Practical Report ทำความรู้จักเฮลิคอปเตอร์ ทั้ง 3 รุ่นที่เกิดโศกนาฏกรรม!!

SIU ต้องขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวและญาติของนายทหารและนักข่าวซึ่งเสียชีวิตจาก เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกถึง 3 แบบ ตกกลางขุนเขาบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากปฏิบัติการเข้าไปรับศพของนายทหารที่เสียชีวิตจากเฮลิคอปเตอร์ที่ตกก่อนหน้านี้ จึงขอคารวะความกล้าหาญและจิตใจของชายชาติทหารอย่างแท้จริง

เหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจของเหล่าทหารม้าบินทั้งหลายในครั้งนี้ที่เฮลิคอปเตอร์ (ต่อไปจะเรียกสั้นว่า ฮ. )แห่งศูนย์การบินทหารบกตก ถึง 3 ลำ และต่างกันออกไปถึง 3 แบบภายในเวลาเพียง 9 วันนับจากวันที่ 16 ก.ค. จนมาถึงวันที่ 24 ก.ค. ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์ปกติอย่างแน่นอนที่ ฮ. ของกองทัพจะตกโดยไม่ใช่เหตุที่มาจากการปะทะกันหรือเกิดจากสงคราม แต่เกิดจากทั้งสภาพอากาศและปัญหาของเครื่องยนต์ที่ต้องการพิสูจน์ต่อไป

เปิดสมรรถนะ เฮลิคอปเตอร์ทั้ง 3 แบบ

   ฮ.ฮิวอี้ (UH-1H Huey)

เริ่มจาก ฮ.ฮิวอี้ซึ่งตกเป็นลำแรกโดยฮิวอี้ หรือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของกองทัพไทยคือ ฮ.ท.1 หรือ เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบที่ 1 ซึ่งผลิตโดยบริษัท เบลล์ เฮลิคอปเตอร์ จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยของไทยเป็นรุ่น UH-1H โดยกองทัพบกมีประจำการประมาณ 90 ลำ

เฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1H ของกองทัพบก

ฮ.ฮิวอี้นี้เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 ตามโครงการช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเวียดนามกำลังระอุซึ่งเวลานั้นต้องการอากาศยานในการรับส่งกำลังทหารที่อ่อนตัวมีความยืดหยุ่นสูงซึ่งบริษัท เบลล์ เฮลิคอปเตอร์ได้ผลิตเครื่องเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่ออกมาในช่วงเวลานั้นซึ่งตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีซึ่งคู่แข่งของอีกค่ายหนึางคือฮ.แบบMi – 8/17 โดยฮ.แบบ UH-1 ถูกผลิตออกมามากกว่า 16,000 ลำทั่วโลกประจำการใน 70 ประเทศ ซึ่ง UH – 1 Hueyนี้แตกแขนงออกไปหลายรุ่นหลากแบบจนปัจจุบันยังมีการผลิตรุ่นใหม่ๆออกมาอยู่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ฮ.ฮิวอี้มีความคล่องตัวสูงสามารถบินเลาะตามภูมิประเทศได้คล่อง ซ่อมบำรุงง่ายหาอะไหล่ทดแท่นได้ง่ายค่าใช้จ่ายในการดูแลค่อนข้างต่ำ ด้วยกำลังเครื่องแม้เพียงเครื่องเดียว แต่ก็สามารถปฏิบัติได้หลากหลายภารกิจทั้งภารกิจทางทหารเช่นการส่งกำลังบำรุง ส่งกลับสายการแพทย์ สนับสนุนการรบ รวมถึงงานทางพลเรือนเช่นการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ เป็นต้น

สำหรับฮ.ฮิวอี้ในประเทศไทยเป้นม้างานหลักของทุกเหล่าทัพ โดยเฉพาะกองทัพบกซึ่งมีภารกิจค่อนข้างมาก โดยของกองทัพบกถูกนำเข้าประการไว้ที่ ศูนย์การบินทหารบก ลพบุรี โดยฮ.ฮิวอี้ของไทยมีบทบาทมากในช่วงสงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์ในหลายสมรภูมิ รวมทั้งการสนับสนุนภารกิจที่มิใช่ภารกิจการรบตามแบบ

ในกรณีของการเข้าไปรับเจ้าหน้าที่ซึ่งเสร็จสินภารกิจผลักดันชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาในพื้นที่ป่าแก่งกระจานออกไปนั้น โดยฮ.ฮิวอี้มีหน้าที่สนับสนุนเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินโดยการเข้าไปรับเจ้าหน้าที่ออกมาจากป่า ซึ่งการเข้าไปรับต้องเผชิญกับภาวะอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เครื่องตกนอกเหนือจากความผิดพลากของมนุษย์และจากเครื่องยนต์

สมรรถนะของฮิวอี้

เครื่องฮิวอี้เป็นเฮลิคอปเตอร์เครื่องยนต์เดี่ยว ของประเทศไทยใช้เครื่อง Lycoming T-53 ให้กำลัง 1,400 แรงม้า สามารทำความเร็วสูงสุดที่ 223 กม./ชม. หรือ 124 น็อต สามรารถบรรทุกคนได้สูงสุด 11 คนพร้อมสัมภาระ หรือ ติดตั้งเปลพยาบาลได้ 6 เปล บินได้นาน 2 ชั่วโมง 20 นาที

   ฮ. UH-60L Blackhawk

ในส่วนของฮ. แบล็คฮอว์ค (UH-60L Blackhawk) เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดแบบหนึ่งของกองทัพซึ่งเข้าประจำการมาจำนวน 7 ลำ โดยไทยเข้าประจำการมาตั้งแต่ 2545 ทำหน้าที่เป็นเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้ภารกิจ VIP หรือไว้ให้บุคคลสำคัญเป็นพาหนะเช่น กรณีนายกอภิสิทธิ์เดินทางไปในพื้นที่ต่างๆ จะใช้ฮ.แบล็คฮอว์คเป็นหลัก  ทั้งนี้ ฮ.แบล็คฮอว์คได้ถูกส่งลงไปในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในนามของ หน่วยบินทหารบกยุทธวิธี อโณทัย (บทบ.อโณทัย) จำนวน 2 ลำ

ฮ.แบล็คฮอว์ค

ฮ.แบล็คฮอว์คถูกผลิตโดยบริษัท Sikorsky Aircraft Corporation ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางที่ดีที่สุดแบบหนึ่งของโลก ผลิตออกมากกว่า 2,600 ลำ ตั้งแต่ 1974 เป็นต้นมา ประจำการอยู่ใน 24 ประเทศทั่วโลก โดยฮ.แบล็คฮอว์คถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการทางทหารหลายปฏิบัติการ ได้แก่ สงครามอ่าวเปอร์เซียทุกครั้ง สงครามก่อการร้ายในอัฟกานิถาน รวมทั้ง การักษาสันติภาพในโซมาเลียที่เกิดเหตุการณ์ ฮ.ตกถึง 2 ลำกลางเมืองโมกาดิชู จนกลายเป็นหนังเรื่อง Blackhawk Down ที่โด่งดัง

