Practical Report AIS ปี 2010: 2G ยังแข็งแกร่ง, 3G มีความเสี่ยง, ลุยตลาดองค์กร

บริษัท AIS แถลงวิสัยทัศน์ขององค์กรประจำปี 2553 หลังจากที่ไม่ได้แถลงมาเป็นเวลา 3 ปี โดยแนวทางของบริษัทจะใช้ยุทธศาสตร์ Ecosystem หรือสร้าง “ระบบนิเวศน์ทางด้านโทรคมนาคม” ที่พร้อมจะโตร่วมไปกับพาร์ทเนอร์

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ คณะผู้บริหารของ AIS ได้สรุปภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมปี 2009 และแนวโน้มของอุตสาหกรรมในปี 2010

นายสมประสงค์ บุญยะชัย รองประธานกรรมการ ซึ่งเป็นผู้บริหารคนไทยที่มีตำแหน่งสูงสุดของบริษัท ณ ปัจจุบัน (นายสมประสงค์เป็นทายาทรับมอบตำแหน่งประธานกรรมการจากนายบุญคลี ปลั่งศิริ ผู้บริหารรุ่นแรก ปัจจุบันเป็นรองเฉพาะผู้บริหารชาวสิงคโปร์ที่เทมาเสก ผู้ถือหุ้นใหญ่ได้แต่งตั้งเข้ามา) ขึ้นเวทีเป็นคนแรก

Somprasong Boonyachai

นายสมประสงค์บอกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมปี 2009 ลดลงจากปี 2008 เล็กน้อย ด้วยเหตุผลด้านวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยอดผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ขยับเพิ่มขึ้นจาก 52 ล้านคนเป็น 65 ล้านคน โดย AIS มีส่วนแบ่งตลาดที่ 28.5 ล้านคน และคาดว่าปี 2010 ยอดผู้ใช้ของ AIS จะโตขึ้นอีก 1.5 ล้านเลขหมาย

ในส่วนของตลาด Mobile Internet เติบโตเพิ่มขึ้นจาก 10 เป็น 12 ล้านคน และตลาดโทรศัพท์บ้านคงที่อยู่ที่ 8 ล้านเลขหมาย

Thailand Communication Industry 2009

ปัจจุบัน AIS มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถืออยู่ที่ 6.5 ล้านราย และผู้ใช้มือถือของบริษัทจำนวน 20 ล้านรายเคยโหลดเพลงผ่านมือถือ ทำให้ AIS กลายเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของประเทศ และผู้ขาย digital content ที่มียอดขายสูงอย่างมีนัยยะสำคัญ

และที่น่าสนใจคือจำนวนผู้ใช้ BlackBerry ซึ่งเกิดจากกระแสที่ AIS สร้างขึ้น ขยับขึ้นเป็น 100,000 รายแล้ว

นายสมประสงค์ประเมินการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในปี 2553 ว่า น่าจะโตขึ้นราวๆ 3-5% โดยสะท้อนกับอัตราการเติบโตของ GDP ของประเทศ ตลาดที่จะมีการเติบโตสูงคือ Mobile Broadband (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย โดยต่อผ่านซิมที่ให้บริการ data เท่านั้น) 200%, Mobile Internet (อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ) 50% และ Digital Content 20%

IMG_1268

นายวิเชียร เมฆตระการ ซีอีโอของ AIS ขึ้นมาบนเวทีเป็นคนที่สอง โดยเล่าถึงยุทธศาสตร์ Ecosystem ของ AIS

Wichian Maktrakarn - วิเชียร เมฆตระการ

แนวทางของ Ecosystem คือ AIS จะทำตัวเป็น Network รองรับส่วนประกอบต่างๆ ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งเป็นธุรกิจของพาร์ทเนอร์ และจะใช้การทำงานร่วมกันเกื้อหนุนให้อุตสาหกรรมโตขึ้นไปด้วยกัน ส่วนประกอบใน Ecosystem ได้แก่ ผู้ขายอุปกรณ์เชื่อมต่อ, ผู้สร้างคอนเทนต์, โซลูชันพาร์ทเนอร์, ลูกค้าธุรกิจที่อยู่นอกอุตสาหกรรมโทรคมนาคม, และพนักงาน call center

