Practical Report สัมภาษณ์ ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โครงการ Agenda Bangkok

โครงการ Agenda Bangkok มีแผนที่จะสัมภาษณ์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ให้ได้มากที่สุด ครั้งนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้สมัครอีกท่านคือ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 4 ผู้ที่มีวาระในการจัดระเบียบผังเมือง ลองมาดูว่าวิสัยทัศน์เรื่องการกำหนดผังเมืองของท่านเป็นอย่างไร?

หลายคนบอกว่าผังเมืองมันคือหัวใจ ของเมืองๆนั้น ตามจริงแล้ว ผังเมืองมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน?

ดร.โสภณ: มันเป็นเรื่องการวางแผนของการที่เมืองจะโตไปทางไหน? โตแบบไหน? ถ้ามันไม่มีเค้าโครงที่ชัดเจนมันก็สะเปะสะปะ อย่างทุกวันนี้คนกรุงเทพต้องออกไปอยู่นอกเมืองและออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตั้งแต่ ตี 5 กว่า กลับบ้านก็ สองทุ่ม คุณภาพชีวิตก็แย่

ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายก็สูง อาชญากรรมความปลอดภัยก็เกิดขึ้น สร้างทางด่วนไปเท่าไหร่ก็ไม่พอ สิ่งแวดล้อมก็ถูกทำลาย นา ไร่ สวน เกษตรกรรมก็ถูกทำลาย เสียหายมากมาย ดังนั้นมันต้องมีการวางแผน

บ้านเรามันแย่ตรงที่ว่ากฎหมายผังเมืองมีตั้งแต่ 2495 แต่ พ.ร.บ. ผังเมืองฉบับแรกของ กทม.มี 2535 สี่ปีให้หลังและก็เป็นผังเมืองประเภทที่แบบไม่ค่อยสมบูรณ์ คือ ปกติมันจะมีผังเมืองรวม ก็คือคร่าวๆจะเป็นอย่างไรอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และจะมีผังเมืองเฉพาะ คือ บริเวณนี้ต้องทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้ เมืองอื่นจะมีชัดเจนอย่างนี้

แต่บ้านเมืองเราไม่เคยมีผังเมืองออกมาเพราะว่ามันต้องผ่าน พ.ร.บ. ผ่านสภา ในแง่หนึ่งก็เป็นการวางรุกไว้ของพวกที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ดิน ที่ดินใหญ่ๆ ไม่ให้ผ่านสภา ผ่านไม่ได้ เพราะจะต้องทะเลาะกันแน่ๆ

ดังนั้น ยังรุกไว้ไม่ให้มีผังเมืองเฉพาะ แต่ในแง่หนึ่งมันก็อาจจะหมายความว่า การที่เข้าสภาเป็นการแสดงให้เห็นว่ามันต้องให้ประชาชนมีส่วนรับรู้ ทั้งสภาทั้งประเทศจะไปรู้อะไรกับผังเมืองเฉพาะที่เดียว ฉะนั้นมันต้องรับฟังความเห็นของคนในท้องที่ ไม่ใช่ไปรับฟังผู้แทนเชียงราย เป็นต้น

IMG_2420

เท่าที่เข้าใจมา ผังเมืองกรุงเทพค่อนข้างจะวุ่นวายอยู่พอสมควร แล้วถ้าจะเริ่มนับ 1 ในการแก้ปัญหาจะต้องแก้ตรงไหนก่อน?

