
    => คุณควรมองภาพกว้างทั้งระบบ และย้อนกลับไปดูตามเวลาด้วย
    คุณลองไปไล่ดูค่าแรงย้อนหลังของเรา หลังวิกฤติ 40 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นโยบายเกี่ยวกับค่าแรง
    คือพยายามกดให้ต่ำ ทุกฝ่ายต่างบอกว่าเราต้องหารายได้เข้าประเทศ ต้องรักษาความสามารถ
    ทางการแข่งขัน กดค่าแรงให้ต่ำ

    ดังนั้นถ้าคุณดู อัตราการเพิ่มของค่าแรงเทียบกับ เงินเฟ้อ และราคาโภคภัณฑ์ ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา
    คุณก็จะเข้าใจ

    มองในเชิงเปรียบเทียบคำถามคือ ถึงวันนี้ต่ำกว่า จีน(มณทลทางตะวันออก) อินโด ฟิลิปินซ์ มาเลเซีย
    คุณยังไม่พอใจอีกหรือ

    ค่าแรงที่เกิดนี้มันเหมือน เราอั้นไว้มานาน เขาช่วยเราสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วย แนวทาง ค่าแรงราคาถูก
    และตอนนี้เขือนแตก (เขาบอกว่าทนไม่ไหวแล้วและเลือกพรรคที่จะตอบสนองเขาได้)

    คุณคิดแบบกรอบหยุดนึ่ง และไม่เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เลย มันไม่น่าจะถูกต้องนะครับ

    ประเทศที่กำลังพัฒนา จะตีราคาค่าแรงในประเทศค่อย ๆ สุงขึ้นครับ คุณไปดูตัวเลข เกาหลี ญี่ปุ่น ซ่อมรองเท้าก็ค่อย ๆ ขึ้นไป เพราะเขาต้องการยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชนภายใน สร้างเศรษฐกิจภายใน
    ให้ดีขึ้นด้วย เพิ่มกำลังซื้อผ้บริโภค จีนที่เคยค่าแรงต่ำกว่าเรา จนตอนนี้สูงกว่าไปแล้ว ในแถบมณทลติดทะเล

    อย่าลืมว่าถ้าจีนเพิ่มค่าแรงและรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้ ด้วยการบริโภคในประเทศของเขา
    เขาก็จะดูดทรัพยากรเข้าไปมากกว่าเดิม ตอนนั้นสินค้าพื้นฐานก็จะแพงขึ้นอีกขนาดไหน

    คุณมาประนามว่าเพราะผมไม่เข้าใจ แต่ผมกำลังจะบอกว่าคุณไม่เคยเอาใจเขาใส่ใจเราหรือเปล่า
    คุณคิดว่าเขาอยู่ดีกินดีมากขึ้นมาก ๆ ในหลายปีที่ผ่านมา หรือครับ คนระดับล่าง ๆ เงินที่เขาได้มา
    ค่อนข้างตึงตัว ไม่มีส่วนเหลือมาก ดังนั้นถ้าค่าครองชีพเพิ่ม เขาจะกระทบหนักทันที เขามีเวที และโอกาส
    ได้พูดน้อยเหลือเกินครับ อำนาจต่อรองก็ไม่มี และการลงคะแนนเสียงนั่นแหละเป็นทางออกเดียว
    ที่เขาส่งออกมา เป็นอำนาจต่อรองเดียวที่เขามี

    ข้ออื่น ๆ ที่ยกมาสองสามข้อ ผมตอบด้วยเหตุผลข้างบนไปแล้ว สรุปคือ
    ไปดูค่าแรงสถิติ เปรียบเทียบแต่ละประเทศที่ถือเป็นคู่แข่ง (ทั้งแข่งกันชิง ทรัพยากรพื้นฐาน และแข่งเอางานราคาถูก)
    ดูค่าความเคลื่อนไหว ว่าเราขึ้นช้าขึ้นเร็ว และอย่าลืมเปรียบเทียบ เงินเฟ้อ และราคาโภคภัณท์

    ” คุณกำลังพูดถึงคนอย่างผมอยู่ครับ พอดีผมไม่ใช่ผู้ประกอบการอิสระ เจ้านายไม่เพิ่มเงินเดือนก็มีอย่างเดียวคือหางานใหม่ แต่ปัญหาที่ผมมีอยู่คือผมมีปัญหากับผู้ประกอบการอิสระ ที่ขึ้นราคาไม่เกรงใจเงินในกระเป๋าชนชั้นแรงงาน”

