บริษัท AIS แถลงวิสัยทัศน์ขององค์กรประจำปี 2553 หลังจากที่ไม่ได้แถลงมาเป็นเวลา 3 ปี โดยแนวทางของบริษัทจะใช้ยุทธศาสตร์ Ecosystem หรือสร้าง “ระบบนิเวศน์ทางด้านโทรคมนาคม” ที่พร้อมจะโตร่วมไปกับพาร์ทเนอร์
เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ คณะผู้บริหารของ AIS ได้สรุปภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมปี 2009 และแนวโน้มของอุตสาหกรรมในปี 2010
นายสมประสงค์ บุญยะชัย รองประธานกรรมการ ซึ่งเป็นผู้บริหารคนไทยที่มีตำแหน่งสูงสุดของบริษัท ณ ปัจจุบัน (นายสมประสงค์เป็นทายาทรับมอบตำแหน่งประธานกรรมการจากนายบุญคลี ปลั่งศิริ ผู้บริหารรุ่นแรก ปัจจุบันเป็นรองเฉพาะผู้บริหารชาวสิงคโปร์ที่เทมาเสก ผู้ถือหุ้นใหญ่ได้แต่งตั้งเข้ามา) ขึ้นเวทีเป็นคนแรก
นายสมประสงค์บอกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมปี 2009 ลดลงจากปี 2008 เล็กน้อย ด้วยเหตุผลด้านวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยอดผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ขยับเพิ่มขึ้นจาก 52 ล้านคนเป็น 65 ล้านคน โดย AIS มีส่วนแบ่งตลาดที่ 28.5 ล้านคน และคาดว่าปี 2010 ยอดผู้ใช้ของ AIS จะโตขึ้นอีก 1.5 ล้านเลขหมาย
ในส่วนของตลาด Mobile Internet เติบโตเพิ่มขึ้นจาก 10 เป็น 12 ล้านคน และตลาดโทรศัพท์บ้านคงที่อยู่ที่ 8 ล้านเลขหมาย
ปัจจุบัน AIS มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถืออยู่ที่ 6.5 ล้านราย และผู้ใช้มือถือของบริษัทจำนวน 20 ล้านรายเคยโหลดเพลงผ่านมือถือ ทำให้ AIS กลายเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของประเทศ และผู้ขาย digital content ที่มียอดขายสูงอย่างมีนัยยะสำคัญ
และที่น่าสนใจคือจำนวนผู้ใช้ BlackBerry ซึ่งเกิดจากกระแสที่ AIS สร้างขึ้น ขยับขึ้นเป็น 100,000 รายแล้ว
นายสมประสงค์ประเมินการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในปี 2553 ว่า น่าจะโตขึ้นราวๆ 3-5% โดยสะท้อนกับอัตราการเติบโตของ GDP ของประเทศ ตลาดที่จะมีการเติบโตสูงคือ Mobile Broadband (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย โดยต่อผ่านซิมที่ให้บริการ data เท่านั้น) 200%, Mobile Internet (อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ) 50% และ Digital Content 20%
นายวิเชียร เมฆตระการ ซีอีโอของ AIS ขึ้นมาบนเวทีเป็นคนที่สอง โดยเล่าถึงยุทธศาสตร์ Ecosystem ของ AIS
แนวทางของ Ecosystem คือ AIS จะทำตัวเป็น Network รองรับส่วนประกอบต่างๆ ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งเป็นธุรกิจของพาร์ทเนอร์ และจะใช้การทำงานร่วมกันเกื้อหนุนให้อุตสาหกรรมโตขึ้นไปด้วยกัน ส่วนประกอบใน Ecosystem ได้แก่ ผู้ขายอุปกรณ์เชื่อมต่อ, ผู้สร้างคอนเทนต์, โซลูชันพาร์ทเนอร์, ลูกค้าธุรกิจที่อยู่นอกอุตสาหกรรมโทรคมนาคม, และพนักงาน call center
นายวิเชียรได้ตอกย้ำความเข้มแข็งในธุรกิจ 2G ของบริษัท ว่าเป็นเครือข่ายที่ได้รับการยอมรับสูง ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม นายวิเชียรได้แสดงความกังวลเรื่องการประมูลใบอนุญาต 3G ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นในเร็ววัน และต้องรอการตัดสินใจของ กทช. ว่าเป็นความเสี่ยงของบริษัท ทางออกชั่วคราวของบริษัทจึงเป็นการเปิดโรมมิ่งให้ลูกค้าของ AIS ในกรุงเทพ ไปใช้เครือข่าย 3G ของ TOT ซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานของ AIS ในปัจจุบันไปพลางๆ ก่อน
นอกจากนี้ นายวิเชียรยังเผยแผนของบริษัทที่จะมุ่งไปสู่ธุรกิจเครือข่ายสำหรับองค์กรธุรกิจ (เช่น Fiber to the Building) และโซลูชันทางไอที เช่น ระบบ mobile payment หรือเว็บโฮสติ้ง ซึ่งเป็นตลาดเดิมของ ISP รายเก่าๆ ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจมือถือ โดยปัจจุบัน AIS มีรายได้จาก business solution ประมาณ 10% ของรายได้ทั้งหมด
สุดท้าย นายสมชาย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ได้ขึ้นเวทีมาประกาศผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของบริษัท เช่น N900 มือถือรุ่นใหม่ของโนเกีย และ BlackBerry รุ่นใหม่ รวมถึงโซลูชันที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ไทยรายอื่นๆ เช่น การบินไทย เครือเซ็นทรัล และ MRT เป็นต้น
บทวิเคราะห์ SIU