ดร.โสภณ: ก็ต้องสร้างผังเมืองขึ้นมาใหม่ ซึ่งปกติปัญหาของเราก็คือว่า กทม.มาเขียนผังเมือง โดยส่วนมากผังเมือง จริงๆเป็นหน้าที่ของกรมโยธาและผังเมือง กรมโยธาและผังเมืองก็มอบให้ กทม. ทำ ทีนี้ กทม.ทำในการมาตรฐานของการกระจายอำนาจ พอ กทม.ทำ

ปัญหาคือว่ามันไม่เป็นจริง มันไม่ได้ผังที่เป็นจริงก็คือว่า ผังเมืองมันต้องเป็นเหมือน มาสเตอร์แพลน สำหรับสาธารณูปโภคทั้งหลายหรือกิจการทั้งหลายในเมือง เช่น ถนนจะไปทางไหน ทางด่วน รถไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ทุกอย่าง ดับเพลิง หรืออะไรก็ตาม ทุกๆ ฝ่ายมันต้องมาช่วยวางแผน มันถึงเป็นแผนที่แบบว่ามองในแง่ความเป็นจริง และก็ปฏิบัติได้จริง

แต่ที่ กทม.ว่าผังคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย ต้องให้ประปามาบอกว่า 5 ปีนี้นะ ประปาจะขยายไปทางไหน วางผังเมืองที่เป็นมาสเตอร์แพลน ของระบบประปาด้วย เป็นมาสเตอร์แพลน ของระบบทางด่วน รถไฟฟ้าด้วยมันถึงจะไปด้วยกันได้ อันนี้ ต่างคนต่างวางแผน ก็เลยไม่ค่อยสัมพันธ์กัน

อย่างในกรุงเทพเอง จริงๆ แล้วมันมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าค่อนข้างเยอะ ถ้ามองในเชิงเศรษฐศาสตร์มันเสียมูลค่าไปเปล่าๆ ทำไมมันถึงเกิดเรื่องอย่างนั้นขึ้น?

ดร.โสภณ: เราเรียกว่ามันว่า “ความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ” (economic waste) เพราะว่าไม่มีภาษีที่เลี้ยงสิ่งที่ปลูกสร้าง เรื่องการวางผังเมืองที่ดี อย่างสมมติว่าเรามีภาษีที่เลี้ยงสิ่งที่ปลูกสร้าง มีการเก็บภาษีอันนี้ก็คงไม่ปล่อยที่ไว้ ในญี่ปุ่นก็ไว้ปลูกข้าวหรือไม่ก็สร้างตึก แต่ถ้ามีอย่างนี้อย่างเราเห็นมีข่าวว่า ห้างดิเอ็มโพเรียม 2 จะสร้างฝั่งตรงข้าม ห้างเดิม มีต้นจามจุรีอายุเป็นร้อยปีต้นใหญ่มากเลย ก็เสียดายกันว่าจะทำอย่างไรดี

สุดท้ายก็รื้อทิ้ง คุณต้องคิดว่าต้นจามจุรีมันอยู่ตรงนั้นได้อย่างไรเป็นร้อยปี เพราะไม่มีใครเก็บภาษีเขาเลย เก็บทิ้งไว้ให้ลูกหลาน อย่างนี้เนี่ย มันก็เลยทำให้เกิดการวางแผนที่ไม่ดี แต่ถ้าเกิดว่ามีการจูงใจให้เขาลงทุนเมืองก็ไม่ขยายไปสู่รอบนอก

แล้วแบบนี้ความลงตัวระหว่างพื้นที่สีเขียวกับการขยายตัวของเมืองจะสอดคล้องกันได้อย่างไร?

ดร.โสภณ: ถ้าเกิดว่าเมืองมีการวางแผนที่ดีมันไม่ขยายไปสู่รอบนอกพื้นที่สีเขียวอะไรต่างๆ ก็ไม่ถูกทำลาย

ประเด็นเรื่องพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพมันมีค่อนข้างจำกัดมาก โครงการ Agenda Bangkok ศึกษามาว่าจริงๆแนวโน้มของพื้นที่สาธารณะในมิติต่างๆต้องเพิ่มขึ้น แต่กรุงเทพฯกลับมีแนวโน้มลดลง ล่าสุด สนามหลวงก็ไม่เปิดให้คนเข้าไปใช้งาน นี่มันเป็นปัญหาใหญ่ไหม?

