Practical Report สัมภาษณ์ สุหฤท สยามวาลา ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โครงการ Agenda Bangkok

โครงการ Agenda Bangkok มีแผนที่จะสัมภาษณ์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ให้ได้มากที่สุด ครั้งนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้สมัครอีกท่านคือคุณสุหฤท สยามวาลา ผู้บริหารบริษัท ดีเอชเอ สยามวาลา จำกัด บริษัทเครื่องเขียนที่เก่าแก่เจ้าของแบรนด์ “ตราม้า-ตราช้าง” รวมไปถึงในอีกบทบาทที่รู้จักคือดีเจแนวเพลงสุดล้ำ ในครั้งนี้เขาประกาศจะขอเป็นทางเลือกให้กับคนกรุงเทพฯ เพื่อสร้างเซอร์ไพรส์!

Suharit Siamwalla

ตอนที่เดินเข้ามาในสำนักงานของดีเอชเอสยามวาลาเห็นป้ายติดไว้ว่า “อย่าคิดว่าไปทำงาน ให้คิดว่าไปเที่ยว” อยากถามคุณสุหฤทว่า การลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ คิดว่าเป็นการทำงานหรือไปเที่ยว?

สุหฤท: จริงๆ คำว่าไปเที่ยว มันคือส่วนหนึ่งของการหาประสบการณ์ แต่พอเข้าไปบริหารจริงๆ แล้ว มันมีปัญหาหลายอย่างที่ซับซ้อนและหลายๆ คนกำลังคาดหวังอยู่ ซึ่งเวลาที่ไปทำงาน มันไม่จำเป็นต้องเครียดหรือรู้สึกจะเป็นจะตายให้ได้ ต้องมองว่าอะไรเป็นก่อนหรืออะไรเป็นหลัง และค่อยๆ บริหารไป ในที่สุดแล้วประสบการณ์มันได้อยู่แล้ว มันเป็นอะไรที่เข้ามาในชีวิต เราควรจะเก่งกับมันและน่าจะทำอะไรให้คนกรุงเทพฯ ได้

ปกติคุณสุหฤทเป็นทั้งผู้บริหารและเป็นดีเจ แล้วตอนนี้อยู่ในบทบาทของคนที่อาสามาทำงานกรุงเทพฯ การแบ่งบทบาทยากเพียงใด ในการแบ่งเวลามาทำงาน?

สุหฤท: ไม่ครับ ในที่สุดก็สองบทบาทเหมือนเดิม การเป็นผู้ว่าฯ คือการเป็นผู้บริหารเหมือนเดิม เพียงแค่บทบาทเปลี่ยนไปคือการเป็นคนทำงานบริษัทก็หายไป กลายเป็นบทบาทของผู้ว่าฯ ซึ่งมีหน้าที่บริหาร ยังคงเป็นสองด้านเหมือนเดิม เพียงแค่เวลาที่เราก้าวขึ้นไปแล้ว ทางด้านส่วนตัวคงลดลง คงไม่อิสระเหมือนตอนที่มานั่งทำงานที่บริษัท เพราะงานที่บริษัทเราเป็นคนคุมเอง

เมื่อเราอาสาเข้าไป เงินเดือนที่เราได้มาจากภาษีประชาชน เราจะไปทำเล่นไม่ได้ แน่นอนว่าต้องยอมรับความจริงว่า การได้มาของรายได้เป็นอีกแบบหนึ่ง ดังนั้น เราจึงมีอิสระอยู่พอสมควร เวลาที่เป็นผู้ว่าฯ แล้ว รายได้ของเรามาจากภาษีของประชาชน เราก็ต้องเคารพตรงนั้นและทำให้กับประชาชนก่อน

ทางโครงการได้ดู infographic เรื่องเงินเดือนผู้ว่าและความคุ้มค่าในการลงสมัครใน Facebook ของคุณสุหฤท อะไรคือปัจจัยในการตัดสินใจว่า ถ้าเงินหาเสียงเป็นหลัก 10 ล้าน แค่รายได้ที่ได้กลับมาไม่ถึง ทำไมถึงลงสมัคร ถ้ามองอย่างนักธุรกิจอาจจะไม่คุ้มเลย?

