Practical Report สัมภาษณ์ โฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โครงการ Agenda Bangkok

โครงการ Agenda Bangkok มีแผนที่จะสัมภาษณ์ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ให้ได้มากที่สุด และคนแรกที่เราได้รับเกียรติให้สัมภาษณ์ก็คือ อดีตเจ้าพ่อสื่อเครือมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อมาอย่างยาวนาน และเป็นนักประสานสิบทิศ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีจากทุกขั้ว และทุกค่าย โฆสิต สุวินิจจิต

สวัสดีครับคุณโฆษิต อยากทราบว่าทำไมถึงตัดสินใจมาลงสมัคร ผู้ว่าฯ กทม.

โฆสิต: ขอตอบแบบแบ่งเป็นส่วนๆ ส่วนแรกคือเรื่องแนวคิด คือผมเชื่อว่าท้องถิ่นนครอิสระจากพรรคการเมือง กรุงเทพเป็นการปกครองท้องถิ่นพิเศษ ต้องการให้มีความคล่องตัวและเป็นจังหวัดต้นแบบในการปกครองพิเศษ โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคือไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค ดังนั้นมันควรจะเป็นอิสระ ในขณะที่ระดับชาติการเลือก ส.ส.ต้องสังกัดพรรค นั่นควรจะเป็นเรื่องของ มหภาคที่ถือเป็นเรื่องระดับชาติ แต่พอเป็นเรื่องของท้องถิ่นมันควรจะเป็นอิสระจากพรรคการเมือง ควรออกแบบนโยบายให้เป็นไปตามความต้องหรือความเหมาะสมกับวัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจของท้องถิ่นนั้นๆ ผมเชื่อตามแนวคิดนี้ เพราะเห็นที่ผ่านมามันยังไม่เป็นไปตามรูปแบบนี้ เรามีพรรคการเมืองดูแลมายาวนานเหลือเกิน

ส่วนที่สองที่ผมมองคือ ตอนนี้กรุงเทพฯ บอบช้ำมากทีเดียว ทั้งที่จริงแล้วควรจะเป็นผู้นำหลายๆ อย่างในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นผู้ริเริ่มให้เกิดอาเซียน เมื่อปี 2510 ผ่านมา 45 ปี ความเป็นผู้นำของไทยหายไปไหน กรุงเทพฯ เป็นเมืองขนาดใหญ่ เป็นมหานครของโลกที่มีการเดินทางเข้าออกติดอันดับ top 10 เป็นระดับเมืองที่คนสนใจ แต่ตอนนี้ผมเห็นว่ากรุงเทพฯ เกิดจากความขัดแย้งของพรรคการเมือง ที่ตอนนี้แบ่งเป็น 2 ขั้ว ที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเยียวยาเป็นเวลานาน

จากเหตุผลข้อที่ 1 นำมาสู่ข้อที่ 2 ทำให้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมีใครสักคนลงสมัคร ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯ ควรจะเป็นอิสระ คนที่มาเป็นผู้ว่าฯ ควรจะเป็นนักบริหารเมืองหรือนักพัฒนามากกว่านักการเมือง และควรเป็นอิสระจากพรรคการเมือง กรุงเทพเป็นมหานครที่มีความหลากหลายตั้งแต่รูปแบบการปกครอง เพราะว่ามีการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นอยู่ด้วยกันและมีความหลากหลายของกลุ่มเป้าหมายหรือผู้อยู่อาศัยอยู่มากมาย ตั้งแต่เรื่องเพศ วัย ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลายมาก นอกจากนั้นยังมีประชากรและชาวต่างชาติแฝงอยู่มาก ดังนั้นจึงไม่สามารถบริหารปกครองในรูปแบบปกติไม่ได้ ดังนั้นผู้บริหารควรเป็นนักบริหารที่ประสานได้ทุกฝ่าย มีความคิดสร้าง ไม่สังกัดพรรคการเมือง

โฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครอิสระ ผู้ว่าฯกทม.