    ผมไม่รู้ว่าคุณพูดถึง คนพวกไหนนะครับ ผู้ประกอบการอิสระ มีตั้งแต่ ขายข้าวแกง เขาไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ
    เขาเกรงใจเขาก็อาจอด หรือต้อง absorb ไป คนไม่ได้มีรวยมีเหลือมาก
    บางทีคนที่คุณควรไปต่อรองด้วยคือ เจ้านายคุณนั่นแหละ คนขายข้าวแกง ซ่อมรองเท้าพวกนี้ improve อะไรได้อีกมากหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ ต้องผลักภาระตรงไปตรงมา (ตอนนี้ มีนวตกรรมใหม่ ในการทำอาหาร คือ ประหยัดแกช
    ผัดให้สุกครึ่งนึงไว้ก่อน แล้วมาผัดคลุกอีกที แถวบ้านผมเค้าทำอาหารรสไม่ค่อยเข้าแบบแต่ก่อน ) นี่เขาก็ปรับตัวแล้วนะครับ ทำได้แค่นี้

    อย่างที่บอกมาแล้วประเทศจะวัดว่า เจริญหรือเก่งหรือเปล่า ไม่ใช่วัดที่แรงงานระดับล่างเป็นระเบียบไหม ทำได้เยอะไหม แต่วัดว่า ผู้ประกอบการระดับที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม พิเศษ ๆ สร้างได้ระดับไหน
    ความสามารถคนในการสร้างมุลค่าเพิ่มด้วยแรงงานมีขีดจำกัด แต่ถ้าเป็นความสร้างสรรค์จากการประกอบการ ไม่มีขีดจำกัด

    “ดูเป็นเรื่องๆไปครับ ไม่งั้นคุณไม่มาพูดเองหรอกว่างานมีแต่ไม่มีคน นี่ขนาดโรงกลึงนะ ถามต่อไปคืออุตสาหกรรมขั้นสูงที่ฝันหวานนะต้องการแรงงานฝีมือขั้นไหน อยาก shift รูปแบบอุตสาหกรรม ตัวเองพร้อมหรือยัง นั่นคือคำถามที่ผมนำมาพิจารณาว่านโยบายขึ้นค่าแรง แต่อ้างเหตุผลว่าเราจะเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมปลายน้ำ แปลว่าไม่ได้คิดเหตุกับผลให้มันเชื่อมโยงกันเลย อ้างว่าจะขึ้นค่าแรงเพื่อให้แรงงานลงคะแนนเสียงให้ ง่ายๆจบ ยังดูเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า”

    => บางทีมันเรื่องไก่กับไข่ล่ะครับ ตราบใดที่มีแรงงานราคาถูก ไม่มีปากมีเสียง ไม่มีอำนาจต่อรอง
    ตราบนั้น ผู้ประกอบการ ก็จะขี้เกียจที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นไป (ในเมื่อมันยังได้กำไร จากแรงงานราคาถูก จะต้องไปสนอะไร แถมผุ้ประกอบการไทยส่วนมากไม่ใช่พวกมี ambition เชิงสร้างสรรค์อยู่แล้ว) เพราะไม่อย่างงั้น
    เราต้องได้เห็นผู้ประกอบการไทยไปต่อสู้วงการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ๆ มานานแล้ว ไม่ใช่ “ค่าแรงเราต่ำ” อยู่จนถึงวันนนี้

    ” เรื่องนี้สำคัญมากครับ ถามตัวคุณดูเถอะว่าคุณอยากปรับตัวมั้ย ใครๆก็อยากปรับ ปัญหาของผู้ประกอบการคือถ้าต้องลงทุนปรับตัวต้องมีตลาดพอให้คาดหวังกำไรได้ แรงงงานประเภทอ่านหนังสือภาษาไทยยังไม่ได้ ทักษะก็ไม่มี เอะอะไปเรียนสายสามัญ ตลาดอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ไหนมันจะมาครับ ยังไงก็ยังเห็นโอกาสอยู่กับการเปิดเสรีอาเซียน คนไหลได้สะดวกก็พอคาดหวังกับการไหลของบุคลากรเข้าสู่ระบบอุสาหกรรมได้ เพราะตำแหน่งที่ตั้ง ทรัพยากร เรายังมีดีพอให้เลือกลงทุนตั้งจุดผลิต นี่คือการปรับตัวของผู้ประกอบการในอนาคต ที่ถ้าแรงงานสัญชาติไทยยังไม่ปรับตัวก็มีสองทางเลือกคือล้มเหลว กับออกไปเอาดีเป็นผู้ประกอบการซะเอง”