สุหฤท: จะบอกว่าอย่าเดินผิดตั้งแต่แรก ถ้าผมไม่มีนายทุนสนับสนุนอยู่ ไม่ได้เอาเงินมาเพื่อไปทดแทนใคร เพราะฉะนั้นผมไม่มีกำลังใช้ถึง 9 ล้านบาทแน่นอน เพราะมันไม่สมเหตุสมผล แต่แรก ในการที่คุณจะลงสมัครแล้วต้องลงเงินเพื่อให้ได้เป็นผู้ว่าฯ สุดท้ายแล้วเงินไม่ใช่คำตอบของทั้งหมด มันเป็นแค่ข้อมูลเนื้อหาเราใช้ งบประมาณเท่าที่เรามีอยู่และบริหารให้เต็มที่ตามกำลังที่เราพอจะทำได้ ฟังดูเหมือน ทนทรมานเหลือเกิน แต่นั่นคือความจริงที่ทุกคนต้องรู้

การเป็นผู้ว่าที่ไม่สังกัดพรรค ข้อดีและข้อเสียหรือแตกต่างจากการสังกัดพรรคอย่างไร จากที่เห็นในเว็บไซต์  ของคุณสุหฤท ที่บอกว่าไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่เวลาทำงานจริงๆ ข้าราชการหรือส่วนต่างๆ มันมีเรื่องคนของพรรคต่างๆ ไปวางไว้ แล้วคุณสุหฤทคิดว่าจะทำงานให้สอดคล้องกับเขาได้อย่างไรบ้าง?

สุหฤท: เรามองรอบใหม่ 12 ปีที่ผ่านมา เขาทำงานกับนักการเมืองเป็นทีมเดียวกันไหม ได้อะไรบ้าง ง่ายๆ แค่นี้ ตกลงเป็นคนกลางเข้าไป ทำไมต้องคิดว่าจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ คนที่เราบอกว่าเขาเข้าได้ เราต้องมองย้อนกลับไป จริงๆ แล้ว วันนี้สิ่งที่เราต้องเริ่มตั้งแต่ต้นจริงๆ คือขอให้ทุกคนทำงานเพื่อประชาชน ถ้าเรายังแบ่งกันแบบนี้ ไม่มีทางไปไหนได้

ถ้าเป็นพรรคการเมืองนี้แต่รัฐบาลเป็นอีกพรรคหนึ่ง มันประสานกันไหม ผมอาจจะมีโอกาสดีด้วยซ้ำไปที่เป็นคนกลาง สมมติถ้าเกิดเป็นพรรคที่เป็นรัฐบาลอยู่เขาสนับสนุน พรรคที่เป็นรัฐบาลก็จะได้เสียงไปด้วย มันแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน คำถามง่ายๆ คือ กรุงเทพต้องขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองหรือไม่ ทั้งๆ ที่มีองค์กรบริหารที่เป็นอิสระเต็มที่แล้ว เป็นเหมือนประเทศย่อยๆ ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนควรช่วยกันผลักดัน คือทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองอิสระ เพราะเรายิ่งใหญ่พอ

จากงานวิจัยที่เราทำมา คือ Agenda Bangkok มีไอเดียหนึ่งที่ตรงกับคุณสุหฤท คือด้านศิลปวัฒนธรรม ปีนี้กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองหนังสือโลก คุณสุหฤทจะมีแผนในการส่งเสริมการอ่านหรือส่งเสริมความรู้ให้ประชาชนอย่างไรบ้าง?

สุหฤท: การเป็นเมืองหนังสือโลกต้องเริ่มที่โรงเรียนก่อน เราทำได้หลายรูปแบบ อย่างแรกคือ เริ่มในโรงเรียน หลังจากนั้นคือแหล่งความรู้ชุมชน ตอนนี้ไม่ใช่แค่หนังสืออย่างเดียวแล้ว แต่แหล่งการเรียนรู้มันครอบคลุมมากมาย เราสามารถมีเกมส์ให้เขาเล่นเพื่อวัดความรู้และเพื่อให้เข้ากับเด็กๆ ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องอย่างนี้ ต้องเริ่มสอนที่โรงเรียนก่อน

แต่สำหรับคนที่จบออกไปแล้ว ควรมีศูนย์ที่เขาไปศึกษาได้ ไม่ใช่แค่ในหนังสืออย่างเดียว เช่น ศูนย์ความรู้ หนังสือจะเป็นตัวหลักในนั้น แต่เราต้องคิดอะไรที่สามารถให้ความรู้กับคนได้ในหลายๆ ประเด็น ซึ่งเรื่องนี้มีความจำเป็นมาก คนในเมืองกรุงต้องมีความรู้ถึงจะทำการเปลี่ยนแปลงได้

อีกเรื่องหนึ่งที่ทางโครงการทำ คือเรื่องอัตลักษณ์ของคนกรุงเทพฯ มันไปสอดคล้องกับนโยบายของคุณสุหฤท คือเรื่อง “50 เขต 50 เสน่ห์” อยากถามว่าในความหลากหลายของกรุงเทพฯ ที่มีความหลากหลายในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา อะไรคือเสน่ห์ของกรุงเทพฯ?

