Practical Report “รัฐบาลอภิสิทธิ์” : 9 เดือนที่ “สาปสูญ”

“คนหนุ่ม” ย่อมเป็น “ความหวัง” สำหรับอนาคต

แต่สิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ดำเนินการมาตลอด 9 เดือนนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ “ตกยุค” และไม่เพียงพอที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การรับมือกับความผันผวนของศตวรรษที่ 21 อย่างมั่นใจ

สำหรับปัญหาการเมืองนั้น ถึงแม้ทุกคนจะคาดหวัง แต่ก็เป็นเรื่องที่พออภัยได้ เพราะปัญหาค่อนข้างจะพัวพันซับซ้อนยิ่งนัก ที่สำคัญ รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังต้อง “พึ่งพา” เสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลและแรงสนับสนุนจากหลายทิศทาง จึงยากที่จะสำเร็จได้

ที่แย่ยิ่งกว่า คือ วิสัยทัศน์และนวัตกรรมในการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ซึ่งที่รัฐบาลนี้ยังไม่มี “คำตอบ” ให้ประชาชน โดยในช่วงเริ่มต้นรับตำแหน่งก็อาจอนุโลมได้ว่า “นโยบายเศรษฐกิจที่ดี ต้องใช้เวลาในการพัฒนา” แต่ 9 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลพิสูจน์ให้เห็นว่าได้ใช้เวลาอันมีค่านี้ไปอย่าง “สาปสูญ”

“คนไทย” กำลังมอมเมาตัวเองในด้านดีว่า “เศรษฐกิจโลก” กำลังจะฟื้นตัว โดยลืมพิจารณาว่า หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจริงตามที่รัฐบาลป่าวประกาศ ก็ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวตามไปด้วย เพราะทุกครั้งภายหลัง “วิกฤตเศรษฐกิจโลก” จะมีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วยเสมอ และหากคนไทยยังหลงละเมอกับการส่งออก “สินค้าและบริการ” แบบเดิมไปยัง “ตลาดโลก” ก็อาจต้องเผชิญความผิดหวังอย่างร้ายแรง

ในระยะสั้น 2-3 ปีข้างหน้า โครงสร้างเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านจากเก่าไปใหม่ จึงทำให้สินค้าและบริการแบบเดิมๆของไทยยังสามารถส่งออกไปขายได้ แต่หลังจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “ยุคใหม่” แล้ว ประเทศไทยที่พึ่งค้นพบความจริงอันโหดร้ายก็จะประสบภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

เมื่อถึงปี 2555 ที่สภาพความจริงใหม่ของเศรษฐกิจโลกได้เผยตัวขึ้นมา คนไทยทุกคนก็จะตื่นจากฝันร้าย พร้อมกับค้นพบว่า “งบประมาณ” ที่จะนำมาใช้ยกระดับ “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ได้ละลายหายไปแล้วกับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งสิ้นสุดในปี 2555 พอดิบพอดี

ปัญหาของ “ไทยเข้มแข็ง 2555” ไม่ได้อยู่ที่การใช้จ่ายเงินมหาศาลถึง 1.4 ล้านล้านบาท ไม่ได้อยู่ที่การคอร์รัปชั่น แต่อยู่ที่ความล้าสมัยของนโยบาย ซึ่งเป็นวิธีการในการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่เหมาะสมกับปัญหาทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 อีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดจึงสะท้อนว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ขาดไร้ซึ่งวิสัยทัศน์และนวัตกรรมในการนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคต

แน่นอนว่า รัฐบาลได้ประกาศที่จะสนับสนุน “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” ด้วยวงเงินถึง 20000 ล้านบาท แต่ปัญหาก็ยังวนกลับมาที่เรื่องเดิม คือ รัฐบาลขาดแคลนวิสัยทัศน์และนวัตกรรมที่จะเข้าใจถึงวิธีการในการสนับสนุน Creative Economy จึงยังคงเน้นไปที่ “วิธีการเดิมๆ” ที่ใช้มาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว นั่นคือ การอัดฉีดเงินเพื่ออุดหนุนธุรกิจที่อยู่ในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และหวังว่าธุรกิจเหล่านั้นจะดิ้นรนพัฒนาตนเองให้เติบโตยั่งยืนได้ในอนาคต

