Practical Utopia Agenda Bangkok สัมภาษณ์อดีตผู้ว่าฯ กทม. อภิรักษ์ โกษะโยธิน อยากได้อะไรจาก “ผู้ว่าคนใหม่”

หลังจากที่ SIU ร่วมมือกับ มูลนิธิ ฟรีดริช เนามัน และ Noviscape Consulting Group ในการจัดทำโครงการ “Agenda Bangkok 2012: วาระกรุงเทพฯ”  ซึ่งสามารถเข้าดูรายละเอียดโครงการ ได้ที่นี่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการระดมความคิดเห็นและนโยบายจากทุกภาคส่วน โดยได้มีการจัดเวทีระดมสมอง การเปิดแฟนเพจสำหรับผู้สนใจในประเด็นกรุงเทพมหานครเจ้าคมาเสนอ ทางออก ความคิดเห็นและนวัตกรรมเมือง (สามารถเข้าร่วมได้ ที่นี่) อีกหนึ่งโครงการก็คือการสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายเมืองกรุงเทพมหานคร

ในเทปแรกของโครงการ ทางโครงการเลือกสัมภาษณ์คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร 2 สมัย เพื่อที่จะทำความเข้าใจและแสดงวิสัยทัศน์ของกรุงเทพมหานคร ทั้งในประเด็นความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือ 4 ปีที่ผ่านมากับผลงานผู้ว่าสุขุมพันธุ์ ซึ่งทางโครงการมีแผนการดำเนินสัมภาษณ์เพื่อเรียบเรียงเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ “Agenda Bangkok 2012: วาระกรุงเทพฯ” ที่จะเผยแพร่ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครที่จะมาถึงในต้นปี 2556 ด้วย

คลิปวิดีโอสัมภาษณ์คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน เฉพาะส่วน highlight ยาว 5 นาที (ฉบับเต็มดูได้ด้านล่าง)

อยากถามคุณอภิรักษ์ว่ามองกรุงเทพฯ เป็นยังไงบ้างในช่วงของท่านผู้ว่าสุขุมพันธุ์ที่ผ่านมาครับ

ต้องยอมรับว่าในช่วงท่านผู้ว่าสุขุมพันธุ์ตำแหน่งตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมานี่ เป็นจังหวะที่ประเทศไทยเราเกิดวิกฤตทางการเมือง และพื้นที่สำคัญของความขัดแย้งก็คือกรุงเทพมหานคร อย่างน้อยก็เหตุการณ์ในปี 2553-2554  ดังนั้นการบริหารจัดการที่ควรจะทำในสถานการณ์ปกติจึงเกิดปัญหา เนื่องจากว่ามีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาในช่วงนั้น แต่ก็จะเห็นว่ามีการดำเนินโครงการหลายเรื่อง ทั้งที่เป็นโครงการต่อเนื่องและโครงการที่ริเริ่มใหม่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนกรุงเทพ ยกตัวอย่างเรื่องแรกคือการขนส่งมวลชน มีหลายโครงการที่พยายามผลักดันตามนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง เช่น ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าBTS ได้เริ่มเดินรถในสมัยของผู้ว่าสุขุมพันธุ์ อย่างน้อยทั้งสองเส้น คือ เส้นที่วิ่งไปฝั่งธน 2.2 กม. แล้วต่อไปถึงเพชรเกษมที่บางว้า อีกเส้นหนึ่งคือเส้นสุขุมวิททำไปจนสุดเขต กทม. สิ้นสุดที่แบริ่ง หรือแม้กระทั่งเรื่องรถเมล์ด่วน BRT ก็เริ่มในสมัยท่านผู้ว่าสุขุมพันธุ์ และมีการริเริ่มโครงการใหม่ๆ เรื่องการเชื่อมโยงที่เรียกว่า Monorail

ประการที่สอง มีหลายโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์อย่างเช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียวใน กทม. เพราะคน กทม. อยากเห็นสภาพแวดล้อมที่ดี มีสวนหย่อมสวนสาธารณะใกล้บ้านไปออกกำลังกาย ช่วยในเรื่องของการเป็นปอดของ กทม. ช่วยลดภาวะโลกร้อน มีการปลูกต้นไม้ หรือที่เห็นเป็นรูปธรรมเลยคือสนามหลวง อันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นการขอคืนพื้นที่สีเขียว อันพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และมีปัญหาค่อนข้างมาก ส่วนโครงการอื่นๆ นี่ แม้ว่าอยู่ในช่วงวิกฤตทางการเมืองแต่ กทม. ก็ได้รับการโหวตให้เป็นเมืองน่าท่องเที่ยวของโลกเพิ่มอีกสองครั้ง ครั้งแรกในสมัยผมเป็นผู้ว่าในปีสุดท้าย(2551) จากนั้นเว้นไปปีหนึ่งแล้วก็มาได้ต่อเนื่องอีกสองครั้ง ถือว่าเรื่องการบริหารจัดการก็ยังสามารถผลักดันได้

แม้แต่โครงการส่งเสริมการศึกษา เช่น โครงการมหาวิทยาลัยของ กทม. เป็นโครงการต่อเนื่องที่ท่านผลักดันต่อจนได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากสภา มีการดำเนินโครงการต่อ หรือการได้รับเลือกให้เป็นเมืองหนังสือโลก (World Book Capital) สมัยผมผลักดันมาสองสามครั้งไม่สำเร็จสักที จนมาสำเร็จในยุคคุณชาย ผมคิดว่า กทม. มีการพัฒนา มีการทำงานต่อเนื่องตามนโยบายที่หาเสียงไว้ แต่ก็มีวิกฤตที่สำคัญคือเรื่องน้ำท่วมปลายปีที่แล้ว ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ในบางพื้นที่มีผลกระทบจริง แต่ก็เห็นความตั้งใจของตัวท่านผู้ว่า กทม. หรือแม้แต่ข้าราชการที่ได้ทุ่มเทที่จะลดผลกระทบในเรื่องของน้ำท่วมเช่นกัน

ได้เห็นภาพรวม 4 ปีที่ผ่านมาของท่านผู้ว่าสุขุมพันธุ์ไป ทีนี้อยากจะถามว่าในส่วนตัวคุณอภิรักษ์เองมีโครงการอะไรที่ยังไม่เคยทำหรือยังทำไม่สำเร็จ หรือยังขาดเวลา และสิ่งที่น่าจะทำต่อในอนาคตที่มองแล้วว่า กทม. น่าจะมี