สุหฤท: ในแต่ละจังหวัดเขามีอัตลักษณ์ของเขาเอง ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ลาดกระบังให้เป็นเขตแห่งเทคโนโลยี เรามีมหาวิทยาลัยอยู่ เขตบางรักเขามีอะไรเด่น เราส่งเสริมแบบนั้น แล้วเราจะมีเมืองที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองในแต่ละเขต ซึ่งทั้งหมดนี้ ผอ.เขตต้องเริ่มระดมสมองกับคนในเขต ผมอยู่เขตห้วยขวาง หรืออยู่ในเขตสวนหลวง ผมก็ต้องเริ่มหาว่าจุดเด่นของเขตผมคืออะไร เราจะทำให้เป็นเขตแห่งความเขียว เมื่อวันหยุดยาวไม่อยากไปต่างจังหวัดเลย ไปเขตนี้ดีกว่าเพราะมีตั้ง 50 เขตที่เราเลือกไปได้ง่ายๆ แต่คนที่จะกำหนดคือคนที่อยู่ในเขตนั้นๆ

ผมคิดว่านี่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและทำให้เศรษฐกิจกระจายตัวออกไปด้วย นอกจากนั้นเราจะเห็นอะไรใหม่เกิดขึ้นมา มีเมืองอีกมากมายที่สามารถทำได้อย่างนั้น บางกะปิเป็นเมืองแห่งอาหารริมถนน  วันอาทิตย์ปิดถนนกิน

คุณมีวิธีการระดมสมองของคนในเขตนั้นๆ อย่างไรเพื่อมีโอกาสออกแบบท้องถิ่นของเขา?

สุหฤท: ผมคิดว่า ผอ. เขตต้องเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญ วันนี้เขาต้องจัดระดมสมองไป โดยการจัดประชุมซักที่หนึ่งเพื่อค้นหา เชิญชวนคนในเขตเขาออกมา ผมจะสนับสนุนเต็มที่เลย เอางบประมาณไปแต่มันต้องไม่เกิดจากการที่ผู้ว่าฯ เป็นคนออกความคิดเห็นทั้งหมดว่า แต่ละเขตควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือภาคสังคมร่วมกันทำ มันน่าตื่นเต้นที่จะทำเรื่องเหล่านี้

ตอนนี้แนวโน้มของประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้มว่าประชากรสูงวัยเยอะขึ้น คุณสุหฤทมีนโยบายรองรับสังคมผู้สูงวัยอย่างไรบ้าง?

สุหฤท: เราควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ เหมือนเด็กๆ ที่พ่อแม่ไปทำงาน ชีวิตคนกรุงเทพฯ วันนี้ต้องพึ่งคนทำงานเยอะ บางคนเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว  บางคนต้องเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง อันดับแรกส่งเสริมให้คนกตัญญูก่อน คุณมีหน้าที่เต็มในการดูแลผู้สูงวัย แต่ถ้าเกิดปัญหาเราต้องมี สวัสดิการสังคมหรือสิ่งที่ต้องอำนวยความสะดวกเขา แต่ไม่ถึงกับว่าต้องไปบอกคนวัยทำงานว่า ถ้าคุณเป็นวัยทำงาน คุณไม่ต้องไปดูแลผู้สูงอายุ เพราะเรามีมาตรการรองรับ ค่านิยมนี้ผิด แต่พอเกิดปัญหาเราต้องมีทางออกที่เขาจะไปได้ ซึ่งปัจจุบันนี้มันมีมาตรการรองรับ พวกนี้มีอยู่ แต่ต้องเพิ่มหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณที่มี เราต้องจัดลำดับความสำคัญของปัญหา

สุหฤท สยามวาลา

 

ทางโครงการคุยกับคุณอภิรักษ์ฯ ท่านบอกว่าเวลาที่ไปทำงานจริงๆ สิ่งที่เราอยากทำ มันทำไม่ได้ทั้งหมด แต่ว่าการประสานผลประโยชน์หรือวิธีการดีล เช่น คุณสุหฤทฯ มีความสามารถในการประสานกับภาคธุรกิจแต่จะสามารถประสานกับภาคสังคมอย่างไร และจะมีแนวทางในการทำนโยบายร่วมกันอย่างไร?

สุหฤท: กทม. ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง แต่ กทม.มีช่องทางในการร่วมกับเอกชนที่จะทำได้ สมมติเราได้เขตแห่งจักรยานและการออกกำลังกาย โซนต่างๆ กำลังจะเกิดขึ้น สปอนเซอร์โดยไนกี้ดีไหม หรือจะสปอนเซอร์โดยโค้ก มันร่วมกันได้ ซึ่งกรุงเทพฯ ควรจะบริหารแบบเอกชน เพราะงบประมาณที่เรามีมันบริหารได้ไม่หมด ต้องประสานเอกชนเข้ามา ต่างคนต่างได้ประโยชน์ ประชาชนก็ได้ประโยชน์ นายทุนได้จำหน่ายสินค้า งบประมาณของ กทม.ใช้น้อยลง นี่คือสิ่งที่เราต้องมอง