ทางโครงการ Agenda Bangkok ได้จัดกลุ่มเทรนด์ที่มีแนวโน้มจะเกิดกรุงเทพฯซึ่งมี 4 กลุ่ม เทรนด์ใหญ่ๆ อยากทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับ ด้านอาเซียน เพราะผู้ว่าฯกรุงเทพฯคนต่อไปจะเป็นผู้ว่าฯคนแรกในยุคที่กรุงเทพฯ เข้าสู่ประชาคมอาเซียน คุณโฆษิตมีนโยบายหรือมีทิศทางอย่างไรในการเตรียมความพร้อมเรื่องนี้

โฆสิต: ผมเชื่อว่าจริงๆ แล้ว กรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลางอาเซียน ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และเชื่อในวิสัยทัศน์ของผู้บริหารประเทศและรัฐบาลในสมัยนั้น คือ คุณถนัด คอมันตร์ ได้มองเห็นแล้วว่าการเกิดประชาคมอาเซียน อย่างไรก็ต้องเกิดประโยชน์กับประเทศไทยแน่ เพราะในทางภูมิศาสตร์ประเทศไทยอยู่ตรงกลางเลยและไทยมีความเป็นผู้นำอยู่แล้ว เราจะได้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มของ 10 ประเทศนี้ขึ้นมา ทำให้เรามีอำนาจการต่อรองกับประเทศอื่น เพราะจะเห็นว่าโลกตอนนี้เริ่มรวมกลุ่มเป็นกลุ่มๆ แล้ว เช่น อเมริกา อเมริกาเหนือ ยุโรป ดังนั้นอาเซียนก็ต้องรวมตัว เพราะเราไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ อยู่คนเดียวโดดๆไม่ได้

ตอนนี้หันกลับมามองว่า ในเชิงยุทธศาสตร์ เราได้เปรียบ แต่วันนี้ในภาวะความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ประเทศของเราพัฒนาได้ช้ามาก ผมมองเห็นว่าในวันนี้มีอย่างหนึ่งที่เราสามารถหยิบฉวยได้คือการเป็นศูนย์กลางของสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถทำตรงนี้ได้ ในอนาคตเราจะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจตามมา

คุณมีแผนอย่างไรบ้าง ในการทำประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของอาเซียน

โฆสิต: ในวันนี้ต้องยอมรับว่า ประเทศทั้งหลายในหมู่อาเซียน สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ น่าจะเป็นที่รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของอาเซียนมากที่สุด และประเทศไทยมีความใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านอย่างแนบแน่น ยาวนานและมีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างยาวนาน

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือด้านภูมิศาสตร์ทางเหนือเราติดกับพม่า ดังนั้นจังหวัดที่ใกล้เคียงกับชายแดนพม่าก็ไปมาหาสู่เหมือนญาติพี่น้องอยู่ มีการทำมาค้าขายด้วยกัน มีการแต่งงานกันข้ามไปมา ถัดมาก็เป็นลาว มีภาษาคล้ายกัน ถัดมาที่เขมรคืออีสานใต้ที่มีภาษาพูด มีวัฒนธรรมและความสัมพันธ์เกี่ยวดองกันหลายชั้น ทางภาคใต้ก็ใกล้ชิดมาเลเซีย ซึ่งมีการแต่งงานกันไปมา

ตอนนี้ถ้ามองถึงมาเลเซีย เราจะได้อินโดนีเซียกับบรูไนด้วย เพราะมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันในด้านมุสลิม ถ้ามองในมุมนี้จะพบว่าเรามีความใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านและมีวัฒนธรรมที่เข้าใจกันได้ง่ายถึง 6 ประเทศ รวมประเทศไทยเป็น 7 ประเทศ ผมคิดว่าถ้ามีการโหวตในสมาคมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศนี้ เราน่าจะมีโอกาสสูง เพราะเรามีเข้าไป 7 ประเทศแล้ว และสิ่งที่มีอยู่ในประเทศไทยคือ มีทุกศาสนาที่อยู่ร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา เรามีทั้งวัด โบสถ์ มัสยิด สุเหร่า เพราะฉะนั้นกรุงเทพน่าส่งเสริมให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของอาเซียนได้