แท้จริงแล้ว “วิธีการที่เหมาะสม” ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะเข้าใจก็คือ จุดชี้ขาดของ “Creative Economy” ไม่ใช่เริ่มต้นที่ “เงิน” เหมือนในอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ควรเริ่มต้นที่การพัฒนาบ่มเพาะ Creative Infrastructureเพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) ให้มีความริเริ่มโดดเด่น (Original Invention) เพียงพอที่จะส่งออกไปยังตลาดโลก

ปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา จึงไม่ใช่อยู่ที่ “ทำอะไร” เพราะในบางเรื่องรัฐบาลก็ดูเหมือนจะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ แต่สิ่งที่เป็นความบกพร่องคือ “ทำอย่างไร” ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ยังคงยึดโยงกับ “วิธีการแบบเก่า (Old Paradigm)” ในการแก้ไขปัญหา จึงทำให้ไม่มีความสร้างสรรค์เพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนเปลี่ยนแปลงของปัญหาใหม่ในศตวรรษที่ 21

ประเทศไทย “โชคร้าย” ที่ต้องเผชิญวิกฤตการเมืองควบคู่ไปกับวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มีอำนาจเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ทางออกที่ดีกว่า คือ การทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่จำกัดในการค้นหา คัดเลือก ดึงตัว และพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) จากหลากหลายอาชีพ จากทั่วทุกซอกมุมของประเทศไทย เพื่อร่วมกันสร้าง “ทีมงานเศรษฐกิจและนวัตกรรม” ในการปฏิรูป “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ให้สามารถรับมือกับ “การแข่งขันที่เข้มข้นโหดร้าย” ของเศรษฐกิจโลก

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่า คือ คุณกรณ์ จาติกวณิช ให้สัมภาษณ์ในการริเริ่ม “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” โดยพอสรุปได้ว่า “ประเทศไทยมีเงินเหลืออยู่ในระบบค่อนข้างมาก ดังนั้น ในเวลาที่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่นี้ จึงควรที่จะนำเงินเหล่านี้มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากวิกฤต” มองเผินๆเป็นความคิดริเริ่มที่ดี แต่ที่น่าเคลือบแคลง คือ รัฐบาลกลับชะล่าใจโดยการวางเดิมพัน 1.4 ล้านล้านบาทไปกับนโยบายนี้ โดยไม่คิดที่จะวิจัยค้นคว้าเพื่อหา “วิธีการที่ดีที่สุด” ในการใช้เม็ดเงินนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

1000 ล้านบาท เป็นเพียง “เศษเสี้ยว” ของงบประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้สร้าง “ทีมวิจัยและปฏิบัติการ” เพื่อคิดค้น “นวัตกรรม” ทั้งในเชิงทฤษฏีและปฏิบัติ เพื่อทำให้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างสูงสุด

แต่รัฐบาลก็ไม่ดำเนินการอะไรเลย ที่จะเป็นการ “ประกัน” ความเสี่ยงของเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ว่าจะไม่ละลายหายไปในกลีบเมฆ ซ้ำร้อยกับ “เช็คช่วยชาติ” ที่เป็นบทเรียนซึ่งรัฐบาลไม่เคยสำนึกจดจำ

สุดท้ายแล้ว นโยบายที่รัฐบาลภาคภูมิใจที่สุด “เรียนฟรี 15 ปี” ก็เป็นเพียง “วิธีคิดแบบเก่า” ในการพัฒนาการศึกษาเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แต่รัฐบาลก็ยัง “งมงาย” คิดว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้ประชาชนไทยอย่างมหาศาล โดยลืมนึกไปว่า “งบประมาณ” ที่ทุ่มเทลงไปให้กับโครงการนี้ ยังสามารถนำไปพัฒนาการศึกษาที่เหมาะสมให้กับประเทศไทยได้ดีกว่านี้มากมายนัก