AIS Ecosystem

นายวิเชียรได้ตอกย้ำความเข้มแข็งในธุรกิจ 2G ของบริษัท ว่าเป็นเครือข่ายที่ได้รับการยอมรับสูง ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม นายวิเชียรได้แสดงความกังวลเรื่องการประมูลใบอนุญาต 3G ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นในเร็ววัน และต้องรอการตัดสินใจของ กทช. ว่าเป็นความเสี่ยงของบริษัท ทางออกชั่วคราวของบริษัทจึงเป็นการเปิดโรมมิ่งให้ลูกค้าของ AIS ในกรุงเทพ ไปใช้เครือข่าย 3G ของ TOT ซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานของ AIS ในปัจจุบันไปพลางๆ ก่อน

นอกจากนี้ นายวิเชียรยังเผยแผนของบริษัทที่จะมุ่งไปสู่ธุรกิจเครือข่ายสำหรับองค์กรธุรกิจ (เช่น Fiber to the Building) และโซลูชันทางไอที เช่น ระบบ mobile payment หรือเว็บโฮสติ้ง ซึ่งเป็นตลาดเดิมของ ISP รายเก่าๆ ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจมือถือ โดยปัจจุบัน AIS มีรายได้จาก business solution ประมาณ 10% ของรายได้ทั้งหมด

สุดท้าย นายสมชาย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ได้ขึ้นเวทีมาประกาศผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของบริษัท เช่น N900 มือถือรุ่นใหม่ของโนเกีย และ BlackBerry รุ่นใหม่ รวมถึงโซลูชันที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ไทยรายอื่นๆ เช่น การบินไทย เครือเซ็นทรัล และ MRT เป็นต้น

IMG_1282

บทวิเคราะห์ SIU

นับตั้งแต่ยุคมือถือระบบดิจิทัลหรือ 2G เป็นต้นมา AIS ยังเป็นผู้นำในตลาดมือถือ 2G มาโดยตลอด โดยมีส่วนแบ่งตลาดที่ประมาณ 50% และแบรนด์ของ AIS ยังมีความแข็งแกร่งสูงมาก โดยเฉพาะภาพลักษณ์ด้านคุณภาพของเครือข่ายที่ยังเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อพิจารณาแล้ว AIS จะยังรักษาความเป็นผู้นำตลาด 2G ด้วยสัดส่วนระดับนี้ไปอีกนาน จากการเปิดเผยของคณะผู้บริหารในช่วงตอบคำถามกับสื่อมวลชน ฐานะทางการเงินของ AIS ยังเข้มแข็งมาก มีเงินสดในมือพร้อมจะลงทุนอีกมาก

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของ AIS อยู่ที่มือถือระบบ 3G ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีชุดใหม่ และใบอนุญาตฉบับใหม่ เนื่องด้วยความล่าช้าของการออกใบอนุญาต 3G ของประเทศไทย จึงส่งผลเสียต่อโอเปอเรเตอร์ทุกราย ซึ่งรวม AIS ด้วย ปัจจุบันอนาคตของ 3G ยังไม่แน่ชัดว่าจะประมูลและเปิดให้ใช้จริงได้เมื่อไร เปิดให้โอเปอเรเตอร์รายเก่าเข้าร่วมได้หรือไม่ และจะแก้ปัญหาแปรรูปสัญญาสัมปทานเดิมอย่างไร

ทาง AIS จึงต้องเลือกใช้วิธี “เดินเกมหลายขา” เพื่อลดผลกระทบจากความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เช่น ลงทุนในเครือข่าย 3G ผ่านคลื่น 900MHz เดิม (ที่ไม่นิยมนักในอุตสาหกรรม 3G ของโลก) แบบประปรายในบางจังหวัด, ในขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับ TOT 3G ที่เป็น 2100MHz เพื่อให้ลูกค้าของตัวเองสามารถใช้บริการ 3G ในกรุงเทพได้ชั่วคราวผ่านวิธีการโรมมิ่ง, และยังโปรโมทการใช้งาน EDGE บนเครือข่าย 2G ที่มีอยู่แล้ว ระหว่างรอการออกใบอนุญาต 3G แบบ 2100MHz อย่างเป็นทางการจาก กทช.