แต่อันไหนที่เราไม่สามารถทำได้ แต่ไปคว้าประโยชน์จากเอกชนได้ เราก็ต้องให้เขาทำ บางอย่างที่เกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลง เราไม่จำเป็นต้องลงทุนเองอย่างเดียวและช่องทางของกฎหมายก็เปิดตรงนี้ไว้ให้อยู่แล้ว รถขนส่งสาธารณะเราก็ไม่จำเป็นต้องไปลงทุนเองทั้งหมด แต่ใช้วิธีการว่าเราเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และไปประสานจากที่อื่นมาร่วมมือ เราอาจจะได้รถสาธารณะที่ดีขึ้นได้

แต่ว่าผู้ว่าฯ กทม.เองก็ยอมรับว่าอำนาจของผู้ว่ามีจำกัดมาก โดยเฉพาะเรื่องของการจราจรที่ไม่สามารถสั่งตำรวจได้เลย ในฐานะที่คุณสุหฤทเป็นผู้ลงสมัครผู้ว่า คิดว่าต้องเจอคำถามเรื่องการจราจรอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าคุณมีไอเดียอย่างไร หรือมีการจัดการอย่างไรในการประสานงานหรือสั่งงานตำรวจจราจร?

สุหฤท: ผมกำลังรู้สึกว่ามันไม่ได้มีความยากมากในการประสานงานกับตำรวจจราจร เพราะตำรวจจราจรแก้ปัญหารถติดไม่ได้ ทำไมเราถึงไปมองว่าเขาแก้ปัญหารถติดได้ แต่เขาช่วยบังคับใช้กฎหมายได้ การจราจรบางครั้งแก้ด้วยเงินงบประมาณศูนย์บาท เคยเห็นรถเข้าตรงบัสเลนไหม เคยแซงคิวมา ห้ามเลี้ยวขวาแล้วกลับรถไหม เรารออยู่ตั้งนาน พอขับไปก็ติดอีก เราเห็นกันแบบนี้อยู่ทุกวัน สิ่งที่เราต้องขอจริงๆ จากตำรวจจราจรคือ ขอให้เขาบังคับใช้กฎหมาย

ส่วนสิ่งที่ต้องทำกับคนกรุงเทพฯ คือการอยู่ร่วมกันในสังคม คนมีความสุขคนเดียวไม่ได้ ความสุขของคุณอาจจะกระทบกับคนอื่น เพราะฉะนั้นควรมีระเบียบวินัยในการใช้ทางสาธารณะ แต่สิ่งที่ กทม. ทำได้คือ การลงทุนทางด้านเครือข่ายความร่วมมือ วันนี้สิ่งที่คุณคิดคือทำอย่างไรให้อย่างน้อยคนขี้เกียจขับรถมา มีทางอื่นที่สะดวกสบายกว่า ต้องคิดตรงนั้น ไม่คิดจะสร้างรถไฟ ขยายถนน เพราะทำไปเท่าไรก็ไม่พอ เราขยายถึงไหนแล้วตอนนี้ มันมากขึ้นเรื่อย มีถนนมากขึ้น ถูกตัดมากขึ้น ปกติจะออกจากบ้านอย่างไร ต้องมีทางเลือกให้ แล้วต้องเป็นทางเลือกที่คน กทม.สบาย เพราะคนคงไม่อยากไปยืนรักแร้เปียกที่ป้ายรถเมล์ เพราะมันไม่สบาย ไม่ฮิต ไม่ทำให้คนอยากไป

จะทำอย่างไรให้เขามีที่จอดจักรยานที่ดีๆ เคยเห็นที่ที่สามารถจอดจักรยานได้ เช่น ทำตึกร้าง ให้ประโยชน์กับเจ้าของตึกร้างนั้น กทม. สนับสนุน มีวิธีต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ได้คิดด้วยการแก้ด้วยโครงการใหญ่ๆ อย่างเดียว บางทีเราขอความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องในถนนบางเส้น ค่าใช้จ่ายถูกกว่าตั้งเยอะ มันไม่ได้มาทันที แต่สิ่งที่พูดเราสามารถทำได้ ในระยะใกล้ๆ และทันที ถ้าช่วยกันมันจะเห็นผล การทำงานเครือข่ายต้องใช้เวลาที่จะทำให้เห็นผล

คุณมีภาพลักษณ์ที่เป็นผู้บริหารที่มีความเป็นสมัยใหม่มาก คุณคิดว่าจะเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาเมืองได้อย่างไรบ้าง?

