Practical Report ความเห็นต่างในข้อเท็จจริงนโยบายสาธารณะ ต่อการกำกับดูแลกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz หรือ 3จี

กานต์ ยืนยง
Siam Intelligence Unit
(http://www.siamintelligence.com)


“ผู้น้อยเกิดความท้อถอย ไม่อยากแสดงความคิดเห็น ทั้งๆ ที่เชื่อแน่ว่าจะมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง และเมื่อการบริหารราชการบ้านเมืองดำเนินไปตามความเห็นของผู้ใหญ่ไม่กี่คน ซึ่งถ้าท่านเหล่านั้นมีความคิดอย่างเก่าๆ และแคบๆ ด้วยแล้ว ก็อาจชักนำบ้านเมืองไปสู่ความเสื่อมและความล่มจมได้ง่าย” ((กุหลาบ สายประดิษฐ์, เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475 (พระนคร : โรงพิมพ์ไทยพานิช, 2490) หน้า 109.))

พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน), เชษฐบุรุษ

ในปัจจุบันมีการนำเสนอข่าวสาร และความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz หรือ ที่นิยมเรียกกันว่า “การประมูล 3จี” ((ต่อไปนี้ในเอกสารนี้จะเรียกกระบวนการดังกล่าวอย่างลำลองว่า “การกำกับดูแลฯ 3จี”)) ผ่านพื้นที่สาธารณะในสื่อมวลชนกันมากขึ้น อันสะท้อนความสนใจของสาธารณชนในกรณีนี้อย่างกว้างขวาง ในการนำเสนอความเห็นเหล่านั้นก็มีทั้งความเห็นจากเอกชน ผู้มีอำนาจรัฐ และผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ซึ่งความเห็นเหล่านั้นก็มีทั้งเห็นด้วยและความเห็นสนับสนุน ในกลุ่มความเห็นการคัดค้านการกำกับดูแลฯ 3จี นั้น การแถลงข่าวโครงการจับนโยบายรัฐบาล ปี 2 ครั้งที่ 2 วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ในนาม “โครงการจับตานโยบายรัฐบาล” (Policy Watch) ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย ดร. ประชา คุณธรรมดี ในหัวข้อ “เราควรเรียนรู้อะไรจากเรื่อง 3จี” ((ดูเอกสารประกอบการแถลงข่าวโครงการจับตานโยบายรัฐบาล ปี2 ครั้งที่ 2 วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2553
เรื่อง…“เราควรเรียนรุ้อะไรจากเรื่อง 3 จี” เพิ่มเติมดังต่อไปนี้ 1) เอกสารสำหรับการนำเสนอ (Power Point) เป็นเอกสารแบบ PDF http://www.econ.tu.ac.th/doc%2Fcontent%2F739%2Fpresentation.pdf และ 2) เอกสารสำหรับการเผยแพร่ (Press Release) เป็นเอกสารแบบ PDF http://www.econ.tu.ac.th/doc%2Fcontent%2F739%2FPressRelease2-53.pdf
)) นั้น ผมเห็นว่ามีน้ำหนักและทรงพลังมากที่สุด ((ผมให้น้ำหนักความเห็นในเรื่องนี้ของ Policy Watch และ ดร. ประชา คุณธรรมดี ไม่เพียงเพราะสถานภาพของตัวผู้เสนอข้อมูล และหน่วยงานต้นสังกัด แต่ยังเป็นเพราะผู้เสนอใช้ฐานข้อมูลและแผนภาพที่เกี่ยวข้องหลายชิ้นประกอบการนำเสนอ นอกจากนี้การที่ Policy Watch มีภารกิจในการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน ด้านนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ด้านนโยบายการคลัง ด้านนโยบายการเกษตร ชุมชนและทรัพยากร ด้านนโยบายการศึกษาและสวัสดิการสังคม และด้านนโยบายอุตสาหกรรมและภาคการผลิตที่แท้จริง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ผู้เสนอจึงย่อมต้องใช้องค์ความรู้ทางวิชาการประกอบมุมมองการนำเสนอด้วย)) ในการวิพากษ์วิจารณ์ต่อทิศทางการดำเนินนโยบายสาธารณะ ด้านการกำกับดูแลฯ 3จี ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.

