Practical Report Kindle Fire คำตอบของ Amazon ต่อโลกแห่งแท็บเล็ต

หลังจากที่เป็นข่าวลือมานานว่า Amazon ยักษ์แห่งวงการอีคอมเมิร์ซ จะขยายไลน์ผลิตภัณฑ์จากเครื่องอ่านอีบุ๊กตระกูล Kindle มายัง “แท็บเล็ต” ตลาดอุปกรณ์ที่ร้อนแรงที่สุดแห่งยุคสมัย ในที่สุด Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและซีอีโอก็แถลงข่าวเปิดตัวแท็บเล็ตตัวแรกของบริษัทไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ชื่อของมันคือ Kindle Fire (เป็นการเล่นคำกับ Kindle ที่แปลว่า “ปลุกเร้าอารมณ์” อยู่แล้ว)

Kindle Fire

ลักษณะโดยรวมของ Kindle Fire คงไม่ต่างจากแท็บเล็ตที่มีวางขายเกลื่อนตลาด มันเป็นอุปกรณ์จอสัมผัสที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ แต่ถ้าพิจารณาลงในรายละเอียดแล้ว จะพบว่า “แนวคิดเบื้องหลัง” ของ Kindle Fire ต่างกับแท็บเล็ตอย่าง iPad หรือ Android มากทีเดียว

Kindle Fire เป็นแท็บเล็ตหน้าจอขนาด 7 นิ้ว (เล็กกว่า iPad แต่เท่ากับ Galaxy Tab และ BlackBerry PlayBook) สิ่งที่น่าสนใจคือ Kindle Fire ตัดเอาความสามารถหลายๆ อย่างที่ควรจะมีในแท็บเล็ตออกไป เช่น ไม่มีกล้อง, ไม่มีไมโครโฟน, มีพื้นที่เก็บข้อมูลเพียง 8GB, ไม่สามารถเชื่อมต่อ 3G ได้, ไม่มีพอร์ตเชื่อมต่อขยายต่างๆ

ฟังดูแล้วอาจจำกัด แต่สิ่งที่แลกมากับคุณสมบัติที่หายไปคือ “ราคา” เพียง 199 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6,000 บาทเท่านั้น เรียกว่าท้าชนกับแท็บเล็ตราคาหมื่นปลายๆ จนถึงสองหมื่นต้นๆ ในเรื่องนี้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ลักษณะการใช้งานของ Kindle Fire จะต่างไปจาก iPad หรือ Android Tablet อย่างมาก

Kindle Fire

แท็บเล็ตที่วางขายในปัจจุบันถือว่าเป็นแท็บเล็ตที่ทำงานทั่วๆ ไป (general purpose) ขึ้นกับว่า “แอพ” จะดลบันดาลให้ผู้ใช้ทำอะไรได้บ้าง เช่น จดบันทึกข้อมูล เล่นเกม ดูราคาหุ้น อ่านข่าว ฯลฯ

แต่ Kindle Fire นั้นต่างออกไป เพราะมันเปรียบเสมือน “หน้าต่าง” (หรือ “ประตู”) สำหรับเข้าถึงบริการออนไลน์ของ Amazon

ต้องย้อนความกันสักนิดว่า Amazon มีจุดกำเนิดเป็นร้านหนังสือออนไลน์รายแรกของโลก ก่อนจะขยายตัวมาขายสินค้าชนิดอื่นๆ เช่น รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องใช้ในบ้าน ผ่านอินเทอร์เน็ต

แต่ Amazon ก็ไม่ได้ขายแต่สินค้าทางกายภาพที่จับต้องได้เท่านั้น ระยะหลังบริษัทหันมาขายสินค้าและบริการที่เป็นดิจิทัลด้วย เช่น ขายเพลง MP3 (แบบเดียวกับร้าน iTunes ของแอปเปิล) ขายภาพยนตร์-รายการทีวีผ่านเน็ต (แบบเดียวกับ Netflix) ขายแอพบน Android (แข่งกับกูเกิล) และล่าสุดเพิ่งขายพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ Cloud Drive ที่สามารถเซฟเพลงแล้วนำไปฟังผ่านเน็ตกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ด้วย

