โดย “เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์” : Siam Intelligence Unit
ผู้คนในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับ ความฉลาดในการคิดคำนวณมากเกินไป ขณะที่ให้ความสำคัญกับ ศิลปะในการจัดการ โน้มน้าว และการควบคุมจิตใจของตนให้สงบนิ่ง น้อยเกินไป แต่บางคนก็กลับกัน อย่างไรก็ตาม ขอเพียงเรามีความเป็นเลิศสักทาง ย่อมประสบความสำเร็จได้ ที่น่าเศร้า คือ ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย จะไม่เก่งสักทาง หรือเก่งทั้งสองทาง แต่ไม่เป็นเลิศ จึงน่าเป็นห่วงยิ่งนัก
Bill Gates เป็นตัวอย่างของคนประเภทแรก Buffet เป็นตัวอย่างของคนประเภทหลัง ซึ่งต่างประสบความสำเร็จทั้งคู่ แต่วันนี้เราเน้นไปที่ตัวอย่างหลัง
Buffet ไม่ติดตามราคาหุ้นแบบรายวัน มีจิตใจสงบนิ่ง ควบคุมชีวิตความเป็นอยู่ให้เรียบง่าย แต่มีความสุข บางคนอาจมองว่าชีวิตแบบนี้น่าเบื่อ อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องเหมือนเขาทั้งหมด เพียงนำตัวอย่างมาประยุกต์ใช้
Soros เน้นเรื่องใจสงบนิ่งมาก แต่กลับเป็นนักเก็งกำไรตัวยง ดังนั้น จึงไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการลงทุน หรือการไม่ติดตามราคาหุ้นแบบรายวัน แต่อยู่ที่การฝึกฝนจิตใจ
หานซิ่น แม่ทัพใหญ่คู่บารมีหลิวปัง/เล่าปัง (บรรพบุรุษของเล่าปี่) ผู้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นอันยิ่งใหญ่ ในวัยเด็กยอมคลานรอดหว่างขานักเลงท้องถิ่น อาจด้วยความขี้ขลาด หรือไม่อยากนำพิมเสนไปแลกกับเกลือ ย่อมยากจะคาดเดา แต่สุดท้าย เขามีชีวิตรอดกลับมา เพื่อต่อสู้ในยุคแผ่นดินเดือด ใช้ความสามารถทางทหาร ช่วยเหลือหลิวปัง สานภารกิจยิ่งใหญ่รวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น
นี่อาจเป็นความฉลาดในการยอมอดกลั้นเรื่องเล็กน้อย เพื่อการณ์ใหญ่ในวันข้างหน้า
หลังจากนั้นเรื่องราวมีความผันผวนหลายประการในชีวิต จนเขาเกือบที่จะทรยศต่อหลิวปัง แต่ในที่สุด ได้มีวันเวลาที่ดี ในการฉลองชัยชนะของการรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่นร่วมกับพี่น้องร่วมอุดมการณ์และคนทั้งแผ่นดิน
แต่ใครจะทราบว่า คนชาญฉลาดด้านการทหารเยี่ยงนี้ จะขาดความเข้าใจทางการเมือง จางเหลียง ซึ่งเป็นขุนพลคู่ใจหลิวปัง และมีความดีความชอบไม่แพ้หานซิ่น กลับลาออกจากราชการ เพราะรู้ว่าหลิวปังเป็นคนขี้ระแวง ร่วมทุกข์ได้แต่ไม่อาจร่วมสุข
และแล้ววันหนึ่ง เรื่องราวก็เกิดขึ้น
หลิวปังซึ่งได้สถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้แล้ว ได้เอ่ยปากถามหานซิ่นว่า ถ้าให้นายทหารคนนี้บัญชาทัพ เขาจะคุมทหารได้กี่คน หานซิ่นตอบว่า 5 หมื่นคน แล้วคนนี้คุมได้เท่าไร หานซิ่นตอบว่า ไม่เกิน 2 แสนคน ฮ่องเต้จึงสงสัยอยากรู้ถามว่า สำหรับข้าจะคุมทหารได้สักกี่คน หานซิ่นตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ควรเกิน 1 แสนคน ฮ่องเต้จึงถามต่อไปอย่างสนใจว่า แล้วเจ้าสามารถคุมได้สักกี่คน “ยิ่งมากยิ่งดี” พอเผลอตอบไป หานซิ่นพึ่งสำนึกตัวได้ว่า ไม่ควรพูด แต่ยังมีปฏิภาณไหวพริบอยู่บ้าง จึงตอบว่า แต่ท่านคุมข้าได้ ดังนั้น จึงสามารถควบคุมทหารได้ไม่สิ้นสุดเหมือนกัน นี่คือปฏิภาณไหวพริบ แต่สายไปแล้ว ประโยคแรกที่ผิดพลาดขาดสติ ได้ฟังตรึงอยู่ในสายเลือดของหลิวปังแล้ว วาระสุดท้ายของหานซิ่นคงอยู่ไม่ไกล