ผมคิดว่าถ้าผมได้เป็นผู้ว่า ผมจะสร้างศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนเลย เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้และการศึกษา หยั่งลึกวัฒนธรรมอาเซียน และเป็นที่เผยแพร่แลกเปลี่ยน สังคมและวัฒนธรรมอาเซียนด้วย ประเทศไทยสามารถได้ประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจตรงนี้ ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจแล้ว เราจะสามารถทำได้ดี พูดภาษากันรู้เรื่อง เข้าใจวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ผมคิดว่าการติดต่อการค้าจะสะดวกมากขึ้นตามมา เพราะมีความสนิทสนมและเข้าใจกัน ดีกว่ารู้ภาษาอังกฤษภาษาเดียวด้วยซ้ำไป

ภาพลักษณ์ของคุณโฆษิตจะเป็นเรื่องของการเป็นมือประสานสิบทิศ ถ้าสมมติว่าได้เป็นผู้ว่าฯ คิดว่าจะใช้การทำงานแบบเครือข่ายหรือการทำงานประสานกับภาคต่างๆ เช่น ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมมาทำงานร่วมกันได้อย่างไรบ้าง

โฆสิต: โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่มีเพื่อน พี่น้อง และมิตรเยอะ การเป็นคนมีมิตรเยอะ น่าจะสะท้อนได้ว่าเป็นคนที่ฟังผู้คนพอสมควร ถ้าไม่ฟังใครเลยคงไม่มีใครคบ ผมเป็นคนที่มีคุณสมบัติที่ชอบฟังความคิดเห็นและชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จึงเป็นคนมีเพื่อนเยอะในขณะเดียวกันสไตล์การบริหารที่ผ่านมา ผมชอบนั่งฟังและประชุม ผมชอบฟังทุกๆ ความคิดเห็น ไม่เกี่ยงอายุ เพศ หรือวัย

แต่แน่นอนผมยังคงความเป็นผู้บริหารคือสุดท้ายผมต้องเป็นคนตัดสินใจ เมื่อผมฟังข้อมูลรอบด้านแล้วต้องบวกประสบการณ์และวิสัยทัศน์ของผมในการตัดสินใจ เมื่อผมตัดสินใจแล้วผมรับผิดชอบทั้งหมด ผมจะไม่โทษลูกน้องเลย

อีกเรื่องหนึ่งคือคุณโฆษิต เติบโตมาทางสายสื่อและทำงานด้านองค์กรสื่อมาก่อน มีสองประเด็นใน Agenda Bangkok ที่เกี่ยวข้องคือเวลาที่จะสื่อสารความเป็นกรุงเทพฯ ออกไปสู่คนด้านนอก คือ การค้นหาอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ (Bangkok identity )

โฆสิต: ทั่วไปเราจะเห็นภาพของผมด้านสื่อฯ แต่จริงๆ แล้วผมเติบโตมาจากการค้าขายและห้างสรรพสินค้า ยุคก่อนนั้นผมเป็นเจ้าของห้าง Ocean ชลบุรี ตอนนั้นน่าจะอายุน้อยที่สุดในประเทศไทยคืออายุ 24 และผมได้ผ่านประสบการณ์จนขยายไปสู่ Forum Plaza ซึ่งปัจจุบันนี้ยังคงอยู่ในชลบุรี

นอกจากนั้นผมยังทำงานด้านเทคโนโลยี มือถือ คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่คนส่วนใหญ่เห็นผมในช่วงหลังคือตั้งแต่ Media of Media จนกระทั่งถึง Spring news ล้วนเป็นภาพด้านสื่อฯ ผมถือว่าสื่อฯ เป็นเรื่องหัวใจมากๆ เลย ยิ่งในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งสื่อมีผลมาก