ที่ฮืฮอาที่สุดก็คงเป็นช่วง 3-4 ปีก่อน ที่บริษัทหันมารุกตลาด “อีบุ๊ก” โดยสร้างเครื่องอ่านตระกูล Kindle ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ และลูกค้าสามารถกดซื้อหนังสืออีบุ๊กจากที่ไหนก็ได้ในโลก ความง่ายของ Kindle บวกกับกระแสอีบุ๊กที่เริ่มโต ทำให้ยอดขายถล่มทลายจนแซงหนังสือกระดาษไปแล้ว

Kindle Fire

บริการออนไลน์เหล่านี้ของ Amazon ใช้ได้กับอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย เช่น พีซี มือถือ แท็บเล็ต หรือแม้แต่ผ่านหน้าเว็บ แต่กระบวนการใช้งานอาจจะยังยุ่งยากอยู่บ้าง เพราะผู้ใช้จะต้องติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ของ Amazon เสียก่อน จากนั้นค่อยสั่งซื้อบริการอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเทียบกับการใช้งาน Kindle ที่เปิดปุ๊บติดปั๊บ สามารถอ่าน-ซื้อหนังสือได้ในทันที ความยาก-ง่ายต่างกันมาก

Kindle Fire จึงกลายมาเป็น “คำตอบ” ของ Amazon ในเรื่องนี้ ลักษณะเดียวกับที่เครื่องอ่าน Kindle สามารถซื้ออีบุ๊กของบริษัทได้ง่าย เจ้าแท็บเล็ต Kindle Fire ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงช่องทางการขายหนัง หนังสือ เพลง แอพ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ จาก Amazon ได้โดยตรง

Amazon ใช้ยุทธศาสตร์เดียวกับ Kindle คือกดราคาเครื่องให้ต่ำเข้าไว้ เพื่อทำยอดขายเครื่องมากๆ สร้างฐานผู้ใช้ จากนั้นจึงฟันกำไรงามๆ จากการขายเนื้อหาและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตอีกที

ราคา 199 ดอลลาร์ของ Kindle Fire ถือว่าต่ำมาก และนักวิเคราะห์บางรายมองว่า Amazon ยอมขายขาดทุนเพื่อหวังน้ำบ่อหน้า ระบบซอฟต์แวร์ของ Kindle Fire ใช้ Android ของกูเกิล แต่เป็นรุ่นปรับแต่งให้เชื่อมกับบริการของ Amazon แทนบริการของกูเกิล (เช่น การซื้อแอพ Android ทำได้ แต่ต้องซื้อผ่านร้าน Amazon Appstore แทนที่จะเป็น Android Market)

Kindle Fire จึงมีสถานะเป็น Media Tablet ที่ใช้บริโภคสื่อและเนื้อหาจาก Amazon นั่นเอง

Kindle E-Reader

ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของ Kindle Fire จึงเป็นลูกค้าทั่วไปที่ไม่ต้องการปรับแต่งอะไรมากมาย ขอเพียงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ใช้ง่าย สะดวก และมีคลังเนื้อหาให้เข้าถึงได้หลากหลาย ซึ่ง Amazon มีปัจจัยเหล่านี้ครบถ้วน ลูกค้ากลุ่มนี้จะต่างไปจากลูกค้าของ Android Tablet ที่ต้องการลูกเล่นในอุปกรณ์มากๆ แต่อาจจะทับซ้อนกับลูกค้า iPad บ้างบางส่วน

น่าเสียดายว่าขณะนี้ แท็บเล็ต Kindle Fire อาจจะยังไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้ในเมืองไทยนัก เหตุเพราะบริการหลายๆ อย่างของ Amazon ยังไม่สามารถใช้ได้ในประเทศไทย (บริการหลายตัวยังใช้ได้เฉพาะในสหรัฐ) นั่นทำให้ผู้ใช้ชาวไทยซื้อ Kindle Fire มาใช้แล้วอาจไม่คุ้มเท่าไร