    => ส่วนตัวที่บ้าน โรงกลึง แต่ผมทำซอฟต์แวร์ครับ ผมปรับตัวแล้วด้วยการเลือก
    ปรับตัวไม่ได้ก็ผลักภาระ ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ คนที่่ยัง improve ได้ก็จะถูกบีบด้วยการแข่งขันเอง
    แต่แรงงาน คุณจะคั้นอะไรออกมาจากเขาอีก ได้น้อยแล้ว
    คุณพูดถูกแล้ว เขาก็จะถูกบีบให้เป็นหน่วยที่สร้างมุลค่าเพิ่มมากขึ้นด้วย แต่อย่าลืมว่า
    ธุรกิจหลายอย่าง เป็นธุรกิจเฉพาะถิ่่น ผมย้ายโรงกลึงไปลาวไม่ได้ ที่นั่นก็ไม่ได้ีมีงานเหมือนที่นี่
    การพัฒนาเศรษฐกิจภายใน เป็นอะไรที่คนไทย มองไม่ค่อยออกมานานมากเกินไป
    ที่ผ่านมาตลาดภายในเราโตไม่ดีพอเพราะ การแบ่งส่วนความมั่งคั่ง และการกระจายรายได้
    เราแย่เกินไปไงครับ เราไปหลงกับ gdp ที่ทำตัวเป็นฐานผลิต ขาเดียวมานานมากไป
    และกระจุกอยู่ในบางจังหวัดมากเกินไป

    ” ทุนสมองคือทางออก รัฐบาลที่แล้วพูดถึง creative economy แต่การทำงานน่าถีบมากกว่า แน่นอนว่าไม่มีที่ยืนในวงการนี้สำหรับแรงงานค่าแรงขั้นต่ำครับ”

    ไม่ต้องห่วงหรอกครับ สุดท้ายถ้าผู้ประกอบการเก่งจริง ๆ คุณจ่ายภาษี รัฐสามารถแบ่งให้ด้วย กลไกสวัสดิการ
    เมื่อเขาได้เรียนได้โอกาสมากขึ้น คนที่ีมีศักยภาพ ก็ย่อมพัฒนาตัวเองได้ ไม่ใช่ว่าเขาจะด้อยกว่าตลอด

    ” วนกลับมาเหมือนเดิม ถ้าผู้ประกอบการมีเงิน ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ปรับปรุงขั้นตอนการผลิต นั่นแปลว่าลดคนงานได้ ตกลงนโยบายนี้ช่วยแรงงานหรือเร่งฆ่าแรงงานกันแน่ คำตอบอยู่ที่รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการให้หาตลาดใหม่ๆได้หรือไม่ ถ้าค่าแรงสูงขึ้น แถมมีเทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น ผลผลิตมากขึ้น และมีตลาดให้ขาย มันก็ win-win-win ทั้งผู้ประกอบการ-แรงงาน-รัฐบาล ตรงนี้รอดูการทำงานครับ”
    => ยังมีอีกมากที่จะไป กระตุ้น ให้ คนมีทุนทำงานครับ
    ไอ้เงินจำพวก อยู่เฉย ๆ ซื้อที่เก็บ พวกรับมรดก หากินกับทรัพย์สินผูกขาด
    ประเทศที่เจริญ ๆ เขาจะมีค่าอุปสรรคพวกนี้สูง คุณไม่รักจะบริหารลงทุนเอาเงินมาลงหมุนเวียน
    ให้เศรษฐกิจโต คุณก็ต้องเจอภาษี ในรูปแบบต่าง ๆ ค่อย ๆ กัดกินทุนไปจนหมด
    ไม่ใช่แค่รัฐต้องหาตลาด คนไทยต้องบุกลุยไปด้วย ตราบใดที่มี easy game
    การใช้คนงานราคาถูกในประเทศให้เล่น ผู้ประกอบการก็จะเสพติด กับสิ่งเหล่านี้
    ความสามารถในการแข่งขันเปรียบเทียบที่แท้จริง ของผู้ประกอบการส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องนี้ด้วย