อย่าง social media ในทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าประสบการณ์ทางด้านสื่อจะทำให้ผมสามารถสื่อสารกับคนทั้งโลกได้ ด้วยเทคโนโลยีทางการสื่อสารและวิชาความรู้ด้านการสื่อสารมวลชน ที่จะทำให้คนทุกกลุ่มเป้าหมายรู้จักกรุงเทพฯ เป็นอย่างดี ที่สำคัญผมคิดว่าการบริหารจัดการในกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ใช้กฎหมายบังคับ ผมเชื่อว่าการใช้แค่กฎหมายบังคับแต่ประชาชนไม่เข้าใจและไม่เห็นประโยชน์ ผมว่าแทบจะบังคับใช้อะไรไม่ได้เลย อย่างที่เป็นอยู่ในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้

ผมคิดว่าคุณสมบัติที่สำคัญของผู้บริหารกรุงเทพฯ ต้องเป็นนักสื่อสารมวลชนด้วย ต้องเป็นคนที่ เมื่อพูดจาสื่อสารแล้วทำให้ประชาชนสามารถเข้าใจได้ว่า อันนี้ดีและเป็นประโยชน์ต่อเขา ผมเชื่อว่าถ้าประชาชนเข้าใจและถือว่าเป็นประโยชน์ อะไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมาย เขาก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการทำงาน ผมใช้หลักเดียวกันกับการสื่อสารไปสู่ทั่วโลกว่า กรุงเทพฯ ของเรามีมุมเด่นและดีอย่างไร วันนี้ผมได้เจอเพื่อนๆ ที่เป็นนักดนตรีและนักท่องเที่ยว เช่น ชาวนิวซีแลนด์ เขาบอกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองของเขาด้วย พอเขามาแล้วเกิดความประทับใจ เพราะเขามาแล้วเขามาซื้อ มาเช่าและซื้อคอนโดอยู่เลย ผมจึงบอกว่ากรุงเทพฯ ในวันนี้เป็นเมืองหลวงของคนไทยทั้งประเทศและคนทั้งโลก

อีกประเด็นหนึ่งคือ ความเป็นเมืองแห่งศิลปะ คุณมีนโยบายในการส่งเสริมพื้นที่ศิลปะอย่างไรบ้าง

โฆสิต: ผมมาจากสายศิลปะอยู่แล้ว จริงๆ แล้วเป็นคนที่ชอบงานศิลปะมาก ตอนที่จบมัธยมศึกษาตอนปลายใหม่ๆ ผมสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย คณะที่ผมเลือกคือคณะสถาปัตยกรรม แต่ตอนนั้นโชคไม่ดีเลยสอบไม่ได้ ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯ ควรจะเป็นศูนย์กลางทางสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียน นั่นหมายความว่าศิลปะ วัฒนธรรม วรรณกรรม และศาสนาต้องรุ่งเรืองและขยายผลมากที่สุด ผมเชื่อศิลปะทุกแขนง ผมทำสื่อ ดนตรี และอีกหลายๆ อย่าง ทำให้ผมเชื่อว่าศิลปะจะเข้าไปช่วยมากๆ ตั้งแต่เพลง วรรณกรรม art for all ทำให้ผมเชื่อว่าสามารถช่วยบำบัดจิต จนถึงขึ้นเป็นธุรกิจและอุตสาหกรรมได้

ผมเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมศิลปวัฒนธรรม ถ้าผมได้เป็นผู้ว่าผมจะชูเรื่องนี้ เพราะผมเป็นคนทำแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมวัฒนธรรมขึ้นครั้งแรกในเมืองไทย ที่กระทรวงอุตสาหกรรมตอนที่เป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรี สมศักดิ์ เทพสุทิน