อันแรกที่ผมเคยตั้งใจไว้ คือในเรื่องของการผลักดันการวางผังเมืองรวม ความหมายคือวันนี้ กทม. มีผังเมืองของตัวเองจริง แต่ว่ามันแยกส่วนกับผังเมืองของจังหวัดปริมณฑล อย่างในต่างประเทศนี่เขามองว่าเมืองรอบๆ ต้องเชื่อมโยง กทม. เรียกว่า Greater Bangkok หรือ กทม. เชื่อมโยงกับจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม อย่างวันนี้เราเห็นคนกรุงเทพฯ จำนวนมากไปซื้อหมู่บ้านจัดสรรที่เมืองนนท์ ที่ปทุม ที่สมุทรปราการ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามีโครงการรถไฟฟ้าที่วิ่งไปตรงนั้น นี่คือสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อสมัยเป็นผู้ว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้วว่าต้องมีการผลักดันในเรื่องของการวางผังเมืองรวม ในการบริหารจัดการต้องขยายผังเมืองออกไปนอกพื้นที่ปกครองของกรุงเทพ แทนที่จะปล่อยให้แต่ละจังหวัดทำกันเอง เรื่องแบบนี้ต้องทำด้วยกัน พอมีการวางผังเมืองรวมแล้ว จะต้องดูในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่ควรทำด้วยกัน เช่น โครงการรถไฟฟ้า ระบบขนส่งมวลชน พวกนี้ต้องทำด้วยกัน อย่ามองว่าอันนี้เป็นเรื่องกรุงเทพฯ อันนี้เป็นเรื่องเมืองนนท์ อันนี้เป็นเรื่องสมุทรปราการ ถ้าทำด้วยกันแล้วต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีระบบ แผนบริหารจัดการน้ำท่วมอันนี้ก็ต้องทำด้วยกัน ไม่ใช่ปล่อยให้น้ำท่วมปทุม น้ำท่วมเมืองนนท์ แต่กรุงเทพไม่ท่วมหรือว่าไม่ท่วมที่นครปฐม ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่หนึ่งที่ควรจะมีการผลักดันต่อ

เรื่องที่สอง เมื่อซักครู่พูดไปบ้างแล้วคือเรื่องการขนส่งมวลชน แทนที่จะมองแยกส่วนว่า กทม. ดูแลเฉพาะรถไฟฟ้า BTS แล้วรัฐบาลดูแลรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT กระทรวงคมนาคมดู รถเมล์ ขสมก. หรือแม้แต่เรื่องรถเมล์วิ่งในส่วนของจังหวัดปริมณฑลที่แยกส่วนกัน แบบนี้ต้องวางแผนด้วยกัน ดูภาพรวมเป็นระบบที่เรียกว่า Integrated System เชื่อมโยงระบบทั้งหมดเพื่อให้คนที่อยู่ในปริมณฑลและกรุงเทพใช้เดินทาง ทั้งคนที่เข้ามาทำงาน ทั้งมาเรียนหนังสือ หรือแม้แต่ที่มีที่อยู่อาศัยในเขตปริมณฑล ที่สำคัญ โครงการตั๋วใบเดียวที่เป็น Smart Card เป็นสิ่งที่กรุงเทพรอมานานมากแล้ว จนวันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่จะได้ใช้ ระบนี้ต้องเชื่อมโยงทั้งหมดไม่ต้องแยกสองระบบ ถ้าใช้รถ BTS ต้องสามารถเดินเข้าใต้ดินแล้วต่อใต้ดินได้เลย ถ้าสามารถวิ่งไปถึงเมืองนนท์ บางคนมีบ้านอยู่บางบัวทอง บางคนมีบ้านอยู่ลำลูกกา บางคนอยู่บ้านอยู่สำโรงสมุทรปราการ แบบนี้ผมคิดว่าจะเชื่อมโยงกันหมด ผมคิดว่านี่เป็นสองเรื่องที่น่าจะผลักดันได้อย่างแน่นอน

เรื่องสุดท้าย แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่คนกรุงเทพเป็นห่วงคือเรื่องภัยพิบัติ อุทกภัย ผมคิดว่านี่เป็นโครงการต่อเนื่อง และผู้ว่าสุขุมพันธุ์ก็ทำต่อเนื่องจากผมนะครับ เช่น แนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 70 กว่ากิโลเมตร จริงๆ ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว แนวคลองมหาสวัสดิ์ รวมทั้งโครงการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โครงการแก้มลิง โครงการตามพระราชดำริต่างๆ ประมาณ 20 กว่าแห่ง หรือว่าอย่างบริเวณที่จะช่วยให้มีการบริหารจัดการน้ำได้ดีกว่านี้ คือการบริหารจัดการน้ำตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออก ในการระบายน้ำยังพื้นที่ที่เป็น Flood Way ผมคิดว่าพวกนี้เป็นโครงการต่อเนื่องและสำคัญ สมัยนี้เกิดภาวะโลกร้อนไม่จำกัดเฉพาะเรื่องอุทกภัย อาจจะมีปัญหาเรื่องแผ่นดินไหว อย่างวันนี้แผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตรา มาที่ภูเก็ต มาที่กรุงเทพนี่ กรุงเทพก็ต้องการระบบเตือนภัย ระบบสร้างความมั่นใจที่จะตรวจสอบ ความมั่นคงแข็งแรงของอาคารหรือแม้แต่การเรียนรู้จากเมืองขนาดใหญ่ทั่วโลกซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานคร ทั้งในวันนี้และอนาคต ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นโครงการหรือนโยบายที่เชื่อว่าถ้าทำต่อเนื่องจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพมีคุณภาพที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

เหมือนกับเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานครครั้งใหญ่ใช่ไหมครับ