เมื่อผมได้พิจารณาน้ำหนักผลได้เสียจากมุมมองต่างๆ อย่างรอบด้านแล้ว ก็มีความเห็นไปในทางสนับสนุนการผลักดันให้เกิดการกำกับดูแลฯ 3จี จากการดำเนินการของ กทช. และมีความเห็นต่างจากการนำเสนอข้อมูลของ Policy Watch และ ดร. ประชา คุณธรรมดี ในประเด็นต่าง ๆ จึงจะขอแลกเปลี่ยนความเห็นในหลากหลายหัวข้อที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปข้างหน้า ((การแลกเปลี่ยนความเห็นของผม อันย่อมเกี่ยวพันไปกับการวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอที่อ้างถึงของ Policy Watch และ ดร. ประชา คุณธรรมดี นี้ ผมได้อาศัยข้อมูลจากเอกสารประกอบการแถลงข่าวของ Policy Watch ดังที่ได้ให้ข้อมูลเชื่อมโยงไว้ในเชิงอรรถก่อนหน้า นอกจากนี้ผมยังได้ใช้ข้อมูลจากการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 7 – วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2553 ฉบับที่ 4251 (3451) หน้า 2 เพิ่มเติม โดยผมไม่ได้เข้ารับฟังการแถลงข่าวดังกล่าว ตลอดจนมิได้ทำการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม จาก ดร.ประชา คุณธรรมดี ด้วยตนเองแต่อย่างใด การแลกเปลี่ยนความเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ของผม จึงอาจมีความผิดพลาดและไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง หากมีข้อบกพร่องดังกล่าวเกิดขึ้น ความรับผิดชอบจึงย่อมตกอยู่กับผมเท่านั้น))

เกี่ยวกับคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด เรื่องอำนาจของ กทช. ในการกำกับดูแลฯ 3จี
อนึ่ง บทความนี้จะไม่แสดงความเห็นเกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553 ในการระงับการประมูลออกใบอนุญาตการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ระบบ 3จี ((อ่านรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลปกครองได้ที่ http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJNE5USXhOREkxTUE9PQ== )) สำหรับผู้อ่านที่สนใจข้อคิดเห็นเกี่ยวกับคำวินิจฉัยดังกล่าว สามารถอ่านความคิดเห็นของ รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ในบทสัมภาษณ์ “ถึงเวลาทบทวนศาลปกครอง” โดย ใบตองแห้ง ((วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ‘ถึงเวลาทบทวนศาลปกครอง’ วันที่ 30 กันยายน 2553 โดย ใบตองแห้ง เข้าถึงออนไลน์ได้ที่ http://www.prachatai3.info/journal/2010/09/31307)) ซึ่งได้นำเสนอความเห็นหลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิเช่น การที่ ดร. วรเจตน์ กล่าวถึงหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ ตามข้อบังคับว่าด้วยวิทยุโทรคมนาคมตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยโทรคมนาคมของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunications Union หรือ ITU) ซึ่งระบุว่าคลื่น 2.1 GHz ในย่านความถี่ 1920 – 1965 MHz และ ย่านความถี่ 2110 – 2115 MHz ต้องถูกกำหนดให้ใช้ในกิจการโทรคมนาคม ดังนั้นไม่ว่าจะมีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ((อ่านรายละเอียดของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ ปี พ.ศ. 2550 ออนไลน์ (เป็นฉบับ PDF) ได้ที่ http://www.ombudsman.go.th/10/documents/law/Constitution2550.pdf )) หรือไม่ ก็จำเป็นจะต้องกำหนดใช้คลื่นความถี่ย่านนี้ในกิจการโทรคมนาคมอยู่ดี ซึ่งดร. วรเจตน์ ได้ให้ความเห็นว่าการมีหรือไม่มีคณะกรรมการร่วมไม่เป็นสาระสำคัญ

ผมยังมีความเห็นคล้อยตามความเห็นของ ดร. วรเจตน์ ที่ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งสร้างปัญหาความคลุมเครือในการบริหารกิจการสาธารณะในหลายๆ กรณี นอกเหนือจากกรณีการบริหารคลื่นความถี่ที่กล่าวถึงนี้แล้ว ก็ยังมีกรณีความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินอีกด้วย ((ดูรัฐธรรมนูญฉบับ ปี พ.ศ. 2550 (อ้างแล้ว) มาตรา 301 รวมถึงกรณีมาตรา 309 ก็ถือว่ามีปัญหาในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอีกด้วย)) ผมจึงเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กทช. เป็นไปตามภารกิจขององค์กรอิสระที่ได้บัญญัติเอาไว้ตามกฎหมายก่อนหน้าการเกิดการรัฐประหาร ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการตีความและมองข้อกฎหมายที่แตกต่างกันนี้ จึงเป็นเพียงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารเท่านั้น

3จี ในมุมมองปัจจัยเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศชาติ
ผมเห็นด้วยกับความเห็นของ Policy Watch และ ดร. ประชา คุณธรรมดี ในหลายกรณี อาทิ เช่น (กล่าวโดยรวม) ผมไม่เห็นด้วยกับความเห็นในทำนองการกล่าวเหมารวมที่ว่า การมี 3จี จะทำให้ประเทศชาติไม่ประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำจากเทคโนโลยีดิจิตัล (Digital Divide) หรือการไม่มี 3จี จะทำให้ประเทศชาติล้าหลังกว่าประเทศลาว และกัมพูชา เป็นต้น ผมยังเคยให้ความเห็นในที่สาธารณะว่า ((ผมได้ให้ความเห็นดังกล่าวไว้ในการสัมภาษณ์ของสถานีเคเบิลทีวี Spring News TV โดยคุณชนิตร์นันทน์ ปุณณะนิธิ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2553 ออกอากาศเมื่อเวลา 13.30 – 14.00 น.)) การเกิดขึ้นของ 3จี เป็นเพียงหนึ่งในเงื่อนไขที่จะแก้ปัญหาหลาย ๆ ประการที่ประเทศชาติกำลังเผชิญอยู่ และเราควรมอง 3จี ในลักษณะของการสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure system) และความพร้อมด้านเทคโนโลยี (Technology readiness) ((โปรดดูรายงานขีดความสามารถการแข่งขันนานาชาติปี 2552-2553 จาก World Economic Forum หรือ WEF (เอกสาร PDF) http://www.weforum.org/pdf/GCR09/GCR20092010fullreport.pdf
โดยทาง WEF ได้กำหนดตัวชี้วัดความพร้อมด้านเทคโนโลยี (Technological readiness) เอาไว้ดังต่อไปนี้ 1) Availability of latest technologies 2) Firm-level technology absorption 3) Laws relating to ICT 4) FDI and technology transfer 5) Mobile telephone subscriptions (hard data) 6) Internet users (hard data) 7) Personal computers (hard data) 8 ) Broadband Internet subscribers (hard data) )) จึงจะเป็นมุมมองที่ถูกต้องกว่า

การเปรียบเทียบ “ความพัฒนา” หรือ “ความด้อยพัฒนา” ของแต่ละประเทศ จึงควรทำการเปรียบเทียบโดยดูจากตัวชี้วัดในหลากหลายมิติให้ครอบคลุมมากที่สุด รายงานขีดความสามารถการแข่งขันนานาชาติปี 2552-2553 จาก World Economic Forum หรือ WEF เป็นตัวอย่างที่ดี ที่แสดงความครอบคลุมของตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องในมิติต่าง ๆ



ภาพที่ 1 : ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย ที่มาของภาพ : The Global Competitiveness Report 2009-2010 โดย World Economic Forum

รายงานของ World Economic Forum ได้บ่งชี้ว่า ประเทศไทยมีระดับขีดความสามารถการแข่งขันที่เน้นการขับเคลื่อนโดยประสิทธิภาพ (Efficiency driven) โดยลำดับขีดความสามารถการแข่งขันในปี 2552-2553 อยู่ในลำดับที่ 36 จากลำดับทั้งหมด 133 อันดับ ได้คะแนนรวมทุกด้าน 4.56 คะแนน (คะแนนเต็มทั้งหมด 7 คะแนน) ปัจจัยสนับสนุนพื้นฐานอยู่ในลำดับที่ 43 ได้คะแนน 4.86 คะแนน ปัจจัยการเสริมด้านประสิทธิภาพอยู่ในลำดับที่ 40 ได้คะแนน 4.46 คะแนน และปัจจัยนวัตกรรมอยู่ในลำดับที่ 47 ได้คะแนน 3.83 คะแนน จากตารางด้านซ้ายที่แสดงด้านบนจะเห็นว่าความพร้อมด้านเทคโนโลยีถูกคำนวณรวมเอาไว้ในปัจจัยการเสริมด้านประสิทธิภาพด้วย

การทำให้เกิด 3จี (ในที่นี้คือการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ของ กทช.) จึงเป็นเพียงขั้นตอนเพียงหนึ่งเดียว และขั้นตอนเริ่มแรกในการสร้างความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน และความพร้อมด้านเทคโนโลยีของประเทศเท่านั้น เรายังจำเป็นจะต้องสร้างกลไกอื่น ๆ อีกมากทั้งการกำกับดูแลและการสนับสนุน ตลอดจนส่งเสริมให้มีการขยายและการนำสาธารณูปโภคพื้นฐานตลอดจนเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับสาธารณะอย่างกว้างขวางมากที่สุด