สุหฤท: ผมมีโครงการหนึ่งเกี่ยวกับ วันนี้เราไปยืนรอรถเมล์ ในการใช้แอพพลิเคชั่น ทางด้านแอนดรอยด์หรือแอปเปิ้ล  ถ้ารถเมล์มันติดจีพีเอสแล้ว เราก็สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไรรถจะมาถึง เพราะจีพีเอสมันเชื่อมกันอยู่แล้ว เวลาทำเรื่องเร่งด่วนแบบนี้ให้เป็นเรื่องสบาย ก็สามารถนั่งรอในร้านกาแฟได้อีกห้านาทีรถมาค่อยเดินออกไป พบเห็นสิ่งไหนอัพโหลดขึ้น แล้วได้รับการแก้ไขหรือยัง มีคนตอบกลับผมว่ามันควรจะเป็น call center ที่อยู่กับเทคโนโลยี ทุกคนสามารถเป็นคนรายงาน ได้ตลอดเวลา ทำไมเราถ่ายรูปขึ้น Instagram  หรือ ขึ้น Facebook กัน บอกตรงๆ มันเป็นการชี้ปัญหาอยู่แล้ว

สิ่งที่เราต้องทำคือตอบกลับ แก้ไขหรือยัง เคยประเมินผู้ว่าไหม ผมต้องการอย่างนี้ สิ้นปีให้ประชาชนประเมินเลยว่าอะไรทำหรือไม่ทำบ้าง ผู้ว่าเองก็ต้องระวังว่านโยบายที่บอกเอาไว้ทั้งหมดนั้นทำหรือยัง แบบนี้มันทำให้สังคม เกิดการรวมตัวกันขึ้น มันเป็นการบริการและเป็นสิ่งที่คนควรจะได้

คุณทำงานอยู่ในวงการบันเทิง กลุ่มหนึ่งที่มีพลังในการผลักดันสูงด้านธุรกิจบันเทิงคือกลุ่มความหลากหลายทางเพศที่อยู่ในวงการ นโยบายหนึ่งที่ทางโครงการค้นพบคือกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศ อยากถามคุณสุหฤทว่า จะเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้อย่างไร?

สุหฤท: ผมไม่เคยมองเรื่องเพศเลย ผมมองเรื่องความสุขของคนๆ นั้น เวลาที่เราเอาเรื่องเพศมาเป็นที่ตั้ง มันจะก่อให้เกิดอะไรมากมาย จนเราลืมไปว่ามันคือชีวิตของเขา ผมจะมองเรื่องความเป็นชีวิตของเขามากกว่า ทุกคนควรมีอิสระเสรีในรสนิยมของตัวเอง โดยที่ไม่ทำลายสิทธิของผู้อื่น

ไม่มีสิทธิไหนที่เราจะอิสระได้ 100% สิ่งที่เราต้องเคารพคือ เมื่อคุณมีสิทธิ์ คุณต้องไม่ไปทำร้ายคนอื่น เมื่อเป็นแบบนี้ทุกอย่างมันอิสระได้แล้วสังคมจะดี ไม่ต้องมาคอยส่งเสริมหรือกีดกันว่าเกย์หรือเลสเบี้ยน จะเป็นอะไรก็เป็นเถอะไม่มีใครว่า แต่อย่าไปทำร้ายสิทธิ์ของคนอื่น

ในแง่ของความเป็นเมือง มันจะมีเรื่องที่เป็นข้อจำกัดเรื่องเพศ ที่เห็นชัดๆ เลยคือเรื่องห้องน้ำ ไม่แน่ใจว่าในแง่ของผู้สมัครผู้ว่า ในปัญหาที่ได้ฟังมาคือคนที่เป็นกะเทย ควรจะเข้าห้องน้ำชาย หญิง หรือควรจะมีห้องน้ำเพศทางเลือก?

สุหฤท: ต้องไปดูว่าเขาผ่ายัง ผ่าแล้วห้องผู้หญิง ไม่ผ่าห้องผู้ชาย หรือเราควรจะมีห้องน้ำเกย์ ผมกำลังมองว่าไม่ต้องถึงขั้นนั้น ผมคิดแค่ขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตก่อน ผมไม่เคยมองว่าเขาผิดปกติ เขาเป็นมนุษย์หนึ่งคน เขามีรสนิยมแบบนั้น เป็นความเชื่อแบบนั้น เราต้องรณรงค์ไม่ให้เห็นว่าคนๆ นี้ผิดมนุษย์ แต่เรื่องอื่นๆ เราคงไม่มีอะไรรองรับมากขนาดที่ต้องมีห้องน้ำ 4 ห้องเพื่อเพศต่างๆ เราขอรณรงค์ในขั้นต้นก่อน ให้มีความเคารพซึ่งกันและกันว่าเขาเป็นเพศปกติ ที่เขามีสิทธิ์เป็นได้

เรามีโอกาสได้ดูเทปการสัมภาษณ์ของคุณเมื่อวันพ่อ อีกบทบาทหนึ่งของคุณคือเป็นหัวหน้าครอบครัว เรื่องสถาบันครอบครัวของกรุงเทพฯ หลายคนบอกว่าตอนนี้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เป็นครอบครัวเดี่ยว ไม่ใช่ครอบครัวขยาย คุณสุหฤทมีนโยบายส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือชีวิตคนกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้าง?