ใช่ครับ

น่าจะทำให้คนกรุงเทพมีความสุขมากกว่าเดิม

ในข้อเท็จจริงมันก็มีข้อจำกัด อย่างในกรณีนี้คนที่หาเสียงสมัครเป็นผู้ว่า กทม. จะทราบดีว่าทุกครั้งจะต้องหาเสียงเรื่องแก้ไขปัญหารถติด แต่ข้อจำกัดคือกรุงเทพมหานครไม่ได้มีอำนาจทั้งหมด ยกตัวอย่าง ดูเฉพาะในเรื่องรถไฟฟ้า BTS แล้วก็สัญญาณไฟจราจร ถนนก็ไม่ทุกสายนะครับ ถนนบางสายในกรุงเทพมหานครนี่บางสายเป็นของกรมทางหลวงชนบท ฟังดูเหมือนอยู่ต่างจังหวัดแต่เอาเข้าจริงมันเป็นอย่างนั้น หรือแม้แต่ระบบอื่น อย่างรถเมล์ ขสมก. ก็เป็นของกระทรวงคมนาคม รถไฟฟ้าใต้ดินยังเป็นโครงการที่รัฐบาลดูแลอยู่ หรือแม้แต่ตำรวจจราจรก็ขึ้นอยู่กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล จริงๆ ในต่างประเทศเรื่องพวกนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของเมืองกับของรัฐบาลท้องถิ่น ในกรณีนี้ถ้าผู้ว่า กทม. มีบทบาทการบริหารจัดการเชื่อมโยงภาพรวมแบบนี้ได้ สิ่งที่เคยสัญญาหรือว่าหาเสียงไว้กับประชาชนถึงจะทำได้จริง

คนก็มีความคาดหวังนะครับ อย่างเวลารถติดนี่คนจะต่อว่าผู้ว่า กทม. ว่าไม่แก้ แต่โดยที่จริงคนก็ไม่ทราบว่าตำรวจจราจรนี่ผู้ว่ากทม.ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงเลย หรือแม้แต่รถเมล์ขสมก.ที่คนใช้มากที่สุดเป็นหลักหลายร้านคนต่อวัน เอาเข้าจริงผู้ว่า กทม. ก็ไม่มีอำนาจการบริหารจัดการ

แล้วตรงนี้จะแก้ยังไงได้บ้างครับ

ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องอนาคตที่ ในช่วงนั้นผมเคยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาทั้งในส่วนที่เป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัย คนที่ทำงานในส่วนของภาคประชาสังคมซึ่งฟังเสียงสะท้อนของประชาชนมา แล้วก็นักกฎหมายที่ดูในส่วนของ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารกรุงเทพมหานครซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2528
ถ้าเราไปดูการพัฒนาเมืองในต่างประเทศ เมืองใหญ่ๆในเอเชียด้วยกันเอง อย่างเช่น กรุงโตเกียว กรุงโซล แม้แต่เดี๋ยวนี้ที่จีนเปิดประเทศขึ้นมาอย่างกรุงปักกิ่ง กรุงเซี่ยงไฮ้ อันนี้ไม่นับนิวยอร์ก ลอนดอนประเทศอังกฤษ ส่วนใหญ่แล้วบทบาทการบริหารจัดการส่วนใหญ่เขาจะมีการถ่ายโอนอำนาจมาให้รัฐบาลท้องถิ่น พูดง่ายๆ คือบริหารแบบ decentralization

การบริหารจัดการเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบขนส่งมวลชนทั้งหมด เรื่องโครงสร้างการให้บริการสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไอซีที การติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ต  WIFI แบบนี้เป็นเรื่องที่เมืองหรือผู้บริหารเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงมีอำนาจ อย่าลืมว่าเขาเป็นคนที่ประชาชนไว้วางใจที่เลือกมา ฉะนั้นถ้าเรื่องแบบนี้สามารถโอนถ่ายภารกิจมาให้ กทม. ได้ก็เป็นเรื่องดี

เรื่องนี้เคยผลักดันไว้แล้ว ผมเข้าใจว่าตอนนี้ในกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่นก็กำลังผลักดันเรื่องของการแก้ไขระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พูดง่ายๆ คือแก้กฎหมายให้มีการกระจายอำนาจมาที่กรุงเทพมหานครมากขึ้น เปิดโอกาสให้กรุงเทพมหานครเข้ามามีส่วนบริหารจัดการให้เชื่อมโยงกับจังหวัดปริมณฑลอย่างที่ผมพูดตอนแรก อีกอย่างหนึ่งคือไปเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ อาจจะโอนมาไม่หมดนะครับ แต่ว่ามีบางหน่วยที่ต้องไปเชื่อมโยงให้ได้ เช่น รถเมล์ ขสมก. ไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง หรือแม้แต่ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ จะช่วยให้การบริหารจัดการดีขึ้น

ส่วนที่สองก็คือการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปที่ระดับพื้นที่ อย่างวันนี้กรุงเทพมหานครมีทั้งหมด 50 เขต มีผู้อำนวยการเขตที่ได้รับการแต่งตั้ง มีสมาชิกกรุงเทพมหานครกับสมาชิกสภาเขตที่เป็นตัวแทนในระดับพื้นที่ระดับเขต แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องการทำงานหรือแม้แต่งบประมาณ อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความคล่องตัว ซึ่งเกิดจากระเบียบบริหารราชการหรือข้อกำหนดทางกฎหมาย ผมคิดว่าถ้าสามารถกระจายอำนาจให้พื้นที่ระดับสำนักงานเขตทำงานได้ดีขึ้น สิ่งที่พัฒนาตามมาคือการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ ซึ่งปกติผู้ว่า กทม. ไม่สามารถเข้าไปทำงานใกล้ชิดได้ทุกวัน คือเรามีพื้นที่ที่ไกลออกไปทางตะวันออกอย่างแถวหนองจอก คลองสามวา มีนบุรี ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา เทียบกับพื้นที่ที่อยู่ใจกลางเมือง ที่อยู่ในย่านธุรกิจสำคัญ เช่น แถวสุขุมวิท แถวสีลม แถวสาทร พื้นที่ที่อยู่ในเขตกรุงเทพชั้นในเป็นเขตพระราชฐาน เป็นเมืองเก่า แถวพระนคร ป้อมปราบ เขตดุสิต หรือแม้แต่ทางเหนือแถวหลักสี่ ดอนเมือง บางเขน การพัฒนามันมีความแตกต่างกัน

ถ้ามีการวางผังเมืองเป็นผังเมืองรวมแล้วมีการเชื่อมต่อกับปริมณฑลให้เห็นเป็นกลุ่มพื้นที่ที่เรียกว่ากลุ่ม Cluster แยกว่าพื้นที่ไหนเป็นที่อยู่อาศัย พื้นที่ไหนเป็นย่านเศรษฐกิจ พื้นที่ไหนเป็นเมืองเก่า พื้นที่ไหนอาจจะต้องกันไว้เป็นพื้นที่รับน้ำเช่นพื้นที่ด้านตะวันออก แต่ว่าอาจต้องพัฒนาให้เหมาะสมเชื่อมโยงกับสนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ แบบนี้ผมคิดว่าการบริหารจัดการจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คลิปวิดีโอสัมภาษณ์คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ฉบับเต็ม (ยาว 40 นาที)

