การโจมตีลิเบียของกองกำลังผสมยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ หลังจากสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส ใช้การปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีระบบป้องกันทางอากาศของลิเบียสำเร็จแล้ว ประธานาธิบดีโอบามาฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจลดบทบาทนำจากปฏิบัติการดังกล่าวลง
แต่โอบามาฯ ยังย้ำว่า “การเผชิญหน้าทางทหารมีความสลับซับซ้อน เพราะมีการดำเนินการของกองกำลังภายใต้กรอบพหุภาคีอย่างรวดเร็วและยังปราศจากการทำความเข้าใจที่ชัดเจนในการแสดงบทบาทของสมาชิก”
โอบามาฯ แสดงความมั่นใจในกองกำลังผสมว่า “จะสามารถแก้ไขข้อข้องใจที่ไม่สามารถทำความตกลงเกี่ยวกับบทบาท NATO ได้” ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ฝรั่งเศสได้ยืนกรานว่า “กลุ่มสัมพันธมิตรจะไม่มีบทบาทนำในการปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวข้างต้น ขณะที่ NATO ดูเหมือนว่าจะเตรียมควบคุมและบัญชาการ แต่ถือเป็นอำนาจที่แยกออกจากการปฏิบัติการที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งรวมทั้งชาติอาหรับและประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมาชิก NATO”
โอบามาฯ กล่าวขณะเยือนเอลซัลวาดอร์ในทริปการเยือนละตินอเมริกา “ผมคาดว่าในไม่กี่วันข้างหน้า คุณจะเห็นการประชุมที่ทำให้เห็นว่ามีใครบ้างที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนดังกล่าวที่มีความชัดเจนมากขึ้น”
แม้ชาติตะวันตกพยายามจะจัดการกับประเด็นดังกล่าว แต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากชาติอาหรับบางส่วน วันอังคารที่ผ่านมา Sheik Hamad bin Khalifa al-Thani ประมุขแห่งกาตาร์ยังไม่มีท่าทีสนับสนุนปฏิบัติการดังกล่าวนัก แต่หลังจากนั้น กาตาร์ถือเป็นรัฐอาหรับชาติเดียวที่เสนอเครื่องบินรบเพื่อใช้ปิดน่านฟ้าลิเบียให้แก่กลุ่มสัมพันธมิตร
ความตึงเครียดและความสับสนเกิดขึ้นภายหลังการดำเนินการของกองกำลังผสม เพียง 4 วันของการปฏิบัติการ กองกำลังผสม ยิง Tomahawk ไปแล้ว 162 ลูก และสหรัฐฯ สูญเสีย F-15E ไปแล้ว 1 ลำ ซึ่งตกบริเวณใกล้เมืองเบงกาซีหลังจากเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค นักบิน 2 รายรอดชีวิตแต่บาดเจ็บเล็กน้อย
แพทย์จากโรงพยาบาล Misurata กล่าวว่า “วันอังคารที่ผ่านมามีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 13 ราย ภายในตัวเมืองไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้ ราว 3 สัปดาห์แล้ว และไม่มีน้ำและไฟฟ้าไช้มา 9 วัน”
โอบามาฯ กล่าวว่า “นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่า กองกำลังผสมนานาชาตินั้นมีความสำคัญยิ่ง” เขาย้ำว่า “เพราะมันทำให้เห็นได้ชัดว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องแบกภาระต้นทุนทั้งหมด”
แม้การสร้างกองกำลังผสมนานาชาติจะมีความซับซ้อน ซึ่งเห็นได้จากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาสมาชิกประเทศแห่ง NATO มีการตัดสินใจในการปฏิบัติการที่เชื่องช้า
รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส Alain Juppe กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถึงการเสนอให้คณะกรรมาธิการรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐสมาชิกที่เข้ามาเกี่ยวพันกับปฏิบัติการครั้งนี้ตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการทางการเมือง” โดย “NATO น่าจะเป็นผู้ให้การสนับสนุน ควบคุมและบัญชาการทางทหาร เมื่อมีความจำเป็นต้องขอความร่วมมือในส่วนของเรือและเครื่องบินจากประเทศต่างๆ”