นับตั้งแต่ยุคมือถือระบบดิจิทัลหรือ 2G เป็นต้นมา AIS ยังเป็นผู้นำในตลาดมือถือ 2G มาโดยตลอด โดยมีส่วนแบ่งตลาดที่ประมาณ 50% และแบรนด์ของ AIS ยังมีความแข็งแกร่งสูงมาก โดยเฉพาะภาพลักษณ์ด้านคุณภาพของเครือข่ายที่ยังเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อพิจารณาแล้ว AIS จะยังรักษาความเป็นผู้นำตลาด 2G ด้วยสัดส่วนระดับนี้ไปอีกนาน จากการเปิดเผยของคณะผู้บริหารในช่วงตอบคำถามกับสื่อมวลชน ฐานะทางการเงินของ AIS ยังเข้มแข็งมาก มีเงินสดในมือพร้อมจะลงทุนอีกมาก
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของ AIS อยู่ที่มือถือระบบ 3G ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีชุดใหม่ และใบอนุญาตฉบับใหม่ เนื่องด้วยความล่าช้าของการออกใบอนุญาต 3G ของประเทศไทย จึงส่งผลเสียต่อโอเปอเรเตอร์ทุกราย ซึ่งรวม AIS ด้วย ปัจจุบันอนาคตของ 3G ยังไม่แน่ชัดว่าจะประมูลและเปิดให้ใช้จริงได้เมื่อไร เปิดให้โอเปอเรเตอร์รายเก่าเข้าร่วมได้หรือไม่ และจะแก้ปัญหาแปรรูปสัญญาสัมปทานเดิมอย่างไร
ทาง AIS จึงต้องเลือกใช้วิธี “เดินเกมหลายขา” เพื่อลดผลกระทบจากความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เช่น ลงทุนในเครือข่าย 3G ผ่านคลื่น 900MHz เดิม (ที่ไม่นิยมนักในอุตสาหกรรม 3G ของโลก) แบบประปรายในบางจังหวัด, ในขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับ TOT 3G ที่เป็น 2100MHz เพื่อให้ลูกค้าของตัวเองสามารถใช้บริการ 3G ในกรุงเทพได้ชั่วคราวผ่านวิธีการโรมมิ่ง, และยังโปรโมทการใช้งาน EDGE บนเครือข่าย 2G ที่มีอยู่แล้ว ระหว่างรอการออกใบอนุญาต 3G แบบ 2100MHz อย่างเป็นทางการจาก กทช.
SIU มองว่าปัญหาเรื่องการออกใบอนุญาต 3G ในประเทศไทยจะยังไม่จบง่ายๆ เพราะจะติดเงื่อนตายที่สัญญาสัมปทานเดิม ซึ่งถ้าไม่แก้ก็จะเกิดปัญหาว่าทำให้รัฐเสียรายได้จากค่าสัมปทานผ่าน TOT/CAT ที่ลดลง แต่การแปรสัญญาสัมปทานเองก็มีปัญหาเรื่องการประเมินมูลค่าของค่าสัมปทานในปีที่เหลืออยู่ (ถึงปี 2563) ซึ่งจะเป็นที่ถกเถียงกันอีกนาน
ความไม่แน่นอนเรื่องการออกใบอนุญาต 3G จะเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับโอเปอเรเตอร์ทุกรายในประเทศไทย ที่จะชะลอการลงทุนในเครือข่าย 3G โดยใช้วิธีเปิดให้บริการ 3G เพียงบางส่วนเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมายกับ กทช. ซึ่งทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่สูงเท่าที่ควร เนื่องจากเครือข่าย 2G นั้นเริ่มจะอิ่มตัวแล้ว เราจึงเห็นว่าแนวทางการขยายธุรกิจของ AIS ในปี 2553 จะออกมาในแนวทางการใช้ประโยชน์จากเครือข่าย 2G เดิมที่ตัวเองมีอยู่แล้ว เช่น การขายโซลูชันทางธุรกิจแบบพิเศษให้กับคู่ค้ารายใหญ่ โดยใช้งานซิมการ์ดของ AIS หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว เช่น คอลล์เซ็นเตอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์
ความน่าสนใจอีกประการคือการรุกเข้าไปในตลาดองค์กร ดังจะเห็นได้จากการที่ AIS หันมาทำเครือข่ายแบบมีสายในระบบไฟเบอร์ (Fiber to the Office หรือ Fiber to the Building) ซึ่งจะเป็นการเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับ ISP รายเดิมๆ ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจมือถือ เช่น CAT, CSLox หรือ INET แม้ว่า AIS (รวมถึง DTAC และ TRUE) จะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดนี้ แต่ด้วยขนาดขององค์กรก็จะสร้างการสั่นสะเทือนให้กับ ISP รายเก่าได้พอสมควร
จากการประเมินเบื้องต้น ทีมบริหารของ AIS มีความสามารถในการแข่งขันไม่น้อย และมีการสร้างทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในแง่กระบวนการธุรกิจจึงถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญอันหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่สำคัญของ AIS ยังเป็นเรื่องการเมือง เพราะไม่ว่าจะอย่างไร AIS ไม่สามารถสลัดภาพว่า “เป็นบริษัทของทักษิณ ชินวัตร” ไปได้ง่ายๆ จุดด้อยของ AIS ที่คู่แข่งรายอื่นไม่มีคือ การเป็นบริษัทที่มีภาพลักษณ์อิงกับทักษิณ ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มปฏิเสธที่จะใช้บริการ AIS (ซึ่งเกิดขึ้นเช่นเดียวกันในธุรกิจอื่นๆ ของเครือชินคอร์ป) และในทางนโยบายระดับประเทศ ภาพลักษณ์อันนี้ก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากคำพูดของนายวิเชียร เมฆตระการ ซีอีโอของ AIS ในห้องแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า “เราโดนตัดแขนตัดขามาเยอะแล้ว ปีนี้คงโดนตัดคอ”






