โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม
พี่สาวเพื่อนสนิทผมและเป็นรุ่นพี่ที่ผมเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และมีตำแหน่งเป็นอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศได้บ่นถึงปัญหาระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาสายวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะปัญหานักศึกษาฟิสิกส์ที่ไม่ตั้งใจเรียนและพื้นฐานอ่อนมากผ่านทางเฟซบุ๊ค
เมื่อผมเข้าไปอ่านและได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับรุ่นพี่ดังกล่าวซึ่งเธอเป็น ดร.ทางฟิสิกส์ที่ไฟแรงและมีอุดมการณ์แรงกล้าในการรับใช้ประเทศ จึงค้นพบว่า ปัญหาของระบบการศึกษาไทยมีความรุนแรงเชิงโครงสร้างและนโยบายและน่าจะส่งผลในการทำลายศักยภาพในการพัฒนาประเทศไทยในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ ผมจึงเริ่มติดตามประเด็นดังกล่าวและรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากที่ต้นเหตุสำคัญมาจากระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิสชั่นส์กลางนั่นเอง
ผมสรุปปัญหาและข้อคิดเห็นเชิงวิจารณ์ ดังนี้
1) ระบบแอดมิสชั่นส์กลางนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิชาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ผลคือ นักเรียนไม่สนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะเห็นว่าวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา สอบรวมอยู่ในข้อสอบ PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวม 100 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำมากไม่มีผลต่อการสอบเข้าเรียนอย่างมีนัยสำคัญ นักเรียนจึงหันไปทุ่มความสนใจให้กับวิชาภาษาไทย อังกฤษ และสังคมศึกษา เนื่องจากสอบวิชาละ 100 คะแนนซึ่งมีผลต่อการสอบเข้าคณะสายวิทยาศาสตร์มากกว่า ดังนั้น เมื่อนักเรียนเหล่านี้เป็นนิสิตในสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์จึงประสบปัญหาไม่สามารถเรียนต่อได้ ต้องถูกให้ออกหรือรีไทร์เพราะคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ นอกจากนี้ ข้อมูลโดยตรงที่ผมรับมาส่วนหนึ่งพบว่ามีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่เรียนปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ทั้งๆที่ตนเองจบมัธยมตอนปลายสายศิลป์
2) สายแพทย์ศาสตร์เห็นถึงปัญหาเหล่านี้ จึงได้เปลี่ยนมาใช้ระบบการรับนักศึกษาแบบรับตรง 100 % ไม่รับผ่านระบบแอดมิสชั่นส์ ในขณะที่ข่าวล่าสุดจากหนังสือพิมพ์มติชน พบว่าสายวิทยาศาสตร์อาจจะหันมาใช้ระบบรับตรงเช่นเดียวกับสายแพทย์ศาสตร์
3) การยกเลิกระเบบเอนทรานซ์ในอดีตมาใช้ระบบแอดมิสชั่นส์กลางเพราะต้องการไม่ให้นักเรียนไปกวดวิชาและวิ่งรอกในการไปสอบตรงยังสถาบันต่างๆรวมทั้งลดความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา แต่ในความเป็นจริงนั้นล้มเหลว เพราะโรงเรียนกวดวิชายังคงอยู่ อีกทั้งการรับตรงในสายวิศวกรรมศาสตร์และสายวิทยาศาสตร์กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพราะไม่ต้องการรับนักเรียนที่มีพื้นฐานอ่อนมาเรียน ดังนั้น นักเรียนจึงต้องวิ่งรอกสอบในสถาบันต่างๆเหมือนเดิม
4) ผมนึกไม่ออกว่ามีปรัชญาในการรับนักศึกษาของประเทศใดที่มุ่งเน้นในการทำลายโรงเรียนกวดวิชา ให้นักเรียนสบายในการเรียนหนังสือ และสะดวกในการสอบเข้าเรียนต่ออุดมศึกษา รวมทั้งทำให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสในการเรียนต่อมหาวิทยาลัยโดยไม่แยกสายวิทย์และสายศิลป์ เช่นประเทศไทย เพราะที่ผมเห็นประเทศที่มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศจะมีปรัชญาในการมุ่งเน้นความเป็นเลิศในการศึกษาโดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เกาหลีใต้และสิงคโปร์ที่เน้นคุณภาพการศึกษาในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนลียีเป็นอย่างมาก ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้ ยังมีระบบการกวดวิชาในกรณีของเกาหลีใต้ยังมีระบบเอนทรานซ์ แต่ไม่เห็นว่าประเทศเกาหลีใต้จะมีคุณภาพการศึกษาในทางที่ลดลงอย่างใด
5) ในทางตรงข้าม ผมกังวลกรณีของประเทศไทยมากกว่าเพราะผมไม่เข้าใจว่า ระดับนโยบายในการคัดเลือกนักศึกษาของไทยคิดอะไรกัน เมื่อผมค้นข้อมูลพบว่าสายวิศวกรรมศาสตร์ทั้งที่ จุฬาฯและลาดกระบังประสบปัญหานักศึกษาพื้นฐานอ่อนมากไม่สามารถเรียนต่อได้เพราะมีพื้นฐานมัธยมปลายจากสายศิลป์จึงต้องลาออกไป ในกรณีของลาดกระบังพบว่าอัตราการลาออกประมาณ 10 % ซึ่งถือว่าสูงมากและเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรการศึกษาอย่างร้ายแรง เพราะการเรียนการสอนในสายวิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีใช้ทรัพยากรสูงมากในการเรียน
6) ความสำเร็จของการพัฒนาประเทศของจีนและอินเดีย ประการสำคัญมาจากการที่ทั้งสองประเทศนี้ทุ่มเทอย่างมากในการพัฒนากำลังคนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
7) การตกต่ำของตลาดหุ้นไทยในปลายเดือนมกราคม ส่วนหนึ่งมาจากการเทขายหุ้นของกลุ่มทุนรัฐสิงคโปร์ ไม่ว่าแรงจูงใจในการเทขายหุ้นไทยจะเป็นการบลัฟทางการเมืองระหว่างประเทศจากกรณีค่าปรับ AIS หรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงคือ ประเทศสิงคโปร์ที่สี่สิบปีก่อนไม่มีอะไรเลย ปัจจุบันกลับกุมอำนาจทางเศรษฐกิจในประเทศไทยมหาศาลเพราะระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศและคุณภาพหาใช่อะไรอื่นไม่
8) แถลงการณ์ประจำปี (Stat of Union) ของประธานาธิบดีสหรัฐมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนใน 4 สาขาวิชา ที่เรียกย่อๆ ว่า STEM คือ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์(Mathematics) แต่ในกรณีของไทยกลับมุ่งแต่การทำลายโรงเรียนกวดวิชาและสร้างความเท่าเทียมในการศึกษามหาวิทยาลัยสายวิทยาศาสตร์ของนักเรียนสายศิลป์ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องหรือไม่ ผู้อ่านลองพิจารณาเอง
หมายเหตุ: บทความนี้จะตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสท์ทูเดย์ฉบับวันที 11 กุมภาพันธ์ 2554
