Practical Report 35 ปี ความสัมพันธ์การทูตไทย-เวียดนาม

เสวนาเรื่อง “มิติแห่งความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม” โดย รศ. พรเพ็ญ ฮั่นตระกูล ในมิติประวัติศาสตร์ รศ.ดร.โสภนา ศรีจำปา ในมิติภาษาและวัฒนธรรม คุณวิทยา ศุภธนากุล ในมิติเศรษฐกิจ ผศ.ดร.ธีระ นุชเปี่ยม ในมิติความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามในกรอบอาเซียน ดำเนินรายการโดย รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์

รศ.ดร.โสภนา ศรีจำปา ความสัมพันธ์มิติภาษาและวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามมีภาษาที่เชื่อมโยงกันอยู่บางส่วน แตกต่างกันบางวรรณยุกต์และระดับเสียง ตัวเขียนของเวียดนามพัฒนามาจากอักษรโรมัน แต่ของไทยมาจากอินเดีย การเรียงลักษณะนามแตกต่างกัน ส่วนด้านความคล้ายคลึงคือไม่มีการผันกริยา และมีระดับความสุภาพของภาษาเหมือนกัน

ในด้านสังคม-วัฒนธรรม มีความแตกต่างทางชาติพันธ์เหมือนกัน ของเวียดนามมีประมาณ 54 ขณะที่ไทยมีประมาณ 70 ชาติพันธุ์ ในด้านศาสนานั้น เวียดนามนับถือศาสนาพุทธมหายาน ขณะที่ไทยนับถือศาสนาพุทธซึ่งมาจากเถรวาทผสมพราหมณ์ ฮินดู กับความเชื่อทางท้องถิ่น มีความเชื่อเรื่องผี เรื่องการทรงเจ้า เข้าผีเหมือนคนไทย นอกจากนี้ไทย-เวียดนามมีวัฒนธรรมข้าวเหมือนกัน เกี่ยวข้าวและตากข้าวบนถนนเหมือนกัน

ภาพจาก สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย

มารยาทในการรับประทานอาหารนั้น ผู้น้อยเชิญผู้อาวุโสรับประทานอาหารเหมือนบ้านเรา การทานอาหารของบ้านเขาเน้นการใช้ตะเกียบ เมื่อจะคีบอาหารให้ผู้อื่นจะต้องกลับหัวตะเกียบทุกครั้ง เวียดนามนิยมรับประทานอาหารสด “ผัก” เป็นเครื่องเคียงทุกมื้อของอาหาร ขณะที่การสร้างบ้านนั้นสระน้ำเป็นสัญลักษณ์ในหลายหมู่บ้าน เพื่อกักเก็บน้ำและปลูกพืชเป็นอาหารของตนและสัตว์เลี้ยง

ในด้านครอบครัวนั้น ความสัมพันธ์ในเวียดนามยังเหนียวแน่นอยู่ เมื่อแต่งงานไปแล้วผู้หญิงจะไปอยู่บ้านสามี แต่ไม่ต้องเปลี่ยนนามสกุล และให้เกียรติยกย่องให้ผู้ชายเป็นใหญ่ ในด้านการศึกษานั้น เวียดนามให้ความสำคัญกับการศึกษามาก ให้ความสำคัญในการสร้างความรู้พัฒนาตัวตน  การมีความรู้ช่วยเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจ-สังคมได้ อัตราการเรียนรู้หนังสือเวียดนาม 92% ขณะที่ไทย 94.1% กล่าวโดยสรุป เวียดนามกับไทยไม่ได้มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมมากนัก สามารถเรียนรู้ปรับตัวได้ไม่ยาก

รศ. พรเพ็ญ ฮั่นตระกูล ความสัมพันธ์มิติประวัติศาสตร์ เริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้น ตามหลักฐานเวียดนาม ไทยเข้าไปติดต่อค้าขายกับเวียดนามในปี 1149 ในหลักฐานเวียดนามเรียกว่า “เซียมลา” หรือ “เตียมลา” ขณะที่ตามหลักฐานฝ่ายไทย อาณาจักรสุโขไทยที่เป็นอาณาจักรแรกของไทยเพิ่งสถาปนาปี 1238 หลังจากปี 1149 มาแล้ว 89 ปี นี่เป็นปัญหาที่พวกนักประวัติศาสตร์จะต้องค้นคว้าต่อไป นอกจากนี้การเดินเรือมาค้าขายของไทยต่อเนื่องเป็นระยะ โดยปกติ 2 ปีต่อครั้ง ตามที่ปรากฎหลักฐานบันทึกว่า ปี 1184 เรือไทยเข้ามาเวินโด่นพร้อมเรือจากอาณาจักรศรีวิชัย ถวายเครื่องราชบรรณาการ แล้วขออนุญาตทำการค้าขายด้วย

