60 ปี เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ 60 ปีแห่งความหวัง

January 23, 2009

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

ผมไปร่วมงาน 60 ปี เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ในวันพุธที่ 21 มกราคม 2552 ได้ความเห็นดังนี้

1. คุณก่อศักดิ์ มองในด้านดี ว่าจีนยังแข็งแรงอยู่ และถ้าไทยเลิกมองจีนเป็นคู่แข่ง แต่มองจีนเป็นพันธมิตร เราเสริมในสิ่งที่จีนขาด เราจะรอดได้

2. ปราณี ทินกร ค่อนข้างมองด้านร้าย โดยเสนอทางแก้ว่า นโยบายการเงินจะเห็นผลเร็วกว่าการคลัง เพราะลดดอกเบี้ย คนจะรู้สึกอยากใช้จ่ายทันที

3. ตีรณ มองด้านร้ายเหมือนกัน แต่ก็ยังมีความหวัง โดยเฉพาะการใช้นโยบายการคลังของรัฐบาล หากใช้การลดภาษี จะไม่มีรั่วไหล แต่จะไม่เกิดมูลค่าเพิ่ม แต่หากใช้โครงการรัฐกระตุ้น ต้องเน้นไปที่ “ธรรมาภิบาล” อัดฉีดเม็ดเงินที่โครงการดีๆ มีความเป็นไปได้และส่งผลเชื่อมโยงสูง

4. บรรยง พงษ์พาณิช มองว่าธนาคารสหรัฐ เริ่มรับมือได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหารอบสองยังอาจเกิดขึ้นได้ วิกฤตครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ทางการเงินโลก

ในความเห็นของผมนั้น ทั้งสี่คนต่างถูกในมุมของตนเอง วิกฤตครั้งนี้รุนแรงและหนักหน่วงแน่นอนไม่ต้องสงสัย แต่สิ่งที่คุณก่อศํกดิ์เห็นนั้น คือ The Best ซึ่งเป็นประเทศส่วนน้อยของโลกที่จะรอดชีวิต ปัญหาคือ ประเทศไทยจะเลือกเป็น The Best หรือเป็น The Bad แน่นอนว่า การจะเป็น The Best ได้นั้น ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงก่อนว่า “วิกฤตครั้งนี้เลวร้ายมาก” แล้วจึงมาหาช่องว่างโอกาสที่จะเอาตัวรอดท่ามกลางวิกฤต ที่นักวิชาการทั้ง 3 สรุปว่า แก้ไขได้ยากนั้น หมายถึง ปัญหาของโลก ซึ่งย่อมถูกต้อง เพราะโลกประกอบด้วย The Best เพียง 20 % ในขณะที่มี The Bad ถึง 80 % ดังนั้น การช่วยเหลือ The Bad ที่อ่อนแอและยังมีจำนวนมากนั้น ย่อมเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับ The Best ที่เข้มแข็งนั้น จะรอดได้ด้วยตัวเอง หรือช่วยเพียงนิดหน่อยก็บรรลุผลแล้ว

สำหรับไทยนั้น ผมเห็นด้วยกับคุณก่อศักดิ์ว่ายังแข็งแกร่ง ผมเชื่อว่าเราจะเป็น The Best ได้ แต่เราต้องเลิกที่จะใช้นโยบายแบบภาพรวม เราต้องรู้จักใช้นโยบายมุ่งเน้นไปที่ The Best แน่นอนว่าการวิเคราะห์ต้องใช้ภาพรวม ต้องเข้าใจวิกฤตอย่างถ่องแท้ แต่การลงมือควรเน้นไปที่ The Best อย่าเน้นไปที่ภาพรวม

อย่างไรก็ตาม ในระดับรัฐบาลนั้น ก็ยังทำได้ยาก เพราะรัฐบาลอาจต้องช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ที่อ่อนแอ โดยเฉพาะคนจน แต่ที่แยบยล คือ ในภาคธุรกิจนั้น ควรช่วยเฉพาะ The Best ที่เข้มแข็ง และอาจไม่ต้องใช้เงิน แต่สนับสนุนด้านกฏระเบียบ ส่วน The Bad ที่อ่อนแอนั้น ควรปล่อยให้ตายไป เพื่อให้คนที่มีความสามารถได้เข้าสู่ตลาดบ้าง เหมือนปี 2540 ซึ่งธุรกิจเก่าที่ตายไป ที่เคยผูกขาดอย่างไร้ประสิทธิภาพ ได้เปิดโอกาสให้ The Best ใหม่ได้เข้าแทนที่