อย่างไรก็ตามความชะงักงันในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองอันยาวนาน และปัญหาที่เกิดจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้นย่อมมีผลกระทบในเชิงลบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ความเห็นโดยรวมของสาธารณชนที่มองการชะลอการเดินหน้าเรื่อง “การประมูล 3จี” มีแนวโน้มทำให้ประเทศชาติล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ถึงกับไม่มีน้ำหนักเสียทีเดียว ((อ่านตัวอย่างความเห็นในลักษณะนี้ได้จาก บทความ “ถึงเวลา… ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ด้านศักยภาพการผลิต” โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม จาก Siam Intelligence Unit อ่านบทความนี้ออนไลน์ได้ที่ http://www.siamintelligence.com/time-to-do-an-economics-structure-reforming-in-thailand/ ))

หลักการในการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ
ผมไม่เห็นด้วยกับความเห็นของ Policy Watch และ ดร. ประชา คุณธรรมดี ที่มองการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการเคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ในลักษณะเพียง “เป็นการทำให้มี 3จี” เท่านั้น การถกเถียงในประเด็น “มีหรือไม่มี 3จี” มิได้เป็นสาระหลัก ในการประมูลใบอนุญาตฯ ในครั้งนี้แต่อย่างใด ในทางตรงข้าม การประมูลใบอนุญาตฯ ครั้งนี้ จะเป็นการนำหน่วยงานผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือทั้งหมดทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้ามาอยู่ในการกำกับดูแลภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม ดังเช่นที่ได้มีการดำเนินการกับผู้ประกอบกิจการผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ((ดูรายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดภายใต้การกำกับของ กทช. ในปัจจุบัน โดยทางออนไลน์ได้จาก http://www.ntc.or.th/license/index.php?show=all ))

กทช. จึงมีบทบาทเป็นผู้จัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะ ในการดำเนินกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างทั่วถึง ลักษณะการจัดสรรคลื่นความถี่เช่นนี้ จึงเป็นการใช้บริบทโครงสร้างตลาดที่มีการแข่งขันภายใต้การกำกับดูแลของผู้กำกับดูแล (regulator) การดำเนินการนี้เป็นการพยายามในการแก้ปัญหาประสิทธิภาพที่เกิดจากระบบสัมปทานทางโทรคมนาคม ((ดูข้อสรุปจากงานศึกษาของ ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ จากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) นำเสนอในงานสัมมนา Thailand’s regulatory environment and spectrum challenges: Evaluation of Thailand’s regulatory environment, with a special focus on spectrum allocation with lessons from India จัดโดยบริษัทสยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต ร่วมกับ LIRNEasia เครือข่ายนักคิดทางนโยบาย ICT ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://www.siamintelligence.com/thailand-regulatory-environment-spectrum-challenges/

ดร. เดือนเด่น สรุปปัญหาและอุปสรรคการปฏิรูปกิจการโทรคมคมไทยได้อย่างน่าสนใจว่า แม้จะมี กทช. ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนี้ แต่การที่ภาพลักษณ์ของ กทช. ยังไม่ได้รับการยอมรับว่ามีผลงานดังที่ควรจะเป็นนั้น เป็นเพราะ 1) สภาพแวดล้อมการกำกับดูแลที่ไม่น่าพอใจ จากการต่อต้านแข่งขันจากการเปิดเสรีโทรคมนาคม โดยระบบการให้สัมปทาน 2) การแทรกแซงทางการเมือง 3) การ กทช. ไม่มีการกำหนดกติกาที่โปร่งใส และ 4) กทช. ขาดศักยภาพในการจัดการกับประเด็นการกำกับดูแลที่มีความสลับซับซ้อน))

อย่างไรก็ตามเนื่องจากความสำคัญของ กทช. ที่มีต่อสาธารณะในลักษณะองค์กรอิสระดังกล่าว การบริหารเงินทุนของ กทช. จึงจะต้อง มีความโปร่งใส และตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และภารกิจขององค์การมากที่สุด ผมเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ กทช. ในแง่นี้ และถือเป็นสิทธิหน้าที่ที่ประชาชนจะต้องติดตามตรวจสอบ กทช. หรือหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นองค์กรอิสระอื่นใดในอนาคต เพื่อความโปร่งใสและเพื่อทำให้องค์กรเหล่านี้มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ (Accountability) ให้มากที่สุด ผมจะนำเสนอข้อวิจารณ์ต่อ กทช. ในบางประเด็นในปัญหาเหล่านี้ เป็นภาคผนวกไว้ตอนท้ายของบทความนี้ด้วย