เนื่องจากฮ.แบล็คฮอว์คเป็นเฮลิคอปเตอร์สมรรถนะสูง มีความสามารถในการบินไในระดับสูงด้วยระบบอำนวยการบินที่ทันสมัย ห้องนักบินเป็นระบบ Glass Cockpit  ซึ่งช่วยลดภาระนักบินและทำให้การบินง่ายมากขึ้น โดยฮ.แบล็คฮอว์คของไทยเข้าประจำการใน กองบินปีกหมุนที่ ๙ (ผสม) กองพันบิน ศูนย์การบินทหารบก จ.ลพบุรี โดยมีเป้าหมายในการบรรจุเข้าประจำการตามแผนการจัดซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์ของกองทัพ ต้องการอยู่ที่ 33 ลำ เพื่อภารกิจลำเลียง ค้นหาและกู้ภัย ภารกิจพิเศษตามที่ถูกมอบหมาย 

แต่เนื่องจากภารกิจหลักของฮ.แบล็คฮอว์คของไทยเป้นงานด้านการบรรทุก/ลำเลียงโดยทั่วไปโดยเฉพาะแขก VIP ซึ่งทำให้อ่อนด้านงานค้นหาและกู้ภัย อีกทั้งอุปกรณ์เพื่อช่วยในการค้นหาและกู้ภัยไม่ได้ถูกติดตั้งเสริมเข้าไป จึงไม่ถือว่าเป็น ฮ.ค้นหาและกู้ภัยแต่อย่างใด ซึ่งที่ผ่านมา ฮ.แบล็คฮอว์คทำหน้าที่ลำเลียงกำลังพลและแขก VIP ได้เป็นอย่างดี ซึ่งฮ.แบ็คฮอว์คลำที่ประสบเหตุเข้าประจำการมาได้ 7 ปีแล้ว

สมรรถนะของแบล็คฮอว์ค

ฮ.แบล็คฮอว์คมีเครื่องยนต์ถึง 2 เครื่องยนต์General Electric T700 – GE – 701C turboshaft, มีกำลังเครื่องยนต์ละ 1890 แรงม้า (1410 กิโลวัตต์) สามารถบรรทุกทหารได้ 14 คนพร้อมสัมภาระ หรือมากถึง 20 คนเมื่อถอดที่นั่งออกหมด สามารถบบรรทุกอุปกรณ์นอกเครื่องได้สูงถึง 9,000 ปอนด์ (UH – 60L) ทำความเร็วได้สูงสุด  159 น็อต (183 mph,  295 กม. / ชม. ) รัศมีทำการ 592 กม.ระยะบินเดินทาง : 1,380 ไมล์ (1,200 nmi, 2,220 กม. ) เมื่อติด ESSS stub wings และ external tanks  สามารติดอาวุธได้หลากหลายทั้ง ปืน GAU – 19 Gatling 2 ? .50 นิ้ว (12.7 มิลลิเมตร) หรือ  จรวดนำวิถีด้วยเลเซอร์ AGM-114 Hellfire โดยในห้องนักบินถูกติดตั้งด้วยระบบนำร่องที่ทันสมัย

 ฮ. Bell -212

เฮลิคอปเตอร์แบบ Bell 212 ของกองทัพไทยถูกจัดอยู่ในภารกิจค้นหาและกู้ภัย (Search and Rescue : SAR) มีอุปรณ์เสริมเข้ามาคือเครื่องกว้านซึ่งติดอยู่บนลำตัวเครื่องสามารถกว้านเพื่อดึงคนที่ได้รับบาดเจ็บหรือการถอนตัวออกจากพื้นที่ได้ โดยกองทัพบกประจำการอยู่ประมาณ 40 ลำกระจายไปตามหน่วยงานการบินของกองพลและศูนย์การบินทหารบกตามแต่ละพื้นที่

ฮ.แบบ Bell-212

ฮ. Bell-212 เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง 2 ใบพัด 2 เครื่องยนต์บรรทุกผู้โดยสารจำนวน 15 ที่นั่ง โดย ฮ.Bell-212 อยู่ในรุ่น UH-1 N  ของบริษัท เบลล์ เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัท BELL HELICOPTER  และบริษัท Pratt & Whitney ของแคนาดา ในช่วงหลังสงครามเวียดนามช่วงปี 70 ศักยภาพของเฮริคอปเตอร์เบลล์ 212 ถูกพัฒนามาจากเฮลิคอปเตอร์รุ่น 204 และ 205 ที่เป็นเครื่องยนต์เดี่ยว ใบพัดคู่

โดยฮ.รุ่นนี้ถูกนำมาใช้เป็นฮ.ค้นหาและกู้ภัยค่อนข้างกว้างขวางด้วยกำลังเครื่องยนตืที่เชื่อถือได้ สมรรถนะของอากาศยานที่ดีและในราคาที่ไม่แพงมากเกินไปเมื่อเทียบกับฮ.แบล็คฮอว์คซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและค่าใช้จ่ายในการดูและใช้งานสูงกว่า

ซึ่งฮ.Bell-212 ถือว่าเป็นม้างานหนึ่งของกองทัพบก ซึ่งลำที่ประสบเหตุนั้นเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี  2535 ที่ได้รับการปรับปรุงก่อนเข้าประจำการ ซึ่งฮ.Bell-212 ที่ตกนั้นทางกองทัพบกได้รายงานว่าอาจเกิดจากโรเตอร์ท้ายหรือใบพัดหางไม่ทำงานทำให้เครื่องหมุนและตกลงมา ซึ่งทางกองทัพบกได้ประกาศห้ามบินของฮ.Bell-212 ทุกลำจนกว่าจะหาสาเหตุพบ (Mthai)

สมรรถนะ ของเครื่อง Bell-212

ฮ.Bell-212 เป็นเฮลิคอปเตอร์รุ่น Huey ที่ถูกพัฒนาเพิ่มเติมในเรื่องสมรรถนะเครื่องยนต์ให้มีความเชื่อได้มาก โดยแต่เดิมฮ.ฮิวอี้จะมีเพียงเครื่องยนต์เดี่ยว ได้พัฒนาและติดตั้งให้มีสองเครื่องยนต์เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้นโดยพัฒนาร่วมกับบริษัทของแคนาดาและบริษัทผลิตเครื่องยนต์อย่าง Pratt & Withney โดยสามารถทำการบินได้ไกลถึง 420 กม.ความเร็วสูงสุด  220 กม./ชม. สามารถบรรทุกทหารไปได้ 14 คน

โดยสถิติการตกของอากาศยานไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ต้องถือว่ามีไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งจากสถิติจะพบว่าไทยมีสถิติการตกของอากาศยานทุกปี ตั้งแต่ปี 2001 -2011 เป้นต้นมา สรุปได้ดังนี้ (จากBlogของคุณ Skyman )

2001

ทอ. ฮ. Bell 206
ทบ. ฮ. AH-1F
ทร. ฮ. Bell 212
เกษตร ฮ. AS350

2002

ทบ. ฮ. UH-1H
ทอ. บ. F-5E, บ. Alphajet, บ. CT-4
เกษตร ฮ. AS350

2003

ทบ. ฮ. UH-1H
ทร. ฮ. S-76
ทอ. บ. F-5F

2004

ทอ. บ. PC-9, บ. CT-4

2005

ทบ. ฮ. UH-1H, ฮ. Bell 206
ทอ. บ. CT-4, บ. F-5B, บ. F-5E, บ. Alphajet, บ. AU-23A, บ. PC-9