    “ประเทศทุนนิยมอื่นอยู่กันได้ดี เพราะอาศัยความเหนือกว่าด้านเทคโนโลยี ความคิด วัฒนธรรม มาดูดความมั่งคั่งจากประเทศอื่นๆไงครับ เรื่อง 300/15000 นี่ขี้ประติ๋วมาก จะขึ้นเป็นวันละ 500 เดือนละ 30000 ก็ได้ ถ้าเราหันไปดูดความมั่งคั่งจากประเทศอื่นได้ผ่านการค้าขาย ขายมันไปเลยทั้งแรงงานคุณภาพ/นวัตกรรม/ศิลปวัฒนธรรม รัฐบาลเพื่อไทยมีอยู่แล้วแหละกับความคิดแบบนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์เองก็คงมี แต่อยู่ที่วิธีการทำงานกับมีใครขัดแข้งขัดขารึปล่าว แค่นั้นเอง ไม่ต้องพูดว่า 5 ปีที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลพลังประชาชนและรัฐบาลประชาธิปัตย์เสียโอกาสมากกับการเตรียมรับมือเปิดเสรีการค้าทั้งในรูปพหุภาคีอย่าง AFTA และทวิภาคีอย่าง FTA ได้รัฐบาลเพื่อไทยมาก็ขออย่าให้ไร้ผลงานอย่างรัฐบาลพลังประชาชนกับประชาธิปัตย์ก็แล้วกัน”

    => ไม่ใช่ดูดความมั่งคั่งครับ คิดแบบนั้นล้าหลังแนวอาณานิคม แต่ มาสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยทำตัวเป็น node ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่า ดูตัวอย่างจีนเข้าไว้ ไปลงทุนระยะยาว ซื้อใจในแอฟริกาไว้หมดแล้ว ในขณะที่ฝรั่งที่ผ่านมาเน้นดูดความมั่งคั่ง ไม่ติดดินไม่ลงไปลุย

    ที่ผ่านมา เพราะ เราไม่ยอมรับกติกาที่ตกลงกันไว้แต่แรก อยากได้รัฐบาลตามใจเสียงส่วนน้อย เลยมีปัญหา
    เลยต้องมัวแต่ไปแก้ปัญหาทางการเมือง

    ”แปลว่าแม่ค้าอยากกินหมูเท่าเดิม ลูกค้าเลยต้องจำใจกินหมูให้น้อยลงถ้ายังอยากกินหมูของแม่ค้า อย่ากระนั้น ให้เศรษฐศาสตร์ทำงาน คือเลิกกินร้าน ทำกินเอง ลดต้นทุน ช่างเป็นโลกทุนนิยมเสรีโดยแท้จริง“
    => ไม่อย่างงั้นก็ต้องยอมรับให้เพิ่มราคาไปอีกครับ แล้วคุณก็ไปเรียกร้องส่วนแบ่งเพิ่มจากเจ้านาย
    ไม่ได้ก็มองหางานใหม่ ไม่ก็คิดทำธุรกิจเอง เจ้านายก็ ต้องเพิ่มการสร้างมูลค่า ทำไม่ได้ก็ผลัก ทำไม่ได้แพ้ก็เลิก ทุกอย่าง ฉุดดึงในตัวเอง ทำอาหารเอง-> คนระดับล่างหลายคนทำไปนานแล้วคุณ ที่ผมเห็นหลายคนมื้อเที่ยง
    ทำมากินเอง หรือซื้อมาตอนเช้าพกมาแบ่งกินหลายมื้อ

    “ถ้าเหตุผลการขึ้นเป็นเพราะเบื่อการทอน ทำแบงค์บาทก็ไม่แก้ปัญหาครับ แต่ถ้าปัญหาอยู่ที่เบื่อเหรียญ แบงค์ 1 บาทอาจช่วยแก้ปัญหาได้”

    คนขี้เกียจพกเหรียญครับ และแม่ค้าขี้เกียจคำนวณ

    แบงค์ชาติ/ธนารักษ์ ก็มีแต่คนพวกอยู่หอคอยงาช้าง ไม่ยอมเข้าใจปัญหาเสียที
    ผมเห็นปัญหาตรงนี้มานานแล้ว

    จนถึงเมื่อวานนี้ก็ยังมีข่าวว่า ธนารักษ์ ออกมาเรียกร้องให้คนไทยใช้เหรียญ เหรียญขาดแคลนเพราะคนไทยชอบอดออมด้วยเหรียญ ขอให้เอาออกมาใช้ (โลหะมันแพงขึ้นด้วย)

    เขาไม่ได้อยากอดออมเหรียญหรอกคุณแต่มันเป็นภาระในการพกพา และการจัดการ
    เอาออกมาใช้ บริหารเนื้อที่และน้ำหนัก ในกระเป๋ากางเกง กระเป๋าถือ