หากสังเกตให้ดีอาจพบว่า วิกฤต 2540 ที่เราเคยคิดว่าประเทศไทยต้องล่มสลายนั้น กลับกลายเป็นตรงข้าม คือ ฟื้นตัวเร็ว แถมยังกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม ใช่หรือไม่ว่า เพราะทุนเก่า ที่เคยครอบงำโครงสร้างเก่าที่ไร้ประสิทธิภาพ ได้ตายไป เปิดโอกาสให้ ทุนใหม่ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น นี่อาจเรียกว่า “โอกาส 2540″

เช่นเดียวกัน ในระดับธุรกิจนั้น ยิ่งง่าย เราต้องมองไปที่ตลาดของประเทศและกลุ่มคนซึ่งเป็น The Best ที่แข็งแกร่ง เช่น จีน หรือแม้แต่ในเมืองไทย เราต้องหาตลาดจากคนเก่ง หรือ The Bestที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้อย รวมถึงพวกที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤต แต่พวกนี้เป็นเพียงคนส่วนน้อย เราต้องใช้สายตาที่เฉียบคมและสร้างสรรค์เท่านั้นจึงจะสามารถมองเห็นได้

Comments

7 Responses to “60 ปี เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ 60 ปีแห่งความหวัง”

  1. 1. pichaya on January 24th, 2009 11:09

    เป็นกำัลังใจให้SIUครับ

  2. 2. เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ on January 26th, 2009 10:31

    ขอบคุณครับ
    เราจะมุ่งสร้างสรรค์สิ่งดีๆรับใช้ท่านต่อไป

    ปีใหม่นี้ อาจมี “ของขวัญ” มากำนัลแฟนๆนะครับ
    ขออุบไว้ก่อน อิอิ

  3. 3. สุรศักดิ์ SIU on January 28th, 2009 15:49

    ผมเห็นด้วยกับคุณเจริญชัยอย่างมาก ตรงที่ว่า ” …แน่นอนว่าการวิเคราะห์ต้องใช้ภาพรวม ต้องเข้าใจวิกฤตอย่างถ่องแท้ แต่การลงมือควรเน้นไปที่ The Best อย่าเน้นไปที่ภาพรวม…”

    การออกนโยบาย อาทิ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องเลือกทำในส่วนที่มีศักยภาพในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้สูงที่สุด การแจกเงินแบบเหวี่ยงแห อาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงชั่วคราวแต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือเศรษฐกิจกลับมาชะลอตัวเหมือนเดิม ดังนั้น รัฐบาลในฐานะผู้ว่างนโยบายต้องดูว่า ตัวแปรในระบบเศรษฐกิจตัวไหนที่กระตุ้นแล้ว ส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากที่สุดและระดมทรัพยากรไปที่ตรงนั้น

    ส่วนเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เห็นด้วยกับคุณก่อศํกดิ์ ที่ว่า ถ้าโลกนี้แย่กันหมด ประเทศในกลุ่มที่ที่แย่น้อยที่สุดคือ “จีน” และถ้ามีประเทศที่จะมีเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเร็วที่สุด น่าจะมี “จีน” ในกลุ่มประเทศเหล่านี้แน่นอน

    ไทยต้องหาประโยชน์จากจีนให้ได้ เพราะในอนาคต ผมประเมินว่า ระดับการบริโภคของสหรัฐฯ หลังวิกฤติครั้งนี้ผ่านไป จะไม่เท่ากับระดับก่อนวิกฤติ ซึ่งถ้าไทยยังพึ่งพาการบริโภคของสหรัฐฯ จะพบกับภาวะเศรษฐกิจขยายตัวช้าในอนาคต

  4. 4. สุวรรณี on January 29th, 2009 22:47

    ตัวแปร ที่คุณสุรศักดิ์ คิดไว้นั้น คือการท่องเที่ยวหรือเปล่า ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย สิค่ะ ถ้าเป็นภาคอุตสาหกรรม อย่างเช่นอะไรบ้าง