หมายความว่าบางทีเรามีวิสัยทัศน์ ไปดูต่างประเทศก็ยังไม่พอ เราต้องเข้าใจความแตกต่าง โครงสร้างของกรุงเทพมหานครด้วย สำหรับเรื่องการบริหารจัดการ

เรื่องการบริหารจัดการหรือโครงสร้างองค์กร กทม. ตอนนี้เรามีข้าราชการบวกลูกจ้างเกือบแสนคนซึ่งถือว่าเยอะมาก แต่ว่าเวลาทำงานนี่มันก็จะมีข้อจำกัด ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องข้อกฎหมายของ พ.ร.บ. บริหาร กทม. ออกมาตั้งแต่ปี 28 ตอนนี้ก็อายุประมาณ 20 กว่าปี เกือบ 30 ปี เป็นเรื่องที่น่าปรับปรุงให้เหมาะกับยุคสมัย

สองนี่หลายเรื่องนะครับ การเป็นเมืองหลวง การเป็นศูนย์กลางจำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ แม้แต่บทเรียนที่เราได้จากการไปดูงานเมืองพี่เมืองน้องหรือที่เรียกว่า Sister City ก็จะมีข้อจำกัดแบบที่ผมเล่า

ถ้าเราสามารถที่จะบริหารพื้นที่อย่างที่คุณอภิรักษ์บอกว่าทางทิศตะวันออก ตะวันตก ทางเหนือมีความแตกต่าง และสามารถเชื่อมโยงปริมณฑลจนทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่เข้มแข็งแล้วเราจะสามารถรับมือกับประชาคมอาเซียนในปี 2015 นี้ได้ไหมครับ

คืออย่างนี้ ตามที่ผมมองว่ากรุงเทพมหานครนอกจากจะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นเมืองศูนย์กลางของภูมิภาคด้วย ดังนั้นการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่สมาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ผมมองว่ามีอยู่ 4 เรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญขอใช้ภาษาอังกฤษเรียกว่า 4G ได้แก่

1. Gateway

ในวันนี้ในเชิงทำเลที่ตั้งหรือยุทธศาสตร์ต้องถือว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองศูนย์กลางที่จะเชื่อมโยงกับเมืองต่างๆในภูมิภาคอาเซียนได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองอื่น พูดง่ายๆเป็นศูนย์กลางด้านการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านการบิน ศูนย์กลางทางด้านคมนาคมขนส่งโดยลักษณะภูมิประเทศ ถ้าจะขึ้นไปทางเหนือเชื่อมโยงกับประเทศพม่า กัมพูชา เวียดนาม สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ก็อยู่ในจุดที่เดินทางได้สะดวก เชื่อมโยงกับอาเซียนบวกสามอย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือแม้แต่อินเดียบวกหก แบบนี้ก็ถือว่ามีความสะดวกมาก

สองโดยโครงสร้างต้องยอมรับว่าสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่มีความพร้อมเมื่อเทียบกับสนามบินอื่นในภูมิภาค จะขาดก็คือระบบขนส่งมวลชนในเรื่องระบบราง ซึ่งตอนนี้ทางรัฐบาลตั้งแต่ในยุครัฐบาลนายกอภิสิทธิ์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผลักดันในเรื่องการเชื่อมโยงการขนส่งทั้งระบบถนนและระบบรางในลักษณะที่เรียกว่า “ระเบียงเศรษฐกิจ” ทางเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ในลักษณะที่เรียกว่า North South East West Corridor

วันนี้กรุงเทพมหานครได้รับการยอมรับอยู่แล้วว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านการท่องเที่ยวไม่เฉพาะในภูมิภาค แต่ว่าในระดับสากล จากการโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลกก็จะบอกว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยว เป็นเมืองที่อยากมามากที่สุด เพราะฉะนั้นต้องอาศัยศักยภาพที่มีความพร้อมในการเป็นเมือง Gateway ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

2. Green

ในโลกนี้เมืองที่เป็น Mega City ต้องพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองสีเขียว มีการวางระบบผังเมืองที่ดี เพิ่มพื้นที่สีเขียว เช่น การปลูกต้นไม้ การเพิ่มสวนหย่อม สวนสาธารณะ ทั้งขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กที่เป็น Pocket Park ให้คนในชุมชนสามารถที่จะมีความสะดวกในพื้นที่เปิดโล่งที่เขาจะสามารถพาลูกหลานไปวิ่งเล่น พาครอบครัวไปพักผ่อนออกกำลังกาย เหมือนที่เราเห็นวันนี้เรามีสวนลุมพินี สวนรถไฟ สวนหลวง ร.9 หรือแม้แต่มีสวนเล็กๆ อย่างสวนเบญจกิตติ สวนเบญจศิริ ที่มีกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ อันนี้ต้องทำให้ครบถ้วน

ยิ่งในปัจจุบันที่เรียกว่าภาวะโลกร้อน ต้องมีการรณรงค์ให้พี่น้องมากกว่า 10 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล ใช้พลังงานอย่างประหยัด แต่ว่าเราทำกันแค่ปีละครั้ง ในเรื่องของการปิดไฟบ้างอะไรบ้าง ถ้าเราทำกันทุกวัน ไม่ได้ปล่อยให้เป็นภาระของผู้บริหารหรือข้าราชการหรือลูกจ้างอย่างเดียว คนกรุงเทพต้องช่วยกัน ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ มีการคัดแยกขยะ มีการรีไซเคิล การประหยัดน้ำประหยัดไฟ การใช้พลังงานไฟฟ้าเข้ามา ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญในการที่จะช่วยทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าอยู่ มีสภาพแวดล้อมที่ดี