ดร.โสภณ: เป็นครับ สนามหลวงเป็นของประชาชน ปิดไว้ดูเล่นอย่างนั้นไว้มองด้วยตาอย่างเดียว มันไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม มันก็ไว้แค่อะไรก็รู้ คือประชาชนเป็นเจ้าของ คุณจะไปปิดไว้อย่างนั้นให้ดูแต่ตา มืออย่าต้องคงไม่ถูกต้อง

แสดงว่าเรายังมีการจัดการที่ไม่ดี ถ้ามันมีการจัดการที่ดี ตาดูได้จับต้องได้ และก็จะได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย และอย่างนี้เราไม่รู้การจัดการก็เลยล้อมรั้วมันอย่างนั้นง่ายที่สุด จัดการอย่างนี้แสดงว่ามันยังไม่เป็นมืออาชีพ

แล้วตอนนี้พอเมืองมันเริ่มขยายไปรอบนอก เรานิยามคนกรุงเทพได้แตกต่างไปจากเดิมก็คือว่า คนที่มาทำงานในกรุงเทพ สุดท้ายตอนเย็นก็กลับไปอยู่นนทบุรี สมุทรปราการ เราจะมีสวัสดิการรองรับคนเหล่านี้ได้ไง ซึ่งเราจะนิยามคนเหล่านี้เป็นคนกรุงเทพหรือเปล่า? แล้วเราต้องดูแลเขาไหม?

ดร.โสภณ: คนเหล่านี้ไม่ใช่คนกรุงเทพ เขาคือคนที่เดินทางจากบ้านไปที่ทำงานนอกเมือง คนกลุ่มนี้เป็นคนนนทบุรีบ้าง หรือว่าสมัยก่อนเราก็มีไปจากอยุธยาก็มี หรือมาจากนครปฐมก็มีขึ้นรถไฟมา สารพัด สามารถที่จะทำเช่นนั้นได้

ดังนั้นคนกลุ่มนี้ก็เลยไม่ได้เป็นคนพื้นที่กรุงเทพโดยเฉพาะ ถ้าดูแลก็คือว่า หวังว่าที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพนี้มันก็ต้องดูแลเขาให้ดีให้สามารถเดินทางไปมาได้สะดวก ก็คือสิ่งที่ต้องดูแล ถ้าในแง่ของการจัดสวัสดิการของสังคม จะประกันภัย จะประกันภัยบ้านให้เขา ประกันต่างๆให้เขาอาจจะไม่เกี่ยวหรือจะให้เขามาเสียภาษีจากการเก็บจากขยะอาจจะไม่เกี่ยว

ถ้าให้คุณลองเปรียบเทียบกับมหานครอื่นๆ ปัญหาหนึ่ง คือเรื่องการจัดโซนนิ่งพื้นที่ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นปักกิ่งก็จะมีการจัดพื้นที่ ที่อยู่อาศัยมันจะขึ้นสูงขึ้นเป็นตึกสูงหมดเลย ทำไมในประเทศไทยถึงไม่สามารถทำแบบนั้นได้?

ดร.โสภณ: กทม.มีความคิดที่ผิดเพี้ยนแบบกึ่งๆ วอชิงตัน ดีซี ให้มัน เตี้ยๆไว้ ไม่อยากให้ขึ้นสูง เก็บที่ดินไว้ให้ลูกหลาน วงเล็บ คนรวยๆ และคนรวยๆ พวกนี้ก็ไม่ต้องเสียภาษีอีกตั้งหาก อย่างนี้ก็ไม่เป็นธรรม พูดถึงการจำกัดความสูง ตามจริงแล้ว ใจกลางเมืองต้องขึ้นสูง เหมือนอย่างสิงคโปร์ ขึ้นสูงโดยบริเวณรอบๆ ก็ปล่อยให้เป็นพื้นที่สีเขียวมันจะกลายเป็น เรียกว่า Garden City ขึ้นสูงแต่ไม่แออัด

