คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยบางมาตรการสามารถเริ่มต้นได้ทันที แต่บางมาตรการที่ต้องรอใช้งบประมาณกลางปี 2552 ซึ่งรัฐบาลจะเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรปลายเดือน มกราคม หลักการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นการมองภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่หดตัวลง ดังนั้นการทำให้เศรษฐกิจไทยฟันฝ่าไปได้ จะหวังพึ่งชาวต่างชาติคงไม่ได้ วันนี้ เราต้องช่วยซึ่งกันและกัน คำว่า ช่วยซึ่งกันและกัน คือต้องมองว่าประชากรไทยมี 65 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่พอสมควร ถ้าสามารถทำให้เศรษฐกิจในประเทศหมุนเวียนได้ด้วยการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ น่าจะเป็นแนวทางที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น
ถ้าเราสามารถผ่านช่วงครึ่งปีแรกของ ปีนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงที่ลำบากที่สุดไปได้ ในครึ่งปีหลัง หรือประมาณเดือนกรกฎาคม-กันยายนเป็นต้นไป ถ้าเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลายลง ผมเชื่อว่าเราจะสามารถฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้
การกระจายเงินช่วยเหลือผ่านประชาชนกลุ่มต่างๆ
กลุ่มที่ 1 กลุ่มเกษตรกร : รัฐบาลจะเพิ่มการรับจำนำ ยางพารา และปาล์ม ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) ไปเจรจากับทางประเทศจีนให้ยืนยันคำสั่งซื้อยางพาราที่สั่งไว้ล่วงหน้าด้วย ทั้งหมดนี้คาดว่าจะเพิ่มเงินเข้าไป 30,000 ล้านบาท
กลุ่มที่ 2 กลุ่มท้องถิ่นและชุมชน : รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้หมู่บ้านและชุมชนต่างๆ เพิ่มอีกเท่าตัวจากที่เคยได้รับจากโครงการเอสเอ็มแอล (โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชนให้เข้มแข็ง) ส่วนหมู่บ้านใดที่ยังไม่ได้อยู่ในโครงการ ก็จะจัดสรรให้เป็น 2 เท่าเช่นกัน
กลุ่มที่ 3 กลุ่มคนว่างงาน : ซึ่งคาดว่าจะมีอย่างต่ำ 5 แสนคน รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาเป็นการเฉพาะ ภายใต้งบประมาณ 7,000 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่การฝึกอบรมคนที่ยังทำงานอยู่
กลุ่มที่ 4 กลุ่มแรงงานนอกระบบ : สามารถไปอยู่ในโครงการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะได้ โดยอาจมีที่โครงการส่งเสริมให้เขาเป็นผู้ไปเผยแพร่ทักษะ
กลุ่มที่ 5 ผู้มีเงินเดือนประจำที่อยู่ในระบบประกันสังคม : ซึ่งบ่นมาตลอดว่าเวลาเศรษฐกิจไม่ดี ถูกหักเงินเดือนเข้าประกันสังคมเดือนละหลายร้อยบาท คุ้มหรือไม่ ผมเรียนว่าใจผมอยากให้ทุกคนมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่อย่างที่บอกคือเราไม่ได้มีงบประมาณไม่จำกัด เราจำเป็นต้องดูในระดับที่เป็นไปได้และมีความเหมาะสม ดังนั้นสิ่งที่ทำคือไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม เป็นข้าราชการ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท จะให้เงินไปเลยคนละ 2,000 บาทเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ผมเรียนว่าหลายประเทศทำรูปแบบนี้ในขณะนี้ เพราะเทียบเคียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้ว วิธีนี้เร็วที่สุด