ภาพจาก TopScholar.org

จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนาม คือ 1.ไทยสนใจการค้าขายกับเวียดนาม ซึ่งการค้ากับเวียดนามนั้นตามจริงเป็นส่วนหนึ่งของระบบการค้ากับจีน หรืออีกแง่หนึ่งคือเวียดนามอยู่ในเส้นทางการค้าของไทยกับจีน 2.การค้านี้มีแบบแผนทางการทูตในระบบเครื่องราชบรรณาการ แม้ว่าเวียดนามไม่ได้วางกฎเกณฑ์เคร่งครัดอย่างจีนก็ตาม ขนบธรรมเนียมทางการทูตจึงกลายเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของบรรณาการ 3. เวียดนามสนใจไทยทั้งด้านการค้าและด้านอื่น มีงานเขียนถึงไทยนอกเหนือจากพงศาวดาร 4.ความสัมพันธ์ช่วงแรกเป็นความสัมพันธ์กับเวียดนามเหนือ แต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อพวกเจ้าเหงวียนสามารถสถาปนาอำนาจปกครองเวียดนามใต้ได้ ไทยจึงเข้าไปติดต่อทางการทูตและการค้าขายกับเวียดนามใต้ด้วย

ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่ปูรากฐานมาตั้งแต่สมัยขบวนการปฏิวัติเวียดนามของโฮจิมินห์ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เวียดนามจำนวนหนึ่งหลบฝรั่งเศสเข้ามาจังหวัดอุบลราชธานี นครพนม สกลนคร ซึ่งกลายเป็นฐานปฏิบัติการอันเหมาะสม เพราะอยู่ใกล้เวียดนาม อย่างไรก็ตาม ไทยและเวียดนามควรถือโอกาสที่มั่นคงในปัจจุบัน สร้างสัมพันธไมตรีที่เคยมีต่อกันมาแล้วในประวัติศาสตร์ ซึ่งนับตั้งแต่ต้นถึงปัจจุบันได้รวมเป็นเวลาถึง 862 ปีแล้ว มิใช่ 35 ปีที่นับแต่ปัจจุบันไม่นับอดีต ต้องให้ความสัมพันธ์ต่อกันในแง่มุมต่างๆ มีความใกล้ชิดและลึกซึ้งต่อกันมากขึ้น ต้องวางยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ และใช้อดีตอย่างไรให้เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศและกับอาเซียนโดยรวม เพื่อสร้าง ASEAN Connectivity อย่างแท้จริง

คุณวิทยา ศุภธนากุล ความสัมพันธ์มิติเศรษฐกิจ (อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขาเวียดนาม) ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจก่อนปี 1975 ธนาคารกรุงเทพ 3 สาขาที่เวียดนาม ไซ่ง่อน จากนั้นในปี 1986 เวียดนามเริ่มเปิดประเทศด้วยนโยบาย Doi Moi ทำให้นักธุรกิจเริ่มนำสินค้าไปเคาะประตูขายตามบ้าน นั่นคือ กระทิงแดง และปลากระป๋องตราสามแม่ครัว  จนปัจจุบันถือเป็นสินค้าอันดับ 1 ของเวียดนามไปแล้ว ในปี 1992 เปิดธนาคารกรุงเทพ ที่นครโฮจิมินห์ ตามด้วยบริษัท ซ๊.พี., นิคมฯ อมตะ และอื่นๆ

นักลงทุนของไทยในเวียดนามติดอันดับที่ 10 มี 245 โครงการ มูลค่าการลงทุน 5,875 ล้านเหรียญ โครงการขนาดใหญ่ประกอบด้วย SCG, CP, BBL, AMA และอื่นๆ อันดับ 1 คือไต้หวัน มี 2,180 โครงการ มูลค่า 23,164 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ 5 เมืองใหญ่ๆ ที่เป็นตลาดสำคัญของเวียดนามคือ ฮานอย, ไฮฟอง, ดานัง, โฮจิมินห์ และเกิ่น เธอ ตามหลักภูมิศาสตร์แล้วเวียดนามมีทางติดต่อทะเลยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ที่อุดมไปด้วยน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และชายหาดที่สวยงามซึ่งมีอาหารทะเลจำนวนมหาศาล แน่นอน ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจด้วย

ภาพจาก eshop.in.th

ลู่ทางการทำมาค้าขายในเวียดนามคือ ต้องตั้งสำนักงานตัวแทน ส่งสินค้าไปขายโดยการหาตัวแทนหรือเป็นคู่ค้าร่วม นอกจากนั้น อาจไปตั้งโรงงานผลิต ที่เป็นการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ และร่วมทุนกับเวียดนาม อย่างไรก็ตาม การสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่เราสามารถเข้าถึงตลาดได้ พฤติกรรมของผู้บริโภคในเวียดนามเหนือ มีความประหยัด ใช้เงินเป็น ขณะที่เวียดนามใต้มีความฟุ่มเฟือย จำเป็นต้องดูสินค้าว่าจะสามารถนำประเภทใดไปขายได้บ้าง