ปัญหาเรา คือมันเข้าใจผิดระหว่างความหนาแน่นกับความไม่แออัด ความหนาแน่น เรียกว่ามีความหนาแน่นสูง ความแออัดเรียกได้ว่าเกินขีดที่จะรับได้ คือทุกวันนี้บ้านเรามันอยู่ที่ความแออัด อยู่เตี้ยๆ แต่แออัด เหมือนอย่างเช่น โฮจิมินห์ ซิตี้ เตี้ยๆ แออัด แต่มันไม่หนาแน่น มันขึ้นสูงได้ ให้รอบๆ มันเขียว

สิงคโปร์ 1 ตารางกิโลเมตรมีคน 7,000 คน แต่ที่นี่ 1 ตารางกิโลเมตรมีคน 3,600 คน ครึ่งเดียวเอง แสดงว่ามันทำอะไรได้อีกเยอะ ให้ไปร้องผังเมือง ให้ไปอยู่นนทบุรีโน้น มันเป็นการวางผังเมืองที่ขาดความรับผิดชอบ

IMG_2419

จริงๆมันเป็นการขาดความรู้ในการจัดการเมืองหรือเปล่า?

ดร.โสภณ: เราก็ไปเรียนรู้จากเมืองนอกมา แบบงูๆ ปลาๆ เรียนรู้แบบไม่ครบกระบวนความ อย่าง วอชิงตัน ดีซี คนมันอยู่น้อย คนอเมริกาเขาก็ไปอยู่ในเมืองอื่น มีระบบต่างๆ ดี ของเรานี้ไม่มีและก็ปล่อยให้มันเล่นเถิดเทิง

เกิดปัญหาการเล่นเถิดเทิง คุณจะสร้างตึกสูงไปอยู่โน้น สมุทรปราการ กม.9 นี้มันพ้นเขตกรุงเทพไปแล้ว เมืองก็ขยายส่งเดช ถึงโน้น บางนาเมื่อก่อนปลูกข้าวได้ดีกว่า อยุธยา ให้ไปอยู่นนทบุรี บุกรุก เลิกสวนทุเรียนให้หมด แล้วไปสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงไปโน้น ก็ไปกันใหญ่

แต่ที่โซนนอกของกรุงเทพก็ยังว่างอยู่เยอะ อย่างเช่น หนองจอก มีนบุรี เมืองมันจะขยับไปทางนั้นได้ไหม?

ดร.โสภณ: ที่ผ่านมา ไม่ขยับเพราะว่าไม่มีสาธารณูปโภคไปถึง อย่างในใจกลางเมืองที่ สยาม เพลินจิต ชิดลม ที่ดินตกไร่ละ 6 ร้อยล้าน แถวหนองจอกที่ดินตกไร่ละ 4ล้าน ห่างกันเป็นร้อยกว่าเท่า ยิ่งถ้าไปถึงลำลูกกาเหลือแค่ล้านเดียว ถ้าเกิดว่าเราจะวางผังเมืองเชิงรุก

เราจะต้องให้กรุงเทพเรานี้มันเติบโตในลักษณะที่ว่า อย่างแถวหนองจอกเป็นที่ดินที่ไม่ค่อยมีคนอยู่ แล้วก็ไปซื้อมาเลย เวนคืนมาเลย ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการนี้ด้วยก็ได้ แล้วก็จัดขึ้นมาสักหมื่นไร่หรือว่าอาจจะมากกว่านั้น แล้วก็เอาเป็นเมืองที่ระบุได้ว่าตรงนี้จะจัดสรรเป็นศูนย์การค้า โซนนี้จะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หาคนมาเป็นผู้พัฒนา มาช่วยจัดสรรอีกที ไม่ต้องไปหาซื้อที่ ไม่ต้องไปรวบรวมที่ไหน รวบรวมให้เรียบร้อยเลย มาอยู่ที่นี่กลายเป็นเมืองใหม่