สิ่งที่น่าสนใจคือ นโยบายกรุงเทพ 24 ชั่วโมงที่คุณใช้แคมเปญเปิดตัว ทางโครงการได้ดูแล้วสนใจตัวหนึ่งมากคือ กรุงเทพเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ คำว่ากรุงเทพฯ ทำมาหากิน 24 ชั่วโมง มีความหมายอย่างไรบ้างในเชิงนโยบาย

โฆสิต: นโยบายกรุงเทพฯ 24 ชั่วโมง เป็นกรอบความคิดด้านนโยบายใหญ่ เพราะว่าวันนี้กรุงเทพเป็นเมืองหลวงของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นเมืองหลวงของคนต่างประเทศที่เข้ามาแล้วสนใจ และเรียกเป้าหมายของคนทั่วโลก เป็นจุดเดินทางของชาวโลกด้วย ดังนั้นจึงมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา 24 ชั่วโมง รวมถึงคนไทยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็เดินทางเข้าออก 24 ชั่วโมง

สังคมและวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ก็เป็นสังคมแบบ 24 ชั่วโมง คือมีรอบวงจรชีวิตหรือวงจรธุรกิจเป็น 24 ชั่วโมงอยู่แล้วคือมีชีวิตเป็น 3 กะหรือ 3 ผลัด ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ แพทย์ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ เช่น พนักงานการไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ หรือร้านค้าสะดวกซื้อ ปั้มน้ำมัน แท็กซี่ โรงงานอุตสาหกรรม พ่อค้าแม่ค้า ล้วนทำงานครบวงจร 24 ชั่วโมง ผมจึงมีแนวคิดว่ากรุงเทพฯ วันนี้หรือข้าราชการ กทม. ควรจะต้องดูแลคนทุกกะ

ทุกวันนี้คนที่ทำงานกะดึกไม่สามารถเข้าถึงบริการของ กทม.ได้เลย ในเมื่อเราเป็นสังคมที่อาชีพอื่นทำงาน 3 กะ ดังนั้น กทม.และผู้ว่าฯ ก็ควรจะทำงาน 3 กะเช่นกัน เพราะการบริหารจัดการและการแก้ปัญหา ทั้งอุบัติภัย อุบัติเหตุ ความปลอดภัยต่อชีวิตทรัพย์สิน การทำมาหากิน การเรียนรู้เพื่อเพิ่มเติมศักยภาพและสุขภาพ สิ่งเหล่านี้ควรจะถูกดูแล 24 ชั่วโมง

การทำมาหากิน เช่นปากคลองตลาดที่ผมเคยไปดู เขามีวงจร 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว ชุดที่ 1 ทำถึงตี 5 แล้วกลับบ้าน ชุดที่ 2 ก็เข้ามาทำแทน หรือจะไปดูตามที่ผมยกตัวอย่างมาซึ่งมีหลากหลาย ดังนั้นเราจึงควรบริการให้ได้ทั้ง 3 กะ สำหรับอาชีพที่สุจริตไม่ผิดกฎหมาย ควรได้รับการส่งเสริมให้เขาทำงานได้อย่างเหมาะสม อย่างดีและคล่องตัว เพื่อให้เขาได้มีโอกาสหลายๆ อย่าง บางคนอยากทำงานกะกลางคืนเพราะว่าไม่ร้อน รถไม่ติด อะไรที่เป็นบริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องใช้บริการของ กทม. ซึ่งตรงนี้เราต้องรองรับ

อีก 2 นโยบายของกรุงเทพฯ 24 ชั่วโมง คือผมสนใจเรื่องการเปิดให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของกรุงเทพฯ และเปิดให้เขตอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร เช่น 50 เขต 50 ยุทธศาสตร์และเรื่องที่ปรึกษาผู้ว่าประจำเขต แนวคิดนี้มาจากไหน

