วันนี้เราปั่นกันมาทั้งวันตั้งแต่เช้าจนสี่โมงเย็น แต่ระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตรแถมยังต้องปั่นกลางแดดที่ร้อนระอุ ทำให้ยังไม่มีทีท่าว่าจะถึงดอนเดดได้ง่ายๆ ผมเริ่มวิตกกังวลกับการหาที่พัก เพราะถ้าผมมาคนเดียวคงไม่เป็นเรื่องลำบากนักที่ผมจะนอนเต้นท์ แต่เมื่อเดินทางกันสองคนความปลอดภัยของผู้หญิงควรจะมาก่อน จะกางเต้นท์นอนกลางป่าสุ่มสี่สุ่มห้าคงไม่ดีนัก
ผมเริ่มมองหาหนทางที่จะไปให้ถึงดอนเดดให้ทันในคืนนี้ ผมเริ่มโบกรถซึ่งปกติก็มีอยู่น้อยแล้วบนถนนหมายเลข 13 นี้ซึ่งนานๆจะผ่านมาทีซักคัน หลายคันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คันแล้วคันเล่าไม่ยอมจอดรับ จนผมเกือบจะถอดใจ พอดีมีรถบรรทุกคันเล็กคันนึงด้านหลังบรรทุกน้ำดื่มมาเต็ม ซึ่งมุ่งหน้าลงใต้ไปทางเดียวกันพอดีขับชะลอๆมาใกล้ๆพวกเรา พี่แกไม่พูดพล่ามทำเพลงเมื่อรถจอดสนิทไต่ถามเสร็จแกก็รีบมายกรถจักรยานเรา ทั้งคู่ขึ้นวางเบียดเสียดกับถังน้ำท้ายกระบะรถ ผมกับไลลากระโดขึ้นนั่งข้างหลังจับรถด้วยความเป็นห่วง รถวิ่งมาเกือบชั่วโมงแกบอกว่าให้เราลงตรงนี้ ปั่นต่อไปอีกครึ่งชั่วโมงก็จะถึงท่าเรือที่จะข้ามไปดอดเดด ไม่ทันร่ำลากันเป็นเรื่องเป็นราวพี่แกก็เลี้ยวซ้ายหายเข้าไปบนถนนลูกรัง

เรามาถึงท่าเรือหางยาวเกือบมืด จากตรงนี้เราต้องจ้างเรือข้ามแม่น้ำโขงเพื่อไปลงที่ดอนเดดเพราะเรือประจำทาง ที่วิ่งในเที่ยวปกติเพิ่งหมดไปตอนสี่โมงเย็น เราตกลง พร้อมบอกสถานที่ที่จะลงซึ่งเป็นบ้านพักของมิสเตอร์เภาที่นักเดินทางชาว เกาหลีแนะนำเรามา เรื่องหางยาววิ่งโคลงเครงเสียงเครื่องยนต์ดังสนั่น ระหว่างที่เราข้ามนั้นเป็นเวลาพระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี ทำให้เราเห็นภาพบรรยากาศที่ของแสงสีเหลืองทองอร่ามที่กำลังตกกระทบกับผิวแม่น้ำ
บรรยากาศในยามเย็นกลางริมแม่น้ำโขงทั้งสวยงามและยิ่งใหญ่น่าประทับใจยิ่งนัก ช่วงเวลาอึดใจเดียวเราก็ข้ามมาถึงดอนเดด บรรยากาศในตอนเย็นที่นี่เงียบสงบ ชาวบ้านบางส่วนเดินไปเดินมาหาข้าวปลากินกันในตอนเย็น เด็กๆหลายคนมามุงดูเรายกรถจักรยานขึ้นตรงท่าเรือซึ่งตั้งอยู่กลางดอน เราเดินจูงจักรยานไปอีกนิดหน่อยก็ถึงบ้านของมิสเตอร์เภา

