Practical Report อภิสิทธิ์แจงเยือนญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ พร้อมได้เงินกู้กว่า6หมื่นล้านเยนสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงาน ภารกิจการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตามคำเชิญของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเยือนในวันสุดท้าย ว่า เมื่อเวลา 08.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว นายคัสซูยา โอกาดะ รองหัวหน้าพรรคดีพีเจของญี่ปุ่น เข้าเยี่ยมคารวะ



ที่มาของภาพ – สถานเอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงโตเกียว

ทั้งนี้ นายคัสซูยากล่าวว่า เคยพบกับนายอภิสิทธิ์มาก่อน ในช่วงไทยประสบปัญหาภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ในปี 2540 ซึ่งในคราวนั้นนักลงทุนญี่ปุ่นได้แสดงความมั่นใจว่า จะลงทุนในประเทศไทยต่อไป และเชื่อว่าปัจจุบันนักลงทุนก็ยังมีความมั่นใจต่อไป แม้ว่าปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้จะกระทบกับทุกประเทศทั่วโลก มีการลดการจ้างงานเกิดขึ้นทั้งในญี่ปุ่น และไทย โดยแนวทางหนึ่งของการรับมือปัญหาดังกล่าว คือการสร้างความต้องการให้คงอยู่เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งไทยและญี่ปุ่นจะต้องช่วยกัน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี และการเยือนญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความใกล้ชิด และความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับไทยมาโดยตลอด ขอขอบคุณญี่ปุ่นที่ไม่เคยทอดทิ้งไทย แม้ว่าจะประสบปัญหาภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ มั่นใจว่าสถานการณ์ประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติ รัฐบาลและรัฐสภาสามารถดำเนินงานต่อไปได้ นโยบายต่างๆ ได้รับการผลักดันและนำไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะการประชุมอาเซียนซัมมิทในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะได้มีการหารือร่วมกันในการรับมือและแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ต่างๆ ด้วย

จากนั้น เวลา 11.00 น. ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทย ภายหลังการหารือกับนายทะโร อะโซ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ว่า ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตการเงินโลก ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับไทย และเป็นประเทศคู่ค้าและคู่ลงทุนที่สำคัญของไทย โดยที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาทางการเมือง การเยือนญี่ปุ่นจะสร้างความเข้าใจและความมั่นใจในประเทศไทยต่อทุกภาคส่วน เพื่อการขยายการลงทุนในไทยต่อไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ได้หยิบยกขึ้นมาหารือ เพื่อให้ญี่ปุ่นมีความมั่นใจที่จะขยายการลงทุนในไทยอย่างเชื่อมั่น ในส่วนของพหุภาคี อาเซียน-ญี่ปุ่น กำลังจะมีข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ซึ่งไทยในฐานะประธานอาเซียนจะสร้างความมั่นใจในความร่วมมือดังกล่าว

“ไทยและญี่ปุ่นจะร่วมกันในการช่วยเหลืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และการพัฒนาในด้านต่างๆ ส่วนด้านการค้าและการลงทุน ไทยและญี่ปุ่นจะขจัดอุปสรรคที่ยังคั่งค้างอยู่ และยังมีธุรกิจอีกหลายด้านที่ยังมีโอกาสพัฒนาร่วมกัน ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้อนุมัติเงินกู้สำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดงวงเงิน 63,000 ล้านเยน แก่ไทยเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโครงการจะเร่งเดินหน้าต่อไป” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ขณะที่เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ ที่ติดตามภารกิจการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการหารือกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ว่า มีความเห็นตรงกันในการขยายความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงร่วมกันพัฒนาประเทศในกลุ่มอาเซียนให้เป็นหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก โดยจะใช้เวทีอาเซียน+3 หรือการประชุมกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกประกาศความตั้งใจร่วมกัน ทั้งนี้ญี่ปุ่นมองไทยเป็นหุ้นสำคัญในการพัฒนาหลายๆ ด้าน สำหรับการลงทุนทั้งญี่ปุ่นและไทย ต้องการขจัดอุปสรรคที่ยังคั่งค้างอยู่ในการปฏิบัติตามข้อตกลง