SIU มองว่าปัญหาเรื่องการออกใบอนุญาต 3G ในประเทศไทยจะยังไม่จบง่ายๆ เพราะจะติดเงื่อนตายที่สัญญาสัมปทานเดิม ซึ่งถ้าไม่แก้ก็จะเกิดปัญหาว่าทำให้รัฐเสียรายได้จากค่าสัมปทานผ่าน TOT/CAT ที่ลดลง แต่การแปรสัญญาสัมปทานเองก็มีปัญหาเรื่องการประเมินมูลค่าของค่าสัมปทานในปีที่เหลืออยู่ (ถึงปี 2563) ซึ่งจะเป็นที่ถกเถียงกันอีกนาน

ความไม่แน่นอนเรื่องการออกใบอนุญาต 3G จะเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับโอเปอเรเตอร์ทุกรายในประเทศไทย ที่จะชะลอการลงทุนในเครือข่าย 3G โดยใช้วิธีเปิดให้บริการ 3G เพียงบางส่วนเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมายกับ กทช. ซึ่งทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่สูงเท่าที่ควร เนื่องจากเครือข่าย 2G นั้นเริ่มจะอิ่มตัวแล้ว เราจึงเห็นว่าแนวทางการขยายธุรกิจของ AIS ในปี 2553 จะออกมาในแนวทางการใช้ประโยชน์จากเครือข่าย 2G เดิมที่ตัวเองมีอยู่แล้ว เช่น การขายโซลูชันทางธุรกิจแบบพิเศษให้กับคู่ค้ารายใหญ่ โดยใช้งานซิมการ์ดของ AIS หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว เช่น คอลล์เซ็นเตอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์

ความน่าสนใจอีกประการคือการรุกเข้าไปในตลาดองค์กร ดังจะเห็นได้จากการที่ AIS หันมาทำเครือข่ายแบบมีสายในระบบไฟเบอร์ (Fiber to the Office หรือ Fiber to the Building) ซึ่งจะเป็นการเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับ ISP รายเดิมๆ ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจมือถือ เช่น CAT, CSLox หรือ INET แม้ว่า AIS (รวมถึง DTAC และ TRUE) จะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดนี้ แต่ด้วยขนาดขององค์กรก็จะสร้างการสั่นสะเทือนให้กับ ISP รายเก่าได้พอสมควร

จากการประเมินเบื้องต้น ทีมบริหารของ AIS มีความสามารถในการแข่งขันไม่น้อย และมีการสร้างทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในแง่กระบวนการธุรกิจจึงถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญอันหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่สำคัญของ AIS ยังเป็นเรื่องการเมือง เพราะไม่ว่าจะอย่างไร AIS ไม่สามารถสลัดภาพว่า “เป็นบริษัทของทักษิณ ชินวัตร” ไปได้ง่ายๆ จุดด้อยของ AIS ที่คู่แข่งรายอื่นไม่มีคือ การเป็นบริษัทที่มีภาพลักษณ์อิงกับทักษิณ ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มปฏิเสธที่จะใช้บริการ AIS (ซึ่งเกิดขึ้นเช่นเดียวกันในธุรกิจอื่นๆ ของเครือชินคอร์ป) และในทางนโยบายระดับประเทศ ภาพลักษณ์อันนี้ก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากคำพูดของนายวิเชียร เมฆตระการ ซีอีโอของ AIS ในห้องแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า “เราโดนตัดแขนตัดขามาเยอะแล้ว ปีนี้คงโดนตัดคอ”

  • S

    ถ้า AIS มีจุดด้อยเรื่องสลัดภาพอดีตนายกฯทักษิณไม่ออกทำให้คนบางกลุ่มปฏิเสธใช้บริการจากค่ายนี้ มองมุมกลับจุดด้อยก็เป็นจุดแข็งได้เหมือนกัน เพราะคนอีกกลุ่มที่สนับสนุนอดีตนายกฯ ก็เลือกใช้บริการของค่ายนี้และปฏิเสธค่ายคู่แข่ง เช่น TRUE ที่มีข่าวลือว่าให้การสนับสนุนกระบวนการยึดอำนาจประชาชนได้เช่นกันนะคะ

    ทาง SIU ลองช่วยประเมินให้ละเอียดหน่อยสิคะว่า ในผลกระทบที่เกิดกับ AIS ระหว่างจุดด้อยกับจุดแข็ง อะไรจะมากกว่ากัน??