บ้านพักของมิสเตอร์เภาเป็นเรือนเล็กๆหลายหลังตั้งอยู่ริมน้ำ เราเลือกห้องที่มีห้องน้ำในตัว ราคาคืนละสองร้อยบาท ในห้องไม่มีอะไรประดับตกแต่ง มีเพียงเตียงไม้หนึ่งที่ปูด้วยที่นอนนุ่มๆกับมุ้งหนึ่งหลัง เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆก็ไม่มีเพราะบนเกาะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีเพียงปลั๊กไฟอันเดียวที่พอจะใช้ชาจท์มือถือได้ ชาวบ้านที่นี่ต้องใช้น้ำมันในการปั่นไฟในตอนกลางคืน เสียงของเครื่องปั่นไฟจะดังจนถึงสี่ทุ่มหลังจากนั้นทุกอย่างก็จะเงียบสงบ ส่วนตอนกลางวันไฟฟ้าไม่มีความหมายสำหรับคนที่นี่ ก็ได้แต่อาศัยแสงของพระอาทิตย์ตามธรรมชาติและการดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายเท่า นั้น

ดอนเดด กับดอนคอนเป็นเกาะที่นักท่องเที่ยวมักแวะมาเยี่ยมชมอยู่เสมอ เสน่ห์ของสองเกาะนี้คือน้ำตกหลี่ผีที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของแถบนี้และชีวิต ที่เรียบง่ายตามประสาชาวเกาะน้ำจืด อีกอย่างนึงที่ขึ้นชื่อคือการนั่งเรือตามแม่น้ำโขงไปฝั่งกัมพูชาและชมปลา โลมาน้ำจืด ไอ้เจ้าปลาโลมาน้ำจืดนี่ชาวบ้านบอกว่าถ้าไม่เห็นตัวนี่ไม่เก็บตังค์เลย ทั้งสองเกาะมีสะพานเชื่อมติดกัน แต่ต้องเสียค่าข้ามนิดหน่อย ขนาดของดอนเดดจากหัวถึงท้ายมีความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร บนเกาะมีวิถีการใช้ชีวิตไม่ต่างจากผู้คนบนฝั่งเท่าไหร่ มีการทำนา ทำประมง เลี้ยงสัตว์ ปลูกผักพืชผลต่างๆ เราสามารถปั่นจักรยานรอบๆเกาะโดยใช้เวลาไม่นานมากนัก
บริเวณกลางดอนที่เราอยู่จะเงียบสงบหน่อย นักท่องเที่ยวไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไหร่ ผิดกับตรงหัวดอนที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม บริการนำเที่ยว ร้านอินเตอร์เน็ต และร้านค้าเรียงรายอยู่เต็มไปหมด แต่ก็ไม่มากมายถึงขนาดทำให้บรรยากาศของการเที่ยวเกาะเสียไป

นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ส่วนใหญ่มักชอบบรรยากาศแบบเงียบๆ ผูกแปลนอนเล่นริมน้ำโขง อ่านหนังสือ ปั่นจักรยานลัดเลาะไปตามถนนเส้นเล็กๆ นั่งเรือชมความงามของน้ำโขง บ้างก็พายเรือแคนนูล่องห่วงยางหาความระทึก บ้างก็เดินชมชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้าน เสียอยู่อย่างเดียว อาหารที่นี่ค่อนข้างแพงใช้ได้ ชาวบ้านบอกว่าเนื่องจากของทุกอย่างถูกนำเข้ามาจากประเทศไทย กว่าจะผ่านด่าน กว่าจะผ่านตัวเมือง กว่าจะขนส่ง กว่าจะข้ามเรือมาถึงนี่ ราคาก็ขึ้เรื่อยๆ อาหารการกินต่างๆเลยราคาแพงกว่าบ้านเราประมาณเท่าตัว โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้านั้น ชาวบ้านช่วยกันลงขันเพื่อทำเรื่องขอไฟฟ้ามาที่นี่ ผ่านมาหลายปีเห็นแต่เสามาตั้ง สายไฟเองก็ยังไม่เคยแวะกรายมาที่นี่ นานๆเข้าก็ถอดใจ ใช้น้ำมันปั่นเอาสะดวกดี แต่ก็ต้องทนแบกภาระค่าน้ำมันวันละหลายสิบลิตร วันไหนแขกมาพักน้อยหรือไม่มีแขก ก็ต้องเสียค่าน้ำมันปั่นไฟกันฟรีๆ