สุหฤท: วันนี้จะพาลูกไปทำกิจกรรมหรือทำอะไร? เราควรมีสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น และคุณพ่อก็สามารถใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งได้ นี่คือสิ่งที่เราควรสนับสนุนและหาที่ให้เขาทำกิจกรรมร่วมกัน ลูกอยากไปเล่นกีฬา เราก็ต้องมีที่ให้เขาไปแสดงออกได้อย่างถูกวิธี คุณพ่อคุณแม่สบายใจได้ แต่เราควรจะมีที่ที่ส่งเสริมความเป็นครอบครัว ผมอยากทำมากเลยที่ที่เด็กไปแล้วได้ความรู้แบบเด็กๆ พ่อแม่พาไป เผลอๆ พ่อแม่ได้ความรู้ด้วย

จากนั้นก็ออกแบบให้มีความสร้างสรรค์ พ่อแม่ก็สนุกด้วย อย่างเช่นถ่ายรูปกับรูปไอน์สไตน์แล้วเราก็มีคำอธิบายรูป ว่าเขาเป็นใคร เกิดตายเมื่อไร สร้างผลงานอะไร นั่นคือเขาใช้เทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในโลกวันนี้ พร้อมกับให้ความรู้ด้วย ผมชอบมากเลยเรื่องนี้

จริงๆ กรุงเทพเคยทำบางอย่างแล้วแต่ล้มเหลวไป เช่น พิพิธภัณฑ์เด็กที่อยู่ตรงจตุจักร คุณมองว่าเป็นเรื่องการบริหารหรือว่าปัญหาอื่น?

สุหฤท: เป็นเรื่องของการบริหารครับ เรื่องพวกนี้ตามหลักการเป็นเรื่องดี แต่ความสามารถในการบริหารหรือผลักดัน สำหรับผมเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำ มันเกี่ยวข้องกับชีวิตคน แล้วคนต้องช่วยกันบอกแล้วผลักดันให้ได้ ไม่อย่างนั้นสร้างแล้วมันไม่เกิด

คุณเกิดที่กรุงเทพฯ อยากถามว่ากรุงเทพฯในสมัยเด็กของคุณนั้นเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน แล้วปัจจุบันมันต่างจากตอนที่คุณเคยวาดฝันไว้ตอนเด็กๆ มากแค่ไหน?

สุหฤท: ผมเสียดาย เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วเราเริ่มมีระเบียบมากขึ้นในสังคม มีการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ร่วมกันได้ดีมากกว่านี้ วันนี้ เราคงกลายเป็นเมืองที่อยู่อันดับต้นๆ กรุงเทพฯ วันนี้เมื่อเทียบอันดับ 1 2 3 แต่อันดับความน่าอยู่ เราอยู่อันดับสุดท้ายเลย เวลาไปเดินแต่ละทีบนถนน มีคนขายของเต็มเลย ถ้าเราโดนรถเฉี่ยวเราจะทำอย่างไร มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องแก้ไข ถ้าเราปล่อยไปเรื่อยๆ โดยไม่เริ่มนับหนึ่งอีก 4 ปีข้างหน้า แล้ว 1 ปีของผมในอดีตมันช้ากว่าตอนนี้มาก 1 ปีในโลกเทคโนโลยีและดิจิทัลมันเร็วมาก ดังนั้นผมจึงต้องเริ่มทำและผลักดัน แล้วเราต้องฝ่าอำนาจต่างๆ ที่มันมีอยู่ ถ้าเราไม่ฝ่ามันไปไหนไม่ได้

คุณยกประเด็นเรื่องหาบเร่แผงลอย คิดว่าทุกคนเห็นว่าเป็นปัญหา แต่ยังไม่มีใครจัดการได้จริงจัง อยากทราบว่าคุณจะมีมาตรการอย่างไร?