ในขณะเดียวกันต้องมีระบบป้องกันภัยพิบัติจะเป็นโครงการป้องกันน้ำท่วม โครงการสร้างแนวกั้นน้ำ โครงการอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ โครงการแก้มลิง โครงการที่บริหารจัดการเชื่อมโยงกับจังหวัดต่างๆในเรื่องของลุ่มแม่น้ำทางเหนือ ตะวันตก ตะวันออก ที่จะเร่งระบายน้ำได้ หรือแม้แต่การป้องกันภัยพิบัติแผ่นดินไหว การแจ้งเตือนภัย ผมคิดว่าแบบนี้จะทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าอยู่ มีสภาพแวดล้อมที่ดี

3. Good Life

หมายความว่าคุณภาพชีวิตของคนเมือง ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ถ้าเรามีระบบวางผังเมืองที่ดี มีระบบวางโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างเช่น ระบบขนส่งมวลชน ระบบการบริหารจัดการเก็บขยะ ความสะอาด การวางระบบการศึกษาที่ดีให้กับพี่น้องประชาชน มีโรงเรียนที่มีคุณภาพ (ปัจจุบันกรุงเทพมหานครดูแลโรงเรียนถึง 430 กว่าแห่ง) แบบนี้ต้องยกระดับคุณภาพชีวิตของคน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย ความสะดวกในการเดินทาง ทั้งในเรื่องสวัสดิการสังคมต่างๆ ผมคิดว่าจะช่วยทำให้คนกรุงเทพรู้สึกได้ว่าเป็นเมืองที่มีความพร้อม นักธุรกิจจากต่างประเทศจะเดินทางมาลงทุน ก็ต้องรู้สึกว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดี จริงๆ แล้วค่าครองชีพของเรายังไงก็ถูกกว่าสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือเมืองที่อยู่ในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว

ค่าครองชีพของกรุงเทพอาจจะจะแพงขึ้น?

ผมเชื่อว่าถ้าไปเปรียบเทียบกับเมืองที่เติบโตในลักษณะเดียวกันนี่ อย่างสิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์หรือฮ่องกง ผมยังเชื่อว่าค่าครองชีพของเรายังถูกกว่า

ถ้าเทียบบรรยากาศที่ดีกับค่าครองชีพ ที่กรุงเทพนี่ยังถูกกว่า?

อันนี้ไม่นับในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมซึ่งเป็นอีกมุมหนึ่ง ส่วนใหญ่เราจะมองมุม infrastructure เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ว่าเรื่องนี้เป็นมุมทางจิตใจ ผมคิดว่าเรามีคนที่มีอัธยาศัยดี มีศิลปวัฒนธรรม คนทั่วโลกเขายกย่องให้กรุงเทพเป็นเมืองน่าท่องเที่ยว เพราะว่าเรามีศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 กว่าปี มีแม่น้ำเจ้าพระยา มีพระบรมมหาราชวัง มีวัดวาอาราม อาหารการกิน ความอุดมสมบูรณ์ ความพร้อมเหล่านี้มันเป็นปัจจัยหลักในเรื่องของ Good Life

4. Good Governance 

ผมว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากในโลกสมัยใหม่ คำว่า Good Governance ในความหมายของผมไม่ได้หมายถึงเรื่องธรรมาภิบาล เรื่องความโปร่งใสเท่านั้น แต่มองในเรื่องของการเปิดโอกาส ในเรื่องของ participation คือเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมสะท้อนปัญหาต่างๆว่าเขาอยากเห็นการพัฒนาพื้นที่รกร้างให้มาเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นสวนสาธารณะ  สวนหย่อม หอศิลป์ เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับทำกิจกรรมของคนกรุงเทพ หรือว่าสิ่งที่เขาต้องการสะท้อนปัญหา เขาสามารถมีช่องทาง มีกระบวนการมีส่วนร่วมได้

ส่วนที่สอง เรื่องงบประมาณที่บริหารราชการของ กทม. ไม่ควรจำกัดเฉพาะงบประมาณของ กทม. อย่างเดียว แต่ควรผลักดันการมีส่วนร่วมในลักษณะที่เรียกว่า Private Public Partnership (PPP) เปิดโอกาสให้มีการบริหารจัดการเมือง แบ่งพื้นที่ที่เป็นกลุ่ม Cluster ว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ไหนเป็นเขตเมืองเก่าอนุรักษ์ พื้นที่ไหนเป็นเขตเกษตรกรรมเป็นที่อยู่อาศัยชั้นดี แล้วก็ดึงการมีส่วนร่วมของประชาชนมา ซึ่งถ้าเราทำอย่างโปร่งใส เปิดกว้างให้คนตรวจสอบได้ เอกชนก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนากรุงเทพให้มีความเจริญได้ ในขณะเดียวกันก็รักษาสมดุลในการพัฒนาในบางพื้นที่ซึ่งอาจจำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้

ผมยกตัวอย่างเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกอย่างที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษก็ดี สิงคโปร์ กรุงโซลประเทศเกาหลีก็ดี เขาเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม มีการตั้ง “บรรษัทบริหารจัดการเมือง” หรือที่เรียกว่า Urban-development Cooperation แทนที่จะบริหารจัดการโดยส่วนราชการกทมอย่างเดียว เขาจะดึงองค์กรเอกชนเข้ามาตั้งเป็นบรรษัทบริหารจัดการในบางเรื่องที่กฎระเบียบของทางราชการไม่สามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมคิดว่าน่าจะเปิดโอกาสการมีส่วนร่วม ทั้งในส่วนความร่วมมือของประชาชนและดึงในส่วนที่จะดึงความร่วมมือจากองค์กรเอกชนเข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาเมือง

อันนี้รวมไปถึงการกระจายอำนาจจากรัฐบาลส่วนกลาง ถ้าสามารถะกระจายอำนาจให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือว่า กทม. ดูแล เช่นในเรื่องการจราจร เรื่องระบบขนส่งมวลชน การสาธารณูปโภคต่างๆ แบบนี้จะทำให้การบริหารจัดการเป็นไปตามความคาดหวัง

โครงการ Agenda Bangkok ก็ต้องการที่จะเผยแพร่ความคิดแบบนี้ที่คุณอภิรักษ์พูดทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนได้มามีส่วนร่วม แล้วก็เลยโยงกลับไปเรื่อง ณ วันนี้มีการตื่นตัวเกี่ยวกับกระแส Social Media ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสื่อที่เป็นช่องทางของการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีราคาถูกมากๆ คุณอภิรักษ์คิดว่าไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