    (ส่วนตัวที่ผมพบ คือ รับมาแล้วเก็บทิ้งไว้ในกระป๋อง และรู้สึกรำคาญที่ต้อง manage
    พกในกระเป๋าก็รำคาญ)

    ผมถามเพื่อน ๆ กี่คนก็มีแบบผมหมดคือ จะมีเงินเหรียญที่ manage ไม่หมด
    เหลือไว้ในกระป๋องที่บ้านเสมอ (ไม่ใช่ว่าพิศวาสอดออมเหรียญแบบที่เขาบอก)

    ส่วนหนึ่งเกิดจากโลหะขึ้นราคา มีข่าวเหรียญถูกลักลอบไปหลอมขายก็หลายรอบแล้ว จนออกรุ่นใหม่เปลี่ยนส่วนผสม
    ก็ยังไม่ยอมพิจารณาแบงค์ ห้าบาท แบงค์บาท เสียที

  • Susansaraly

    ขอบคุณที่ให้มุมมองใหม่ครับ

  • กร

    เอาตัวเลขจริงไปเลยละกัน
    ผมนั่งคำนวณย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี แล้วคิดต้นทุนแรงงานอยู่ที่ 20.232% ของต้นทุนรวมทั้งหมด
    แต่เมื่อมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท และผมปรับให้พนักงานมีฝีมือขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน กับให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น 15% (สมมติอย่างปราณี) พบว่าต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น 25.52% จากต้นทุนเดิม

    ผมเลยงงว่า ที่บอกว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่เท่าไหร่ เค้าคิดจากธุรกิจอะไร ธุรกิจผม สัดส่วนแรงงานก็ถือว่าไม่ได้สูงมากเมื่อเีทียบกับธุรกิจการผลิต Raw Material เจอต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแบบไม่มีผลได้ตอบแทน อันนี้ก็กระอัก แต่จะบอกว่าผมก็คงกระอักแค่เริ่มต้น ท้ายที่สุด พวกคุณและผมนี่แหละที่เป็นผู้บริโภคที่รอรับผลจากเงินเฟ้อได้เลย และที่น่าคิดคือ มูลค่าการออมทั้งหมดในระบบ เตรียมตัวเสื่อมค่าได้เลย

    ปล. นี่ผมมองในเชิงตัวเลข ยังไม่พูดเชิงคุณภาพของแรงงานนะว่า พนักงานทำงานเหมือนเดิม แต่บอกได้เลยว่าธุรกิจเบียร์ เหล้า เป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากๆ เงินโดนดูดไปแน่นอน

  • Mchaisoccer

    จะมีสักกี่บริษัท หรือกี่อุตสาหกรรมในเมืองไทยครับที่ผลิตสินค้าที่ 100,000ชิ้นต่อวันและมีกำไรต่อชิ้น 10บาท ผมว่าเห็นดวยครับสำหรับการขึ้นค่าแรงขั้นตำ่ แต่อยากให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการช่วยภาคเอกชนในการเพิ่มผลผลิตควบคู่ไปด้วยแล้วเพิ่มค่าแรงขั้นตำ่แบบขั้นบันไดทุกๆปี แทนการขึ้นค่าแรงทันทีครั้งเดียว

  • Sarayut_ar

    เหรอ        

  • Sarayut_ar

    เหรอ  ตรงไหน

  • Posthorn

    อยากให้เห็นภาพในบางมุมจากผมบ้างครับ ผมจบมาทางด้านวิศวฯ เป็นลูกจ้างมาก่อน และก็เป็นนายจ้างมา 20 ปีกว่าแล้ว กิจการของผมเป็นการรับจ้างบริษัทต่างชาติทำชิ้นส่วนที่ใช้ใน Hard disk drive ของคอมพิวเตอร์(เป็น SME)
    Costหลักของเราคือค่าแรงครับ เพราะวัตถุดิบลูกค้าsupplyให้