กลุ่มที่ 6 กลุ่มผู้สูงอายุ เดิมได้รับเบี้ยยังชีพคนละ 500 บาท/เดือน : แต่ได้กันไม่กี่คน หลายชุมชนแทบจะเรียกว่าทะเลาะเบาะแว้งกันเลย เพราะต้องมีผู้นำที่ตัดสินว่าใครจะได้ หรือไม่ได้ ครั้งนี้รัฐบาลตัดสินใจแล้วว่าต่อไปนี้ใครอายุเกิน 60 ปีควรมีสิทธิ ดังนั้นจะเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี ยกเว้นคนที่มีหลักประกันอยู่แล้วคือ ได้รับบำเหน็จบำนาญจากราชการ มาขึ้นทะเบียนเพื่อรับเบี้ยยังชีพ 500 บาท/เดือน
กลุ่มที่ 7 กลุ่มนักเรียน : ในปีการศึกษาหน้าจะเริ่มต้นเดือนพฤษภาคมนี้ รับรองได้ว่านโยบายเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนปลายเกิดขึ้นแน่ ซึ่งมีการสำรวจว่าจะต้องชดเชยเงินให้โรงเรียนเท่าไร
กลุ่มที่ 8 กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก/ขนาดกลาง (เอสเอ็มอี) : ขณะนี้รัฐบาลกำลังประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการให้สินเชื่อ ซึ่งขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ลดดอกเบี้ยไปค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันผมได้มอบให้กระทรวงการคลังช่วยดูในเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อ ให้ทั้งผู้ส่งออก ทั้งเอสเอ็มอี
ที่บางคน บอกว่าทำไมจะให้เงินกันอย่าง 2,000 บาทให้กันดื้อๆ อย่างนี้เลยหรือ ผมก็ต้องบอกว่ามันเหมือนกับตอนนี้เราอยู่ในบ้าน ไฟกำลังไหม้เข้ามา เสียดายน้ำไม่ได้นะครับตอนนี้ อย่างไรก็ต้องดับไฟให้ได้ก่อนแล้วก็เดินหน้าไป ผมได้ติดตามศึกษาในหลายประเทศ พบว่า เวลาที่เศรษฐกิจเจอปัญหาอย่างนี้ก็ต้องมีการกระตุ้น ถ้าไปใช้มาตรการ เช่น การลดหย่อนภาษี กว่าคนจะรู้สึกว่ามีเงินเพิ่มขึ้นและนำไปใช้จ่าย ก็สายไปแล้ว
ที่มา – มติชน
ความเห็น SIU:
กรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง ให้ความเห็นว่าแนวคิดการแจกเงิน 2,000 บาทนั้นเขานำมาจาก helicopter money คือเหมือนกับการโปรยเงินผ่านเฮลิคอปเตอร์ลงมา ให้ประชาชนเพื่อหวังให้ประชาชนนำเงินจำนวนนี้ไปจับจ่ายใช้สอย เพื่อจะได้เป็นกรกระตุ้นเศรษฐกิจ
แนวคิดนี้ Milton Friedman มองว่าเป็นหนทางในการหลีกเลี่ยง “กับดักสภาพคล่อง” (liquidity trap) — คือสภาพการลดดอกเบี้ยลงไปต่ำสุดแล้วก็ยังไม่สามารถกระตุ้นสภาวะเศรษฐกิจให้ฟื้นคืนมาได้ (ญี่ปุ่นเคยตกอยู่ในสภาพนี้) แต่รัฐบาลจะต้องไม่ทำเหมือนกับว่าเป็นการให้เงินไปฟรีๆ กับประชาชน (สหรัฐฯ ใช้วิธีเลี่ยงโดยการรับซื้อทองในราคาสูงกว่าท้องตลาด, ญี่ปุ่นใช้วิธีซื้อหุ้นหรือพันธบัตรจากบริษัทเอกชนในราคาพิเศษ)
เบน เบอร์นังเก้ ประธานธนาคารกลาง (เฟด) คนปัจจุบันของสหรัฐฯ เคยกล่าวปาฐกถาเมื่อปี 2002 ว่ารัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเงินฝืด ได้โดยการพิมพ์เงินเพิ่ม โดยเขาอ้างอิงคำพูดของ Milton Friedman เรื่อง helicopter drop of money ต่อมาจึงมีคนเรียกขื่อเขาแบบล้อเลียนว่า “เฮลิคอปเตอร์ เบน”
ข้อมูลเพิ่มเติม :- งานวิจัยเรื่อง Helicopter money จาก NBER (เอกสาร PDF)