ผมชอบบรรยากาศที่นี่มาก ตกกลางคืนทุกอย่างเงียบสงัด ชาวบ้านถือตะเกียงไฟเล็กๆสัญจรไปมา บนฟ้ามีดาวเต็มไปหมด ด้านหลังที่เราพักเป็นทุ่งนาตอนเช้าต้นกล้าเขียวขจีปลิวไหวรับลม ด้านหน้าติดแม่น้ำโขง แม่น้ำใหญ่ที่ผู้คนใช้อาบ ใช้สัญจร และหล่อเลี้ยงชีวิตมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่า แสงแดดอุ่นๆในยามเช้าก็สดชื่นอยู่ไม่น้อยเหมาะแก่การหาอะไรอุ่นๆดื่ม แม้จะไม่มีไฟฟ้าและเครื่องอำนวยความสะดวก แต่นับว่าคุ้มค่ามากที่ได้มาค้างแรมบนเกาะนี้
นึกไปแล้วก็อิจฉาชีวิตของผู้คนที่นี่ ชีวิตที่ไม่ต้องรีบเร่ง ชีวิตที่ไม่ต้องวิ่งตามโลก ชีวิตที่อยู่กับปัจจุบัน เราจะหาชีวิตแบบนี้ได้จากที่ไหน แต่ก็นั่นแหละ มันก็เป็นเพียงความคิดของผม ความคิดของชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ที่ต้องผจญกับความวุ่นวายตลอดเวลา พอเห็นวิถีแบบนี้แล้วก็ยากที่จะตัดใจไปง่ายๆ
เรานอนอยู่ที่นี่สองคืน เช้าวันต่อมาเรารีบขึ้นเรือของมิสเตอร์เภาออกจากเกาะ เพื่อจะปั่นจักรยานลงใต้ไปอีกประมาณ 15 กิโลเมตรเพื่อชมความงามของน้ำตกคอนพะเพ็ง ที่ที่แม่น้ำโขงทั้งสายหล่นลงจากโขดหินมุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ที่นี่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนักในช่วงที่ผมไปถึง ส่วนมากจะเป็นชาวลาวที่มาค้าขายของที่ระลึก แล้วก็บรรดาช่างภาพที่รับจ้างถ่ายรูปด่วนที่ดูจะหนาตากว่านักท่องเที่ยวอยู่ โข น้ำตกคอนพะเพ็งได้ชื่อว่าเป็นไนแองกาล่าแห่งเอเซีย ความยิ่งใหญ่อลังการของแม่น้ำโขงทั้งสายที่หล่นลงมากระทบกับโขดหินเป็นชั้นๆ พร้อมด้วยเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวชักชวนให้นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคนหยุด เก็บภาพบรรยากาศของที่แห่งนี้สมแล้วกับเป็นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่และหล่อเลี้ยง ชีวิตของผู้คนแถบนี้มายาวนาน แต่ช่วงเวลาที่ผมไปถึงเป็นหน้าน้ำ ทำให้น้ำเยอะมาก มองไม่เห็นแก่งหินมากนัก เค้าว่ากันว่าหน้าแล้งที่นี่สวยกว่ามากนัก แต่ถึงยังงั้นก็ไม่ได้ทำให้ความยิ่งใหญ่ของคอนพะเพ็งลดลงไปเลย