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนการพบปะนักธุรกิจญี่ปุ่น มีการพูดคุยกันทางด้านความร่วมมือในหลายด้าน เช่น การพัฒนาบุคลากรผ่านสถาบัน หรือองค์กรของไทยและญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบุคลากร ที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และใช้สถาบันเหล่านี้ในการเตรียมความพร้อมของไทย ที่จะส่งสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของญี่ปุ่นกำหนด ขณะเดียวกันรัฐบาลก็จะสนับสนุนมาตรการค้ำประกันสินเชื่อให้นักลงทุน และมาตรการระยะสั้นในการรักษาตลาดยานยนต์ แต่อยากขอให้บริษัทสำนักงานใหญ่ รักษาสถานะสภาพคล่องของบริษัทสาขาในประเทศไทย เพื่อจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยอีกทางหนึ่งด้วย

ที่มา – มติชน

ความเห็น SIU:
ได้เคยให้ ความเห็นไปแล้ว ว่า การเยือนญี่ปุ่นของนายกอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จอันสะท้อนถึงพลังโอบอุ้มที่มีอยู่เบื้องหลังรัฐบาลชุดนี้ที่มีมาจากหลากหลายฝ่าย ทั้งพลังทางการเมือง พลังสายสัมพันธ์ และพลังทุน

  • AI

    ผมคิดว่า จะดีและยั่งยืนกว่าไหม ถ้าประสบความสำเร็จ จะเกิดขึ้นจากความรู้ ความสามารถของตนเอง เพราะการที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นมีข้อดีก็จริง แต่จะมีสักเท่าไรกันที่จะช่วยเหลือโดยไม่มีข้อเรียกร้องหรือต้องการบางสิ่งบางอย่างเป็นการตอบแทน คำถามที่ควรถามตนแต่เนื่อน ๆ คือเราได้สิ่งใดมา และต้องเสียสิ่งใดไป คุ้มกันไหมในภายภาคหน้า และโดยความเห็นส่วนตัวผมค่อยข้างมีอคติกับการสร้างรถไปฟ้าราคาแพง ทำให้นึกถึงคำกล่าวที่ว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะการสร้างรถไฟฟ้าต้องใจงบประมาณที่สูงมาก ถ้าเทียบกับประโยชน์ที่ได้แล้วเอาข้อมูลมาจากไหน ใครบอกว่าคุ้มค่าเอาอะไรมารับประกัน สถานะของบริษัทเอกชนที่ทำรถไฟฟ้าปัจจุบันเป็นอย่างไร และที่คิดว่ามันแพงก็ดูที่ต้นทุนการก่อสร้างซึ้งส่งผลในการคำนวนค่าบริการ อีกกี่ร้อยปี ถ้าเที่ยบค่าบริการปัจจุบันแล้ว ไปกลับสุดสาย เกือบเท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าแรงขั้นต่ำเลย ถ้าคิดถึงการคำนวนค่าครองชีพแล้ว รวมค่าเช่า ค่าอาหาร เข้าไปติดลบแน่ ๆ แปลว่า คนใช้แรงงาน หรือพนักงานทั่วไป ไม่เหมาะแก่การใช้งานรถไฟฟ้านี้ หรืออีกความหมายนึงสร้างมาเพื่อผลประโยชน์และรองรับประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น เหมือนทางด่วนก็ด้วย มันเป็นธรรมแล้วหรือที่สร้างถนนซึ่งต้องเวนคืนที่ทำกินและอยู่อาศัยมาสร้างถนนแล้วเก็บเงินค่าผ่านทาง เท่าที่ผมเข้าใจเหล่านี้เป็นการแสวงประโยชน์ ซึ่งต้องระวังให้ดี บางครั้งการวางยา ก็เกิดขึ้นได้ในการเสนอนโยบาย และแนวคิดต่าง ๆ เช่น การคิดและประกาศว่าจะเก็บภาษีทรัพย์สิน มันขัดแย้งโดยสินเชิงกับการลดภาษีค่าโอนทรัพย์สิน เช่นการกระตุ้นการซื้อที่อยู่อาศัย เพราะถ้าซื้อวันนี้ได้ค่าโอนต่ำก็จริง แต่กลับเสี่ยงที่จะต้องเสียภาษีทรัพย์สินในอนาคตซึ้งยังไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเท่าไร คิดว่าคนมีเงินเขาก็น่าจะคิดได้อย่างนี้หรือเปล่า ไม่แน่ใจ มีข้อมูลหรือมุมมองอื่นก็บอกันด้วยนะครับ บ่นแค่นี้แหละครับ