นอกจากนี้ การที่ Policy Watch และ ดร. ประชา คุณธรรมดี หยิบแผนการลงทุนโครงสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มาเปรียบเทียบในทำนองสนับสนุนนั้น ผมไม่เห็นด้วย ผมกลับเห็นด้วยในข้อท้วงติง ที่ในช่วงแรกมีข่าวว่ามีพนักงานของทีโอที ที่สังกัดสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ไม่เห็นด้วยกับแผนลงทุนนี้ เนื่องจากเป็นการสร้างหนี้เพิ่มให้กับ ทีโอที เกือบ 2 หมื่นล้าน ((อย่างไรก็ตามในภายหลังสหภาพฯ ได้ออกมาให้ข่าวในทำนองตรงข้าม โดยสนับสนุนการลงทุนในโครงการดังกล่าวของทีโอที ดูรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออนไลน์ได้ที่ http://www.siamintelligence.com/tot-workers-union-made-a-press-release-on-tots-3g-project/ )) เพราะการลงทุนดังกล่าวเป็นการกู้หนี้สาธารณะ มีลักษณะใช้การบริหารรายจ่ายของรัฐบาลแบบวิธีการนอกงบประมาณแผ่นดิน โดยรัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบและไม่ผ่านการอภิปรายจากรัฐสภา ทำให้ขาดความโปร่งใสปราศจากวินัยทางการคลัง ตามหลักการการบริหารการคลังสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายบริหารไม่ควรส่งเสริมให้เกิดภาระหนี้ผูกพันลักษณะนี้ขึ้น

ในต่างประเทศสามารถเปรียบเทียบได้จากตัวอย่างกรณีระบบการคลังของประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งจะกำหนดให้การก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลจะทำได้เฉพาะตามที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้เท่านั้น (Public Finance Act มาตรา 46) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจในการกู้เงินในนามของรัฐ และต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณชนเท่านั้น (Public Finance Act มาตรา 47 และ 48) โดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบภาระหนี้สินของรัฐวิสาหกิจอื่นๆ แต่อย่างใด (Public Finance Act มาตรา 49) ((จรัส สุวรรณมาลา, วีระศักดิ์ เครือเทพ และ ภาวิณี ช่วยประคอง, สถาบันและกฎหมายการเงินการคลัง บทเรียนจากประเทศแคนาดา นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ (กรุงเทพมหานคร : ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มิถุนายน 2553), หน้า 195))

ความสอดคล้องกับการปฏิรูประบบราชการ
ในความเป็นจริงกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเช่น บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ((เป็นบริษัทที่แปลงสภาพจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546)) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ((เป็นบริษัทที่แปลงสภาพจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2545)) อยู่ในกระแสการปฏิรูประบบราชการในระดับนานาชาติ เพื่อให้รัฐมีขนาดเล็กลงอย่างเช่น การจัดการแบบประหยัด, การลดขนาด, การทำให้มีความกะทัดรัดมากยิ่งขึ้น, การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ, การทำสัญญาจ้าง และ การลดกำกับดูแลโดยรัฐ ((Gore, Al (1995). COMMON SENSE GOVERNMENT: WORKS BETTER AND COSTS LESS. New York: Random House)) ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการที่รัฐมีขนาดใหญ่และต้องใช้งบประมาณมากขึ้นทุกปี และปรับปรุงประสิทธิภาพของรัฐให้ดีขึ้นอีกด้วย การแปรรูปรัฐวิสาหกิจดังกล่าวและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เคยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บริษัทรัฐวิสาหกิจในต่างประเทศสามารถแข่งขันได้ในตลาดและในระดับโลกมาก่อนหน้านี้แล้ว ((ตัวอย่างเช่น Telenor แปรรูปมาจาก Norwegian Telecom ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นหลักในบริษัท DTAC และ Singapore Telecommunications (SingTel ) เป็นรัฐวิสาหกิจแปรรูปที่เกิดจากการรวมตัวของ The Singapore Telephone Board (STB) และ Telecommunications Authority of Singapore (TAS) ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ Shin Corp และ AIS)) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จำเป็นต้องกำหนดให้มีองค์กรอิสระที่คอยกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่อให้ความแน่ใจว่าบริษัทผู้แข่งขันในตลาดโทรคมนาคมมีการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และสร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคให้มากที่สุด