    ค่าจ้างรายวันขั้นตำ่นั้นไม่ว่าจะเป็นเท่าไหร่ นายจ้างไม่จ่ายเพียงเท่านั้นนะครับ ยังมีสวัสดิการอื่นๆเช่น 
    เบี้ยขยัน 
    ค่าตำแหน่ง 
    ค่าพาหนะ 
    ค่าอาหาร 
    ค่าผลตอบแทนพิเศษต่อชิ้น 
    โบนัส 
    เงินสมทบประกันสังคม และอื่นๆอีกหลายอย่าง 
    และที่สำคัญก็คือค่าล่วงเวลาครับ
    วันธรรมดาจ่าย 1.5 เท่า
    วันหยุดจ่าย 2 เท่า
    ล่วงเวลาของวันหยุดจ่าย 3 เท่า
    ถ้าลงในรายละเอียดมากอาจจะงง เอาเป็นว่าถ้าคนงานมีรายได้ขั้นตำ่ประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน เขาจะได้รับจริงจากนายจ้าง (หลังจากที่รวมสวัสดิการ กับค่าทำงานล่วงเวลาแล้ว) ประมาณ  11,000 – 13,000 บาทครับ และบางส่วนนายจ้างจ่ายให้กับหน่วยงานรัฐเช่น ประกันสังคม สรรพากร เป็นต้น

    ลองนึกภาพดูถ้ารายได้ขั้นตำ่ของพนักงานเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า ทางนายจ้างต้องจ่ายเท่าไหร่

    ทีนี้มุมมองเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และประสิทธิภาพของพนักงาน เพื่อลดต้นทุนในการผลิตนั้น เป็นเรื่องของพวกนักวิชาการ และนักการเมืองที่ไม่เคยทำโรงงานเขาพูดไปเรื่อยๆเท่านั้นแหละครับ พวกนี้ไม่รู้เรื่องหรอกถ้าไม่เคยทำด้วยตัวเอง (ต่อให้มีคำว่า ดร.นำหน้าชื่อ) ผมจะข้ามเรื่องนี้ไป เอาเป็นว่าถ้านายจ้างต้องจ่ายเพราะกฎหมายบังคับ เขาก็คงต้องลดสวัสดิการ และเงินจูงใจอื่นๆลง ซึ่งก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพของการทำงาน และของพนักงานก็ต้องลดลงด้วย
    และอาจต้องลดจำนวนพนักงานบางส่วนด้วย

    เรื่องภาษีเงินได้ 23% นั้น สำหรับ SME แล้วมีผลน้อยมากครับ..คำนวณแล้วคงเป็นเงินไม่เท่าไหร่ (แต่คงมีผลมากๆกับบริษัทใหญ่ๆเช่นบริษัทในกลุ่มของชินวัตร)

    กิจการบางกิจการที่สามารถเพิ่มราคาสินค้าของตัวเองได้(รวมถึงการลดปริมาณของสินค้าลง)อาจไม่มีปัญหา
    แต่ SME ที่รับจ้างบริษัทใหญ่ หรือรับจ้างบริษัทต่างชาติแบบผมเจอปัญหาแน่นอนครับ เพราะเราไม่สามารถเพิ่มราคาค่ารับจ้างจากลูกค้าได้ ปัจจุบันงานแบบเดียวกันกับผม ทางลูกค้าจ้างทำอยู่ 4 ที่ คือไทย 2 ที่ และมาเลฯกับอินโดฯอย่างละที่ และปัจจุบันราคาของเราก็แพงกว่า 2 ประเทศนั้นอยู่แล้ว ถ้าเราขอขึ้นราคาเขาหนีไปแน่นอนครับ

  • Cherdsak Ruttananurak

     “ทางลูกค้าจ้างทำอยู่ 4 ที่ คือไทย 2 ที่ และมาเลฯกับอินโดฯอย่างละที่ และปัจจุบันราคาของเราก็แพงกว่า 2 ประเทศนั้นอยู่แล้ว ถ้าเราขอขึ้นราคาเขาหนีไปแน่นอนครับ”
     เอาสถานการณ์ปัจจะบัน ก่อนปรับค่าแรงนะครับ 
    อินโด และ มาเลย์ ค่าแรงขั้นต่ำของเขาถูกหรือแพงกว่าของไทยครับ ทำไมแม้แต่ตอนนี้ราคาของเขาก็ถูกกว่า แล้วเขาเอาอะไรมาทำราคาแข่งเราได้ 

