“คนหนุ่ม” ย่อมเป็น “ความหวัง” สำหรับอนาคต
แต่สิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ดำเนินการมาตลอด 9 เดือนนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ “ตกยุค” และไม่เพียงพอที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การรับมือกับความผันผวนของศตวรรษที่ 21 อย่างมั่นใจ
สำหรับปัญหาการเมืองนั้น ถึงแม้ทุกคนจะคาดหวัง แต่ก็เป็นเรื่องที่พออภัยได้ เพราะปัญหาค่อนข้างจะพัวพันซับซ้อนยิ่งนัก ที่สำคัญ รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังต้อง “พึ่งพา” เสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลและแรงสนับสนุนจากหลายทิศทาง จึงยากที่จะสำเร็จได้
ที่แย่ยิ่งกว่า คือ วิสัยทัศน์และนวัตกรรมในการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ซึ่งที่รัฐบาลนี้ยังไม่มี “คำตอบ” ให้ประชาชน โดยในช่วงเริ่มต้นรับตำแหน่งก็อาจอนุโลมได้ว่า “นโยบายเศรษฐกิจที่ดี ต้องใช้เวลาในการพัฒนา” แต่ 9 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลพิสูจน์ให้เห็นว่าได้ใช้เวลาอันมีค่านี้ไปอย่าง “สาปสูญ”
“คนไทย” กำลังมอมเมาตัวเองในด้านดีว่า “เศรษฐกิจโลก” กำลังจะฟื้นตัว โดยลืมพิจารณาว่า หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจริงตามที่รัฐบาลป่าวประกาศ ก็ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวตามไปด้วย เพราะทุกครั้งภายหลัง “วิกฤตเศรษฐกิจโลก” จะมีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วยเสมอ และหากคนไทยยังหลงละเมอกับการส่งออก “สินค้าและบริการ” แบบเดิมไปยัง “ตลาดโลก” ก็อาจต้องเผชิญความผิดหวังอย่างร้ายแรง
ในระยะสั้น 2-3 ปีข้างหน้า โครงสร้างเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านจากเก่าไปใหม่ จึงทำให้สินค้าและบริการแบบเดิมๆของไทยยังสามารถส่งออกไปขายได้ แต่หลังจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “ยุคใหม่” แล้ว ประเทศไทยที่พึ่งค้นพบความจริงอันโหดร้ายก็จะประสบภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
เมื่อถึงปี 2555 ที่สภาพความจริงใหม่ของเศรษฐกิจโลกได้เผยตัวขึ้นมา คนไทยทุกคนก็จะตื่นจากฝันร้าย พร้อมกับค้นพบว่า “งบประมาณ” ที่จะนำมาใช้ยกระดับ “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ได้ละลายหายไปแล้วกับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งสิ้นสุดในปี 2555 พอดิบพอดี
ปัญหาของ “ไทยเข้มแข็ง 2555” ไม่ได้อยู่ที่การใช้จ่ายเงินมหาศาลถึง 1.4 ล้านล้านบาท ไม่ได้อยู่ที่การคอร์รัปชั่น แต่อยู่ที่ความล้าสมัยของนโยบาย ซึ่งเป็นวิธีการในการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่เหมาะสมกับปัญหาทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 อีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดจึงสะท้อนว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ขาดไร้ซึ่งวิสัยทัศน์และนวัตกรรมในการนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคต
แน่นอนว่า รัฐบาลได้ประกาศที่จะสนับสนุน “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” ด้วยวงเงินถึง 20000 ล้านบาท แต่ปัญหาก็ยังวนกลับมาที่เรื่องเดิม คือ รัฐบาลขาดแคลนวิสัยทัศน์และนวัตกรรมที่จะเข้าใจถึงวิธีการในการสนับสนุน Creative Economy จึงยังคงเน้นไปที่ “วิธีการเดิมๆ” ที่ใช้มาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว นั่นคือ การอัดฉีดเงินเพื่ออุดหนุนธุรกิจที่อยู่ในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และหวังว่าธุรกิจเหล่านั้นจะดิ้นรนพัฒนาตนเองให้เติบโตยั่งยืนได้ในอนาคต
แท้จริงแล้ว “วิธีการที่เหมาะสม” ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะเข้าใจก็คือ จุดชี้ขาดของ “Creative Economy” ไม่ใช่เริ่มต้นที่ “เงิน” เหมือนในอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ควรเริ่มต้นที่การพัฒนาบ่มเพาะ Creative Infrastructureเพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) ให้มีความริเริ่มโดดเด่น (Original Invention) เพียงพอที่จะส่งออกไปยังตลาดโลก
ปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา จึงไม่ใช่อยู่ที่ “ทำอะไร” เพราะในบางเรื่องรัฐบาลก็ดูเหมือนจะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ แต่สิ่งที่เป็นความบกพร่องคือ “ทำอย่างไร” ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ยังคงยึดโยงกับ “วิธีการแบบเก่า (Old Paradigm)” ในการแก้ไขปัญหา จึงทำให้ไม่มีความสร้างสรรค์เพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนเปลี่ยนแปลงของปัญหาใหม่ในศตวรรษที่ 21