สุหฤท: ต้องขอให้คนมีอำนาจทั้งหมดเข้ามา ยกตัวอย่าง สยาม จุฬาฯ ให้ทางกรุงเทพฯ เข้ามาคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะแก้ไขอย่างไร เราบังคับใช้กฎหมายโดยการขอร้องจากทีมที่ต้องไปบังคับใช้กฎหมายก่อน แล้วต้องศึกษาว่า กฎหมายไปได้แค่ไหนและบอกประชาชนว่ากฎหมายมีแค่นี้ นั่นคือสิ่งที่ผมทำได้

ผมจะขอความร่วมมือเพิ่มเติมอีก เราต้องเริ่มจากการทำกฎหมาย เช่น คุณมีสิทธิ์ 1 เมตรตรงตามกฎหมายกำหนด เอาตรงนั้นก่อน ถ้าเกิดทำแล้วไม่ดี อาจจะเริ่มจากการประมูลที่แล้วเอาเงินต่างๆ ตรงนั้นมาจัดสรรให้คนที่เดินทาง เพราะคนยังชอบซื้ออยู่ แต่อย่าถึงขั้นขายเสื้อผ้า รองเท้า ผมคิดว่ามันเกินไป

ข้อที่หนึ่งผู้ว่าฯ ต้องรับไม่ได้ก่อน ไม่ใช่กลัวอย่างอื่นจนรับได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะไม่เกิดผลกระทบอะไรขึ้นทันที ต้องเป็นข้อตกลงจากผู้บริหารระดับสูงว่าเราอยากแก้จริงๆ ยังมีอีกคนหนึ่งที่เราต้องเคารพสิทธิ์เขาเหมือนกัน

อีก 2 ปี กรุงเทพฯ จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แล้วผู้ว่าฯ คนนี้จะเป็นคนแรกที่เป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ในยุคประชาคมอาเซียน อยากถามว่า คุณสุหฤทฯ มีความคิดเห็นในการปรับตัวให้เข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างไรบ้าง?

สุหฤท: นี่คือจุดหนึ่งที่ทำให้ผมลุกขึ้นมา เวลาไปต่างประเทศแล้วรู้สึกกลัว เพราะลูกผมต้องอยู่ที่นี่ แล้วถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนจริงๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องความสะดวกสบาย ไม่อย่างนั้นคนอื่นก็ไปไกลกว่า ถ้าเขาตั้งใจจริงๆ เขาจะแซงเราไปไกล

สิ่งที่ผมให้ความสนใจจริงๆ คือการศึกษา เลิกโดดเรียน เลิกท่องจำ คนอื่นเขาทำหมดแล้ว เช่น สิงคโปร์ ซึ่งไม่มีประโยชน์ เราเริ่มที่หลักสูตร วันนี้เด็กของเราจะแข่งยังไง เขาต้องเรียนภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เลือกเอาจะเอาอันไหน คนที่สำคัญและเป็นแม่พิมพ์จริงๆ คือครู จ้างครูเก่งๆ แล้วอัดฉีดเพื่อเปลี่ยนหลักสูตรให้ได้ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาอย่างเดียว เราสามารถออกแบบหลักสูตรเองได้ โรงเรียนสังกัด กทม. มีทั้งหมด 435 โรงเรียน เด็ก 3 แสนคน เราต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน และต้องทำให้ทัดเทียมกับโรงเรียนเอกชน

โรงเรียนอินเตอร์ เขาทำแบบที่ผมพูดไปแล้ว ดังนั้นเราต้องหาหลักสูตรที่สถาบันที่จะรองรับได้ทั้งในโรงเรียนอินเตอร์และโรงเรียนสังกัด กทม. ถ้ายังทำในโรงเรียนนั้นๆ ไม่ได้ เราก็เริ่มทำกับโรงเรียนทางเลือกก่อน ถ้าเราไม่ทำวันนี้ เด็กอายุ 10 ขวบวันนี้เขาจะกลายเป็นเด็กอายุ 15 หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีเขาจะกลายเป็นผู้บริหาร กรุงเทพฯ มันเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจหรือการเข้าออกต่างๆ มันกลายเป็นหนึ่งแผ่นดินใหญ่

มองไปถึงอนาคต อย่างที่บอกว่าคุณมีลูก อีกใน 20 ข้างหน้า กรุงเทพฯ จะอายุครบ 250 ปี คุณวาดภาพกรุงเทพฯ ในอนาคตอย่างไรบ้าง?

สุหฤท: ผมคิดอะไรไว้เยอะ แต่คิดว่าเราต้องก็อปปี้ จุดเด่นของแต่ละที่ อยากได้เมืองเขียวเหมือนมาเลเซีย มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนสิงคโปร์ มีการลงทุนต่างๆ แบบตะวันออกกลาง มีความสะดวกเหมือนออสเตรเลีย เราต้องรวมแบบนี้ออกมาให้กลายเป็นเมืองที่น่าสนใจคือเมืองกรุงเทพฯ แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นกรุงเทพฯ อยู่

พื้นที่ทั้ง 50 เขตข้างนอกเราทำอะไรได้สะดวกสบายเยอะมาก เราต้องไปเอาจุดเด่นของแต่ละที่มา เวลาไปออสเตรเลียประชากรเขาไม่ยิ้มแย้มแบบเรา ลองไปจอดรถในที่ที่ห้ามจอด เราจะโดนด่ายับเลย เป็นเมืองที่น่าตื่นเต้น เขาวางผังเมืองได้ดี เขาสนับสนุนและวางหมากไว้ เราจะเอาจุดเด่นของแต่ละเมืองมาผสมกันให้ออกมาเป็นกรุงเทพฯ ที่น่าอยู่ได้

มีคำถามจากทางบ้านที่โพสต์ไว้ใน Facebook คำถามแรกคือ สมมติว่า ถ้าคุณสุหฤทไมได้เป็นผู้ว่าฯ นโยบายที่คิดไว้จะมีการผลักดันอย่างไร?