ข้อสังเกตอื่นๆ
ผมไม่สามารถทำความเข้าใจกับข้อเสนอของ Policy Watch และ ดร. ประชา คุณธรรมดี ดังต่อไปนี้ได้

1. กรณีความเกี่ยวข้องของรสนิยมการบริโภคโทรศัพท์เคลื่อนที่ กับปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเทคโนโลยี (Digital Divide)


“เพราะหากเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีกว่า 60 ล้านเลขหมายนั้น ก็อาจพออนุมานได้ว่า คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิตอลได้ (ไม่มีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน) หากแต่เพียงว่าความจริงอีกด้านหนึ่งที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงและเป็นกระแสนิยมอย่างบ้าคลั่ง เช่น ใช้เครื่องโทรศัพท์มือถือสำหรับการฟังเพลง เพราะสัญญาณในเขตชนบทไม่ดีทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ หรือแม้กระทั่งลูกจ้างรายวันที่ยอมอดข้าวแต่จะต้องเสียเงินไปกับบริการเสริมต่างๆของบริษัทผู้ให้บริการมือถือ และไม่รู้แม้แต่วิธียกเลิก รวมทั้งการส่งข้อความให้ไปปรากฎบนจอทีวีที่มีค่าบริการสูงเกินจริง และมีอีกประชาชนจำนวนมากที่มีปัญหาด้านทักษะการใช้ ในขณะที่ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการก็มักไม่ค่อยได้รับการแก้ไข”

ประเด็นที่ผมไม่สามารถทำความเข้าใจได้คือ ลักษณะรสนิยมการบริโภคของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือดังกล่าว เกี่ยวข้องอะไรกับปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเทคโนโลยี (Digital Divide) และหากสมมติว่า กทช. สามารถกำกับดูแลให้มีการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์มือถือแบบ 3 จี ได้อย่างทั่วถึง (กทช. ได้มีการใช้ข้อกำหนด Universal Service Obligation เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อยู่แล้ว) ((อ่านเอกสารออนไลน์แบบ PDF ได้ที่ http://www.ntc.or.th/uploadfiles/NewUniversalService.pdf )) เกิดขึ้นได้จริง ตกลงทาง Policy Watch และ ดร. ประชา คุณธรรมดี เห็นว่าดีหรือไม่ดี?

2. ผลกระทบของ 3 จี ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP)


“หลายคนกล่าวว่าการประมูล 3 จีจะทำให้ประเทศไทยพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพราะ จะส่งผลต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นในระดับกว่าแสนล้านบาท ดังนั้น ต้องมี 3 จี”

ผมไม่แน่ใจในความเห็นข้างต้นนัก แต่ดูเหมือนว่าทาง Policy Watch และ ดร. ประชา คุณธรรมดี จะไม่เชื่อว่าคำกล่าวอ้างของ กทช. ว่า 3จี จะมีผลกระทบต่อ GDP อย่างมีนัยยะสำคัญ ดูเหมือนว่าทางกทช. จะกล่าวอ้างเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างลอย ๆ (ผมยกข้อสังเกตนี้ขึ้นมาด้วยเพราะเท่าที่เห็นการแสดงความเห็นในสื่อสาธารณะในที่อื่นๆ ก็แสดงถึงความสงสัยในข้อนี้เช่นกัน) ผมเห็นว่า กทช. ทำการวิเคราะห์คาดการณ์ผลกระทบของ 3 จี ต่อ GDP อย่างมีหลักวิชาการแล้ว โดย กทช. ได้สร้างแบบจำลองผลกระทบของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมต่อ GDP ดังต่อไปนี้ ((ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, รายงานดัชนีชี้วัดในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2552 ในหัวข้อ “บทบาทของกิจการโทรคมนาคมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ” หน้า 22 สามารถอ่านเอกสารนี้ออนไลน์แบบ PDF ได้ที่ http://www.ntc.or.th/uploadfiles/NTCTYBpress.pdf))



ภาพที่ 2: แบบจำลองผลกระทบของ 3 จี ต่อ GDP ที่มา : รายงานดัชนีชี้วัดในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2552 (อ้างแล้ว)


แต่การสร้างผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อ GDP แน่นอนว่าย่อมไม่ได้อยู่ที่เพียงการทำให้เกิด 3 จี หรือไม่ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนจากระบบสัมปทาน ให้เป็นการแข่งขันของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมอย่างเสรีและเป็นธรรม ภายใต้การกำกับดูแลของ กทช. ด้วย