  5. 5. AI on February 2nd, 2009 10:19

    ผมว่าไม่น่าจะเป็นการท่องเที่ยวนะครับ อันนี้เดาใจคุณสุรศักดิ์ เพราะ ผมไม่ค่อยได้ยินข่าวนักท่องเที่ยวจากจีนบ่อยนัก น่าจะเป็นการค้าขาย หรือ จำพวกแพทย์แผนจีน หรือยาจีน หรือไม่ก็อาหารมากกว่า เพราะ ภาพของคนจีนไม่ค่อยมีภาพการท่องเทียว การผจลภัย เท่าไรนัก มีแต่จอมยุทธ์พเนจร อิอิ ต่างจาก ชาวยุโรป ที่มักมีภาพเหล่านี้ออกมาให้เห็นบ่อย ๆ พวกหนังก็เช่น อินเดียน่าโจน เรือโจรสลัด เป็นต้น รอฟังคำตอบอยู่นะครับ

  6. 6. สุรศักดิ์ SIU on February 3rd, 2009 12:04

    ตัวแปรในระบบที่ผมพูดถึงในด้านบนหมายถึงการอัดงบประมาณรัฐลงไปแล้วจะก่อให้เกิดผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในอนาคต

    ในกรณีของประเทศไทย ผมเชื่อว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนเช่นการลงทุนในโครงการรถไฟรางคู่นั้นจะส่งบวกต่อเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่เป็นการจ้างงานจำนวนหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยแรงงานก่อสร้าง ช่างเทคนิค วิศวกร (ประโยชน์อาจรั่วไหลไปยังแรงงานต่างด้าวบ้างแต่บางส่วนจะไหลกลับเข้ามาในรูปของการบริโภค) ธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างในประเทศ ซึ่งเมื่อราคาน้ำมันกลับมายืนในระดับสูง การลงทุนทำรถไฟรางคู่นี้จะมีส่วนช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน

    แต่ในระยะสั้น ผมยอมรับการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคนั้นได้ผลในแง่ที่จะช่วยหนุนไม่ให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวหรือหดตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่การใช้จ่ายภาครัฐที่จะส่งบวกในระยะยาวจริงๆ ผมยังเชื่อในการลงทุนภาครัฐอยู่ เพราะประเทศไทยยังมีที่ว่างหรือโอกาสในการลงทุนภาครัฐอีกจำนวนมาก ต่างจากประเทศตะวันตกที่สาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศเหล่านั้นค่อนข้างจะสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว การใช้จ่ายภาครัฐของประเทศตะวันตกไม่น่าจะได้ผลเท่ากับการใช้จ่ายภาครัฐในประเทศกำลังพัฒนา

    โดยส่วนตัว ผมมองว่าการแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ จะต้องมุ่งหน้าแก้ไขปัญหาในสาถบันการเงินให้สำเร็จ ทั้งในเรื่องของหนี้เสีย การเพิ่มทุน และกฏระเบียบอื่นๆเพื่อให้สถาบันการเงินกลับมาปล่อยสินเชื่อได้อีกครั้ง

    ในกรณีของไทย นอกจากการลงทุนภาครัฐในส่วนของรถไฟรางคู่แล้ว ผมยังเห็นว่าการลงทุนในการศึกษาโดยเฉพาะลงทุนผ่านการสร้างครูผู้สอนที่มีประสิทธิภาพและเงินเดือนสูง เป็นส่วนสำคัญประการหนึ่ง อันที่จริง ประเทศไทยในอีก 2 ปีต่อจากนี้ไป บัณฑิตปริญญาตรีจำนวนมากจะอยู่ในภาวะว่างงาน ถ้าย้ายบัณฑิตเหล่านั้นไปยังภาคการศึกษาโดยให้ทำหน้าที่ครูผู้สอนทั้งในระดับประถมจนถึงมัธยมศึกษาในต่างจังหวัดเป็นหลัก จะถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างสำคัญได้อีกทางหนึ่ง

  7. 7. AI on February 3rd, 2009 17:09

    เท่าที่เข้าใจจากบทความนะครับ เดาว่าคุณสุรศักดิ์ คงมีเส้นทางอยู่ในใจอยู่แล้ว สำหรับผมคิดคร่าว ๆ มีปลายทางที่ท่าเรือแหลมฉบังครับ โดยมองที่คุณลักษณะของการใช้ประโยชน์จากรถไฟ มักจะเป็นการขนส่งที่เน้นเป็นจุดต่อ หรือเปลี่ยนภาหะนะขนส่งครับ

Got something to say?