2006

ทบ. บ. T-41B
ทอ. บ. CT-4, บ. Learjet 35A
เกษตร บ. PC-6

2007

ทบ. บ. U-17
ทร. ฮ. Bell 214ST
ทอ. บ. PC-9
ตำรวจ ฮ. Bell 212
เกษตร ฮ. Bell 206

2008

ทบ. ฮ. TH-300C, บ. T-41, ฮ. UH-1H
ทอ. ฮ. UH-1H 2 ลำ

2009

ทอ. บ. Nomad, บ. F-5E

2010

ทอ. บ. F-16 1 ลำ
กระทรวงทรัพย์ ฮ. AS350

2011

ทบ. ฮ. UH-1H, ฮ. UH-60L, ฮ. Bell 212
ทอ. บ. F-16ADF 2 ลำ

อุปกรณ์เสริมช่วยในด้านความปลอดภัยในการบิน

ในเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกทั้งสามลำนั้น สาเหตุหนึ่งมาจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ท้องฟ้าปิด ทำให้การเข้าไปทำงานของงเฮลิคอปเตอร์มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งโดยปกติ การขับอากาศยานนั้นมีความเสี่ยงทุกรูปแบบอยู่แล้ว เพราะอุบัติภัยไม่เลือกใครเป็นพิเศษอยู่แล้ว ซึ่งถ้ามีอุปกรณ์ช่วยในการบินย่อมจะเพิ่มความปลอดภัยแก่ทั้งนักบินและผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี

- ระบบเตือนภัยการชนพื้นดิน (Enhanced Ground Proximity Warning System : EGPWS) ระบบนี้จะทำการแจ้งเตือนอากาศยานขณะที่บินอยู่ในอากาศว่าเครื่องจะชนเข้ากับพื้นดินหรือภูเขา โดยจะทำการแสดงผลความสูงระหว่างเฮลิคอปเตอร์กับพื้นดินซึ่งถ้าอยู่ใกล้กันมากจะมีเสียงเตือนเป็นคำพูดบอกระยะความสูงออกมาเป็นภาษาอังกฤษ  ซึ่งจะช่วยนักบินในการนำร่องเครื่องในภาวะที่ใกล้กับพื้นดินได้มาก โดยระบบจะทำการเตือนใน 7 โหมดได้แก่

1.ลดระดับด้วยอัตราลดระดับมากเกินไป (Excessive Descent Rate)
2.เข้าใกล้พื้นมากเกินไป (Excessive terrain enclosure rate )
3.เสียความสูงในระหว่าง Takeoff หรือ Go Around (Loss altitude after takeoff or go around)
4.ขาดความสนใจเมื่อใกล้จะถึงพื้น (Inadvertent proximity to terrain)
5.ลดระดับต่ำกว่าแนวร่อน (Decent below glide slope)
6.ขานความสูง และ เตือนเมื่อเอียงปีกด้วยมุมที่มากเกินไป (Radio altitude call-out and excessive bank angle alert)
7.เตือนเมื่อตรวจพบ Wind Shear (Wind Shear alert)

Enhanced Ground Proximity Warning System : EGPWS

- ระบบการรับรู้สถานการณ์โดยรอบ (Enhanced  Situational Awareness ) ระบบนี้จะแสดงภาพสภาพแวดล้อมภายนอกอากาศยานว่าจะต้องเจอกับภูมิประเทศแบบใด ความสูงขนาดไหน ระยะที่เท่าไหร่ ซึ่งจะช่วยนักบินที่บินในระดับต่ำเรี่ยตามภูมิประเทศ

Enhanced Situational Awareness

แต่อุปกรณ์เหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบในการช่วยให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการบินของเฮลิคอปเตอร์รวมทั้งอากาศยานแบบอื่นๆ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการตกของเฮลิคอปเตอรฺนั้นยังมาจากสภาะวอกากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและรุนแรงจนทำให้อากาศยานได้รับผลกระทบจนตกก็มีอยู่หลายครั้ง จากปัจจัยความไม่พร้อมของมนุษย์การตัดสินใจ ความไม่พร้อมของตัวเครื่องอากาศยานเองเนื่องจากข้อบกพร่องในการดูแลซ่อมบำรุง เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดอุบัติภัยได้ทั้งสิ้น

SIU มีความเห็นว่าเฮลิคอปเตอร์ในประเทศไทยยังขาดเฮลิคอปเตอร์รูปแบบ “ช่วยเหลือชีวิต” (rescue)เช่น รุ่นHH-60 Jayhawk ที่คอยกู้ภัยทางทะเล หรือ Jet A-1 Avtur.ที่เหมาะสมกับทุกสภาพอากาศ โดยเฮลิคอปเตอร์จำพวกนี้มีลักษณะเฉพาะตัวและมีความนิ่งมากกว่า

โดยหลายๆภารกิจที่เฮลิคอปเตอร์ทั้ง 3 แบบของกองทัพไทยได้รับมอบหมายในการช่วยเหลือชีวิตนั้นไม่เหมาะกับสมรรถนะในการเข้าช่วยเหลือ เช่น รุ่นแบล็กฮอว์ก นั้นเคยเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่น้ำท่วมอำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราชในปีที่ผ่านมา และรุ่นเบลลำที่ตกเพิ่งได้รับภารกิจในการเคลื่อนย้ายร่างของ ผบ.พล.9 ในวันก่อนเกิดเหตุที่จะตกเพียง 1 วันเท่านั้น

ตัวอย่างเฮลิคอปเตอร์ช่วยชีวิต U.S Coast Guard รุ่น HH-60 Jayhawk

ตัวอย่างเฮลิคอปเตอร์ช่วยชีวิต U.S Coast Guard รุ่น HH-60 Jayhawk


อีกปัญหาหนึ่งก็คือเรื่องของเครื่องหลายลำมีอายุการใช้งานที่เกินขีดอายุการใช้งานที่ระบุไว้แล้ว เป็นธรรมดาที่เมื่อเครื่องมีอายุมากขึ้นย่อมมีค่าความเสื่อมที่มากขึ้น รวมไปถึงค่าซ่อมบำรุงที่สูงขึ้นเป็นลำดับ

 

  • nattaporn

    ขอบคุณครับ ละเอียดเลยทีเดียว

  • Piyaphum

    สถิติที่ตกในรอบ 10 ปี
    ผมหา PUMA ไม่เจอตรับ..?