ผมคิดว่าวันนี้ที่คนส่วนใหญ่ใช้สังคมออนไลน์จะใช้ facebook, Twitter, Youtube อยู่แล้วนี่จริงๆก็ได้ทำอยู่บ้างแล้ว แต่อาจจะไม่ได้ทำอย่างเป็นระบบ ไม่ได้ทำแบบมีการเชื่อมโยงกันแล้วสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ยกตัวอย่างปรากฏการณ์ที่เราเห็น ก็คือช่วงน้ำท่วมนี่นะครับ เราเห็นกระแสของสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการระดมความช่วยเหลือผ่านเครือข่ายอาสาสมัคร ที่มีการประกาศขออาสาสมัครมาช่วยแพ็คของบ้าง ไปตักถุงทรายบ้าง ไปช่วยกันเอาสิ่งของไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน หรือแม้แต่การทำคลิปออกมาโพสต์ทาง YouTube อย่างรู้สู้ Flood  อันนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่งมาเกิดในยุคนี้ ซึ่งทำให้คนตื่นตัวที่จะมีแนวทางป้องกันหรือทราบสถานการณ์น้ำท่วม แต่ว่าก็ควรพัฒนาให้เชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานครอย่างเป็นระบบนะครับ

ความจริงกรุงเทพมหานครมีช่องทางสื่อสารอยู่บ้างแล้ว สมัยก่อนอาจเป็นระเบียบราชการ พอตอนหลังก็จะเป็น Call Center มีการ Out Source พัฒนาประสิทธิภาพให้คนเข้ามา คนก็ยังอยากใช้โทรศัพท์อยู่ อาจจะไม่ใช่สังคมออนไลน์อย่างเดียว แล้วก็มีระบบที่ต้องเก็บข้อมูล ตรวจสอบแล้วก็ติดตามว่าโครงการที่ระชาชนร้องเรียนมาแล้วคืบหน้าไปถึงไหน เช่น ปัญหาขยะตกค้าง ปัญหาท่ออุดตัน ปัญหาถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ผมคิดว่าถ้าประชาชนมีช่องทางที่จะส่งมา แล้วเรามีระบบที่จะเข้าไปแก้ไข ผมคิดว่าก็แก้ไขได้

หรือแม้แต่ในเรื่องของนโยบายสำคัญที่ประชาชนอาจจะสนใจ เช่น บอกว่าอยากให้พัฒนาพื้นที่สีเขียวใกล้บ้านเขา พูดง่ายๆ อาจเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร เป็นของส่วนราชการหรือของเอกชนแล้วก็ปล่อยรกร้างไว้ เขาอยากทำให้เป็นสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น แบบนี้ถ้ามันสามารถเชื่อมโยงได้กับสังคมออนไลน์ การรณรงค์หลายครั้งที่ผมเห็น เช่น เดี๋ยวนี้เรามีชุมชนคนเมืองที่ชอบเส้นทางจักรยานวันเสาร์อาทิตย์ เราก็เห็นคนใช้สังคมออนไลน์เพื่อระดมคนมาช่วยกันรณรงค์เปิดพื้นที่ให้กับคนใช้จักรยานในกรุงเทพฯ แม้แต่บางโครงการที่ออกมาต่อต้าน เช่น ในเรื่องของการตัดต้นไม้ของโครงการ Big Trees เราเห็นคนรณรงค์อยากเห็นการปลูกต้นไม้ใน กทม.

ผมคิดว่าถ้าเราใช้กระแสสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่ใช้สังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก แบบนี้ก็จะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเสนอความคิดเห็นหรือแม้แต่เป็นช่องทางเสนอแนะปัญหาต่างๆ ให้กับผู้บริหารกรุงเทพมหานครได้

กรุงเทพนี่ไม่ใช่ของผู้ว่าหรือว่าหน่วยงานราชการ

ใช่ครับ เป็นของคนกรุงเทพทุกคน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เรายังขาดอยู่จริงๆ แม้จะมีคนทำแต่ว่ายังน้อยมาก ก็คือการเป็นพลเมืองแบบที่เรียกว่า Active Citizen

แต่การเป็น Active Citizen ไม่ได้หมายความว่าต้องออกมาประท้วงอย่างเดียวนะครับ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วออกมาประท้วงแต่ว่าสามารถทำงานอย่างสร้างสรรค์ได้ ถ้าผู้บริหารมีความตั้งใจเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามา

เรื่องที่ผมพูดเมื่อซักครู่ เป็นเรื่อง Good Governance ไม่ได้มองเรื่องทุจริตคอรัปชั่นอย่างเดียว แต่มองในเรื่องการเปิดพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองด้วยกัน แบบนี้มันจะตรงกับความต้องของพี่น้องประชาชน แต่ละพื้นที่อาจมีความต้องการบางเรื่องเหมือนกัน บางเรื่องพื้นฐานคล้ายกัน คือ ต้องการเมืองสะอาด ต้องการเมืองที่มีการบริหารจัดการขยะ ไม่มีขยะตกค้าง มีการสัญจรสะดวก รถไม่ติด มีการขนส่งมวลชน มีพื้นที่สีเขียว มีระบบป้องกันน้ำท่วม มีระบบแจ้งเตือนภัยต่างๆผมว่าพื้นฐานเหล่านี้จะคล้ายๆกัน บางพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยจะต้องการแบบนั้น แต่ว่าบางพื้นที่เป็นเขตเศรษฐกิจ เป็นพื้นที่อนุรักษ์แบบนี้ อาจต่างออกไป

ผมว่าควรเปิดกว้างเปิดโอกาสให้คนกรุงเทพมีส่วนสำคัญที่จะมองอนาคตของเมืองด้วยกัน คนก็จะมีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของเมือง มีความรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนสำคัญมากกว่า 4 ปีครั้งไปเลือกตั้งผู้ว่า กทม. หรือแม้แต่เวลาเกิดปัญหาก็ต้องออกมาชุมนุมประท้วง

เห็นด้วยเลยครับ บางคนบอกว่าการเมืองจะไม่ยุ่ง แต่นี่ก็เป็นการเมืองแบบหนึ่งการมีส่วนร่วมในการพัฒนา กทม. ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของกรุงเทพมหานครนะครับ ที่นี้มาคำถามที่คนอาจจะสนใจกันเยอะ คือเรื่องน้ำท่วม เรามีบทเรียนมาแล้วใครผิดใครถูกก็ว่ากันอีกที ในปีต่อไปกรุงเทพมหานครจะต้องเข้มงวดหรือว่าเก่งในเรื่องอะไรถึงจะจัดการตรงนี้ได้