แต่ว่าเมืองนี้จะออกไปส่งเดชไม่ได้นะ เมืองนี้จะต้องมีทางเชื่อมมา 1 เข้ากรุงเทพเป็นทางรถไฟฟ้า หรือว่าเป็นทางด่วน อย่างบางนาเราสร้างสะพานที่ยาวที่สุดในโลกในเมืองไทย ทางด่วนบางนา – บางปะกง อาจจะเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในโลก 50 กว่ากิโลเมตร แต่ไม่ต้องทำยาวถึงขนาดนั้น ทำมาแค่หนองจอก 20 กว่ากิโลเมตรเอง แล้วก็ทำรถไฟฟ้าวิ่งไปกลับในเวลาแค่ 20 นาที

แต่จะไปเชื่อมถนนฉลองกรุงไม่ได้นะ ถ้าใครจะเชื่อมไปเชื่อมทางอื่น รอบนอกได้ เพื่อให้เป็นพื้นที่เฉพาะเป็นเมืองบริวารจริงๆ ใครที่ทำบ้านจัดสรรบริเวณนั้นไม่ต้องทำแล้ว ความเจริญไม่กระเด็นออกจากเมืองนี้ และใครจะไปอยู่ตรงนี้มีสาธารณูปโภคครบอยู่ที่นี่ถูกกว่าซื้อข้างนอก มันจะเป็นการสร้างเมืองใหม่วางผังเมืองเชิงรุก

ผู้ว่าฯ กทม.คนที่ผ่านมาเขาก็มีแผนที่จะไปสร้างสนามฟุตซอลที่หนองจอก เพราะมีแผนที่จะขยายเมืองไปในทางนั้นโดยการเอาหน่วยงานราชการไปตั้งแล้วชุมชนรอบๆ ข้างก็จะเกิดขึ้น แบบนี้ถือว่าใช้ได้ไหม?

ดร.โสภณ: ถ้าแบบนั้นนะ กรุงเทพกับแถวนั้นก็จะเชื่อมเป็นเมืองกัน เกิดปัญหาไม่สิ้นสุด ก็จะกลายเป็นเมืองขยายตัวออกไปอีก เพราะมันไม่มีการปิดล้อม มันจะเป็นการเปิดตัวตามยถากรรม อาจจะกึ่งๆยถากรรม ทำอะไรขึ้นมาสักหน่อยให้มันเจริญ พอเจริญก็เชื่อมกันไปเรื่อยๆ กลายเป็นรถติดหนักอีก ไม่มีการคิดหรือแยกผังเมืองเชิงรุก

เวลาที่จะตัดสินใจวางระบบขนส่ง โดยเฉพาะระบบรางอะไรคือปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ?

ดร.โสภณ: ไม่รู้คิดกันจากลางสังหรณ์เปล่า แต่ว่าอย่างหนึ่งหน่วยงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง กทม.ที่วางผังเมืองก็อีกเรื่องหนึ่งมันก็เลยไม่ประสานงานกัน แต่ที่แน่ๆ ที่ดินที่มันมีรถไฟฟ้า ผมศึกษามาโดยตลอด เพราะผมสำรวจราคาที่ดินในกรุงเทพเทียบตั้งแต่ปี 37 ตอนนั้นยังเด็กๆ อยู่นะ จนบัดนี้

อย่างเช่น ท้องฟ้าจำลอง เพียงแค่ 10 ปีที่ผ่านมาราคาเพิ่มขึ้นประมาณเกือบ 3 เท่าแต่ที่กล้วยน้ำไท ราคาแทบไม่ขึ้น ขึ้นไม่ถึงเท่าเพราะมันไม่มีรถไฟฟ้า การมีรถไฟฟ้าเกิดประโยชน์มหาศาลดังนั้นถ้าเราสร้างไปบริเวณไหนนะแถวนั้นเจริญขึ้นมาเราเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีส่วนต่างๆ มันสามารถที่จะสร้างถนน สร้างทางด่วนได้ฟรีเลย เราเอาภาษีมาทำได้ ที่เมืองจีนมันทำสาธารณูปโภคเยอะแยะ ไม่ว่าจะไปกู้เมืองนอกมันใช้ภาษีทำเอา

พอเราพูดถึงเรื่องการเก็บภาษี ประชาชนหรือฐานเสียงเขาก็คงไม่สบายใจ จะทำอย่างไรให้เขามีความรู้สึกที่ดีกับการจ่ายภาษี?