การลงทุนพัฒนาการศึกษา“วิชาชีพเฉพาะทาง” ให้มีความเป็นเลิศที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยที่เยาวชนไทยไม่ต้องพึ่งพาปริญญาจากรั้วมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว การลงทุนพัฒนาหลักสูตร “นวัตกรรม” ที่ให้เสรีภาพในการคิดสร้างสรรค์โดยไม่ถูกจำกัดโดยวัฒนธรรมของระบบการศึกษาแบบเดิม หรือแนวคิดดีๆอีกมากมายที่น่าจะมี “คุณค่า” ต่อประชาชนชาวไทยมากกว่า “เรียนฟรี 15 ปี” แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจที่จะนำมาพัฒนาเป็นนโยบาย

9 เดือนที่ “สาปสูญ” ก็คงไม่อาจกู้กลับคืนมาได้ แต่หากรัฐบาลยังคงยืนหยัดในวิธีคิดแบบเดิม หรือพัฒนา “เนื้อหาใหม่” โดยใช้วิธีการแบบเดิม ประเทศไทยของเราก็อาจค่อยๆสาปสูญไปจากเวทีโลก เศรษฐกิจไทยก็จะดำดิ่งลงเหว ซึ่งท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง และเมื่อถึงเวลานั้นเมืองไทยก็จะเข้าสู่ “กลียุค” อย่างแท้จริง

รัฐบาลทักษิณ ถูกข้อกล่าวหาที่หนักหน่วงรุนแรงว่า “ขายชาติ” แต่โชคร้ายที่ถูกปฏิวัติในวันที่ 19 กันยายน 2549 เราจึงไม่มีโอกาสได้เห็นว่า การบริหารประเทศที่ถูกกล่าวหาว่า “ขายชาติ” นั้นจะมีผลสรุปสุดท้ายเป็นอย่างไร แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่โชคดีได้เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 9 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีผลงานใดที่เป็น “นวัตกรรม” ซึ่งเหมาะสมในการนำประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตไปสู่อนาคตได้ อาจจะกำลัง “ขายชาติ” โดยการอยู่เฉยๆ เอาตัวรอดไปวันๆ แล้วปล่อยให้ประเทศไทยจมดิ่งลึกลงไปในวิกฤต จนกระทั่งกลายเป็น “ชาติ” ที่สาปสูญ ไร้ที่ยืนในหน้าประวัติศาสตร์โลก

หวังว่า 9 เดือนข้างหน้า “รัฐบาลอภิสิทธิ์” จะก้าวหน้ากว่านี้ ในการสร้าง “นวัตกรรม” ที่ปลดปล่อยประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สดใส อย่างน้อยก็ในเชิง “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ซึ่งรัฐบาลมีอิสระและสามารถสร้างสรรค์อะไรได้อีกมากมาย หากรู้จักใช้ “จินตนาการ”

  • Tinuviel

    ขอยกนิ้วกับย่อหน้าที่ 3 ก่อนสุดท้าย ว่าด้วยเรื่องการศึกษา เพราะเป็นเรื่องขัดใจและคิดมานานแล้ว การประกาศให้เรียนฟรี 15 ปีจะไม่มีประโยชน์ถ้าเราไม่ลงรายละเอียดไปอีกว่า “เรียนอะไรกัน?” รัฐบาลไม่เคยมีนโยบายในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง (พร้อมเครื่องมือวัดผลที่มีประสิทธิภาพ — อย่าบอกอีกล่ะว่าพัฒนาโดยการส่งครูไปดูงานต่างประเทศ!) ไม่นานมานี้อ่านข่าว ศธ. ประกาศซื้อคอมพิวเตอร์อีกไม่รู้กี่แสนเครื่องแจกโรงเรียนทั่วประเทศ นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงถึง Old paradigm คือมองแต่วัตถุ มองแต่ hardware แต่ไม่ได้มองว่า peopleware นั้นสอดคล้องหรือไม่ (เพราะมันเอามาตั้งโต๊ะโชว์เวลาแถลงข่าวไม่ได้ หรือยังไงคะ?) ยังไงถ้ามีเวลาอาจจะพยายามเรียบเรียงความคิดเป็นบทความว่าด้วยการศึกษาสักทีหนึ่ง (เมื่อไหร่หว่า? :P) ยังไงฝากคุยกันเรื่องนี้หน่อยนะคะ แล้วจะมาแจมอีกค่ะ :D