โฆสิต: แนวคิดนี้เริ่มจาก ผมเชื่อว่าเราเป็นสังคมที่หลากหลาย เราไม่ควรใช้นโยบายเดียวหรือแผนเดียว ทั้ง กทม.และกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นแต่ละเขตที่บางคนอาจจะไม่เคยไป เช่น บางขุนเทียน พอไปเห็นแล้วเกิดคำถามว่า นี่คือกรุงเทพหรือ มันเป็นชายทะเล อาจจะไม่มีชายหาดแต่มันเป็นทะเล เขามีวิถีชีวิตของเขา บางทีไปเขตหนองจอกหรือเขตมีนบุรีเป็นทุ่งนา คือกรุงเทพมีความหลากหลาย

ดังนั้น เราจะให้ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในแบบเดียวกัน น่าจะไม่เหมาะสม น่าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนในเขตนั้นๆ มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แล้วทำเป็นแผนยุทธศาสตร์เฉพาะของเขาที่เหมาะสมกับเขา ไม่ใช่ตัดเสื้อไซส์เดียวกันใส่ทุกเขต มันต้องตัดเสื้อให้เข้ากับตัวคนในแต่ละเขตนั้นๆ เลือกสีและผ้าที่เหมาะกับเขา ดังนั้นการวางแผนยุทธศาสตร์นั้นจะเกิดจากการวางแผนการทำงานร่วมกัน

ในขณะเดียว ความจำเป็นที่ต้องมีที่ปรึกษาอยู่ เพราะกรุงเทพเป็นพื้นที่ที่กว้างใหญ่มาก ใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์ทั้งประเทศ ผู้ว่าไม่มีเวลาพอ ประชาชนไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าผู้ว่าด้วยซ้ำไป เพราะมีพื้นที่มากเกินไป อย่างน้อยในเชิงการขับเคลื่อนนโยบายของผู้บริหาร ถ้าเรามีที่ปรึกษาคอยติดตามตรวจสอบ ประเมินนโยบาย รวมทั้งรับฟังความคิดเห็น และต้องเป็นที่ปรึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตนั้นๆ เขาย่อมมีความเข้าใจในเขตนั้นอย่างดี เข้าใจในความเดือดร้อนและปัญหาของประชาชนในเขตนั้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาเชื่อมโยงกับผู้ว่าได้อย่างรวดเร็ว

คุณสนใจเรื่องการนำเทคโนโลยีมาบริหารกรุงเทพฯ ด้วยความที่ทำงานในสายสื่อสารฯ เลยอยากถามว่า จะเอาเทคโนโลยีมาช่วยเหลือในการทำงานบริหารกรุงเทพฯ อย่างไรบ้าง

โฆสิต: เทคโนโลยีในทุกวันนี้ไปไกลแล้ว วันนี้เราต้องเป็น smart city อยากเรียกว่า intelligence city ด้วยซ้ำไป เรื่องเทคโนโลยีมีพร้อม wifi ควรมีทั้งเมือง เราควรใช้เทคโนโลยีนี้ช่วยให้เกิดความสะดวกสบายกับประชาชน ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่โรงพยาบาล เข้าคิวเข้าได้ตรวจบ่าย ทำไมคนต้องมารวมตัวกระจุกกันอยู่แบบนี้ เพื่อมารอคิว ทำไมเขาไม่อยู่ที่บ้านแล้วเข้าอินเตอร์เน็ตหรือมือถือสมาร์ทโฟนที่มีอยู่มากมาย ซึ่งตอนนี้มือถือถูกๆ จากประเทศจีนมีมากมายที่เป็นสมาร์ทโฟน

ตัวอย่างเช่น ผมจะพาพ่อไปหาหมอ ผมก็เข้าระบบแล้วคีย์รหัสเข้าไป และตอบได้เลยว่าพ่อผมได้คิวที่เท่าไร ควรไปถึงก่อนครึ่งชั่วโมง ผมก็ไม่ต้องไปนั่งแออัดรวมโรคกันอยู่ตรงนั้น คนหนึ่งมีหนึ่งโรคไปรวมกันอยู่ตรงนั้น เผลอๆ ได้แถมกลับมาอีก เพราะฉะนั้นเราสามารถรู้ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลา ให้พ่อผมสามารถพักผ่อนได้สบาย ไม่ต้องไปอยู่ในบรรยากาศที่ไม่น่าดูในโรงพยาบาลที่รถติด ที่จอดรถไม่พอ เพราะฉะนั้นคนก็จะไปในเวลาที่ใกล้เคียงกัน นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ของเทคโนโลยี