  • Putchonguth

    น่าสนใจครับ ดูเหมือนตลาดด้าน Mobile Internet และ Digital Content น่าจะไปดี

    “ปัจจุบัน AIS มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถืออยู่ที่ 6.5 ล้านราย”

    “ตลาดที่จะมีการเติบโตสูงคือ Mobile Broadband (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย โดยต่อผ่านซิมที่ให้บริการ data เท่านั้น) 200%, Mobile Internet (อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ) 50% และ Digital Content 20%”

    คิดดู Value ด้านนี้จะโตมากและน่าจะโตอย่างต่อเนื่องสักสองสามปี ตอนนี้ access device เช่น netbook, notebook แบบ ULV, iPhone, BB ตลาดก็โตเช่นกัน ดูแล้วเป็นปัจจัยวงจรบวกที่เสริมกันดี

    ถึงแม้ว่าเราจะติด 3G ไปนาน ผมว่า Edge และ Wifi ที่มี ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มที่เรามามองตลาด content ได้แล้ว ตลาดเหล่านี้เป็นไปได้ไหม

    1. Mobile online gaming
    2. Video Streaming
    3. Interactive Video Conference Services
    4. Media Download แบบ iTune

    อาจต้องพัฒนา content creation and consumption ecosystem เช่น นักพัฒนา นักสร้าง professional content สร้าง consumer market พอเริ่มมี momentum 3Gก็มาพอดี

    น่าคิดนะครับ

  • http://www.isriya.com isriya

    ตอบคุณ S

    ผมคิดว่าทักษิณเป็นทั้งปัจจัยบวกและลบของ AIS ครับ คือในช่วงแรกๆ ของ AIS คงปฏิเสธไม่ได้ว่า อิทธิพลของทักษิณทางด้านการเมืองนั้นเอื้อประโยชน์กับ AIS เป็นอย่างมาก ชนิดที่ว่าไม่มีทักษิณก็คงมาไม่ได้ขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องมองความสามารถในการแข่งขันของ AIS ด้วยเช่นกันว่า มาได้ขนาดนี้ก็ไม่ธรรมดา เท่าที่ผมตามอ่านบทสัมภาษณ์ของทีมบริหารอย่างบุญคลี สมประสงค์ วิเชียร รวมถึงที่ได้คุยกับวิเชียร และระดับรองๆ ในห้องนักข่าว ก็คิดว่าเป็นทีมที่มีความสามารถสูงมากเช่นกัน

    แต่หลังจากกรณีขายหุ้นชิน และการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร ทำให้เกิดกระแสต่อต้านสินค้าของชิน (เช่นกันว่า หลังการปิดสนามบิน ก็มีกระแสต่อต้านสินค้าที่ “สนับสนุน” พันธมิตร) ด้วย แต่อีกประเด็นที่ไม่ได้เขียนถึงคือ มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เกลียดตัวทักษิณมากนัก แต่ไม่ชอบโลกาภิวัฒน์และทุนนิยมบริโภค ซึ่งแสดงออกโดยไม่ซื้อสินค้าชิน (ซึ่งเป็น “เรือธง” ของทุนนิยมโลกาภิวัฒน์) อีกพอสมควร

    ถ้าให้ประเมินแบบไม่เป็นทางการ เอาเฉพาะช่วงหลังการขายหุ้นชิน ทักษิณเป็นปัจจัยลบมากกว่าครับ แต่ถ้ารวมทั้งหมดของประวัติศาสตร์ AIS ทักษิณเป็นบวกมากกว่าแน่นอน

  • S

    คุณ isriya ตอบกว้างจังเลยค่ะ :P ที่จริงคำถามถามถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อคาดเดาไปยังอนาคตน่ะค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ คงเป็นแบบที่คุณอ้างถึงว่าทีมบริหารสำคัญมากกว่า ในความเห็นของพี่ พี่มองว่า AIS ผ่านช่วงได้รับผลกระทบเชิงลบจากภาพอดีตนายกฯ มาแล้ว ถ้าช่วงนี้จะมีบ้างก็คงเป็นเรื่องการเมือง แต่ก็ไม่น่ารุนแรงเหมือนที่ผ่านมา

    ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบัน น่าจะทำให้ฐานอันแข็งแกร่งที่ AIS ได้เปรียบคู่แข่งในฐานะเป็นเจ้าแรกที่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับทีมบริหารที่เก่งฉกาจ ด้วยประสบการณ์ และ Business Intelligence ที่มีในตลาดมานาน ทำให้ AIS มีข้อได้เปรียบกว่ารายอื่น โดยจะสามารถพัฒนาตัวเองในด้านอื่นๆ ที่เร็วและมีประสิทธิภาพกว่ารายอื่น ทั้งเทคโนโลยี, Application, CSR และอื่นๆ