  • shimadaaki

    การอยู่เฉยๆที่ทำให้ชาติล่มจมนั้น ไม่อาจเรียกได้ว่าเป้นการขายชาติครับ
    เพราะการขายหมายถึงการนำเอาความเป็นชาติไปแลกเปลี่ยนกับบางสิ่งบางอย่าง
    หากอยู่เฉยๆได้จริงๆยังดีเสียกว่า การนำเอาผลประโยชน์ที่เป็นหรือควรจะเป็นของชาติไปให้กับบางกลุ่ม
    กรณีนี้ถือได้ว่าขายชาติครับ
    การขายชาติไม่จำต้องไปเซ็นมอบดินแดนให้ใคร หรือยกผลประโยชน์ให้ต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการนิ่งแล้วให้พรรคพวกรับประโยชน์ไป
    อันนี้ต่างจากอยู่เฉยๆครับ

  • Anonymous

    พัฒนาการศึกษาด้วยเทโนใหม่ๆ แต่การเรียนไม่ตามไปด้วยกัน ถึงเรียนฟรีตลอดชีวิตไม่ได้พัฒนาชาติเลย สรุปผลการเรียนบ้างจะได้รู้ว่าทำถูกต้องหรือไม่ จะได้ทันเขานะท่าน นายกผู้ยิ่งใหญ่ของเรา

  • pornchan chanburi

    พัฒนาการศึกษาด้วยเทโนใหม่ๆ แต่การเรียนไม่ตามไปด้วยกัน ถึงเรียนฟรีตลอดชีวิตไม่ได้พัฒนาชาติเลย สรุปผลการเรียนบ้างจะได้รู้ว่าทำถูกต้องหรือไม่ จะได้ทันเขานะท่าน นายกผู้ยิ่งใหญ่ของเรา

  • scorpion

    การอยู่เฉยๆโดยปล่อยให้ชาติล่มจม เป็นยิ่งกว่าการชายชาติเสียอีก

    เพราะทำให้ชาติเจริญขึ้นหรืออยู่กับที่ก็ไม่ได้ แถมตัวเองยังกั๊กหรือขวางทาง

    ผู้รู้หรือคนที่สามารถพัฒนาชาติไว้ ไม่ให้เข้ามาแก้ไขปัญหาชาติ….ด้วยกลัวว่าตัวเองจะเสียหน้า

  • คนผิดหวัง

    ถึงทีมงาน ….

    ผมได้ฟังวิทยุ 96.5 เช้านี้ แล้วรู้สึกดี คิดว่าจะได้อ่านอะไรดี ๆ จากนักคิดชั้นยอด จากเว็บไซด์นี้ใส่สมองจากที่นี่

    แต่พออ่านไปได้ซักพักนึง ผมกลับรู้สึกว่า “เว็บนี้รับงานมานี่”

    เชียร์ทุกอย่างที่เป็นทักษิณ และต่อต้านทุกอย่างจากฝ่ายที่ไม่ใช่

    คุณทักษิณ เก่งจริงในหลาย ๆ ด้าน ผมยอมรับ แต่ในความเก่งของคุณทักษิณ
    กับมีเรื่องของ “ความไม่รู้จักพอ” อยู่ในการกระทำทุกทาง น่าเสียคายความเก่ง
    แต่คนเรา ถ้าเก่งแล้วไม่มีศีลธรรม จริยาธรรม มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนไร้การศึกษา

    ผมตั้งใจจะมาหาความรู้ใส่หัวจากเวบนี้้ เสียใจครับที่ไม่ได้อย่างที่คิด

  • http://www.palawat.com kan

    วันนี้ได้มีโอกาสพบและสนทนาธรรมกับ ท่านอาจารย์แว่นน้ำ – สุมาเต็กโช ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ทั้งหน้าไมค์บนหน้าปัดคลื่น 96.5 MHz ในความเป็นจริงผมติดงานเสวนาอีกที่หนึ่ง (ที่จุฬาฯ) ตอนแรกคิดว่าคงจะต้องจากห้องส่งไปตั้งแต่เวลา 11.00 น. แต่เห็นบทสนทนาในรายการกำลังไหลรื่น ประกอบกับทุกท่าน ทั้งคุณธันยวัชร์ คุณอาทิตย์ คุณสุรศักดิ์ และคุณเจริญชัย สอดแทรกเนื้อหาสาระ ผสานกับความรื่นรมย์ในการเสวนาอย่างสอดคล้อง สร้างสรรค์