หรือแม้แต่เรื่องความปลอดภัยซึ่งเมื่อก่อนผมเคยศึกษาเรื่อง S.O.S. ที่ดูงานต่างประเทศมา และเมื่อก่อนเคยบริหาร S.O.S. ไทยแลนด์ แต่เมื่อก่อนนั้นยังไม่มี digital ตอนนั้นยังเป็น analog ผสมอยู่ แต่ทุกวันนี้สบายมากเลย ดังนั้นเราสามารถรู้ได้เลยถ้าทุกคนลงทะเบียน สมมติว่าพ่อผมป่วยเป็นโรคอะไร มีโรคประจำตัวอะไร แพ้ยาอะไร มีข้อมูลทุกอย่างอยู่ในนี้หมด พอกดปุ่มก็มีรถพยาบาลมารับได้เลย รู้เลยว่าพ่อผมเป็นอะไร เตรียมเครื่องมือมารับได้เลย ไม่ใช่ไปแล้วก็เจอแต่คำถามเดิม ที่เราเจอกันบ่อยๆ เช่น เคยแพ้ยาอะไรไหม ใครจะจำไหว

หรือเรื่องตำรวจ การป้องกันเวลามีขโมยหรือมีผู้ร้ายเข้าบ้านเราจะทำอย่างไร หรือดับเพลิงควรทำอย่างไร ถ้าเรามีข้อมูลเหล่านี้ในระบบข้อมูลกลางไว้ คนที่อยู่กรุงเทพฯ เป็นสมาชิกเราทั้งหมด เวลาที่เกิดเหตุอะไรก็กดปุ่มเดียวหรือเปิดโทรศัพท์สมาร์ทโฟน จิ้มปุ่ม S.O.S. ทุกคนมาช่วยทันทีและรู้ว่าเป็นอะไรเราควรเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เพื่อความสะดวกสบาย หรือแม้กระทั่งเรื่องจราจร เราสามารถทำจีพีเอสอย่างดีและเอียดได้เลย ถ้าเรามีนโยบายขนาดนี้ แท็กซี่ทุกคันต้องติดจีพีเอส ประชาชนสามารถเข้าแอพนี้จะทำให้รถติดน้อยลงได้ ส่วนใหญ่รถติดเพราะหลงทาง คือถ้าเราหลงน้อยลง รถติดน้อยลงไหม วันนี้เราหลงทางบ่อยมาก เลี้ยวไม่ทันแค่นิดเดียวต้องไปยูเทิร์นไกลมาก นี่ก็เป็นปัญหา

เรื่องสุดท้าย ถ้าได้เข้าไปบริหารจะบริหารงานระดับท้องถิ่นให้สอดคล้องกับระดับชาติอย่างไร

โฆสิต: การบริหารท้องถิ่นให้สอดคล้องระดับชาติ เราต้องดูว่าสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ที่จะเป็นประโยชน์กับท้องถิ่น เราต้องมีแผนท้องถิ่น ในส่วนที่ต้องเชื่อมโยงกับภาครัฐเราต้องทำแผนให้สอดคล้องกับรัฐบาลอยู่แล้ว ดังนั้นในแต่ละจังหวัดต้องวางแผนยุทธศาสตร์จังหวัดให้เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ นี่เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ผมคิดว่าการมีผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครมาจากอิสระ การประสานงานหรือการทำงานร่วมกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพรรคใดก็ตาม จะสามารถทำได้ราบรื่นและทำได้ดีกว่ามากทีเดียว

ติดตามความเคลื่อนไหวของกรุงเทพฯได้ที่