3. ข้อเสนอเรื่องการกำหนดแผนและทิศทางของกิจการโทรคมนาคมไทย ในช่วงท้ายข้อเสนอของทาง Policy Watch และ ดร. ประชา คุณธรรมดี ดูเหมือนจะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการกำหนดแผนและทิศทางกิจการโทรคมนาคมไทย ตลอดจนการให้ความสำคัญตามลำดับก่อนหลังของการ จัดประมูลฯ 3 จี ของกทช. ผมเห็นว่าที่ผ่านมา กทช. ได้ทำบทบาทเหล่านี้เป็นอย่างดีแล้ว อาทิเช่น กทช. ได้มีการกำหนดแผนแม่บทในการพัฒนากิจการโทรคมนาคมระยะยาวเอาไว้อย่างชัดเจน ((ฉบับล่าสุดคือ พ.ศ. 2551 – 2553 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/E/065/41.PDF )) และมีหน่วยงานภายใต้สังกัดคือ สำนักพัฒนานโยบายและกฎกติกาคอยรับผิดชอบจัดทำแผนเตรียมพร้อมด้านโทรคมนาคม แผนกลยุทธ์ แผนดำเนินการ และแผนปฏิบัติการของสำนักงาน กทช. ((http://www.ntc.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1939&Itemid=91)) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนแม่บท และมีการกำหนดตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับแผนกิจกรรมและแผนปฏิบัติการ โดย กทช. ได้มีการตีพิมพ์รายงานดัชนีชี้วัดในกิจการโทรคมคมของประเทศไทยนี้ทุกปี ((ฉบับล่าสุดคือ รายงานประจำปี พ.ศ. 2552 http://www.ntc.or.th/uploadfiles/NTCTYBpress.pdf)) เป็นต้น

บทสรุป
การแลกเปลี่ยนความเห็นนโยบายสาธารณะในเรื่องการกำกับดูแลฯ 3จี ในพื้นที่สาธารณะนั้น จะช่วยให้เกิดมุมมองการปฏิรูปกิจการโทรคมนาคมของประเทศอย่างรอบด้านมากที่สุด

ผมเห็นว่าในเบื้องต้นนี้ กระบวนการช่วยให้มีการผลักดันให้เปลี่ยนแปลงจากระบบสัมปทานที่มีรัฐวิสาหกิจของรัฐเป็นผู้ให้สัมปทานกับบริษัทเอกชน มาเป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรอิสระผู้กำกับดูแลอุตสาหกรรม อย่าง กทช. (หรือ กสทช. ในอนาคต) และการให้ประมูลใบอนุญาตเพื่อใช้คลื่นความถี่วิทยุในกิจการโทรคมนาคมอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เป็นลำดับความจำเป็นเร่งด่วนอันดับแรกของการปฏิรูปกิจการโทรคมนาคมไทย

แต่ในระยะยาวแล้ว การที่ประชาชนเข้าทำการตรวจสอบความโปร่งใสในการปฏิบัติงานขององค์กรอิสระผู้กำกับดูแลอุตสาหกรรม (อย่าง กทช. หรือ กสทช. ในอนาคต) จะสอดคล้องกับหลักการรับผิดชอบสาธารณะ เพราะถึงที่สุดแล้ว สิทธิของพลเมืองที่รัฐจะต้องรับผิดชอบคือ สิทธิของพลเมือง ที่ 1) จะต้องมีรัฐที่ปราศจากการฉ้อโกงและซื่อสัตย์ 2) จะต้องได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพสูง 3) สามารถตั้งคำถามและคัดค้านอำนาจการตัดสินใจและการปกครองของรัฐได้ 4) รับทราบว่ารัฐกำลังทำอะไรอยู่ และ 5) สิทธิในการปกครองตนเอง (โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น) ((Bidhya Bowornwathana, Transforming bureaucracies for the 21st century : The new democratic governance paradigm, PAQ FALL 1997.))


ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม และอ่านภาคผนวกได้จาก Link ของ Scribd ด้านล่าง
3G Regulatory Fact

  • ประชา

    ดีใจมากครับที่ได้อ่านบทความฉบับนี้ เพราะอย่างน้อยที่สุด ผู้รู้ ควรออกมาให้ข้อมูลกับสาธารณะ เพื่อไม่ให้มีการชี้นำแบบเหมารวม เช่น 3 จี คือ สรณะ

    เห็นด้วยในหลายประเด็นที่คุณกานต์นำเสนอ ในขณะเดียวกันบางประเด็นที่เป็นข้อมูลของทางกลุ่มนั้น อาจถกเถียงได้ เช่น ที่ผมไม่สนับสนุนในการใช้ประเด็น GDP แม้ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ก็มีประเด็นที่ว่า GDP สูง จะมีประโยชน์ใดต่อประเทศหากประโยชน์ยังคงกระจุก อยู่กับกลุ่มผลประโยชน์