ประเทศไทย “โชคร้าย” ที่ต้องเผชิญวิกฤตการเมืองควบคู่ไปกับวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มีอำนาจเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ทางออกที่ดีกว่า คือ การทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่จำกัดในการค้นหา คัดเลือก ดึงตัว และพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) จากหลากหลายอาชีพ จากทั่วทุกซอกมุมของประเทศไทย เพื่อร่วมกันสร้าง “ทีมงานเศรษฐกิจและนวัตกรรม” ในการปฏิรูป “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ให้สามารถรับมือกับ “การแข่งขันที่เข้มข้นโหดร้าย” ของเศรษฐกิจโลก
ที่น่าเศร้ายิ่งกว่า คือ คุณกรณ์ จาติกวณิช ให้สัมภาษณ์ในการริเริ่ม “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” โดยพอสรุปได้ว่า “ประเทศไทยมีเงินเหลืออยู่ในระบบค่อนข้างมาก ดังนั้น ในเวลาที่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่นี้ จึงควรที่จะนำเงินเหล่านี้มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากวิกฤต” มองเผินๆเป็นความคิดริเริ่มที่ดี แต่ที่น่าเคลือบแคลง คือ รัฐบาลกลับชะล่าใจโดยการวางเดิมพัน 1.4 ล้านล้านบาทไปกับนโยบายนี้ โดยไม่คิดที่จะวิจัยค้นคว้าเพื่อหา “วิธีการที่ดีที่สุด” ในการใช้เม็ดเงินนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
1000 ล้านบาท เป็นเพียง “เศษเสี้ยว” ของงบประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้สร้าง “ทีมวิจัยและปฏิบัติการ” เพื่อคิดค้น “นวัตกรรม” ทั้งในเชิงทฤษฏีและปฏิบัติ เพื่อทำให้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างสูงสุด
แต่รัฐบาลก็ไม่ดำเนินการอะไรเลย ที่จะเป็นการ “ประกัน” ความเสี่ยงของเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ว่าจะไม่ละลายหายไปในกลีบเมฆ ซ้ำร้อยกับ “เช็คช่วยชาติ” ที่เป็นบทเรียนซึ่งรัฐบาลไม่เคยสำนึกจดจำ
สุดท้ายแล้ว นโยบายที่รัฐบาลภาคภูมิใจที่สุด “เรียนฟรี 15 ปี” ก็เป็นเพียง “วิธีคิดแบบเก่า” ในการพัฒนาการศึกษาเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แต่รัฐบาลก็ยัง “งมงาย” คิดว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้ประชาชนไทยอย่างมหาศาล โดยลืมนึกไปว่า “งบประมาณ” ที่ทุ่มเทลงไปให้กับโครงการนี้ ยังสามารถนำไปพัฒนาการศึกษาที่เหมาะสมให้กับประเทศไทยได้ดีกว่านี้มากมายนัก
การลงทุนพัฒนาการศึกษา“วิชาชีพเฉพาะทาง” ให้มีความเป็นเลิศที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยที่เยาวชนไทยไม่ต้องพึ่งพาปริญญาจากรั้วมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว การลงทุนพัฒนาหลักสูตร “นวัตกรรม” ที่ให้เสรีภาพในการคิดสร้างสรรค์โดยไม่ถูกจำกัดโดยวัฒนธรรมของระบบการศึกษาแบบเดิม หรือแนวคิดดีๆอีกมากมายที่น่าจะมี “คุณค่า” ต่อประชาชนชาวไทยมากกว่า “เรียนฟรี 15 ปี” แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจที่จะนำมาพัฒนาเป็นนโยบาย
9 เดือนที่ “สาปสูญ” ก็คงไม่อาจกู้กลับคืนมาได้ แต่หากรัฐบาลยังคงยืนหยัดในวิธีคิดแบบเดิม หรือพัฒนา “เนื้อหาใหม่” โดยใช้วิธีการแบบเดิม ประเทศไทยของเราก็อาจค่อยๆสาปสูญไปจากเวทีโลก เศรษฐกิจไทยก็จะดำดิ่งลงเหว ซึ่งท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง และเมื่อถึงเวลานั้นเมืองไทยก็จะเข้าสู่ “กลียุค” อย่างแท้จริง
รัฐบาลทักษิณ ถูกข้อกล่าวหาที่หนักหน่วงรุนแรงว่า “ขายชาติ” แต่โชคร้ายที่ถูกปฏิวัติในวันที่ 19 กันยายน 2549 เราจึงไม่มีโอกาสได้เห็นว่า การบริหารประเทศที่ถูกกล่าวหาว่า “ขายชาติ” นั้นจะมีผลสรุปสุดท้ายเป็นอย่างไร แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่โชคดีได้เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 9 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีผลงานใดที่เป็น “นวัตกรรม” ซึ่งเหมาะสมในการนำประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตไปสู่อนาคตได้ อาจจะกำลัง “ขายชาติ” โดยการอยู่เฉยๆ เอาตัวรอดไปวันๆ แล้วปล่อยให้ประเทศไทยจมดิ่งลึกลงไปในวิกฤต จนกระทั่งกลายเป็น “ชาติ” ที่สาปสูญ ไร้ที่ยืนในหน้าประวัติศาสตร์โลก
หวังว่า 9 เดือนข้างหน้า “รัฐบาลอภิสิทธิ์” จะก้าวหน้ากว่านี้ ในการสร้าง “นวัตกรรม” ที่ปลดปล่อยประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สดใส อย่างน้อยก็ในเชิง “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ซึ่งรัฐบาลมีอิสระและสามารถสร้างสรรค์อะไรได้อีกมากมาย หากรู้จักใช้ “จินตนาการ”