ดร.โสภณ: ง่ายๆ เลย แต่นักการเมืองทั่วไปไม่กล้าเพราะกลัวเสียฐานคะแนนเสียง ก็คือเรื่องให้การศึกษาแก่ชาวบ้านว่าภาษียิ่งให้ยิ่งได้เหมือนกับความเป็นเพื่อน ยิ่งให้กันยิ่งได้ความเป็นเพื่อนมากขึ้น ยิ่งเสียภาษีเยอะ เอาไปพัฒนาท้องถิ่นยิ่งเจริญ ราคามูลค่าทรัพย์สินยิ่งมากขึ้น ราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นปีละ 5 % เราเก็บภาษีสัก 1% เมืองนอกเขาเก็บภาษีกัน 1%-2% ที่บ้านเราเก็บ 0.1 % เอง

ถ้าเราเก็บแค่ 1% เหมือนเมืองนอกสมมติว่าราคาที่ดินขึ้น 4-5% แต่มูลค่า ค่าเสียภาษีสัก 1% แค่นี้มันจะเสียไม่ได้เลยหรอ เขาควรจะคิดว่า ยิ่งให้ยิ่งได้ ให้การศึกษาแก่ชาวบ้าน ชาวบ้านมองว่าเดี๋ยวมันเอาไปโกงกันบ้างเรื่องต่างๆ ลืมมองว่ายิ่งให้ยิ่งได้ เพราะว่าอย่างเมืองนอก ตรงที่เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงบ้านรอบๆจะมีราคาเพิ่มเพราะมีการพัฒนาที่ดี ถ้าเราพัฒนาให้เขต ถนน ดีต่างๆ ใครๆก็มาอยู่เขตเรามูลค่าทรัพย์สินก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเสียภาษีที่เราเคยเสียอีก ไม่เป็นภาระอะไรกันเลย ไม่เป็นภาระอะไรกับเราเลย

เท่าที่เราได้คุยกันมาเหมือนกับว่ามูลค่าต่างๆในกรุงเทพฯจะสูงขึ้น แล้วคนจนเมืองเขาจะอยู่กันอย่างไร?

ดร.โสภณ: คนจนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก มากในเรื่องนี้ อันนี้นักการเมืองก็ไม่กล้าพูดอีกเหมือนกัน คนจนทั่วประเทศมีอยู่ประมาณเกือบ 10 % คนจนในกรุงเทพมีอยู่ประมาณ 1-2% เท่านั้นเอง แต่เชื่อไหมหาไม่ค่อยเจอ แม่บ้านที่ออฟฟิส ผมเงินเดือนหมื่นกว่าบาท ถือว่าเป็นคนชั้นกลาง เดี๋ยวนี้คนจนหาแทบไม่มียกเว้น คนต่างชาติ เขมรหายาก บางส่วนอาจจะจนบ้างไม่จนบ้าง แต่เรื่องนี้ละเอียดอ่อน ที่จะพูดถึง

แต่ในแง่หนึ่งหาคนจนที่มาช่วยได้ไม่มากนัก ดังนั้น ถ้าคนที่จนจริงๆ ไม่มีทางไป สิ้นไร้ไม้ตอกต้องหาที่อยู่ให้เขาอยู่ฟรีไปเลย เพราะทุกคนย่อมมีสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจะปล่อยให้เขานอนกลางดินกินกลางทรายย่อมไม่ได้แต่ถ้าเกิดเป็นคนที่แบบว่า อันนี้จุดเน้นเลยนะ ทุกคนมีสิทธ์ในการอยู่อาศัย จะไปปล่อยให้เขาไป อิเละเขะขะ น่าเกียจ อารยประเทศเขาไม่ยอมปล่อยให้มีปรากฏการณ์แบบนี้