  • N.Thirang

    ทั้งภาพทั้งรายละเอียด ได้ความรู้เพิ่มสำหรับวันนี้อีกแบบนึงเลยล่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ

  • chaismart

    สำหรับเครื่อง Puma ตกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 1997 ครับ ทาง SIU นับเวลาตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมาครับ

  • rerngrit

    น่าจะมีเรื่องราคาของแต่ละรุ่นด้วยครับ ว่ากองทัพใช้งบซื้อมาลำละเท่าไหร่

  • ฮ.เฮี้ยน

    สำหรับประเทศไทยแล้วข่าวฮ.ตกมีให้ได้ยินทุกปี เป็นเรื่องปกติ แต่ปีนี้มันผิดปกติไปนะ ทั้งที่ฮ.ของกระทรวงเกษตร,ฮ.ของกรมทรัพยากรธรณี และฮ.ของ sky report ก็บินวนกันอยู่แถวนั้นกลับไม่ตก เลือกตกแต่ของทหาร เป็นอย่างนี้ไม่คิดก็ต้องคิดหละ และเกิดคำถามขึ้นในใจฝากถามว่า ทหารไปทำอะไรกันมาก่อนหน้านี้ไม่ดีรึป่าว ทหารเองก็ต้องรู้ตัวเน๊าะ ถ้าไม่งั้นก็ต้องสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารด้วยกันโดยการนั่งฮ.ไปร่วมงานศพสิ ทำไมกลับนั่งรถไปล่ะท่าน…งง อ่ะ

  • คนบางพาน

    การใช้งานเยอะ เพราะ
    นายพลทั้งหลายอยากไปไหนก็สั่งบิน ไม่ว่าส่วนตัวหรือส่วนรวม
    บริการนักการเมือง
    อะไหล่ไม่ใช่ของแท้ทั้งหมดเพราะการจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหา

  • เนวิเกเตอร์

    เรียนคุณ ฮ.เฮี้ยน
    ที่ ฮ.ลำอื่นที่ไม่ใช่ของทหารไม่ตกนั้นเพราะ ฮ.พวกนั้นเป็น ฮ.ลำเล็กความคล่องตัวมันต่างกัน แล้วที่สำคัญเป็น ฮ.ใหม่ทั้งนั้น ที่ตกไปแต่ละลำ 30 ปี อัพทั้งนั้น

  • Korndanai

    Super Puma is regularly used in North Sea area for all oil rigs and oil platforms as a regular transporter for their crews.

  • Sibo52

    สาเหตุที่ตก  ๑. น่าจะเกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน ๒.ในด้านการซ่อมบำรุงอาจลืมตรวจเช็คเป็นบางจุดอย่างเช่น bell 212 นั่นเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เพราะว่าก่อนที่จะไปปฏิบัติภารกิจก็ซ่อมอยู่ที่ ร.๑๑ ก่อน ๑ วัน  ทำให้โรเตอร์หางเกิดขัดข้องทำให้ไม่สามารถแก้แรงบิดของเครื่องได้ทำให้ ฮ. เสียการทรงตัว ส่วน uh 1 h ก็เข้าประจำการในทบ.ไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปีแล้วก็ยังสามารถบินใช้งานได้ดีอยู่จนถึงทุกวันนี้ เครื่องมือตรวจเช็คก็ทันสมัย ช่างเครื่องก็เก่ง ผมเคยอ่านในบาง เวปฯเขาบอกว่าทหารทั้งสามเหล่าทัพนั้น  ทบ.ซ่อม ฮ.ได้เก่งที่สุดและชำนาญที่สุด ซึ่งก็น่าจะจริงเพราะว่าฮิวอี้ใน ทบ.ไทยอีกหลายลำยังบินได้ดีอยู่ สรุปแล้วขอให้มีอะไหล่ที่ดีและเพียงพอการตรวจสภาพที่ดี ก็จะมี ฮ.ใช้งานได้อีกยาวนาน

  • Paeblackhawk

    The Basics of Preventing Inadvertent IMC and CFIT 
     
    วิธีหลีกเลี่ยงการบินเข้าไปในสภาพอากาศที่มีทัศนะวิสัยต่ำและการบินเข้าไปในสภาพภูมิประเทศที่เป็นอันตรายต่อการบิน
     
     VFR to IMC in mountain Area!
     
    จากนิตยสาร ROTOR     เขียนโดย Dan Bitton    
    แปลโดย   Paeblackhawk
     
    เพื่อ  อุทิศให้   แก่ เพื่อนนักบินและช่าง ที่เสียชีวิต ในเหตุการณ์ ฮ.ทบ ตก เมื่อเดือน ก.ค. 2554
    เพื่อ  ติดอาวุธ ทางปัญญา  แก่  เพื่อนนักบิน ที่ยังมีชีวิต 
     
    *** หมายเหตุ   ผู้แปล  ปรับเปลี่ยนบางถ้อยคำให้เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับภาษาไทย
     
    ในอดีต จวบจนถึงปัจจุบัน  อุบัติเหตุร้ายแรง หลายต่อหลายครั้ง  ที่เกิดขึ้นกับการบินเฮลิคอปเตอร์  มีสาเหตุ เพียงเพราะว่า  นักบิน มองข้ามการปฏิบัติตาม กฎการบินพื้นฐานและไม่รักษา วินัยการบิน
    ด้วยประสบการณ์ ที่ผมบิน เฮลิคอปเตอร์ มาเกือบๆ 38 ปี   ผมมีคำแนะนำที่อยากจะแบ่งปันกับท่านผู้อ่าน ซึ่ง คำแนะนำเหล่านี้  ได้ผ่านการ พิสูจน์มาแล้วด้วยตัวผมเอง  ในช่วงชีวิตการบินของผม  
     ผมเคยให้คำแนะนำอันเดียวกันนี้ กับหน่วยบินตำรวจ (สหรัฐ)   ซึ่งผลปรากฏว่า แนวโน้ม ในการเกิดอุบัติเหตุ ของหน่วย ลดลงไปได้ อย่างน่าพอใจ  ผมเคยได้มีโอกาส ทำการบิน เฮลิคอปเตอร์  แบบ Bell 430, EC-135 และ OH-58C
    ผมเคยบินทั้งกับนักบินที่มีชั่วโมงบินสูง มีประสบการณ์สูงและบินกับนักบินใหม่ที่มีประสบการณ์น้อย 
    ไม่ว่านักบินจะทำการบินกับเฮลิคอปเตอร์ ที่มีการติดตั้งเครื่องวัดประกอบการบินที่ทันสมัย อย่าง  Bell 430 หรือ เฮลิคอปเตอร์ที่ไม่ได้ติดตั้งเครื่องวัดประกอบการบินทันสมัยมากนัก อย่าง Robinson R22 หรือ R44   
    มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ตัวของนักบินเอง จะต้องจดจำ กฎการบินพื้นฐาน  ปฏิบัติตามวินัยการบิน  ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจที่ดี  เมื่อขึ้นทำการบินทุกครั้ง  ทุกเที่ยวบิน ทั้งนี้  เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ  
     
    “ นักบิน คือ ปัจจัยหลักในการป้องกันอุบัติเหตุ   การปฏิบัติตาม กฎการบินพื้นฐาน  ปฏิบัติตามวินัยการบิน  ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจที่ดี    คือ ปัจจัยหลักที่ช่วยนักบิน”
     
    อุบัติเหตุนั้นสามารถป้องกันได้หากเรามีมาตรการป้องกันที่ดี   ตัวผมเองมักจะคอยกระตุ้นเตือนนักบิน ให้ทบทวนความรู้เรื่องกฎการบินและวินัยการบินอยู่เสมอๆ  ผมยังคอยย้ำเตือนให้นักบิน  นำมันมาใช้ทุกครั้งที่ออกไปทำการบิน  ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อใคร คนอื่นแต่ เพื่อตัวของเขาเอง
     