การดูแลเรื่องปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครวันนี้ ยังมีความแตกต่างระหว่างระบบการป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทมหานครกับจังหวัดปริมณฑล
อันนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมหนัก ในกรณีน้ำท่วมปีที่แล้ว พื้นที่แถวบางบัวทอง ปทุมธานี ลำลูกกา น้ำท่วมเยอะแน่นอน มันก็เลยมาถึงกรุงเทพตอนเหนือ แถวหลักสี่ ดอนเมือง สายไหม บางเขนหรือทางฝั่งธนกับนครปฐม ปีที่แล้วก็เลยท่วมเยอะ ส่วนที่พื้นที่ชั้นในได้รับผลกระทบไม่มากนัก
จริงๆ แล้วในเขตกรุงเทพมหานครมีระบบป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริหลายเรื่องเลยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวางแนวทางไว้ แล้วทางผู้บริหารกรุงเทพมหานครก็รับมาดำเนินการต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น แนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริสองริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากับคลองมหาสวัสดิ์ประมาณ 70 กว่ากิโลเมตร ซึ่งก็ได้ทยอยสร้างมาหลายสมัยของผู้ว่า กทม. จนกระทั่งถึงยุคคุณชายสุขุมพันธุ์ ส่วนที่สองนี่ต้องยอมรับว่าเป็นพื้นที่รับน้ำ ซึ่งในผังเมืองเราเรียกว่า “เขียวทแยง” ก็คือพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร พี่น้องในพื้นที่ส่วนใหญ่จะทราบว่าเป็นพื้นที่ระบายน้ำ หมายความว่าเวลามีน้ำปริมาณมาก มีปริมาณน้ำเหนือไหลบ่าลงมา ปริมาณน้ำฝนที่ตกพื้นที่แล้วก็ปริมาณน้ำทะเลหนุนที่เรียกว่าน้ำขึ้นน้ำลง เพราะฉะนั้นเวลาที่เราบริหารจัดการต้องดูให้คบถ้วน

นอกจากแนวทางกั้นน้ำ และพื้นที่รับน้ำจากแนวระบายน้ำแล้วก็มีพื้นที่แก้มลิง 20 กว่าแห่ง ซึ่งเป็นบึงขนาดใหญ่อย่างบึงพระราม 9 บึงมักกะสัน เป็นตัวอย่างของบึงรับน้ำที่เราเห็น ตอนหลังยังมีการเชื่อมโยงบึงที่เป็นบึงรับน้ำกับโครงการแก้มลิงกับอุโมงค์รับน้ำขนาดใหญ่ ตอนนี้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าพื้นที่ชั้นในเวลาฝนตกหนักแล้วน้ำไม่ท่วม

อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการ ซึ่งอันนี้จะสำคัญกว่า จะดีกว่าการบริหารจัดการแบบแยกส่วน ที่ผ่านมามี “คณะกรรมการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น กรมชลประทาน  กรมทรัพยากรน้ำ โครงการพระราชดำริต่างๆ แล้วก็มูลนิธิชัยพัฒนา แล้วมีผู้ว่าราชการจังหวัด ไล่มาเลยตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงมาถึงจังหวัดปริมณฑลได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐมหรือแม้แต่พื้นที่ฝั่งซ้ายฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น ฝั่งตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี สระบุรี ฝั่งตะวันออกออกไปทางฉะเชิงเทรา ทำงานร่วมกัน มีคณะกรรมการเชื่อมโยงข้อมูล การวัดปริมาณของน้ำ มันมีข้อมูลหมดนะครับว่าน้ำไหลที่นครสวรรค์เท่าไร่ ที่อยุธยาเท่าไหร่ สามารถประเมินสถานการณ์ได้ ในขณะเดียวกันยังมีการดูในเรื่องเปิดปิดประตูระบายน้ำ การดูในเรื่องของน้ำขึ้นน้ำลง อันนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถลดภัยพิบัติที่เราไม่อาจทราบได้ล่วงหน้า ถึงแม้ว่าฝนตกมาก มีน้ำเหนือมาก แต่สามารถจัดการได้ถ้าเรามีระบบบริหารจัดการที่ดีแล้วก็ทำงานเชื่อมโยงกับจังหวัดต่างๆ ทำงานเชื่อมโยงกับจังหวัดที่เกี่ยวข้อง

ในช่วงหลังนี่ผมคิดว่าสิ่งที่มีความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการแจ้งเตือนภัย ระบบ Warning System ซึ่งที่ผ่านมาก็จะเห็นเป็นบทเรียนนะครับ พอข้อมูลไม่ชัดเจนคนก็ตื่นตระหนก ถ้าตื่นตระหนกก็หนีไป ถ้าไม่ตื่นตระหนกเลย ไม่ได้รับข้อมูลเลย บางทีก็เจอท่วมขึ้นมาถึงหน้าอกถึงคอ ได้รับความเสียหาย มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หรือแม้แต่ปัญหาไฟดูดอย่างนี้เป็นต้น

ถ้าเรามีระบบแจ้งเตือนภัยที่ดี อย่างวันนี้เรามีระบบสารสนเทศ ที่สามารถแจ้งเตือนเข้าไปยังระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแม้แต่แจ้งเข้าไปในระบบสังคมออนไลน์ ก็จะทำให้พี่น้องชาว กทม. หรือที่อยู่ตามปริมณฑล มีความมั่นใจมากขึ้น

พวกนี้เป็นบทเรียนที่เราได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมปีที่แล้ว และเป็นเรื่องที่ กทม. รัฐบาล หรือหน่วยงานส่วนกลางต้องทำงานร่วมกัน

คุยเรื่องใหญ่ไปแล้ว ขอถามในเชิงส่วนตัวนะครับ คุณอภิรักษ์ในฐานะเป็นคนกรุงเทพมหานคร ที่มีบ้านอยู่ในกรุงเทพมหานคร อยากทำอะไรให้กรุงเทพมหานคร หรืออยากมีส่วนร่วมกับกรุงเทพมหานครบ้างครับ