    ในทุกเวทีที่ผมแสดงความคิดเห็น จุดยืนหลัก คือ ประโยชน์สาธารณะ และในเรื่อง 3 จี นั้น ประโยชน์สาธารณะที่ควรจะเป็นนั้นมีหลายด้าน และหากเราจะปิด Gap ของ Digital divide เราก็ควรจะพิจารณาว่า ปัญหานั้นความทั่วถึงของ 3 จี ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากแต่องค์ประกอบของปัญหา Digital divide ถูกแก้ไปพร้อมกัน

    มีอีกหลายประเด็นที่สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นได้ครับ

    ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมพยายามสื่อ แต่อาจจะสื่อแล้วไม่ชัดเจนเพียงพอ คือ การรับผิดต่อสาธารณะเป็นเรื่องสำคัญขององค์กรทุกระดับ เพียงแต่ในปัจจุบัน เรามองข้ามไปหรือไม่ ส่วนประเด็นการลงทุนของ TOT ประเด็นสำคัญที่สุด คือ การลงทุนที่เหมาะสม และการเลือกเทคโนโลยี

    ส่วนประเด็น USO ด้วยความที่ กทช มีแผนแต่การดำเนินการยังไม่เป็นรูปธรรมมากนัก จึงเป็นความเห็นของกลุ่มในข้อเสนอครับ ที่อยากเร่งให้รัฐบาลและกทช ดำเนินการ

    จริงๆแล้ว หากทุกคนทำหน้าที่ของตน ทำให้ดีในจุดที่ยืนอยู่ ก็เชื่อว่าประเทศไทยต้องดีกว่านี้แน่ครับ

    การแลกเปลี่ยนทางวิชาการจะช่วยให้สาธารณะได้ความรู้มากขึ้นซึ่งเป็นข้อเสนอข้อที่สามของกลุ่มด้วยครับ

  • กานต์

    เรียนอาจารย์ประชา

    ผมขอขอบคุณและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก ที่อาจารย์เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นที่เว็บไซต์ SIU แห่งนี้ครับ

    ความเห็นที่อาจารย์ตอบและชี้แจงเพิ่มเติมเข้ามานั้น โดยส่วนใหญ่ผมก็เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งข้อสงสัยเรื่อง GDP รวมถึงการตั้งข้อสงสัยว่าแม้ GDP สูงแต่หากการเติบโตของ GDP นั้นกระจุกตัวเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องดีกับประเทศนัก

    เรื่องความเท่าเทียมกันทางสังคมนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งทีเดียวครับ ผมคิดว่าประเทศไทยมีลักษณะรวมศูนย์อยู่มากทั้งด้านการปกครอง และความเจริญทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการกระจุกตัวของความมั่งคั่งอยู่กับคนเพียงกลุ่มน้อย

    ผมต้องยอมรับว่า ยังคิดไม่ตกผลึกดีนักว่าจะแก้ปัญหานี้เป็นลำดับขั้นตอนอย่างไร แต่ในเบื้องต้น ผมคิดว่าการพยายามแก้ไขปัญหาการผูกขาดในบางอุตสาหกรรมเท่าที่พอทำได้ การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และการตรวจสอบองค์การและผู้มีอำนาจสาธารณะ รวมไปถึงการพยายามทำให้ข้อมูลข่าวสารกระจายไปสู่ผู้เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียมกัน น่าจะพอบรรเทาปัญหาลงได้บ้าง

    ส่วนการใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ อาทิเช่น การจัดระบบรัฐสวัสดิการ การปฏิรูประบบภาษี และการปฏิรูปที่ดิน ผมยังศึกษาได้ไม่ดีพอจะออกความเห็นนัก แต่ก็หวังว่าจะได้มีการนำเสนอความเห็นในเรื่องเหล่านี้ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่อสาธารณะในอนาคตอันใกล้

    โดยสรุปแล้วผมเห็นด้วยกับความเห็นโดยส่วนใหญ่ของอาจารย์ และก็เชื่อว่าการแลกเปลี่ยนความเห็นทางวิชาการ เป็นประโยชน์ในการต่อยอดความรู้ และช่วยตรวจสอบมาตรการด้านนโยบายสาธารณะได้อย่างรอบด้านครับ

    ขอบคุณครับ
    ด้วยความนับถือ
    กานต์ ยืนยง