  • http://www.facebook.com/viboon.akuma Lim Viboon

    จบเศรษศาสตร์มาเระเปนไงฟะ มันทำให้คุณเก่งกาจ รู้และวิเคาะห์ไรได้ แม่นยำเชียวเหรอ สถาบันไหนหละ ความเปนจิงคืออะไร ความเปนจิง ก็คือชีวิต ๆ ชีวิตจิง ๆ ชึวิตที่ เงิน 300 บาท ยังไม่มีปัญหาแดกพิซซ่า ซักถาดได้เลย อย่างเก่งก็ซื้อพิซซ่าโนแบรนด์ ชิ้น ยี่สิบ สามสิบกิน ไอ่กาแฟที่ต่างประเทศ ที่แก้ว 70 บาทหนะ พวกชนชั้นแรงงาน อย่าว่าแต่เคยกินเลย คิดฝันจะกิน ยังไม่เคยเลย ถามว่าเขาอยากกินไหม ใคร ๆ ก็อยากทั้งนั้นแหละ แต่เพราะรายได้มันเปนตัวกีดกันไว้ อย่าเอาหลักวิชาการมาใช้กะชีวิตจิง แบบแป๊ก ๆ ให้มากนัก ผมเคยทำงาน แบบคนงานใหม่ ไร้ทักษะ กินค่าแรงขั้นต่ำ ร้อยแก่ ๆ ทดลองงานครบ สามเดือนได้ขึ้น 5 บาท ทำงานครบปี ได้ขึ้นอีก 2 บาท ปีต่อมา ได้เพิ่มอีก 5 บาท ที่อยู่ได้เพราะไม่เทว ไม่ดื่ม นายจ้างดี ๆ ที่เหนใจคนงานหนะ ก็เหมือนคนดีกะคนชั่วแหละ อันไหนมีมากกว่ากันหละ ทุกอย่างถ้าปล่อยให้นายจ้าง ตกลง จัดการกันเอง อีกกี่ปี จว อย่างพะเยาจะได้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 หละ จำใส่กะโหลกคุณไว้ วิชาความรู้ไม่ว่าสาขาไหน ร่ำเรียนมาเพื่อเพิ่มศักยภาพตัวเอง เพียงอย่างเดวหนะ มันก็กลายเปนสังคมที่ คนรู้มากเอาเปรียบคนรู้น้อย ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ความรู้มาก ควรมีไว้เพื่อสร้างความเข็มแข็งให้ตัวเอง และนำมาใช้ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า ทั้งทางสติปัญญา และโอกาส วันนี้หนะ ผม หารายได้ต่อวัน ไม่ต่ำกว่า ห้าหกพันบาท เสดสาดไร ไม่เคยได้เรียนหรอก เรียนรู้แต่เสดสาดชีวิต ทุกวันนี้หนะ ชนชั้นกลางอย่างคุณ ๆ ยันชนชั้นนายทุน ชนชั้นมีกะตางค์แหละ เปนตัวฉุดให้ ประเทศไปข้างได้ได้ช้า เปนตัวนำรายได้ออกไปให้ต่างประเทศมากกว่า คนส่วนใหญ่ที่เปนคนยากจน ไล่ตั้งแต่ ไอแพค ไอโฟนของคุณ ก็ของประเทศอื่นเขา โดนัท กาแฟ ไอศครีม เสื้อผ้า รองเท้า มีเงินมาก ๆ ได้โบนัสเยอะ ๆ ก็ถอกไปเทว ไปชอป ต่างประเทศอีก สำเหนียกตัวเองบ้าง คุณลองไปไล่ ๆ ดูสิ ข้าวของเครื่อง วัฒนธรรมการกิน การอยู่ ของคุณมีอะไรที่เปนของไทยแท้ ๆ เพียว ๆ บ้าง แม้แต่ผลไม้ พืชผัก เดวนี้ก็ยังใช้ของประเทศอื่นบริโภคเลย รสนิยมดี รสนิยมสูง ละอย่าเข้าใจว่า พวกคุณหนะ เปนแกนกลาง เปนแกนสำคัญที่หล่อเลี้ยงประเทศ ชนชั้นแรงงานต่างหาก ชนชั้นที่เปนฐานพีรามิดนั่นแหละ ที่เขาหล่อเลี้ยงประเทศอยู่ ทั้งที่อยู่ในภาคการเกษตร ในภารการผลิด พวกคุณ ๆ จะมีสักกี่คน ที่เหนใจพวกเขาอย่างจิง ๆ ถ้าไม่ได้หาได้เยอะ จนบริโภคนิยมได้เหลือล้นจิง ก็ไม่มีใครเจียดไรมาให้คนพวกนี้หรอก ไอโฟนเครื่องหนึ่งที่ใช้กัน สองหมื่นกว่า ต่อให้ได้ค่าแรง 