    ผมเองความรู้อาจจะน้อยกว่าเขาเพื่อน วิญญาณแห่งความเป็นนักศึกษาบอกผมว่า นี่เป็น “หน้าต่างแห่งโอกาสที่ไม่มีอีกเป็นครั้งสอง” ที่จะได้รับความรู้ และเป็นประจักษ์พยานแห่งการเสวนาที่รื่นรมย์ เปี่ยมด้วยความรู้เช่นนี้ ที่กินเวลานาน 120 นาทีไป จึงตัดใจโทรไปบอกผู้ประสานงานว่าผมติดรายการวิทยุ คงต้องขอไปทำงานให้ในภาคบ่ายแทน

    คุณธันยวัชร์สอนให้ผมเข้าใจสองเรื่อง หนึ่งคือคำว่าปัญญาชนที่เข้าใจความกระจ่างแจ้งในแบบบูรณาการเป็นฉันท์ใด ที่ผมเคยเข้าใจมาตลอดนั้นว่าคุณธันยวัชร์เป็นปราชญ์เพียงทางการตลาดนั้นผมเข้าใจผิดมาตลอด เพราะคุณธันยวัชร์ยังมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในด้านอื่นๆอีกมาก และสอง “พลังในการเชื่อมโยงและวิเคราะห์” จากปราชญ์ระดับเช่นนี้ ลึกซึ้งขนาดไหน

    เช่นการชี้ความลึกซึ้งเรื่อง “black swan” เมื่อหงส์ที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นสีขาวมาตลอด กลับเป็นสีดำ และหงส์สีดำนั้นสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กับสังคม จนกระทั่งคนในสังคมไม่สามารถปรับตัวได้ทัน เหมือนเช่นเมื่อครั้งสังคมไทยประสบกับเหตุการณ์สึนามิ

    คุณสนธิเป็น “black swan” ของคุณทักษิณ และคุณทักษิณเอง ก็เป็น “black swan” ของใครๆอีกหลายคน

    ด้วยเหตุเช่นนี้ SIU เองจึงไม่อาจละเลยที่จะศึกษาตรวจสอบองค์ความรู้ พร้อมทั้งทำความเข้าใจเหตุผลเชิงลึกของทุกฝ่าย ฝ่ายคุณทักษิณ ฝ่ายคุณสนธิ แม้กระทั่งฝ่ายที่ไม่ใช่คุณทักษิณและคุณสนธิเลยก็ตาม

    อยากแนะนำให้ “คุณคนผิดหวัง” เข้าไปรับชมคลิปการสัมภาษณ์ Practical Utopia ในตอนของทั้งคุณจักรภพ, คุณสุริยะใส, รศ. ดร. ณรงค์, รศ. ดร. สุวินัย, รศ. ดร. พิชิต และท่านอื่นๆ ฯลฯ ไปจนกระทั่งถึง รศ. ดร. ฐิตินันท์ อันเป็นตอนจบชุด มากขึ้น

    หากชอบสัมผัสความรื่นรมย์จากการอ่านจากเนื้อกระดาษแทนที่จะเป็นการรับชมเทปการสัมภาษณ์จากคอมพิวเตอร์ ก็ขอแนะนำ ถังความคิด หนังสือที่ถอดเทปจากการสัมภาษณ์ทั้งหมดในชุดนี้ รวมไปจนถึงบทนำ และบทสรุป ที่เขียนขึ้นมาใหม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะทันออกจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่กำลังจัดอยู่นี้

    อำนาจการตัดสินว่าใครแต่ละคนที่จะเป็น “เสื้อแดง” , “เสื้อเหลือง”, “เสื้อขาว”, ฯลฯ ย่อมขึ้นกับวิจารณญาณของท่านผู้ชม และท่านผู้อ่านได้อย่างเต็มที่

    ประสบการณ์การได้เสวนากับปราชญ์อย่างคุณธันยวัชร์ สอนผมว่าสิ่งที่ผมเคยเข้าใจล่วงหน้ามาก่อน ว่าคุณธันยวัชร์เชี่ยวชาญเพียงการตลาดอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง จนกว่าเราจะได้เสวนากันอย่างลึกซึ้ง