    สาเหตุหลักๆ ของอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นในการบินทุกวันนี้ ยังคงมีสาเหตุมากจาก การบินที่เรียกว่า Inadvertent IMC and Controlled Flight Into Terrain (CFIT) ) ซึ่งหมายถึง  “การบินเข้าไปในสภาพอากาศที่มีทัศนะวิสัยต่ำ และการบินเข้าไปในสภาพภูมิประเทศที่เป็นอันตรายต่อการบิน “
    ซึ่งการบินในสภาพแวดล้อม ลักษณะนี้ ทำให้ ความระมัดระวังในสถานการณ์ ของนักบินลดลงหรือ แม้กระทั่งขาดหายไป (Loss of situational awareness)
     
    ผมได้เคยพูดคุย  กับ นักบินปีกติดลำตัว และ นักบินเฮลิคอปเตอร์  ที่ยังมีประสบการณ์น้อยๆ  น่าตกใจ ที่พวกเค้าเหล่านั้น ยังมีความเข้าใจว่า การเกิด อุบัติเหตุ  ประเภท CFIT นี้   จะขึ้นเกิดเฉพาะในกรณี ที่ทำการบินเข้าไปใน ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาเท่านั้น 
    ไม่มีอะไรหนีความจริงไปได้พ้น ความจริงก็ยังคงคือความจริง   นักบินทุกคน ทุกระดับ ไม่ว่าจะประสบการณ์สูง หรือ ไร้ประสบการณ์  ควรต้องเข้าใจกันใหม่  ว่าการเกิดอุบัติเหตุ  ประเภท CFITสามารถเกิดได้ในทุกสภาพภูมิประเทศไม่ว่า ภูเขา หรือ พื้นราบ
    ทั้งนี้   เมื่อนักบินขาดความความระมัดระวัง ในขณะทำการบิน สูญเสีย ความระมัดระวัง และความระแวดระวัง ในสถานการณ์ขณะนั้น (Loss of situational awareness)   มีความเป็นไปได้สูงที่ นักบินจะทำการบินต่ำกว่า สิ่งกีดขวาง หรือ ต่ำกว่าสภาพภูมิประเทศในบริเวณ
    เมื่อไหร่ก็ตามที่นักบิน ไม่ได้ระมัดระวังตัว ไม่ทันอาการเครื่อง หรือ ไม่ทราบว่าเครื่องเสียระยะสูง   เมื่อนักบินทราบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น   ท้ายที่สุด นักบินก็จะไม่มีเวลาที่จะแก้ไขเหตุการณ์ ได้ทัน  ในที่สุดเครื่องก็ตก…….ตาย!
    ไม่ว่านักบิน เก่าประสบการณ์สูง หรือ นักบินใหม่ ไร้ประสบการณ์  ต้องเข้าใจว่า “ คนที่มีชั่วโมงบินเยอะ  ไม่ได้หมายความว่า  คน คนนั้น  จะเป็นนักบินที่ดี หรือจะเป็นนักบินที่บินได้ ปลอดภัย “
     
    “ เมื่อทราบว่า อากาศไม่ดี…..นักบินตัดสินใจ  ไม่บิน  ถือว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว ! ”
     
    นักบินที่ดี หรือนักบินที่บินได้ ปลอดภัย  เป็นอย่างไร ???               นักบินที่มีวิจารณญาณ และ มีการตัดสินใจที่ดี   คือ นักบินที่บินปลอดภัย
    การมีวิจารณญาณ และ การตัดสินใจที่ดี   ที่ว่านั้น คืออะไร ???        การที่  นักบินตรวจเครื่องก่อนบิน   นักบินรู้และเข้าใจ ขีดจำกัดของตัวเอง และ เครื่องบินที่จะทำการบิน  นักบินไม่ทำการบินจนเกินขีดจำกัด ทั้งตัวเองและเครื่องบิน  นักบินรู้และเข้าใจความสูงปลอดภัยในเส้นทางที่ทำการบิน  นักบินรู้ความสูงของสิ่งกีดขวางสูงสุดในเส้นทางที่จะบิน นักบินตัดสินใจไม่ทำการบินเมื่อรู้ว่าอากาศไม่ดี  นักบินที่เชื่อใน สัญชาตญาณของตน และ ฉุกคิดเมื่อมี สิ่งบอกเหตุ  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือสิ่งที่เรียกว่า  “วิจารณญาณ และ การตัดสินใจที่ดี”   เมื่อนักบินมี “วิจารณญาณ และ การตัดสินใจที่ดี”   นักบินผู้นั้น คือ นักบินที่บินปลอดภัย
     
    นักบินที่มี ทัศนะคติที่ดี  คือ  นักบิน ทีมีวิจารณญาณที่ดี  โดยปกติ นักบินเฮลิคอปเตอร์  มีความได้เปรียบนักบินปีกติดลำตัว อยู่แล้ว  เพราะเฮลิคอปเตอร์สามารถลงจอดได้เกือบจะทุกสถานที่  นักบินเฮลิคอปเตอร์ ควรใช้ความได้เปรียบนี้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อป้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุและเพื่อช่วยรักษาชีวิตของตัวท่านเอง
    ประการแรก   ถ้าคุณทำการบินด้วยกฎการบิน แบบ เชิงทัศน์ (VFR) อย่าทำการบิน เมื่อ สภาพอากาศไม่ดี หรือ สภาพอากาศ มีแนวโน้ม ที่ จะแย่ลง เพราะสภาพอากาศอาจเปลี่ยน จาก VMC ไปเป็น IMC ได้รวดเร็วกว่าที่เราคาดไว้ 
    (IMC คือ Instrument meteorological conditions )
    จำไว้เสมอว่า ข่าวอากาศที่ได้รับมา  เป็นเพียงข้อมูลในพื้นที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น  ห่างออกไปเพียงแค่ 100 ฟุต หรือ 2 ไมล์ อากาศอาจไม่เป็นไปตามที่พยากรณ์ไว้
    การทำการการบิน ในลักษณะอากาศที่ ไม่ดีและไม่สามารถคาดเดาได้ เป็น สิ่งอันตรายและ เป็นสาเหตุเหนี่ยวนำการเกิดอุบัติเหตุ   นักบินไม่ควร ดื้อดึง  ดื้อรั้น  ดันทุรัง ที่จะทำการบิน ถึงแม้ว่าท่านจะได้ทำการวางแผนการบินไปแล้ว แต่ เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยน  แผนการบิน ก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน
    ในกรณีที่ท่านบินไปเจอสภาพอากาศ ที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงไปในทาง “ไม่ดี”  หรือ “ เลวลง ”  ท่านต้อง “ ลงจอด ณ.จุดนั้น โดยทันที” (Land immediately) หรือ “ลงจอด ทันทีเมื่อพบ พื้นที่ลง ที่เหมาะสม ” (Land as soon as possible) ไม่ว่าจะเป็นทุ่งโล่งกว้างๆ ลานจอดรถ สนามฟุตบอล หรือ สนามกอล์ฟ  ที่ไหนก็ได้
    เมื่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่  เช่น หน่วยกู้ภัย ตำรวจ หรือ เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ สอบถาม   ท่านสามารถตอบไปได้เลย ว่า ท่านลงจอด เพราะติดสภาพอากาศ   รับรองได้ว่า ท่านจะได้รับคำชม  มากกว่า คำตำหนิ  เพราะไม่มี  ใครเจ็บ  ไม่มีใครตาย  อากาศยานไม่เสียหาย ไม่มีใครเดือนร้อน
    หลังจากนั้น รอให้อากาศ ดีขึ้น (VFR)  แล้วทำการบินต่อไป หรือ บินกลับบ้าน ง่ายแค่นี้เอง
    แต่  ในฐานะที่เป็นนักบิน ผมทราบดีว่า  การตัดสินใจที่จะลงจอดระหว่างการทำการบิน ด้วยเหตุผล เพราะติดสภาพอากาศนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักบินทั่วๆ ไป เหตุเพราะความจำเป็นในภารกิจ ความเชื่อมั่นในตัวเอง กลัวโดนตำหนิ หรือแม้กระทั่งกลัวความผิดกลัวถูกลงโทษจากผู้บังคับบัญชา  
     