สุหฤท: มันขึ้นอยู่กับจำนวนเสียง 5 หมื่น 1 แสน 5 แสน มันต่างกันเยอะ ถ้ามันน้อยมากก็ถือว่าไอเดียเราขายไม่ได้ เราก็ดำเนินชีวิตของเราต่อไป แต่ถ้าได้ระดับหนึ่งผมคิดว่าเราเริ่มโครงการภาคสังคมได้ บางครั้งถ้าเกิดว่าทางการไม่เห็นด้วย เรารณรงค์กันเองได้ หาทุนกันเองได้ ภาคสังคมจะมีบทบาทมากขึ้น และขอให้ไม่อยู่แค่แป้นคีย์บอร์ด

มีคนไม่ไปใช้สิทธิ์ 2 ล้านคน ตกใจเลย นี่มันเมืองหลวงของประเทศไทย กกต.ตั้งเป้าไว้ 70 % ไม่ต้องกลัวผมจะไปดึงเสียงใครเลย และหมู่คน 2 ล้านคนมีจำนวนมากเหลือเกินที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่เราเกือบจะเดาได้เลยจากการพูดคุยหรือคอมเม้นท์ที่เบื่อเต็มที่แล้ว ไม่มีความหวัง

ขอร้องออกมาก่อนเถอะครับ กดไลค์อย่างเดียวมันไม่พอ ถึงเวลาที่ต้องการกันอยู่ ถ้าคุณคือคน 1 ใน 2 ล้านคนที่ประกาศตามหาตัวเลย นี่คือการบอกภาคประชาสังคมได้แล้ว ออกมาเถอะครับเราเป็นเมืองหลวง เราจะออกมาแค่ 50 เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ไม่ได้

คุณสุหฤทฯ เพิ่งโพสต์เรื่องงบประมาณ กทม.ไป ว่าถ้าเราใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์อีก 10 % เราจะมีงบประมาณมาใช้อีกเยอะขึ้น อยากทราบว่ามีแผนการในการใช้ให้มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร?

สุหฤท: มันต้องเกิดการตรวจสอบ 10 % นี้ ถ้าเราเอาเป็นงบว่าจ้าง เราต่อรองให้มากขึ้น มีทางเลือกเริ่มจากวิธีประหยัดสิ่งที่เราซื้อแล้วเชิญชวนองค์การหรือประชาชนที่อยากตรวจสอบ เวลาที่เป็นอย่างนี้เราสามารถตรวจสอบได้และสามารถซื้อของในปริมาณที่ถูกลงได้ ลอกเราซื้อเพียง 2 หมื่นตัว ใช้เงิน 1 หมื่นบาท เวลาเป็นอย่างนั้นเราใช้ การซื้อทีละมากๆ และ e-auction แล้วใช้ราคาที่ตลาดไม่ใช่ราคาราชการ แล้วเริ่มจากการประมูลก่อน มันต้องโปร่งใส ทุกคนตรวจสอบได้

แต่อีกอย่างหนึ่งที่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น นอกจากการซื้อของที่ถูกลงและประหยัดลง คือการเอาเงินไปใช้ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ป้ายบางป้ายบนทางเท้า เดินไปก็หัวชน ติดเอาไว้เป็นการจราจร เช่น ป้ายให้หลีกเลี่ยงการจราจรด้านขวามือ ก็ควรทำดีๆ ไม่ใช่เดินไปแล้วหัวชนป้าย ถ้าผมมาผมก็ต้องตอบคำถามให้ได้ ท่านครับช่วยผมหน่อย ประชาชนเลือกผมมา ถ้าทำแล้วจะเป็นประโยชน์

คำถามสุดท้าย คุณเป็นผู้สมัครในนามอิสระที่ไม่มีกลุ่มทุนสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นนักธุรกิจ จะสามารถแยกบทบาทตรงนี้อย่างไร?

สุหฤท: มีนักการเมืองมากมายเป็นนักธุรกิจ ผมไม่มีปัญหาตรงนี้ กฎหมายว่าอย่างไรก็ทำตามนั้น จะให้ปฎิเสธอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นนักธุรกิจ เมื่อเข้าไปก็ต้องทำตรงนั้นให้ดีที่สุด ยอมรับการตรวจสอบและโปร่งใส

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ได้ที่นี่