รายละเอียดบางประการ อาจคลาดเคลื่อน แต่นั่นไม่สำคัญ ผมแค่ต้องการชี้ให้เห็นว่า แม้แต่คนที่ชาญฉลาดอย่างหานซิ่น ยังสามารถผิดพลาดได้ และความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยนำมาซึ่งชีวิต
แต่เราไม่จำเป็นต้องระมัดระวังขนาดนั้น ในยุคสมัยนี้ หากเราฝึกฝนตัวเองให้มีสติ จิตใจสงบนิ่ง เราจะมีความผิดพลาดจำกัด สามารถคิดอ่านได้ยาวไกล เพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการคิด เพื่อวางแผนการใหญ่ให้ชีวิต
แต่เพียงแค่รักษาจิตใจให้สงบนิ่งนั้น ยังไม่เพียงพอ มันจะกลายเป็นนิ่งอย่างกลวงเปล่า มันต้องผสมผสานด้วย ความรู้มูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้กล่าวไปหลายครั้งแล้ว การศึกษาหาความรู้ ถ้าทำอย่างถูกต้อง จะช่วยสร้างความสงบนิ่งให้จิตใจ และจิตใจที่สงบนิ่ง ย่อมช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆได้กระจ่างชัด ปราศจากอคติ จึงนำมาซึ่ง “ความรู้” เป็นการหนุนเสริมพัฒนาซึ่งกันและกันได้ไม่สิ้นสุด
แต่สิ่งที่ยากคือ ศึกษาอย่างไรให้เกิดความรู้ที่นำไปสู่ความสงบนิ่งของจิตใจ ฝึกฝนจิตใจให้สงบนิ่งอย่างไร จึงนำไปสู่การมองเห็นความจริงและความรู้อย่างปราศจากอคติ
แนวทางหนึ่งที่ผมขอนำเสนอ คือ การแสวงหาความรู้ผ่านการฝึกฝนศิลปะประสานวง ซึ่งจะนำมาซึ่ง “ผลึกความรู้สุดยอด” และจิตใจสงบนิ่งเปิดกว้าง
ในอดีต ผมมีความเชื่อฝังลึกว่า การพูดคุยกับคนอื่น ย่อมได้เพียงความรู้ผิวเผิน ไม่อาจพูดคุยแบบลึกซึ้งได้ ถึงทำได้ย่อมเสียเวลามาก ไม่คุ้มค่าเท่าการอ่านหนังสือ มุมมองนี้ในระยะแรกอาจได้ประโยชน์มากกว่า ความเชื่อตรงข้ามที่เน้นแต่การพูดคุยถกเถียงกับผู้อื่น ไม่ยอมไปอ่านหนังสือเพื่อลงลึกถึงแก่นของเรื่องราว แต่ความสลับซับซ้อนของโลกนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทั้งสองทางต่างผิดพลาด การพูดคุยเพื่อหาความรู้นั้น หากทำอย่างมีศิลปะ จะช่วยย่นเวลาในการอ่านหนังสือลงมากมาย แต่หากทำได้ไม่ดีนัก การอ่านหนังสือเพียงลำพังย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ศิลปะการสนทนาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ลึกซึ้งเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก แต่พอสรุปแก่นได้ คือ ต้องรวบรวมกลุ่มคนที่มีความรู้ยิ่งยวด เพราะหากมีวัตถุดิบที่ไม่ดีแล้ว ย่อมไม่อาจได้ผลผลิตที่ดีได้ และคนที่มีความรู้ยิ่งยวดเหล่านั้น จะต้องมีจิตใจที่เปิดกว้างด้วย เมื่อรวบรวมได้แล้ว เราต้องใช้ศิลปะในการประสานวง เพื่อทำให้ความคิดที่แลกเปลี่ยนกันนั้นเกิดความลื่นไหล เคลื่อนคล้อย สามารถสอดประสานกันอย่างถึงที่สุด จนเกิดพลังเพิ่มพูน สังเคราะห์เป็นความรู้สุดยอด จนทุกคนในวงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในที่สุด
นี่เป็นสิ่งที่พวกเราพยายามทำกันอยู่อย่างจริงจัง และเชื่อได้ว่าสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง
ศิลปะในการประสานวง ซึ่งอาจใช้ในวงประชุมหรือ การพูดคุยสนทนาทั่วไป ย่อมทำให้เกิดรสชาติที่งดงามเกินบรรยายนั้น บางครั้งคุณต้องใจนิ่ง เปิดโอกาสให้วงเลื่อนไหล บางครั้งอย่ายึดความจริงมากเกินไป เพราะการที่คุณไปขัดแย้งเขา อาจทำให้ความคิดดีๆของเขาสะดุดลง แต่ถ้าปล่อยให้เขาพูดมากเกินไปโดยไม่ขัดแย้ง อาจได้ความคิดที่ไม่เฉียบคมพอ ดังนั้น การขัดแย้ง ต้องทำในจังหวะพอดี ผมใช้คำว่า “อย่าขวางกระแส” ซึ่งหากเราทำได้ดี วงพูดคุยจะมีพลังมาก แม้คนในวงจะไม่เก่งมากนัก แต่เนื่องจากพลังของวง ความคิดที่กระจายอย่างทั่วถึง ถูกร้อยรัดขัดเกลาจากสมาชิกในกลุ่ม ย่อมทำให้เกิดความคิดมูลค่าเพิ่มจำนวนมากมาย
จากประสบการณ์ส่วนตัว ตอนแรกผมไม่ชอบวิธีการแบบนี้ โดยคิดไปเองว่า ถ้าผมขัดแย้งพวกเขาในทันที และใส่ความคิดของผมเข้าไปเสริมในจุดที่คนอื่นบกพร่อง จะช่วยให้ได้ความคิดที่ดีกว่า และเมื่อพูดคุยต่อไปย่อมเริ่มจากความคิดที่ดีมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ถือเป็นการสร้างเส้นทางลัด ทำให้เสียเวลาลดน้อยลง แต่การคิดแบบเส้นตรงนี้ผิดพลาด เพราะโลกนี้เป็น Non linear สิ่งที่ดูเหมือนมีประสิทธิภาพ กลับขาดประสิทธิภาพ การยอมเสียบางสิ่งไปอย่างดูเหมือนโง่เขลา อาจได้บางสิ่งที่มีค่ามากกว่ามาทดแทนอย่างไม่คาดคิด การปล่อยให้เขาพูดจนจบ หรือมีจังหวะที่เหมาะสมแล้วเราค่อยแทรก ด้วยวิธีการที่มีศิลปะ นอกจากได้ความรู้ที่เหนือกว่าวิธีแบบแทรกแซงทันทีแล้ว ยังช่วยสร้างอารมณ์ความรู้สึกที่ดี ความสัมพันธ์ที่งามพร้อมอีกด้วย
ลองฝึกด้วยวิธีง่ายๆแบบนี้ อาจเป็นเรื่องไม่คุ้นเคยในตอนแรก เกิดความรู้สึกอึดอัดถึงความด้อยประสิทธิภาพ แต่ถ้ายอมเสียเวลาฝึกฝนได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว จะเกิดประโยชน์ต่อชีวิตอย่างมหาศาล ต้นทุนที่สูญเสียไปจากการฝึกฝนศิลปะนี้ อาจเทียบเท่ากับการอ่านหนังสือดี 10 เล่ม แต่หลังจากสร้างทักษะนี้ขึ้นมาแล้ว จะสามารถเก็บรับความรู้จากวงสนทนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นำยอดความรู้มาต่อยอดในการสังเคราะห์หนังสือที่อ่านในครั้งต่อไป เมื่อทำเช่นนี้หลายๆครั้ง ย่อมพบว่าเกิดความก้าวหน้าในการแสวงหาความรู้อย่างใหญ่หลวง จนคุ้มค่ากว่าต้นทุนเวลาในการอ่านหนังสือ 10 เล่มที่เสียไป
การเล่นหุ้นต้องอาศัยจิตใจนิ่งสงบถึงที่สุด ไม่หวั่นไหวไปตามความผันผวนของตลาด แต่ย่อมไม่ควรดูถูกตลาด ทุกคนที่เข้ามาเล่นย่อมไม่ใช่คนโง่ และทุกคนย่อมแสวงหากำไร ไม่มีใครยอมขาดทุนโดยไม่มีเหตุผล ในบางครั้งการที่ตลาดปรับตัวลงย่อมมีความผิดปรกติบางอย่างเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์หวั่นวิตกของนักลงทุนอย่างเลื่อนลอยเสมอไป ดังนั้น บางครั้งเราอาจต้องยอมขายตามโดยยังไม่รู้สาเหตุ และอาจพบสาเหตุที่แท้จริงภายหลังจากเหตุการณ์สงบลง เพราะความสามารถในการเข้าถึงข่าวสารของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน แต่อย่างที่กล่าวไป แค่เพียงจิตใจที่นิ่งสงบย่อมไม่เพียงพอ “ความรู้มูลค่าเพิ่ม” มีส่วนช่วยในการทำให้ใจสงบนิ่งอย่างถูกต้องแท้จริง เพราะความสงบนิ่งขณะที่เล่นหุ้นปั่น นั้น อาจเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง เพราะหุ้นปั่น ไม่มีมูลค่ารองรับ ถ้าลงอาจต้องตัดใจขาย หรือหากพื้นฐานกิจการเกิดความเปลี่ยนแปลง เราย่อมต้องมีความรู้เพื่อช่วยในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงอาศัยจิตใจที่สงบนิ่ง อย่างไรก็ตาม ถ้าเราถือหุ้นพื้นฐานดี ราคาเหมาะสมแล้ว เราต้องมั่นใจ ยกเว้นมีข่าวร้ายที่กระทบพื้นฐานกิจการ ไม่เช่นนั้น เราต้องใจนิ่ง เราต้องมั่นใจในของดีที่อยู่ในมือเรา นี่คือ การผสมผสานระหว่างความรู้กับความสงบนิ่งของจิตใจ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ชอบยกคติในพุทธศาสนาที่ว่า “สติเกิดปัญญาเกิด” ผมชอบมาก ฟังตั้งแต่สมัยเมืองไทยรายสัปดาห์ แต่ผมขอเสริมคุณสนธิว่า “ปัญญาเกิดสติเกิด” มันเป็นวิภาษวิธี หากใครสามารถทำสองอย่างนี้ให้หนุนเสริมกันอย่างถึงขีดสุด เขาย่อมประสบความสำเร็จในชีวิต
สุดท้ายขอปิดท้ายด้วยคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคน ให้เข้าใจความจริงในอีกมุมหนึ่งว่า คนที่ประสบความสำเร็จ อาจไม่จำเป็นต้องเก่งเลิศเลอ แต่ต้องรู้จักวิธีมองหาของดี มองหาคนเก่ง และใช้ศิลปะในการบริหารจัดการ สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความจงรักภักดี สร้างระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ขุมกำลังของเราสามารถสร้างกิจการใหญ่ได้สำเร็จ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะมีได้ จำต้องฝึกฝน ต้องมีใจสงบนิ่ง และที่ละเลยไม่ได้คือ ต้องมีความรู้ อาจไม่ใช่ความรู้เฉพาะทาง แต่ก็เป็นความรู้เชิงบริหาร ความรู้ควบคุมจิตใจ ความรู้แบบองค์รวม
หลิวปัง หรือ ฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น เคยกล่าวไว้ว่า ” พูดถึงการวางแผน ข้าสู้ จางเหลียง มิได้ จางเหลียงนั่งวางแผนอยู่ในกองบัญชาการ แต่สามารถกำหนดชัยชนะไกลนับพันลี้ พูดถึงการปกครองประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข ข้าสู้ เซียวเหอ มิได้ เซียวเหอ รู้จักเอาใจใส่ประชาราษฏร์ สนองเสบียงกรังไม่สิ้น พูดถึงการสู้รบ ข้าสู้ หานซิ่น มิได้ หานซิ่น สามารถนำทหารนับหมื่นออกสู้รบอย่างกล้าหาญ รบคราใด ชนะครานั้น บุคคลทั้งสามล้วนเป็นยอดคน แต่ข้าสามารถใช้งานคนทั้งสามได้ นี้คือเคล็ดลับในการได้บัลลังก์ของข้า”
ในครั้งหน้า เราจะมาพูดเรื่องที่ผมคิดว่า สำคัญที่สุด เท่าที่เราทำรายการมา 20 ครั้ง บางทีผมอาจพูดเรื่องนี้มาหลายรอบแล้ว แต่ผมยังรู้สึกว่า ต้องพูดอีก เพราะมันเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด ในการประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งผมได้ค้นคว้ามาตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ต่อไปผมพยายามพูดเรื่องนี้ให้น้อยลง เพราะผู้ฟังอาจเบื่อหน่ายได้ แต่ขอครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ที่จะทำการสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ ไม่เช่นนั้น ผมรู้สึกไม่สบายใจ ที่ไม่ได้มอบ “กุญแจสำคัญ” ในการดำรงชีวิต กำนัลให้ท่านผู้ฟัง ผมเชื่อว่า หากท่านประยุกต์ใช้มันอย่างจริงจังแล้ว ทุกท่านสามารถสำเร็จได้
“ในโลกหล้าไม่มีเรื่องใดยาก กลัวแต่ใจคน” สุภาษิตจีนโบราณ