    นักบินจึงต้องอาศัยการใช้วิจารณญาณที่ดี  การตัดสินใจที่ดี และความเคร่งครัดวินัยการบิน  เป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจ  ผมรับรองว่าการลงจอด เพราะติดสภาพอากาศ นั้นดีกว่าการดันทุรังบินต่อไปยังสนามบินใกล้เคียง หรือสนามบินปลายทางแน่นอน
    การบินในขณะที่ สภาพอากาศเลวและทัศนะวิสัยต่ำ  คือสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและการสูญเสียชีวิต    ผมเองใช้วิธีการที่ได้แนะนำไว้นี้กับตัวเอง  หลายต่อหลายครั้ง ทำให้ผมยังอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ 
    นักบินทุกคนที่ ทำการบินเฮลิคอปเตอร์ ใกล้ๆ กับ เขตบริเวณ ทะเลสาบ มิชิแกน  ทราบดีว่า สภาพอากาศ ณ.บริเวณนั้น มักจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว บางครั้งเปลี่ยนจากสภาพอากาศดี  ไปเป็น สภาพอากาศเลว ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ทั้งนี้เป็นเพราะผลกระทบที่ได้รับจาก ทะเลสาบ (Lake Effect)
    ผมเคยลงจอดในลานจอดรถของโรงเรียนแห่งหนึ่งเพราะสภาพอากาศไม่ดี  หลังจากที่รอจนอากาศดีขึ้น ผมโทรไปที่สนามบิน ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 10 ไมล์ เพื่อสอบถามให้แน่ใจว่าสภาพอากาศที่นั่น ดีเพียงพอสำหรับการบิน จากนั้นผมจึงทำการบินไปยังสนามบินแห่งนั้น

    แต่ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม  ผมต้องลงจอดอีกครั้งก่อนถึงสนามบิน  เพราะหมอกที่ลงจัด ล้อมรอบผมไปทุกทิศทาง ทัศนะวิสัยลดลงจนแทบมองไม่เห็นอะไร  นับว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมตัดสินได้ถูกต้อง  คำพูดของตัวเองที่เคยสอนให้กับคนอื่น  ได้ช่วยชีวิตผมอีกคราหนึ่ง
    การลงนอกสนามบิน  นักบินต้องใช้ความระมัดระวัง  ผสมผสานกับความละเอียด รอบคอบ   นักบินต้องแน่ใจว่าในแนวร่อนไม่มีสิ่งกีดขวาง เช่น เสา ต้นไม้ พุ่มไม้ หรือ สิ่งก่อสร้าง ขวางอยู่  ผมแนะนำให้ร่อนลงอย่างช้าๆ  เพื่อที่ ท่านจะได้มีเวลาในการตรวจสอบความปลอดภัยของพื้นที่ร่อนลง  โปรดจำไว้เลยว่า “ ยิ่งช้า….ยิ่งดี ”
    บางท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับ คำแนะนำที่ผมกล่าว   เพราะท่านอาจจะบอกว่า การบินช้าจะทำให้ เฮลิคอปเตอร์ อยู่ในย่านความเร็วเสี่ยงของเฮลิคอปเตอร์  หรือ Height velocity curve   แต่ผมมีความเชื่อมั่นว่า โอกาสที่เครื่องยนต์จะดับ ในขณะนั้น   มีโอกาสน้อยกว่า ที่เฮลิคอปเตอร์จะชนเข้ากับสิ่งกีดขวาง เสียอีก
    อีกทั้ง การบินช้าๆ ทำให้ผมมีโอกาส ตรวจสอบพื้นที่ลงจอดได้ดีกว่า ซึ่งถ้าหากผมเห็นว่าพื้นที่ นั้นๆ ไม่ปลอดภัย ผมก็สามารถเปลี่ยนไปลงจอดพื้นที่อื่นได้อย่างไม่ยากนัก 
    นักบิน หลายๆท่าน เมื่อบินเข้าไปในสภาพอากาศที่มีทัศนะวิสัยต่ำ  มักจะเลี้ยวกลับหลัง 180 องศา เพื่อบินไปหาสภาพอากาศที่คาดว่าน่าจะดีกว่า แต่โปรดจำไว้ว่า การกระทำอย่างนี้ คือดาบสองคม หลายๆครั้ง ที่เกิดอุบัติเหตุ ภาพสุดท้ายที่ได้เห็นจากบนจอเรดาร์ คือ อากาศยานเลี้ยวกลับหลัง แล้วตก ระหว่างเลี้ยว
    เพราะการเลี้ยวในสภาพอากาศที่มีทัศนะวิสัยต่ำ เป็นสาเหตุทำให้นักบินเกิดอาการ หลงสภาพการบิน (Spatial disorientation)และ ผลที่ตามมาคือนักบินสูญเสียความสามารถในการบังคับเครื่อง  ท้ายที่สุดก็ชนกับสิ่งกีดขวางหรือตกกระแทกพื้น
    ผมขอแนะนำให้ท่านร่อนลงจอด ตรงหน้า ลงไปตรงๆ ดีกว่าที่จะเลี้ยวกลับแล้วเกิดอาการ หลงสภาพการบิน (Spatial disorientation)
    มีเรื่องเล่ามากมาย เรื่องที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุทำนองนี้  ท่านควรหาอ่านเอาซักเรื่อง  สองเรื่อง เพื่อเอาไว้เตือนใจ