    แต่ในอนาคต ที่จะมี 3G เข้ามาก็เป็นอะไรที่น่าสนใจว่า ยอดผู้ใช้บริการ จะพุ่งทะยานเหมือนกับที่เคยประสบความสำเร็จแบบ Voice service ที่มีในอดึตหรือไม่ เพราะ หาก 3G เป็นบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบเคลื่อนที่ คงต้องดูประกอบกับ LIfe Style ของผู้บริโภคว่า มีความต้องการใช้มากน้อยเพียงใด ทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท อีกประการหนึ่งคือวันนี้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในเมืองไทยก็ขยายวงกว้างมากขึ้นแล้ว การขายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนมือถือยังจะน่าสนใจอีกหรือไม่หากมองว่าบรอดแบนด์แบนด์ตามบ้านและตามที่ทำงานพอเพียงแล้ว..

    ตลาดมือถืออาจขายได้ดีแค่ในสังคมเมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ รึไม่?

    อยากเห็นมุมมองและแนวทางการตลาดของกลุ่มธุรกิจนี้ว่า จะมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการกระตุ้นความต้องการใช้บริการในส่วนนี้ของผู้บริโภคอย่างไร

  • http://www.isriya.com isriya

    ก่อนหน้านี้ ผมเฉยๆ กับทีมบริหารของ AIS นะครับ แต่หลังได้ไปฟังตัวจริงๆ พูด เห็นวิธีตอบคำถามแล้ว ประทับใจเพิ่มขึ้นมากพอสมควร ผมให้คะแนน AIS เพิ่มขึ้นไประดับ ปตท. หรือ SCG เลยครับ

    แต่อย่างที่คุณ S ว่ามา และอย่างที่เขียนไว้ในบทความว่า 2G ตอนนี้คงหาใครกิน AIS ยาก ปัญหาคือ 3G อาจจะเป็นการรีเซ็ตตลาดใหม่ มีคู่แข่งรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามา (ใครจะรู้ อาจจะมี T-Mobile หรือ Verizon เข้ามาแข่งก็ได้) ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ในตลาดเปลี่ยนไปอย่างมาก และอาจทำให้บัลลังก์ของ AIS ต้องสะเทือน

    เรื่องบรอดแบนด์ในไทยยังมีปัญหาเรื่องคู่สายและโครงข่ายครับ ในกรุงเทพนั้นเจอปัญหากฎห้ามขุดถนนของ กทม. ส่วนในต่างจังหวัดมีปัญหาเรื่องการเปิดตู้ชุมสายใหม่ อาจไม่คุ้มทุน บางบริษัทอย่าง 3BB/TT&T ใช้วิธีจูงใจให้คนใช้ ADSL ยอมทำตัวเป็นชุมสาย ซึ่งก็ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก คุณ S อาจลองถามเพื่อนๆ ที่ติด/ไม่ติด ADSL อาจจะได้คำตอบที่น่าสนใจมากกว่าที่คิดครับ เช่น บ้านอยู่นอกพื้นที่ให้บริการ หรือคู่สายเต็ม

    การมี mobile broadband จะเข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงข่ายได้แบบเปลี่ยนพลิก เพราะลงทุนด้านโครงข่ายน้อยกว่า fixed line broadband มาก อย่างไรก็ตาม ก็มีปัญหาแบบที่คุณ S ว่ามา คือ ตลาดอาจจะขายดีในสังคมเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียวหรือไม่?

    คำถามนี้ประเทศที่มี 3G ก่อนเราก็ประสบกันมาแล้ว นั่นคือ มีโครงข่ายแต่ไม่มีแอพพลิเคชันใช้งาน (โครงข่ายพัฒนานำแอพพลิเคชัน) แต่ช่วงปีสองปีให้หลัง เริ่มมีอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ ที่ดึงประสิทธิภาพของ 3G ออกมาได้มากขึ้น เช่น เล่นเว็บบน iPhone หรือ social network บน BlackBerry ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ บริษัทเจ้าของโครงข่ายจะสร้างแอพพลิเคชันที่น่าสนใจมากพอ ที่จะทำให้คนยอมจ่ายค่า data หรือไม่ (เพราะ data is the new voice) ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การเข้ามาทำ App Store ของ AIS รวมถึง True ครับ