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่าต่อจากนี้ไป “แท็บเล็ต” แต่ละยี่ห้อจะเริ่มทัดเทียมกันในเรื่องฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พื้นฐาน ซึ่งผู้บริโภคจะเลือกซื้ออะไร ก็ขึ้นกับ “บริการ” ที่แต่ละยี่ห้อจะสรรหามาเสนอให้กับผู้ใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ต้องยอมรับว่า Amazon ทำการบ้าน (กับลูกค้าในสหรัฐ) มาดีมาก

นอกจาก Kindle Fire แล้ว Amazon ยังเปิดตัวเครื่องอ่านอีบุ๊กตระกูล Kindle อีกสามรุ่น โดยแบ่งเป็น Kindle จอสัมผัสสองรุ่น (ราคาเริ่มต้นที่ 99 ดอลลาร์) และ Kindle จอไม่สัมผัสอีกหนึ่งรุ่น (ราคาเริ่มต้นเพียง 79 ดอลลาร์)

ในส่วนของเครื่องอ่านอีบุ๊กนั้น โมเดลธุรกิจของ Kindle ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นั่นคือขายเครื่องให้ถูกเพื่อทำรายได้จากอีบุ๊ก เพียงแต่ออกเครื่องรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ ในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ ทุกปี

เดิมที Kindle รุ่นแรกตั้งราคาที่หลายร้อยดอลลาร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ปี ราคาลดลงมาถึง 79 ดอลลาร์แล้ว ซึ่งนักวิเคราะห์บางรายประเมินว่าอนาคตอันใกล้ Amazon อาจจะแจกเครื่องฟรี เพื่อทำกำไรจากโฆษณาและการขายอีบุ๊กแทน

กราฟแสดงแนวโน้มราคา Kindle ตั้งแต่รุ่นแรก (ภาพจาก Business Insider)

อนาคตของ Amazon นั้นค่อนข้างชัดเจนว่า ในซีกที่เป็นสินค้า-บริการดิจิทัล บริษัทจะใช้กลยุทธ์ลักษณะนี้ต่อไป นั่นคือ ควบรวมบริการออนไลน์ของตัวเอง เข้ากับอุปกรณ์ที่ใช้ “เสพ” ข้อมูลที่ออกแบบมาให้ใช้ง่าย ต่อเน็ตได้ มีราคาถูก แล้วทำกำไรจากการขายเนื้อหาหรือบริการแทน

ทั้งหมดนี้ทำได้เพราะ Amazon มีฐานที่มั่นในตลาดค้าปลีกออนไลน์อย่างเหนียวแน่น และมี economy of scale ที่ช่วยให้ลดต้นทุนของสินค้า-บริการลงได้มากนั่นเอง

Amazon เป็นอีกบริษัทที่มาเงียบๆ ไม่ฮือฮานักในโลกไอทีออนไลน์ เหตุเพราะมาจากสายของหนังสือที่ไม่ได้แข่งกับบริษัทในกระแสหลักมากนัก แต่ทิศทางของ Amazon ในช่วงหลังกลับแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้เริ่มจะขึ้นมาท้าทาย “แอปเปิล” ในตลาดคอนซูเมอร์ทั่วไปเสียแล้ว

  • http://twitter.com/jattiphon Jattiphon Y.

    ศาสดาเจฟ แอบซุ่มมานานแล้ว มาทีนี่เล่นเอาตลาด tablet ปั่นป่วนเลยทีเดียว

  • http://www.facebook.com/people/จีราวัฒน์-สิทธิวิไล/1741466521 จีราวัฒน์ สิทธิวิไล

    ยังคงความสามรถต่อเน็ตได้ฟรีทุกที่อยู่ใช้ไหม ไม่แน่ใจ

  • http://www.facebook.com/people/จีราวัฒน์-สิทธิวิไล/1741466521 จีราวัฒน์ สิทธิวิไล

    ยังคงความสามรถต่อเน็ตได้ฟรีทุกที่อยู่ใช้ไหม ไม่แน่ใจ

  • http://www.online-market.us/

    อยากได้ ๆ