    อุบัติเหตุที่เกิดจากการเลี้ยวในสภาพอากาศที่มีทัศนะวิสัยต่ำ เกิดขึ้นได้กับนักบินทุกคน  ไม่ว่าจะเป็น นักบินใหม่ ชั่วโมงน้อยๆ หรือ นักบินเก่า ชั่วโมงสูงๆ  แม้กระทั่ง นักบินที่มีศักย์การบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน
    นักบินที่เพิ่งจะได้รับ ศักย์การบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน  ต้องระมัดระวังตัวเอง  อย่าให้ศักย์การบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน ทำให้ท่านมั่นใจในความสามารถของท่าน มากจนเกินไป จนเกินขีดจำกัดของความปลอดภัย  ท่านอาจจะคิดว่าท่านผ่าน อะไรๆ มามาก พอสมควร  ท่านมั่นใจว่าท่านแกร่งแล้ว  แต่ผมแนะนำว่า  อย่าทำอะไรที่ทำให้ท่าน ต้องดึงเอาขีดความสามารถสูงสุดของท่านออกมาใช้ หรือ ทำอะไรที่เกินขีดความสามารถของท่าน จะเป็นการดีที่สุด เพราะสิ่งที่ท่านได้รับในการฝึก นั้น เทียบไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ในชีวิตจริง 
    แม้กระทั่งนักบินที่บินด้วยกฎเชิงทัศน์ หรือ กฎ VFR ก็ควรได้รับการฝึก พื้นฐานการปฏิบัติเมื่อบินเข้าไปในสภาพอากาศโดยไม่ตั้งใจ หรือ Inadvertent flight into IMC ด้วยเช่นกัน
    การสูญเสีย ความระมัดระวัง และความระแวดระวัง ในสถานการณ์ (Loss of Situational awareness) และ หลงสภาพการบิน (Spatial disorientation) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่านักบินที่มีประสบการณ์สูง หรือ นักบินใหม่ ผมขอแนะนำท่านทุกๆ คนให้ใช้  “วิจารณญาณ และ การตัดสินใจที่ดี”    เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัวเอง เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องทำการบินในสภาพอากาศไม่ดี หรือ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง  จนไว้ใจไม่ได้ 
    ผมขอแนะนำให้ทำดังนี้
    -         เพิ่มกำลังเครื่องยนต์ ด้วยการดึง collective pitch แล้ว บินตรงไปข้างหน้า  อย่าเลี้ยว เด็ดขาด ยกเว้นเสียแต่ว่า จำเป็นต้องเลี้ยว เพราะข้างหน้ามีสิ่งกีดขวาง
    -         เชื่อเครื่องวัดประกอบการบิน
    -         แจ้งเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ  แจ้งว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน (Declare an emergency) เพื่อ ขอความช่วยเหลือ
     
    ไม่แปลกเลย  ที่นักบินทั่วๆ ไป  มักจะคิดว่า การขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ  และแจ้งเหตุฉุกเฉิน  อาจจะทำให้ นักบิน “ ซวย “ โดนยึดใบอนุญาตได้   นักบินอาจกลัวว่า ติดต่อ ขอความช่วยเหลือ จะหมายถึงนักบิน ไม่มีฝีมือ ไม่มีความรู้  ไม่มีวินัยการบิน หรือ เทคนิคการบินอ่อน

    ในเหตุการณ์ ที่  สภาพอากาศข้างหน้าไม่ดี ท่านตัดสินใจจะเลี้ยวกลับ ปรากฏว่า สภาพอากาศข้างหลังก็ไม่ดี นั่นหมายถึง ท่านแทบจะหมดหนทางแก้ไขเหตุการณ์ด้วยตัวเองแล้ว จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่ท่านขอความช่วยเหลือ
    ผมได้พูดคุยกับ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ของ กรมการบินพลเรือนสหรัฐ (FAA) และได้รับคำชี้แจงว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ไม่ได้เข้าข่าย บกพร่อง เรื่องความรู้ ละเลยวินัยการบิน หรือ เทคนิคการบินอ่อนแต่อย่างใด ในทาง กลับกัน นักบินได้ตัดสินใจถูกต้องแล้ว ที่ทำไปเพื่อ หลีกเลี่ยง อุบัติเหตุ
    ในกรณีนี้ ท่านอาจจะต้องตอบคำถาม  เขียนรายงาน หรือ แม้แต่เข้าพบกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงเหตุผลว่าทำไม ท่านถึง  แจ้งเหตุฉุกเฉิน (Declare an emergency)   แต่ผมรับรองว่าท่านจะไม่โดนยึดใบอนุญาต หรือโดนบังคับ ให้ไปทดสอบฝีมือบิน ใหม่ แน่นอน เพราะ เหตุผล ง่ายๆ คือ ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย และไม่มีอะไรพัง
    นักบินต้องรู้เสมอว่า สิ่งกีดขวางในพื้นที่ปฏิบัติการ และ ในเส้นทางบินมีความสูงเท่าไหร่  แล้ว บวกความสูง ไปอีกซัก 500 ฟุต ซึ่งเรียกว่า ความสูงปลอดภัย เช่น ความสูงของภูเขา สูง 1500 ฟุต ท่านต้องใช้ความสูง ตั้งแต่ 2000 ฟุต ขึ้นไปในการบิน  ความสูงที่ใช้ใน การบินเวลากลางวัน กับการบินเวลากลางคืน ก็ไม่เหมือนกัน จำไว้เสมอเมื่อบินกลางคืน ท่านควรเพิ่มความสูงในการบินขึ้นไปอีก ซัก 1200 ถึง 1500 ฟุต
    นักบินเฮลิคอปเตอร์  มักจะบินค่อนข้างต่ำ ผมแนะนำว่า บินต่ำได้ แต่ไม่ควรต่ำกว่า 500 ฟุต เหนือพื้น หรือ  Above Ground Level (ไม่ใช่ ความสูง Above Sea Level)     
     นักบินที่บินในความสูงที่เหมาะสม นอกจากจะปลอดภัยจากการชนสิ่งกีดขวางแล้ว  นักบินยังมีเวลาแก้ไขเพียงพอ หากเครื่องยนต์มีปัญหา(ดับ) อีกด้วย
    ในเหตุการณ์จริง  ถ้าเครื่องยนต์เกิดดับ ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ก็ตาม  เริ่มนับเวลาจาก ความสูงที่เครื่องยนต์เริ่มดับ
    จนท่านตกลงถึงพื้น มีข้อมูลน่าสนใจที่บันทึกและวิเคราะห์ได้ จากเหตุการณ์จริง   ดังนี้
    -         ถ้าท่านอยู่ที่ความสูง 200 ฟุต ท่านมีเวลา 3-5 วินาที เครื่องจะตกถึงพื้น  
    -         ถ้าท่านอยู่ที่ความสูง 500 ฟุต ท่านมีเวลา 15-20 วินาที เครื่องจะตกถึงพื้น 
    -         ถ้าท่านอยู่ที่ความสูง 1000 ฟุต ท่านมีเวลา 34-40 วินาที เครื่องจะตกถึงพื้น
         