300 ไม่กินไม่ใช้เลย ก็ต้องสามเดือนกว่า ถึงจะซื้อได้ กาแฟแบล็คแคนย่อนแก้ว 70 บาท สเต็กจานหนึ่ง สองสามร้อยยัน เปนพัน ชาตินี้ทั้งชาติ จะมีโอกาสได้สัมผัสลิ้นหรือเปล่า เรียนมาก รู้มาก แต่ไม่นำมาคิด มาช่วยคนที่ด้อยโอกาสกว่า รู้จักแต่ตักตวงให้ตัวเองเยอะ ๆ ก่อนค่อยเหลือบแล คนที่ด้อยกว่า อะไรที่มาเบียดบังสิ่งที่เคยได้ ให้ได้น้อยลง ก็โวยวาย หยิบยกหลักโน่นนี่นั่น ที่จิง ๆ แล้ว ไม่ได้รังสรรค์ขึ้นมาเองหรอก อ่านมา ฟังเขามาอีกที ผ่านคำที่เรียกว่า หลักสูตร มีกระดาษที่เรียก ปริญญารองรับ ก็คิดว่า อยู่เหนือ คนอีกหลาย ๆ คนทีด้อยโอกาศแล้ว คนเราบางทีมันไม่ได้โง่หรือฉลาดกว่ากันหรอก มันอยู่ที่ใครมีโอกาศกว่ากันมากกกว่า โอกาสที่ได้เกิด โอกาสที่ได้เปน โอกาสที่ได้เรียน ได้เรียนรู้ เก่งแต่ตำหนิ เก่งแต่ชี้ข้อเสีย หัดคิดไรที่มันสร้างสรรค์จิง ไม่ต้องอิงหลักวิชา แต่อิงความเปนจิงสิ เก่งจิงก็สนับสนุน นโยบาย 300 เพื่อชีวิตคนใช้แรงงานจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น แ้ม้มันไม่ได้ดีขึ้นมากก็ตาม แต่ก็ดีกว่า รอขึ้นค่าแรง ปี หรือสองปี แค่ 5 บาท หรือ เจ็ดแปดบาท เหมือนที่ผ่าน ๆ มา เอาสมอง เอาความรู้มาช่วยกันคิด แก้ไข แอฟเฟคที่อาจจะตามมา ช่วยรัฐบาบก็เหมือนช่วยประเทศ ช่วยคนที่ได้รับอาณิสงฆ์กับนโยบายนี้สิ การตำหนิ การติเตียน การทำลายหนะมันง่าย การสร้างสรรค์ การชีแนะ การหาหนทาแก้ไขสิ นั่นถึงเรียกว่าเก่งจิง มีความรู้จิง บอกให้ถ้าพูดถึงเรื่องชีวิตจิง ๆ แล้ว พวกคุณ ๆ หนะ เก่งไม่ได้เท่าพวกเขาหรอก ลองไม่มี ข้าวขาย ไม่มีผักขาย ไม่มีปลา มีหมูขาย ทุกอย่างต้องปลูกเอง เลี้ยงเอง ไม่มีการซื้อขาย ไม่มีการแลกเปลี่ยน ใครอยากกินข้าว ก็ต้องปลูกเอง ใครอยากกินหมูก็ต้องเลี้ยงเอง อยากกินปลาก็ต้องหาเอง พวกจบเสดสาด จบนิติ นิเทศน์ จบวิศว แม้แต่หมอ เผลอ ๆ มีอดตายกันบ้างแหละ สังคมอยู่ได้เพราะ โลกนี้อยู่ได้ ต้องประกอบด้วยคนทุก ๆ แบบ ทุก ๆ ประเทภ คนที่โอกาสดีกว่า รู้มากกว่า เข้มแข็งมากกว่า ต้องรู้จักเผื่อแผ่มากกว่า มันถึงจะอยู่ได้ ม่ายงั้นมันก็วุ่นวาย มีแต่พังกับพัง และโลกเราก็เปนเช่นนั้นแหละ ทุกวันนี้รอมันพังเพราะว่ามนุษย์ด้วยกันทำเนี่ยแหละ เพียงแต่มันยังไม่ถึงเวลาแค่นั้น เพราะว่าคนที่ดี ๆ ยังพอมีเหลืออยู่ แต่มันก็น้อยลงไปทุกทีทุกทีแล้ว

  • ed

    ผมอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกับคุณและต้องรับรู้เรื่องราคาของวัตถุดิบตลอด ตอนนี้ทุกเจ้าก็ปรับราคาขึ้น ที่มาเลย์เองก็ขึ้นค่าแรงจนเป็นสาเหตุนึงให้ WD ต้อง shift กำลังการผลิตส่วนนึงมาไทย ผมว่าความเห็นคุณไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริงที่ผมเห็นเท่าไหร่