อันที่ 2 สำหรับคนที่อยู่ในสลัมซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะไม่ได้จนแต่ก็เคยอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่บุกรุกอยู่ เอาเกณฑ์ในแง่ลักษณะผิดกฎหมายแต่มันอยู่เป็นแบบเตี้ยๆ เอาใหม่สร้างเป็นแฟลตขึ้นมา

สมัยก่อนเรามีสลัมสร้างแบบอาคารเรือน 2 ชั้น ต่อมาก็สร้างเป็น แฟลต 5 ชั้น จาก 5 ชั้น ก็เป็น แฟลต 8 ชั้น แฟลต 12 ชั้น บ้านเราเคยทำเหมือนกันแล้วไม่ต่อเนื่อง สิงคโปร์ 20 ชั้น มันทุบทิ้งเป็น 40 ชั้น อย่างของเราก็ยังค้างตึกแถวดินแดงก็ยังไม่ได้ย้าย จริงๆ ถ้าในกรณีบุกรุกเพื่อเข้าอยู่มาเป็นประจำมานาน 50 ปี มา 100 ปี

ในแง่หนึ่งเราควรจะให้การศึกษาชาวบ้านนะ เราก็ต้องพอบ้าง ได้อะไรจากสังคมไปเยอะแล้ว แต่ก็ไม่ได้จะทอดทิ้งนะ แต่คุณอยู่กันอย่างนี้มันค่อนข้างที่จะมีความหนาแน่นน้อยเราก็ทำให้มันหนาแน่นมากขึ้นทำหลายชั้น คุณอยู่ส่วนหนึ่ง ตึกนี้คุณอยู่ หรือว่าชั้นหลังนี้คุณอยู่ แต่ผมจะเอาคนจนที่อื่นมาอยู่ด้วยอีก และเปิดโอกาสเพื่อให้คุณมาอยู่ได้ด้วย เพิ่มความสูงและทำสภาพแวดล้อมให้ดีอันนี้ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้

ขอยกตัวอย่างปัญหาแฟลตดินแดง ทำไมถึงแก้ไขกันไม่ได้เสียที?

ดร.โสภณ: เพราะมันมีคนได้ประโยชน์เพราะว่าทุกวันนี้ก็เท่ากับชาติเสียเงินเฉลี่ยแล้ว 600 บาท ปล่อยเช่าต่อได้ 3,000 บาท แล้วทีนี้จะยอมไปหรอ ท่านก็เคยบอกว่าท่านยากจน ผมก็เลยไปนั่งนับมี 52% มีแอร์ แต่ว่าเราจะไปทอดทิ้งเขาไม่ได้ เราต้องดูแลให้ดี บางคนแก่แล้วก็อาจจะต้องหาที่ให้อยู่ บางคนที่แบบว่าสิ้นไร้ไม้ตอก จนจริงๆย้ายไปไหนก็ไม่ได้แล้ว สุดท้ายก็ต้องหาที่ให้เขาพัก แต่ถ้าเราจะไม่ทำอะไรเลย ถ้าวันหนึ่งแบบว่าถล่มลงมาเสียชื่อเสียงประเทศชาติหมดเลยปล่อยให้สวัสดิการทางสังคมย่ำแย่ไม่ได้

เทรนด์หนึ่งที่ Agenda Bangkok สำรวจก็คือ การมาถึงของประชาคมอาเซียน ผู้ว่าฯกทม.จะต้องมีความพร้อมกับการรับมืออาเซียนอย่างไร?

