SIU คาดการณ์ล่วงหน้าก่อนจะทราบผลคำพิพากษาให้มีคำวินิจฉัยยึดทรัพย์ ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่าไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยให้ยึดทรัพย์ทั้งหมด หรือยึดทรัพย์บางส่วน สถานการณ์จะนำไปสู่การชุมนุมของผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง หลังวันที่ 26 จำนวนเรือนแสนคน
คำคาดการณ์ยังมีต่อไปอีกว่า “เมื่อมีคนเข้าร่วมจำนวนมาก ผู้นำการชุมนุมก็ต้องพยายามผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ”
คำแถลงการณ์ของนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำของคนเสื้อแดงที่เรียกร้องการยุบสภา สร้างเงื่อนตายให้เกิดการประนีประนอมไม่ได้เสียแล้ว เพราะเมื่อสถานการณ์พัฒนามาขนาดนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงจะสลายการชุมนุมโดยยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการไม่ได้

ภาพการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมุมกว้าง ค่ำคืนวันที่ 14 มีนาคม 2553
เครดิตภาพ – karnt thassanaphak
หากจะพูดไป เป้าหมาย ของแกนนำคนเสื้อแดง ก็ยังมีเหตุผลอยู่บ้าง เมื่อพิจารณาจำนวนคนที่ระดมเข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ ซึ่งต้องถือว่ามีจำนวนมากกว่าทุกครั้ง ด้วยจำนวนขนาดนี้หากเป็นสถานการณ์ทั่วไป ต้องถือว่าเป็นแรงกดดันอันมหาศาลต่อรัฐบาลเลยทีเดียว
นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ ยังเคยถือโอกาสอภิปราย รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ให้ยุบสภาด้วยเหตุผลแบบเดียวกับที่กลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเสนอและกดดันรัฐบาลนี่แหละ
แต่สิ่งที่แตกต่างกันจากครั้งนั้น คือมวลชนที่ชุมนุมกดดันในครั้งนี้ ซึ่งก็ฝ่ายคนเสื้อแดงไม่อาจ ครองใจ คนกรุงและคนชั้นกลางได้เลย (ซึ่งก็เหมือนกับที่เคยเป็นมาตลอด) พวกเขายังมองอีกด้วยว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เพราะเป็นการเรียกร้องให้กับคนเพียงคนเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นการคาดการณ์จากฝ่ายรัฐบาล ซึ่งไม่ได้แสดงความแปลกใจการระดมมวลชนคนเสื้อแดงมากเท่าใดนัก สะท้อนให้เห็นว่าทุกสิ่งอยู่ในการคาดการณ์ และการวางแผนที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ไม่ว่าการที่มีมวลชนจำนวนไม่มากในการโหมโรงวันศุกร์ และเริ่มมีมวลชนทะยอยเดินทางเข้ามาสมทบจนขึ้นระดับเรือนแสนในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
เมื่อปราศจากแรงสนับสนุนคนกรุงและคนชั้นกลาง สถานการณ์จึงยังอยู่ข้างรัฐบาลไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนเมื่อครั้งสงกรานต์ในปีที่ผ่านมา (นอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าไม่เคยมีการชุมนุมครั้งใดโดยลำพัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ) หากครั้งนี้แกนนำคนเสื้อแดงควบคุมมวลชนไม่อยู่ และมีเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง รัฐบาลจะได้รับแรงหนุนจากคนกรุงและคนชั้นกลางให้เข้าควบคุมสถานการณ์ ไม่ต่างจากเมื่อช่วงสงกรานต์ในปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างจากครั้งที่แล้ว ก็คือจำนวนคนที่มากขึ้น และการจัดกำลังของแกนนำคนเสื้อแดงที่ดูมีเอกภาพกว่าเดิม
ที่สำคัญฝ่ายค้านยังคอยพุ่งเป้าอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เห็นได้ชัดว่าอาศัยประโยชน์จากการปะทะแตกหักที่อาจเกิดขึ้นจากการชุมนุมในครั้งนี้ และนี่ไม่ใช่เพียงแค่การอภิปรายตั้งกระทู้ถามแบบครั้งที่ผ่านมา แต่ต้องการผลได้เสียให้เกิดขึ้นเลยทีเดียว
การเลือกตั้งทั่วไปดูจะเป็นสนามการต่อสู้เดียว ที่พรรคฝ่ายค้านในปัจจุบันมีโอกาสพลิกกลับมาเอาชนะมากที่สุด
หากฝ่ายรัฐบาลเองแม้จะมีรอยขัดแย้งเกิดขึ้นจากพรรคร่วมรัฐบาลอยู่เนืองๆ แต่การร่วมรัฐนาวาในขณะนี้เป็นเงื่อนไขที่ดีกว่าการลงสนามเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ แถมพรรคร่วมรัฐบาลก็กำลังอยู่ในฐานะที่ได้รับผลประโยชน์จากตำแหน่งรัฐมนตรีที่จัดสรรกันในปัจจุบัน (และขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ยังไม่ต้องการเสี่ยงกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ในขณะนี้)
รัฐบาลกำลังมองว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวและการอัดฉีดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเฟสใหม่ จะทำให้ประชาชนลืมผลงานในอดีตของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และขั้วการเมืองใหญ่ๆ จะย้ายข้าง (band wagon effect) มาเป็นอิสระจาก พ.ต.ท. ทักษิณ เช่นหลายกลุ่มเดิมในไทยรักไทย ตลอดจนล่าสุดก็คือกลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งจะช่วยให้สามารถขจัดอิทธิพลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้ในระยะยาว
ด้วยเดิมพันแบบนี้ ในช่วงเวลาแตกหัก, ภาระการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์จะตกอยู่กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