        
    สรุป
    -         อากาศไม่ดี  อย่าขึ้นบิน
    -         เมื่อเริ่มมีสัญญาณบอกเหตุ ว่าอากาศเริ่มเลวลง  ให้รีบลงเมื่อพบพื้นที่ลงที่เหมาะสม ” (Land as soon as possible) โดยปฏิบัติตามข้อแนะนำ ข้างต้น
    -         รู้เสมอว่า สิ่งกีดขวางในพื้นที่ปฏิบัติการ และในเส้นทางบินมีความสูงเท่าไหร่  จงบินให้สูงกว่านั้นเสมอ
    -         บินกลางคืน ต้องเพิ่มความสูงในการบินขึ้นไปให้มากกว่ากลางวัน
    -         ใช้วิจารณญาณ และ การตัดสินใจที่ดี   เมื่อต้องทำการบิน 
    -         ให้เชื่อมันในสัญชาตญาณ ของท่านเสมอ รู้สึกผิดปกติ  ไม่มั่นใจ  ยกเลิกภารกิจ หรือ ลงทันที   อย่าฝืน
    -         เมื่อพบว่าตัวเองบิน อยู่ที่ความสูง 200 ฟุต เหนือ พื้น  ความเร็ว 40 น็อต  มีคำเดียวเท่านั้น  ที่ท่านต้องคิด  “……ลงเดี๋ยวนี้…. !!! ”
    ผมเชื่อว่า  ไม่มีนักบินหรือผู้โดยสาร คนไหนที่เสียชีวิต เพราะ การบินเข้าไปในสภาพอากาศที่มีทัศนะวิสัยต่ำ (Inadvertent IMC) และ การบินเข้าไปในสภาพภูมิประเทศที่เป็นอันตรายต่อการบิน Controlled Flight Into Terrain (CFIT)  จะรู้ตัว ว่า ตัวเองตายเพราะอะไร…  เพียงแค่ หากวันนั้น เค้าไม่ขึ้นไปบิน  หรือ ไม่ดันทุรังบิน  หากวันนั้นเค้า ตัดสินใจยกเลิกภารกิจ หรือ ตัดสินใจลงจอด   วันนี้….เค้าก็ยังคงมีชีวิต อยู่ร่วมกันกับเรา อย่างแน่นอน
    ผมหวัง ว่า คำแนะนำต่างๆ ที่กล่าวไว้ในบทความนี้จะทำให้ท่านได้เข้าใจ  และ ทำให้ท่าน มีความสุขกับการบิน เฮลิคอปเตอร์ ตลอดไปอีกนานเท่านาน
     
    การบิน เฮลิคอปเตอร์ นับว่าเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง ในหลายๆ ประสบการณ์ ที่น่าตื่นเต้น  น่าประทับใจ  การบินเฮลิคอปเตอร์  จริงๆแล้วไม่อันตรายอย่างที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจ  และมันจะยังคงปลอดภัย ไปตลอดกาล  ตราบใดที่
    “นักบินรู้สมรรถนะตน  คนบินรู้ สมรรถนะเครื่อง  ไม่นำพาตนเองและเครื่องไปสู่ขีดจำกัดสูงสุด”
     
    - บินปลอดภัย -

  • http://www.facebook.com/paeblackhawk Pae Blackhawk

    Pae Blackhawk
    สวัสดี ครับ อยากแสดงความเห็นในเรื่อง อุบัติเหตุ ฮ.ตก ที่เกิดขึ้นครับ ไม่รู้จะขายความคิด หรือ เผยแพร่ ความรู้ กะใคร ผมอยากให้ ทุกคนเข้าใจ การบิน ฮ. มากขึ้น ฟังหลายๆ คนตอบทาง ทีวี ผมไม่เห็นมีใคร จะตอบได้โดนใจ ซักคน สื่อก็พยายามถามเน้น เรื่อง ทุตจริตกัน  กับเรื่อง โดน ยิง   กัน เหลือเกิน เรื่องนั้นจริงหรือ ไม่จริงผมไม่ทราบ จะชอบ ฮ.ที่บินๆ กันอยู่ หรือ ไม่ ผมขอยังไม่กล่าว ตอนนี้อยาก เขียนเชิงวิชาการ แนวๆ ความรู้ ให้ ทราบก่อนจริงๆ ๆ แล้ว แม้ว่าเครื่องบิน จะทันสมัยซักเท่าใด หากมีปัจจัยที่ชักนำอุบัติเหตุแล้ว ยังไงๆ อุบัติเหตุ ก็เกิด ครับในมุมมองของผม อุบัติเหตุ เกิดขึ้น จากปัจจัย หลายๆ ปัจจัย เกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน โดยปัจจัย ที่ผมมักจะพูดเสมอๆ ตามแนวทาง นิรภัยการบิน มีด้วยกัน 4 -5 องค์ประกอบ คน อากาศยาน สภาพอากาศ สิ่งเร้า การบริหารจัดการไปโทษปัจจัยสิ่ง เดียวโดดๆ ไม่ได้ ทุกปัจจัยมีผลพวงถึงกันหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังถือว่า มนุษย์ หรือ คน เป็นปัจจัยหลักครับ เพราะคนไม่ได้ถูกสร้างให้บินได้ แต่คนพยายามจะฝืนธรรมชาติในโลกของการบิน มีทฤษฎี มากมาย ที่จะช่วยกำหนด หรือ เป็น เครื่องมือ ทำให้การบิน ” สำเร็จ และ ปลอดภัย” ไปพร้อมๆ กัน แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราๆ จะฟัง และ จะเปลี่ยนมันได้ขนาดไหน หนึ่งในทฤษฎีที่ว่านี้คือ swiss cheese คือ ทฤษฎีที่อธิบายการเกิดอุบัติเหตุให้เห็นว่า การเกิดอุบัติเหตุมาจากความผิดพลาดหลายอย่างรวมกัน โดยเปรียบเทียบก้อนชิสแต่ละก้อนเสมือนกับปัจจัย 4-5 ข้อที่กล่าวไป ส่วนรูบนก้อนชีส ก็เปรียบเสมือนความผิดพลาดต่างๆที่เกิดขึ้น บนแต่ละปัจจัยเมื่อรูบนก้อนชีส ของแต่ละปัจจัย ลูกหมุนจนรู มาตรงกัน ทุกปัจจัย จนเราสามารถ เอาไม้สอดผ่านปัจจัยไปได้ทุกอัน ปลายทางก็คือ อุบัติเหตุ และนี่คือ สาเหตุ ในการเกิดอุบัติเหตุ คราวนี้ครับอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นได้ เมื่อมีอันตรายเกิดขึ้น พร้อมๆกับที่มีความผิดพลาดต่างๆเกิดขึ้นพร้อมกันเพิ่มเติม  กรณี  ฮ. 2 เครื่องแรกที่ตก  การบินแบบนี้ เป็นการบิน ที่เรียกว่า VFR ต้องอาศัยทัศนวิสัยที่ดี ในการบิน แต่เหตุการณ์นี้ ทัศนวิสัยต่ำ แล้ว ฮ บิน เข้าไปในพื้นที่ ภูเขา ที่มี กระแสลมแปรปรวน unstable air or turbulence แต่ กระแสลมไม่ได้ส่งผล ขนาดจะทำให้ ฮ.เสียการทรงตัว เพราะ ฮ.มันบินไปกับลม เหมือนการเล่นโต้คลื่น สรุป การบินเข้าไปในภูมิประเทศ ที่เป็นภูเขา โดยที่ บินต่ำกว่าระดับ ภูมิประเทศ ทัศนวิสัยต่ำ เกินกว่าจะบินด้วยกฏการบิน แบบ VFR เข้าทฤษฏี CFIT ท้ายที่สุด เครื่องชนเข้ากับ ต้นไม้ หรือ ภูเขา แล้วตกตอบแบบ ตรงๆ คือ มนุษย์เราเดินเข้าไปหา….อุบัติเหตุ เองครับ