ในฐานะเป็นคนกรุงเทพคนหนึ่ง ถ้ามีความคิดที่มีประโยชน์หรือมีปัญหาก็ควรเสนอแนะ

ผมคิดว่าแม้วันนี้กรุงเทพยังไม่มีระบบที่ใช้สังคมออนไลน์อย่างเต็มที่ ก็มีสายด่วน 1555 เป็น Call Center และมี Facebook, Twitter ของบางคนที่ใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นของท่านผู้ว่าสุขุมพันธุ์หรือว่าของผมเอง ก็สามารถใช้ได้ อย่างทุกวันนี้ผมเห็นว่าอะไรที่เป็นความคิดที่เป็นประโยชน์หรือเป็นปัญหา ผมก็จะใช้ช่องทางเหล่านี้โพสต์ ไปหาท่านผู้ว่าสุขุมพันธุ์ได้เลย โพสต์ไปหาหน่วยงานของกรุงเทพมหานครได้โดยตรง ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวที่คนกรุงเทพฯสามารถทำได้

เรื่องที่สองที่พูดกันเมื่อซักครู่ว่า เราอยากเห็นกรุงเทพฯเป็นเมืองศูนย์กลาง เป็นเมืองสีเขียว มีสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นเมืองที่มีการบริหารจัดการที่มีส่วนร่วม ถ้าแบบนี้เราเริ่มที่ตัวเรา เราใช้พลังงาน ใช้สิ่งของอย่างประหยัด ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ไม่ทิ้งขยะเกลื่อนตามท้องถนน ถ้าเราหนึ่งคนกับคนอีกสิบล้านคนทำเหมือนกันหมด ไม่ว่าหนึ่งคนจะทำมากทำน้อย มันก็จะมีพลัง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวผู้ว่าคนเดียว ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวข้าราชการ ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนพนักงานเป็นแสนคน วันนี้เราก็น่าจะแปลกใจว่าทำไมยังมีขยะให้พนักงานจัดเก็บขยะของกรุงเทพมหานครมากวาดขยะทุกวัน ถูกไหมครับ โดยเฉลี่ยเขาคำนวณมาแล้วว่าคนกรุงเทพปกติผลิตขยะวันละคนละประมาณ 1 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งแปลว่าถ้าเราลดปริมาณขยะลง กรุงเทพมหานครจะปรับปรุงระบบคัดแยกขยะได้ดีขึ้น เรื่องเล็กๆ น้อยแบบนี้เราสามารถมีส่วนรวมในการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

สุดท้ายคุณอภิรักษ์อยากฝากถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ที่จะเข้ามาในต้นปีหน้าบ้างครับ

ผมคิดว่าสิ่งที่มีความสำคัญของคนที่จะมาอาสาลงรับสมัครเป็นผู้ว่า กทม. เรื่องที่หนึ่งคือต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ เป็นคนที่มีระสบการณ์มีความรู้ความสามารถที่จะมองไปในอนาคต ไม่ใช่ว่าแค่จะสามารถเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า แต่ว่าสามารถที่จะมองไปในอนาคตว่า วันนี้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองใหญ่ที่เรียกว่า Mega City เหมือนเมืองขนาดใหญ่ทั่วโลก เหมือนกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น เหมือนกรุงโซล กรุงเซี่ยงไฮ้ กรุงปักกิ่งหรือแม้แต่มหานครนิวยอร์ก เพราะฉะนั้นอะไรบ้างที่จะนำมาซึ่งการพัฒนากรุงเทพในระยะยาว ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ เป็นเรื่องของประสบการณ์ความรู้ความสามารถ

สิ่งที่สองที่อยากฝากไว้ก็คือคนที่อาสาจะมาเป็นผู้ว่า กทม. คือคนที่สามารถทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องวิสัยทัศน์อย่างเดียว มันเป็นเรื่องการทำงานทุกวัน มันเป็นเรื่องการติดตามโครงการเป็นเรื่องของการที่จะรู้ปัญหาจริง คือพูดง่ายๆ คือติดดินแล้วก็ไปในทุกพื้นที่ให้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน จริงๆ แล้วผู้ว่าสามารถเร่งผลักดันการป้องกันหรือการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าเป็นคนทำงานใกล้ชิดพี่น้องประชาชน เป็นคนทำงานใกล้ชิดข้าราชการในแต่ละพื้นที่

ส่วนที่สามผมคิดว่าต้องเป็นคนที่ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีหรือมี Networking ที่ดี พูดง่ายๆ ก็คือสามารถทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชนได้ทุกระดับชั้น สามารถทำงานแบบติดดินกับพี่น้องในชุมชน กับพี่น้องที่อยู่ห่างไกลในกรุงเทพมหานคร สามารถที่จะทำงานกับองค์กรเอกชน กับนักธุรกิจ ในลักษณะที่มองประโยชน์ของคนกรุงเทพเป็นที่ตั้งในเรื่องของการพัฒนา แล้วก็ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีการทำงานระดับประเทศ สามารถทำงานเชื่อมโยงกับรัฐบาลส่วนกลาง สำคัญกว่านั้นคือสามารถเชื่อมโยงในระดับภูมภาคหรือระดับสากล

วันนี้ผู้ว่า กทม. อาจจะไม่ได้เป็นผู้ว่าสำหรับคนกรุงเทพเพียงอย่างเดียว กรุงเทพมหานครก็ไม่ได้เป็นของ กทม. นะครับ แต่ว่ากรุงเทพมหานครเป็นของคนกรุงเทพด้วย เป็นของคนไทยด้วย หรือแม้แต่เป็นของคนในประชาคมโลกด้วยซ้ำไป คนที่เดินทางมาเที่ยว เดินทางมาทำงาน มาใช้ชีวิต ผมคิดว่านี่ก็เป็นหน้าที่โดยตรงของคนที่ตั้งใจและอาสามาเป็นผู้ว่า

ถ้าตั้งใจแบบนี้ แล้วมีความสุขที่ได้เห็นการแก้ไขปัญหา เห็นการพัฒนาของกรุงเทพมหานครใน 3เรื่อง ทั้งเรื่องของประสบการณ์ วิสัยทัศน์ เรื่องของการทำงานแบบติดดิน ติดตามงานในแต่ละเรื่อง แต่ละพื้นที่แล้วก็สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีในทุกระดับชั้น ก็จะช่วยให้บทบาทการทำงานของผู้ว่า กทม. เป็นประโยชน์ นำความเดือดร้อนของพี่น้องกรุงเทพมหานครมาใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อที่จะพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เป็นเมืองของพี่น้องประชาชนชาวไทยเป็นเมืองของประชาคมโลกต่อไป