ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงที่มาของเงินจำนวน 3 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลจะใช้ในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ว่า จะนำมาจากงบกลางปี 1 แสนล้านบาท เงินกู้จากธนาคารของรัฐที่จะใช้ในโครงการประกันราคาพืชผล 1 แสนล้านบาท และงบประมาณค้างจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะงบฯ อปท.รัฐบาลจะเข้าไปดูว่า เพราะเหตุใดถึงเบิกจ่ายได้ล่าช้า เป็นเพราะกฎเกณฑ์อะไรหรือไม่ โดยจะตั้งคนเข้าไปดูแลเพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายเงิน
“ขอยืนยันว่าจะไม่ล้มนโยบายเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ เพียงแต่จะต้องปรับแผนมาเน้นก่อสร้างโครงการขนาดกลางและขนาดเล็กแทน เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ภายในเวลา 2-3 เดือนได้ เพราะมีกฎระเบียบและขั้นตอนในการประมูลมาก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
มั่นใจปี ′52 “จีดีพี” อยู่แดนบวก
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนมกราคม เมื่องบกลางปีผ่านสภา ก็คาดว่าเม็ดเงินน่าจะลงพื้นที่ได้ในเดือนมีนาคมหรือเมษายนของปีหน้า สำหรับตัวเลขประมาณการอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2552 นั้น คงต้องขอเวลาดูต่ออีกสักระยะเนื่องจากงบประมาณยังไม่ลงไปถึงมือประชาชน แต่เชื่อว่าอย่างน้อย จีดีพีจะอยู่ในแดนบวก แม้หลายฝ่ายจะบอกว่า ปีหน้าเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตเพียง 0% ก็ตาม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาลขณะนี้ ก็ไม่ง่ายเลย จึงย้ำอยู่เสมอว่าต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยรัฐบาลจะแสดงความจริงใจโปร่งใสตามกฎ 9 ข้อที่ตั้งไว้ เพื่อที่จะใช้โอกาสที่ได้รับมาในการแก้ไขปัญหา แต่หากแก้ไม่ได้ ก็เป็นโอกาสของคนอื่นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา
“กอร์ปศักดิ์” เร่งจ่ายงบฯ อปท.ก่อน
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ กล่าวถึงการใช้จ่ายงบฯ 3 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจว่า งบฯ 1 แสนล้านบาทว่า ในส่วนของ อปท. จะเป็นงบส่วนแรกที่สามารถอัดฉีดเข้าไปในระบบได้ เนื่องจากมีการจัดสรรไปหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่าย เนื่องจากนำไปฝากไว้ที่สถาบันการเงิน ส่วนสาเหตุเกิดจากอะไรนั้น ตนไม่ทราบ คงต้องหารือกับทางกระทรวงมหาดไทยให้เข้าไปดูแลเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณส่วนนี้อีกครั้ง
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับงบฯลำดับถัดไป คงจะเป็นงบฯในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐ อีก 1 แสนล้านบาท ซึ่งคงไม่มีปัญหา เพราะสภาพคล่องของสถาบันการเงินของรัฐยังมีเพียงพอ แต่ปัญหาอยู่ที่สภาพคล่องจากสถาบันการเงินมาสู่ประชาชนยังไม่มี ทั้งนี้ เงินดังกล่าวส่วนหนึ่งมาดูแลปัญหาราคาสินค้าเกษตรด้วย แต่การดำเนินงานในเรื่องนี้ต้องดูแลให้ดี เพราะอย่างกรณีข้าวโพดกำหนดรับจำนำไว้ 5 แสนตัน แต่เปิดรับจำนำเพียงไม่นานยอดรับจำนำก็มีถึง 4.9 แสนตันแล้ว ออกใบประทวนกันเร็วมาก ต้องเข้าไปดูข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่มา – มติชน