ดร.โสภณ: ผมเชื่อว่าในอนาคตในอี 3 ปีข้างหน้า จะต้องมีคนมาลงทุนซื้อและอยู่อาศัยในบ้านเรามากขึ้น ไปสำรวจบ้านจัดสรรในกรุงเทพมี 1400 โครงการที่กำลังขายกันอยู่ กรุงจาการ์ตามี 300 ร้อยโครงการที่กำลังขายกันอยู่ ที่มะนิลา มีอยู่ เกือบ 200 ที่โฮจิมินห์ซิตี้ มีอยู่ 150 กรุงพนมเปญ มีอยู่ประมาณไม่ถึง 100

ของเรานี้คึกคักที่สุดแล้ว ใครๆก็เห็นเหมือนเราต่อไปบ้านเรามีความหวังมีคนสนใจจะมาลงทุนบ้านเรา ดังนั้นต่อเขาก็จะมาอาศัยในบ้านเรามากขึ้น ต้องมีที่อยู่อาศัยรองรับพอสมควร แต่สิ่งที่เราควรจะเน้นคือสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานให้ดี จะได้มาแล้วรู้สึกดีไม่ใช่เมินหน้านี้กลับไป เสียชื่อเสียงประเทศชาติเราได้

ไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯที่เปลี่ยนไปหันมาอาศัยในคอนโดริมทางรถไฟฟ้ามากขึ้น เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น เราจะมีนโยบายอะไรมารองรับคนเหล่านี้?

ดร.โสภณ: ไม่จำเป็นต้องมีอะไรพิเศษ เราปฏิบัติเท่ากันหมด เพราะส่วนกลางของคอนโดต่างๆเขาดูแล้วอยู่แล้ว

ถ้ามองไปในอนาคตอีก 20 ปี ผังเมืองกรุงเทพมันจะดีไหม หน้าตากรุงเทพจะเป็นอย่างไร?

ดร.โสภณ: ถ้ายังไม่มีผู้ว่าชื่อ โสภณ ก็คงยังไม่มีหรอก เท่าที่ผ่านมาผังเมืองคิดแบบนี้ไปเรื่อยๆสร้างสรรค์ ในใจกลางเมือง พื้นที่ราชการทั้งหลายเราต้องย้ายออกบ้าง ย้ายแล้วไม่ใช่ไปสร้างศูนย์ราชการแบบนั้นนะ ย้ายไปแล้วเราเอาแถวสนามเป้า แล้วย้ายหน่วยราชการออกไป เราสามารถที่จะเอารถไฟฟ้าเหลียวไปได้ เอาโทลเวย์ เหลียวเข้าไปได้

สมมติว่าพันไร่อยู่แถวสนามเป้า เราเอา 2 ใน 3 เป็นพื้นที่พัฒนา สามารถเอาธนาคารกรุงเทพ ขนาด 8 ไร่ สำนักงานใหญ่ที่สีลมใส่เข้าไปได้ประมาณ 70 ตึก กลายเป็นศูนย์ ศูนย์กลางทางศรษฐกิจ (Central Business Distric: CBD) เรียกว่า In CBD เป็นใจกลางเมือง ในใจกลางเมืองอีกที อย่างนี้

เชลส์ เอสโซ่ ปตท. เจ็ท ต่างชาติ หลายๆ มาอยู่ที่นี้ ให้เช่าฟรี ค่าเช่าถูกๆ เลย ปลูกสร้างอาคารขึ้นมาแต่ต้องเสียค่าดูแลต่างๆ ก็จะเป็นว่าเมืองไทยเราจะเป็น ฮับ เลย ประเทศเราก็เจริญ Wi-Fi ทุกอย่างอยู่ในพื้นที่นี้หมด ไม่ต้องไปกระจัดกระจาย ที่คิดที่จะไปสร้างตึกสำนักงานสูงๆตอนวิภาวดีตามนวมมินทร์ตามงามวงศ์วาน ตามคลองประปาสร้างกันสงเดชกระจัดกระจาย ไม่มีเมืองก็ขยายอย่างมีแบบแผน
ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ได้ที่นี่