สุรศักดิ์ ธรรมโม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ฟินันซ่าจำกัด
เมื่อช่วงหัวค่ำของวันที่ 30 พ.ย. 54 (ตามเวลาในประเทศไทย) ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางแคนาดา ธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ รวม 6 แห่งได้ร่วมมือกันดังนี้ 1) ลดอัตรา Spread ดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินดอลลาร์ลงให้เหลือที่อัตรา 0.5% ซึ่งเดิมก่อนมีมาตรการนี้ Spread อยู่ที่ 1.50 % และ 2) ขยายอายุของโครงการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Swap Line) ให้มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 3) จัดตั้งกลไกทวิภาคีสำหรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินตราต่างประเทศระหว่างกัน (Bilateral Swap Line) อาทิ ธนาคาพาณิชย์ในยุโรปต้องการเงินเยนไปคืนเจ้าหนี้ สามารถมาขอกู้เงินเยนจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ECB จะใช้กลไกนี้ในการแลกเปลี่ยนสภาพคล่องของตนเป็นเงินเยนกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
ทั้ง 3 ข้อนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาวะตึงตัวทางสินเชื่อระยะสั้นในตลาดการเงิน สร้างความเชื่อมั่น และบรรเทาผลกระทบจากภาวะตึงตัวในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคครัวเรือนและภาคเอกชน

หลังประกาศมาตรการนี้ผนวกกับข่าวดีเรื่องการลดอัตราสินทรัพย์สภาพคล่อง (RRR) ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ของธนาคารกลางจีน (PBOC) โดยปรับลง 0.5 % โดย RRR คืออัตราที่สถาบันการเงินจีนจะต้องนำเงินสดไปฝากไว้ที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ก่อนปล่อยสินเชื่อ กล่าวคือทุกๆ 100 หยวนก่อนปล่อยสินเชื่อจะต้องนำไปฝาก PBOC ตามอัตรา RRR ก่อน ส่วนที่เหลือจึงไปปล่อยสินเชื่อได้ ซึ่งผลจากมาตรการนี้ อัตรา RRR ของธนาคารพาณิชย์จีนขนาดใหญ่จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 21.5 % ลงมาอยู่ที่ 21 %
ผลก็คือ ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกได้ปรับเพิ่มขึ้นแรงมาก โดยเฉพาะดัชนีในประเทศตะวันตกและยุโรป
แต่ถ้าเราเอาข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตรของยุโรป มาเปรียบเทียบกัน พบว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลงไม่มากเสมือนกับว่า เศรษฐกิจโลกไม่มีปัญหาอะไร ดัชนีหลักทรัพย์ขึ้นลงตามปกติ เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะว่า 3 ธนาคารกลางได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่น อังกฤษ พิมพ์เงินออกมาเปล่าๆในนามของนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และกดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำลงใกล้เคียง 0 % ดังนั้น ต้นทุนของเงินในการเก็งกำไรจึงต่ำ
แต่ในตลาดพันธบัตรกลับให้ภาพที่ตรงกันข้ามกับตลาดหลักทรัพย์ กล่าวคือ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอิตาลีขณะนี้ใกล้ 8 % และก่อนหน้านี้ การประมูลพันธบัตรรัฐบาลเยอรมัน ล้มเหลวเพราะมีผู้สนใจแค่ 35 % ของพันธบัตรเยอรมันที่ออกจำหน่าย ซึ่งบ่งชี้ว่า ตลาดพันธบัตรตะวันตกกำลังคิดว่าเศรษฐกิจของอิตาลีและยุโรปจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างแรงหรือหายนะ นักลงทุนพันธบัตรจึงกลัวและไม่เข้าไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลยุโรปแม้แต่พันธบัตรของรัฐบาลเยอรมัน และถ้าจะต้องลงทุน ก็จะเรียกร้องขออัตราผลตอบแทนในระดับที่สูง ซึ่งดังที่ผมกล่าวไว้หลายครั้งว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีที่สูงกว่า 7 % เป็นระดับที่รัฐบาลอิตาลีมีความเสี่ยงสูงมากที่จะล้มละลาย
