Practical Report มาร์กเผย Plan B กระตุ้นเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่งผ่านการประชุมครม.วงเงินกว่าแสน ล้านบาทแล้ว รัฐบาลยังจะมีแผนสำรอง (แผนบี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาถึงแหล่งเงิน โดยยอมรับว่ารัฐบาลอาจมีความจำเป็นต้องกู้เงินต่างประเทศ เข้ามาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปวงเงินที่ชัดเจน

“เรามีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกแล้ว ซึ่งจะเริ่มทำงานได้ในไตรมาสแรก ไตรมาสสอง และไตรมาสสาม แต่ไม่มีใครทราบว่าพอถึงไตรมาสสาม สถานการณ์จะเป็นอย่าไร รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทำแผนรองรับ กระทรวงการคลังก็เตรียมแผนอยู่ ทั้งในเรื่องของแหล่งเงินทุน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ จะต้องประเมินสถานการณ์ความจำเป็นก่อน แต่รัฐบาลจะต้องทำงานด้วยความไม่ประมาท จึงต้องเตรียมแผนสำรองไว้ตลอดเวลา เพื่อปูทางไปสู่การดำเนินนโยบายในระยะสั้นและระยะยาวมากขึ้น” นายกรัฐมนตรี ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในแผนสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ จะต้องกู้เงินวงเงินสูงถึง 1 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เพดานเงินกู้ของรัฐ จะมีสัดส่วนที่ถูกจำกัดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องระมัดระวังมากขึ้นหากเป็นการกู้หนี้จากต่างประเทศ

“ยังไม่มีการพูดชัดเจนขนาดนั้นว่าจะต้องกู้เงินมากถึงแสนล้านบาท แต่อาจจะเป็นตัวเลขที่กระทรวงการคลัง คำนวณอยู่ในเรื่องของเพดานต่างๆ” นายกรัฐมนตรี ระบุ

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงประเด็นเสถียรภาพทางการเมืองว่า มีความเชื่อมั่นว่า คนไทยส่วนใหญ่ ต้องการให้ยุติความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า โดยเห็นว่าความขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้นได้ แต่จำเป็นต้องจำกัดความขัดแย้งให้อยู่ในระบบรัฐสภา

“ผมได้ตอบคำถามนักลงทุนเรื่องความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันต้องมีตลอดไป แต่เราต้องขีดวงให้ความขัดแย้งทางการเมืองมันจำกัดอยู่ในระบบของเราเอง ไม่ให้ไปอยู่ใต้ดินหรือบนถนน ไม่ให้ไปกระทบต่อบ้านเมืองทำให้ธุรกิจเสียหาย ถ้าเราทำตรงนี้ได้ผมว่าจะสำคัญมากกว่าอายุของรัฐบาล เพราะจะทำให้เศรษฐกิจเดินไปได้”

ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ

ความเห็น SIU:
ต่อจากเฮลิคอปเตอร์มันนี่ ก็ต่อด้วย Plan B ท่าทางคุณกรณ์จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว เป็นไปได้ว่าอาจจะได้ไอเดียจาก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โนมูระ, ริชาร์ด คู ที่เสนอ Plan B ให้สหรัฐฯ เช่นกัน (เสนอเมื่อ 29/10/2008)

ริชาร์ด คู ผู้นี้เขียนหนังสือชื่อ จอกศักดิ์สิทธิ์ของเศรษฐศาสตร์มหภาค โดยอาศัยบทเรียนจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น เพื่อทำความเข้าใจผ่านมุมมองด้าน “งบดุลติดลบ” (Balance sheet recessions)

ปัญหาคือ ถ้าเชื่อแนวของริชาร์ด คู แล้ว คุณกรณ์คิดว่าเศรษฐกิจไทย อยู่ในช่วง “มืดมิด” (เศรษฐกิจซบเซาเนื่องจากฟองสบู่แตก – คูใช้คำว่า “หยิน”) ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือแบบ “สดใส” (เศรษฐกิจในช่วงฟื้นตัว – คูใช้คำว่า “หยาง”) ซึ่งจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงิน แบบค่ายชิคาโก้เพื่อตอบสนองต่อช่วงเศรษฐกิจกำลังขยายตัว กันแน่?

แต่เศรษฐกิจบ้านเรายังซับซ้อนไปอีกสองชั้น เพราะจำเป็นต้องพึ่งพาเศรษฐกิจในภูมิภาคฉุดดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นไปด้วย และปัญหาทางการเมืองก็ยังให้ภาคเอกชนยังกังวลอยู่ลึกๆ และไม่กล้าที่จะกู้เงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ ทำให้ไม่เป็นไปตามแนวคิดแบบการบริหารงานเศรษฐกิจในช่วง “สดใส” ของคู เท่าใดนัก

ยิ่งไปกว่านั้นการนำเอาแนวคิดของคู มาใช้ตรงๆ กับประเทศไทย (แม้ว่าจะสมบูรณ์แบบในแง่การประกอบภาพเศรษฐกิจทั้งในช่วง “มืดมิด” และ “สดใส”) ก็อาจประสบปัญหาได้ เพราะเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอย่างในสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นนั้นมีสัดส่วนการจ้างงาน มาจากภาคเกษตรกรรมเพียง 2% และ 5% ตามลำดับ ในขณะที่ในบ้านเราสัดส่วนการจ้างงานของภาคเกษตรกรรมมีถึง 45% ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเศรษฐกิจกำลังพัฒนา (ในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นคนที่เป็นเกษตรกรจึงถือว่าเป็นคนร่ำรวย ซึ่งกลับกันกับบ้านเรา)

การบริหารจัดการภาคเกษตรกรรมมีลักษณะแตกต่างจากการบริหารจัดการ ภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะเป็นบริษัทเสียเป็นส่วนใหญ่ สินค้าจากภาคเกษตรกรรมมีวงจรการเคลื่อนไหวด้านราคาอยู่ มีการประกันราคาพืชผล และดูดซับแรงงานที่ตกงานจากภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมือง ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้ว

ภาคเกษตรกรรม จึงอาจไม่มีลักษณะ “งบดุลติดลบ” หรือไม่, ถ้ามี, ก็่แตกต่างออกไปจาก “งบดุลติดลบ” ของบริษัทดังที่คูวิเคราะห์ เพราะในภาคเกษตรกรรมของบ้านเรามีลักษณะเป็นปัจเจกบุคคล มากกว่าเป็นบรรษัท

  • http://www.thedeaninter.com/promotion_detail_new.php?id=270 ศึกษาต่ออเมริกา

    ขอบคุณมากครับ