    ผมคิดว่าสุดท้ายแล้ว เรายังจะบริโภค content บนมือถือ ที่ผลิตโดยมีเดียเจ้าใหญ่ ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือ True ที่ทำ AF และหากินทางมือถือได้มากมาย แต่นั่นเป็นยุคของ SMS ดังนั้นอยากให้จับตายุทธศาสตร์ของ content provider อย่างแกรมมี่ อาร์เอส บริษัทผลิตทีวี และแมกกาซีนให้ดีๆ อาจมีคนค้นพบสูตรสำเร็จก็เป็นได้

  • S

    ขอบคุณคุณ isriya ที่ให้ความกระจ่างเพิ่มเติมค่ะ

    ขอถามเพิ่มนิดนึงว่า 3G ที่ว่านี้ ไม่เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นบริการมือถือเท่านั้นใช่มั๊ยคะ?? แต่เป็น Mobile Broadband แบบที่มีโมเดมแบบพกพา สามารถต่อเข้ากับเน็ตบุ๊คที่ทุกที่ที่ให้บริการ ใช่หรือเปล่าคะ ?? หรือมีอะไรที่แตกต่างไปจากนี้มั๊ยคะ?

    ในมุมมองของพี่(จากคนนอกวงการ) แม้ 3G อาจเปิดให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาแข่ง แต่ด้วยความที่ AIS มี Business Intelligence ในตลาดเมืองไทยเป็นทุนเดิมที่แข็งแกร่ง ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างยอดเยี่ยม รวมถึงทีมบริหารที่มีวิสัยทัศน์และมีความเป็นเลิศ ย่อมทำให้ AIS ได้เปรียบหลายขุมค่ะ อันนี้ใช้ประสบการณ์จากการเป็นลูกค้าของ AIS ในช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาเป็นตัววัดนะคะ แม้จะไม่ใช่ลูกค้ารายใหญ่ แต่ AIS ใส่ใจให้บริการอย่างดีเลิศมาโดยตลอดทั้งด้านคุณภาพบริการและการดูแลลูกค้า ทึ่งมานานแล้วค่ะ ;=P

    ด้านการตลาดยังเป็นอะไรที่น่าจับตามองต่อไป พยายามจินตนาการเทียบกับ ในอดีต ที่ AIS สามารถทำให้ค่าเฉลี่ยคนไทยมือถือได้มากกว่าหนึ่งเครื่องต่อหนึ่งคน ในบริการเสียง ในอนาคต จะมีภาพที่คนไทยทุกคนใช้เน็ตผ่านมือถือ.. ชาวไร่ชาวนาในพื้นที่ห่างไกลต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเช็คข่าวการเมือง..คุยทวีตเตอร์ หรืออัพโหลดภาพไร่นา ขึ้น Facebook.. ฯลฯ.. น่าสนใจดีค่ะ :P

    ในช่วงแรกราคาคงเป็นปัจจัยที่จำกัดยอดผู้ใช้บริการ แต่ในระยะยาวหากราคาลดลง ผู้ใช้บริการคงเพิ่มขึ้นตามลำดับ

  • http://www.isriya.com isriya

    ใช่ครับ ต่อไปนี้ เราจะต้องกลับวิธีมองใหม่ จากเดิมที่เป็น มือถือ (voice) ที่ดันเล่นเน็ต (data) ได้ จะกลายเป็นว่า เครือข่ายโทรคมนาคมจะทำหน้าที่ส่ง data โดยมี voice เป็นเพียงแค่หนึ่งในนั้น รูปแบบการใช้เน็ตผ่านมือถืออาจต่างไปจากที่เราเคยเห็นมาตลอดก็เป็นได้

    ส่วนเรื่องการบุกเข้ามาจากต่างชาติ เหตุผลที่อยากให้พิจารณาคือ การสร้างเครือข่ายโทรคมฯ ต้องใช้เงินลงทุนสูงมากครับ AIS เองก็ต้องเป็นพันธมิตรกับรายใหญ่ในภูมิภาคอย่าง Singtel ในช่วงแรก (เช่นเดียวกับ TAC/Telenor, True/Orange, CAT/Hutchison) แล้วถึงจะโดนซื้อกิจการไปในภายหลัง

    ดังนั้นถ้าตลาดเปิดจริง ในแง่เรื่องสัมปทานและใบอนุญาต เราอาจเห็นการเข้ามาของรายใหญ่ระดับโลก เช่น Vodafone (ซึ่งเริ่มมาโปรโมทตัวเองผ่าน DTAC แล้ว), Telefonica/O2 ที่มีเทคโนโลยีพร้อม โดยอาจใช้วิธีร่วมทุนกับบริษัทไทยรายอื่นๆ ได้เหมือนกันครับ