เจ้าหน้าที่อาวุโสสหรัฐฯ กล่าวถึงข้อเสนอของฝรั่งเศสว่า “โครงสร้างของการบัญชาการนั้นน่าจะรวมสมาชิก NATO และพันธมิตรนอก NATO ทั้งหมด ซึ่งเหมือนกับกองกำลังให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ (International Security Assistance Force) ที่มีกองกำลังผสมจากต่างประเทศในอัฟกานิสถาน”
Benjamin J. Rhodes ผู้ช่วยที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า “สิ่งที่เราต้องการจะย้ำตอนนี้คือ NATO มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย”
สหรัฐฯ และอังกฤษวางแผนที่จะให้ NATO มีบทบาทนำในการแก้ไขการให้เหตุผลที่แตกต่างทั้งของทั้งฝรั่งเศสและตุรกี ขณะที่ นอร์เวย์ปฏิเสธที่จะให้มีการบินเหนือน่านฟ้าของตน และอิตาลียังกล่าวว่า “คงต้องมีการทบทวนการตั้งฐานทัพอากาศใหม่ ความแตกต่างของกองกำลังทางอากาศนี้คือการไม่มีศูนย์กลางในการควบคุม” “การปฏิบัติการอาจจะขาดการประสานงานและสามารถนำไปสู่อุบัติเหตุได้”
ขณะที่ฝรั่งเศสแย้งว่า “การบัญชาการโดย NATO อาจจะปฏิบัติการตรงข้ามกับความต้องการของกลุ่มอาหรับลีกได้ เพราะเปรียบเสมือนเป็นการเข้าแทรกแซงในโลกมุสลิม”
ส่วนตุรกีซึ่งเป็นมุสลิมเพียงประเทศเดียวที่เป็นประเทศสมาชิกใน NATO ไม่เห็นด้วยที่จะให้ NATO รับบทบาทนำในการในการใช้กำลังทหารปิดน่านฟ้าลิเบีย (ตุรกีทำธุรกิจกับลิเบียซึ่งมีมูลค่าถึง 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนเกิดเหตุไม่สงบเพื่อต่อต้านผู้นำลิเบีย)
(คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาฯ เชิญนายกรัฐมนตรี Recep Tayyip Erdogan แห่งตุรกีเข้าหารือในทำเนียบขาว)
ความเดิม:
ประธานาธิบดีโอบามาฯ กล่าวว่า กัดดาฟีสมควรที่จะลงจากตำแหน่งผู้นำเพราะเขาขาดความเชื่อมั่นจากประชาชนของเขาแล้ว
ประธานาธิบดีนิโคลัส ซาร์โกซี แห่งฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ ว่าด้วยเรื่องสนับสนุนประชาชนชาวลิเบียในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2011 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นจึงมีปฏิบัติการทางทหารโจมตีลิเบียทันที
กองกำลังผสมประกอบด้วย 10 ชาติ คือ ฝรั่งเศส, อังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, อิตาลี, เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สเปน, กาตาร์ และเบลเยียม (สหรัฐฯ คือผู้นำกองกำลังมาใช้จำนวนมาก และมีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ และมีบทบาทหลัก)
ฝรั่งเศสเริ่มปฏิบัติการแทรกแซงทางทหารครั้งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอาหรับมาตั้งแต่ปี 2003 ในการบุกอิรัก ในส่วนของลิเบีย ฝรั่งเศสได้ทำลายรถถัง และรถหุ้มเกราะในทางตะวันออกของเมืองเบงกาซี
ชั่วโมงถัดมา สหรัฐฯ และอังกฤษ ใช้เรือรบและเรือดำน้ำยิง Tomahawk ราว 110 ลูกเพื่อโจมตีระบบป้องกันทางอากาศรอบเมือง Tripoli และทางตะวันออกของเมือง Mistara เพื่อเป็นการปิดล้อมกองกำลังของกัดดาฟี
วันที่สองของการปฏิบัติการ มีรายงานว่า ระบบป้องกันทางอากาศของลิเบียถูกทำลายถึง 50%
นักวิเคราะห์ต่างตั้งคำถามว่า “ยุทธศาสตร์การแทรกแซงทางทหารของกองกำลังชาติตะวันตกอาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองแบบยืดเยื้อ”