เราอยู่ที่นั่นไม่นานก็ต้องรีบกลับไปปากเซ เพราะเกรงว่าหากเราออกจากที่นี่ช้าคงไปได้ไม่ถึงไหน อีกทั้งเงินที่เรามีสำหรับการท่องเที่ยวในลาวใต้ก็หมดซะแล้ว เรากินเฝอคนละถ้วยจากที่นั่นก่อนออก พร้อมด้วยตำถั่วฝักยาวรสชาดแซ่บๆอีกหนึ่งจาน แน่นอนว่ามันเป็นรายการอาหารที่ถูกที่สุดในเมนูของร้านแต่ก็อร่อยไม่ใช่เล่น
อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้เราปั่นได้ช้าและกระหายน้ำดื่มอยู่ตลอดเวลา น้ำที่ผมซื้อตุนไว้หมดอย่างรวดเร็วจนต้องขอเติมน้ำจากชาวบ้านเป็นระยะๆ ผมแทบจะหมดแรงหลายครั้งไลลาเองก็ดูเหนื่อยไม่เบา เราพักเรื่อยๆตลอดเส้นทางเจอร้านข้าวเล็กๆข้างทางเราก็แวะกินกัน ระหว่างทางเราเจอทั้งฝนทั้งแดดอีกตามเคยแต่ก็พยายามที่จะปั่นไปให้ถึงจุด หมายให้ได้ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถึง จุดหมายระยะทางที่เหลือเกือบ 100 กิโลเมตรทำเอาเราท้อเหมือนกัน แต่โชคยังดีเป็นของเรา ระหว่างทางเราเจอกับตำรวจจราจรกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังตั้งด่านตรวจตรารถที่วิ่งผ่านไปมา ไต่ถามสาระทุกข์สุขดิบอยู่พักใหญ่จนพวกเขารู้ว่าเส้นทางที่เรากำลังจะมุ่ง หน้าไปนั้นยังอีกไกลและไม่มีทางที่จะถึงได้ก่อนค่ำ พวกเขาจึงช่วยโบกรถกระบะคันนึงที่กำลังมุ่งหน้าไปทางจุดหมายเดียวกันให้ ผมขอบอกขอบใจพลางกระโดดขึ้นหลังรถพร้อมจักรยานของเราทั้งคู่
รถกระบะมุ่งหน้าอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงเมืองปากเซพอดี ผมขอบคุณเจ้าของรถซึ่งเป็นพนักงานบริษัทน้ำมันปิโตเลี่ยมแห่งหนึ่ง เราตรงไปยังบ้านพักของน้าพรเจ้าเดิมที่เราพักในคืนแรกๆยังไม่ทันที่จะเข้า ถึงที่พักดีฝนก็ตกกระหน่ำลงมาอย่างแรงคืนนั้น หากไม่ได้รถกระบะใจดีคันนี้ ป่านนี้เราคงเปียกโชกอยู่กลางป่าที่ไหนซักแห่ง น้าพรลดราคาค่าห้องให้เราอีกนิดหน่อยในฐานะที่พักหลายคืน ที่บ้านพักน้าพรเรายังได้เจอกับพี่คนไทยสองคนที่มาทำงานที่ประเทศลาว เรานั่งคุยกันอยู่ซักพักพร้อมกับดื่มเบียร์ลาวเป็นกับแกล้ม เราได้รับคำแนะนำเรื่องการท่องเที่ยวน้ำตกที่ขึ้นชื่อของเมืองปากเซ พี่ชัยหนึ่งในนั้นอาสาพาเราไปส่งที่น้ำตกในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเราเองก็เต็มใจอย่างยิ่ง เพราะไหนๆก็มาถึงนี่แล้วหากพลาดจุดที่สำคัญๆคงเสียดายแย่ ไม่ดึกมากนักวงของเราก็แยกย้ายกันพักผ่อน คืนนั้นเราหลับด้วยความอ่อนเพลียท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทั้งคืน

อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ
เกาะทางใต้ ประเทศลาว
เรื่องก่อนหน้า ปากเซ-จำปาสัก