เมื่อนักลงทุนพันธบัตรกลัวเช่นนี้ นักลงทุนอื่นๆ จึงมองหาว่าผู้ใดจะเป็นผู้โชคร้าย ถ้ารัฐบาลอิตาลีเบี้ยวหนี้หรือขอลดหนี้ (Hair Cut) ผลก็คือสถาบันการเงินต่างๆในยุโรปที่พากันถือครองพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีนั่นแหละจะเป็นผู้โชคร้าย เพราะจู่ๆสินทรัพย์ ประเภทพันธบัตรรัฐบาลที่ตนถือครองอาจจะมีมูลค่าที่หายไป หรือซ้ำรายอาจจะสูญทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
เมื่อพบตัวผู้โชคร้าย ดังนั้น นักลงทุนจำนวนมากจึงไม่ปล่อยเงินกู้ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ระยะใดๆแก่สถาบันการเงินยุโรปเลย โดยกลุ่มนักลงทุนกลุ่มแรกที่เริ่มก่อน คือสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาที่งดการปล่อยกู้ผ่านตลาดการเงินระยะสั้นให้แก่สถาบันการเงินยุโรป จนเมื่อกลางเดือนก.ย. ที่ผ่านมา 5 ธนาคารกลาง (สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น ยุโรป และสวิตเซอร์แลนด์) ได้ปล่อยเงินดอลลาร์สหรัฐภายใต้ระยะเวลา 3 เดือนเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ยุโรปมาแล้วครั้งหนึ่ง
ทว่า ก่อนจะมีมาตรการร่วม 6 ธนาคารกลางออกมาในวันที่ 30 พ.ย. 54 นักลงทุนต่างๆได้เร่งลดการปล่อยกู้แก่ธนาคารพาณิชย์ยุโรปและเรียกคืนเงินจากยุโรปอย่างต่อเนื่อง ผลคือ สถาบันการเงินยุโรปไม่ว่าจะมีฐานะการเงินดีเพียงใด มีการลงทุนในพันธบัตรอิตาลีหรือกลุ่มประเทศ PIIGS หรือไม่ ล้วนเผชิญกับการขอเรียกเงินคืน อีกทั้งผู้ฝากเงินรายใหญ่ในสถาบันการเงินยุโรปที่กลัวความเสี่ยงว่าธนาคารจะล้ม เร่งเคลื่อนย้ายเงินฝากไปสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ส่งผลให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินเยน เงินฟรังค์สวิสมีสูงมากจนต้นทุนในการคืนเงินของสถาบันการเงินเร่งตัวสูงขึ้นกลายเป็นว่ายังไม่ทันที่ธนาคารพาณิชย์ยุโรปจะได้ขาดทุนกับพันธบัตรรัฐบาลที่ตนถือครองกลับมาเผชิญกับภาวะสินทรัพย์เงินฝากลดลงอย่างต่อเนื่องแถมต้นทุนในการคืนเงินฝาก (Spread) กลับสูงขึ้นจนอาจจะกระทบกับอัตรากำไรและทุนของธนาคารพาณิชย์ยุโรปให้ลดลง
โดยอัตรากู้ยืมยูโร-ดอลลาร์สหรัฐ (Euro-Dollar Basis) ก่อนออกมาตรการของ 6 ธนาคารรั้นอยู่ที่ 2 % โดย 1.50 % เป็นอัตรา Spread (อัตรานี้ที่ 6 ธนาคารกลางต้องการลดให้เหลือ 0.5 %) ที่เหลืออีก 0.5 % เป็นอัตรา ดอกเบี้ยข้ามคืนของธนาคาร (Overnight Index Swap :OIS)
ด้วยเหตุนี้ ถ้า 6 ธนาคารกลางไม่เข้ามาจัดการออกมาตรการเพื่อลด Spread ผลคือ Spread นี้จะเร่งตัวเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ของเงินดอลลาร์สหรัฐ และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและส่งผลต่อให้ต้นทุนของสถาบันการเงินยุโรปเพิ่มขึ้นอีก ถ้า Spread ปรับเพิ่มไปมาก นักลงทุนจะกลัวไม่กล้าปล่อยกู้เพราะไม่แน่ใจว่าปล่อยแล้วจะได้เงินคืนหรือไม่ ถ้าสถาบันการเงินยุโรปไม่สามารถหาดอลลาร์สหรัฐมาคืนเจ้าหนี้ไม่ได้ ผลคือ ตลาดอาจจะตีความว่าสถาบันการเงินนั้นล้ม ทีนี้ ปัญหาจะขยายใหญ่ไปจนเกินกว่าจะจัดการได้
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามาตรการนี้ ประคองปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะรากเหง้าของปัญหาวิกฤติยุโรปยังหาได้ถูกขจัดไม่
หมายเหตุ- เป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัดและบทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554