  • zneb

    เห็นคุณกานต์พูดอย่างนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงแนวคิดของ George Soros เรื่อง Open Society ขึ้นมา หลักคิดง่ายๆแต่น่าสนใจมาก โดยคร่าวๆลแวเขามองว่าแน่นอนมันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ แต่เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต มุนษย์ควรเรียนรู้ที่จะเปิดกว้างต่อสิ่งรอบตัว แล้วใช้สังคมเปิดเพื่อเป็นตัวเชื่อมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นในสังคม แต่ไม่ใช่ดีที่สุด แต่ด้วยการเป็นสังคมเปิด มันจะเปิดโอกาสให้เราเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด และเปิดกว้างต่อผู้อื่น เราอยู่ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารไม่สมบูรณ์ มันไม่มีอะไรที่ดี 100% แต่เราสามารถแก้ไขให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆได้ เขาบอกว่าดีที่สุดมันทำให้เราหยุดคิด หยุดปรับปรุงตัวเอง

    ผมว่ายังไงการมีเวทีที่เปิดกว้างและมีเสรีภาพทางความคิดที่ไร้ขีดจำกัด และแต่ละคนงัดเอาศักยภาพที่ดีที่สุด ณ เวลานี้มาแลกเปลี่ยนกันโดยปราศจากอคติ หรือมีให้น้อยที่สุด มันดีกับทุกฝ่าย กระบวนการที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาสังคมผมว่ามันอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ของสังคมนี่แหละ ยังไงที่นี่มันก็เปิดโอกาสให้คนที่มีความคิดต่างกันมาคุยกันอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การมาด่าทอไร้สาระแบบที่อื่นอยู่แล้ว ในแง่นี้ผมว่า SIU เข้ากับแนวคิด Open Society เลยทีเดียว และผมว่า Soros เขาคงมีความยินดีที่มีเวทีแบบนี้ในสังคมไทย

  • AI

    ผมว่า ความเห็นของคุณ คนผิดหวัง อาจจะด่วนสรุปไปหน่อยนะครับ เท่าที่ผมฟัง และอ่านในเวปก็ไม่เห็นมีความเห็นที่โจมตีหรือกล่าวหาว่าร้ายอะไรที่สุดโ่ต่งหรือใช้คำไม่สุภาพนะครับ เราติก็เพื่อก่อนะครับ หากแต่ คำจริงอาจจะระคายหู นั้นต้องรู้ว่าหูใคร ถ้าเป็นคนมีอำนาจหรือมีตำแหน่งอันเป็นภัยแก่ตน ก็ต้องระมัดระวังในการออกความเห็น ซึ่งเป็นที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง สำหรับผม

  • คนไทย100%

    ผมเกิดมาเพิ่งเห็นรัฐบาลตกต่ำที่สุดก็ยุคนี้ไม่จริงใจกับประชาชน ความเป็นผู้นำไม่มีแม้แต่ผบ.ตร.ที่มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งได้ก็ไม่ทำเพิ่งเคยเห็นที่เจ็บช้ำมากคือหวยออนไลน์จะออกแล้วกับระงับ นัย่วาถ้าจะมีการฟ้องร้องจะเอาเงินภาษีของประชาชนชดใช้ ไม่รู้เอาส่วนไหนของสมองคิดเรียนก็จบสูงแต่ปัญญาแค่หางอึ่ง

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    พูดถึง “หวยออนไลน์” แล้ว ลองอ่านบทความนี้สิครับ จะเห็นชัดแจ้งถึงแก่น

    http://www.siamintelligence.com/online-lottery/

  • ต.เต่าหลังตุง

    รัฐบาลอภิสิทธิ์จงอยู่นานๆ อยู่เพื่อดูชาติล่มจม ผมภาวนาว่ารัฐบาลนี้อย่าเพิ่งยุบหรืออย่าเพิ่งลาออก จงอยู่บริหารประเทศต่อไป ให้เป็นที่พอใจสำหรับประชาชนที่สนับสนุนพรรคนี้หรือรัฐบาลชุดนี้ ผลงานจะเป็นบทพิสูจน์ตัวของมันเองว่า จริงหรือปลอม ร้อยคำพูดที่เสนาะหู ก็สู้ทำได้จริงเพียงเรื่องเดียวไม่ได้หรอกครับ