จุดอ่อนของไทยคือ สินค้าถูกลอกเลียนแบบและการดำเนินคดีเป็นไปอย่างลำบากและสลับซับซ้อนมาก การส่งเสริมการขายนั้นมีงบน้อย ทำให้ไม่ต่อเนื่อง ขณะที่การสร้างแบรนด์ก็ไม่ค่อยลงทุนตรงจุดนี้ บางรายไม่ซื่อสัตย์เพราะไม่เน้นการทำธุรกิจระยะยาว การไม่รักษาคุณภาพทำให้ส่งผลเสียต่อสินค้าไทยประเภทอื่นด้วย และไทยยังขาดบุคลากรที่ทรงคุณภาพทั้งด้านการตลาด การเงิน การผลิต ส่วนจุดแข็งของไทยคือ สินค้าคุณภาพดี ราคาไม่แพง ทำให้ผู้บริโภคเวียดนามชื่นชอบ ไว้วางใจ ระยะทางใกล้ ได้รับบริการดี ด้านบรรจุภัณฑ์มีสีสันทันสมัย และมีการปรับตัวดี และยังได้รับการส่งเสริมจากกรมส่งเสริมการส่งออกจากกระทรวงพาณิชย์ที่ดี

การป้องกันความเสี่ยงจากการค้า คือการค้าขายเป็นเงินสดหรือการเปิด L/C รวมทั้งการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า-สิทธิบัตร และอย่าเชื่อคนง่ายหรือลงทุนในนามผู้อื่น ต้องรอบคอบในการแต่งตั้ง Sole Distributor และต้องระมัดระวังในการทำสัญญาซื้อขายเงินล่วงหน้า

ทำไมต้องให้ความสนใจเวียดนาม?  ในด้านการค้านั้น เวียดนามเป็นตลาดขนาดใหญ่ถึง 89.6 ล้านคน กำลังซื้อสูง ดีขึ้นทุกวัน สินค้าไทยเป็นที่นิยม เพราะคุณภาพดี-ไม่แพง อีกทั้งเศรษฐกิจยังตามเราไม่ห่างกันนัก ทำให้ประเมินสถานการณ์ได้ไม่ยาก ระยะทางไม่ไกล บริหารจัดการสะดวก และเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ดี ทั้งด้านอาหารทะเลและด้านการเกษตร ในด้านการลงทุน ค่าแรงถูก (3,500 บาท/เดือน) แรงงานมีจำนวนมากถึง 54 ล้านคน การลดค่าเงิน 3 ปี ลด 6 ครั้ง 20% ทำให้การแข่งขันได้เปรียบ เพราะแรงงาน/วัตถุดิบถูกลง ดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึง18-22% (การกู้จากต่างประเทศจะได้ปรียบบริษัทในท้องถิ่น) และใช้วัตถุดิบ แรงงาน การขายในท้องถิ่น เพื่อส่งสินค้ากลับมาขายในไทยได้

ผศ.ดร.ธีระ นุชเปี่ยม ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามในกรอบอาเซียน เริ่มจากปัญหากัมพูชาที่ยุติได้และเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ การใช้นโยบายปฏิรูป Doi Moi เวียดนามเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศเป็น Divertification และ Multilateralization เวียดนามหันมากระจายความสัมพันธ์โดยเป็นมิตรกับทุกประเทศ ปัญหากัมพูชาค่อยๆ ยุติลงเมื่อเวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชาในเดือนกันยาย 1989 และปัญหาคลี่คลายมากขึ้นในเดือนตุลาคม 1991

ภาพจาก คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

ไทยเริ่มแลกเปลี่ยนการเยือนกับเวียดนามในเดือนตุลาคม 1991 (ฝ่ายไทยในยุคคุณอานันท์ ปันยารชุน ปี 1992) เริ่มมีการปูพื้นความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับอาเซียนมากขึ้น เวียดนามเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 1995 จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามก็ปรับตัวเข้าหากันเรื่อยมา อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรี เหงียน เติ๋นสุง กล่าวสรุปเมื่อเวียดนามหมดวาระการเป็นประธานอาเซียน ได้พูดถึงความสัมพันธ์อาเซียน ช่วยส่งเสริมเสถียรภาพและเวียดนามเข้ามาในอาเซียน ช่วยส่งเสริมบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น

นอกจากนี้ เวียดนามยังพูดถึงแนวนโยบายของอาเซียน คือ เป็นความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ของอาเซียนต่อเวียดนาม-อาเซียน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ และด้านความมั่นคง คำมั่นสัญญาต่ออาเซียนคือ 1. Proactive จะมีนโยบายเชิงรุก ส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค 2. Positive เวียดนามจะให้ความร่วมมือกับอาเซียน ในการเผชิญความยากลำบาก ความท้าทาย และธำรงคุณค่าของอาเซียน 3. Responsible ดำเนินนโยบายอย่างรับผิดชอบ ทำตามพันธนาการที่ตกลงให้ลุล่วงไป