Practical Report เทวากับซาตาน : สงครามระหว่าง “ระเบียบศรัทธา” แห่งสรวงสวรรค์ และ “ระเบียบเหตุผล” ของปีศาจ

มีความลักลั่นย้อนแย้ง (paradox) ไม่น้อยสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยตัวของมันเอง “เทวากับซาตาน” หรือ Angels & Demons ถูกตีพิมพ์ในปี 2543 เป็นนิยายลำดับที่สองของแดน บราวน์ ผู้ประพันธ์เรื่อง The Davinci Code (2546) ที่เขาเขียนขึ้นภายหลังในลำดับที่สี่ นิยายชุดนี้มีตัวเอกชื่อ โรเบิร์ต แลงดอน ซึ่งเขาเป็นศาสตราจารย์ด้านศาสนวิทยาสัญลักษณ์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

แต่ The Davinci Code ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากกว่า ฮอลลีวู้ดจึงผลิตภาพยนตร์ The Davinci Code ออกมาก่อนในปี 2549 แล้วจึงค่อยผลิต Angels & Demons ออกมาฉายในปีนี้ สำหรับผู้ติดตามผลงานของแดน บราวน์ จึงจะเห็นลำดับอันถูกต้องว่าโรเบิร์ต แลงดอน เริ่มผจญภัยจาก Angels & Demons ก่อน แล้วจึงค่อยมาเป็น The Davinci Code แต่สำหรับคนทั่วไปหรือผู้ชมภาพยนตร์จะเห็นลำดับที่สลับกัน (ในหนัง Angels & Demons ยังมีฉากหนึ่งที่อ้างถึงวิีรกรรมของ แลงดอน ใน The Davinci Code มาก่อน)

สำหรับผู้คุ้นเคยนิยายในซีรี่ส์ของแลงดอน จะจับพล็อตเรื่องของหนังได้ไม่ยาก และอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการฆาตกรรมสยอง ซึ่งเกี่ยวพันกับ องค์กรลับ “อิลลูมินาติ” (illuminati) ใน Angels & Demons หรือ “พริออรี่ออฟไซอัน” (Priory of sion) ในดาวินซี โค้ด ต่อมาต้องไขปริศนาที่เชื่อมต่อกับสัญลักษณ์ และโบราณวัตถุทางศาสนา ซึ่งมีการชี้ร่องรอยไปยังปริศนาชิ้นถัดไป ก่อนนำไปสู่การคลี่คลายของฉากจบในที่สุด



ถ้าเทียบกันแล้ว Angels & Demons มีวัตถุดิบที่น่าสนใจสำหรับการสร้างพล็อตที่ซับซ้อนกว่า The Davinci Code แต่เรื่องหลังได้รับความนิยม และถูกกล่าวถึงมากกว่า เนื่องจากวิพากษ์ตรงไปยังความเชื่อและประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะ “ปริศนาจอกศักดิ์สิทธิ์” ในทัศนะคริตศาสนิกชนการวิพากษ์นี้รุนแรงมาก เพราะเป็นการกล่าวถึงเรื่องอื้อฉาวที่ลดทอนสถานะความเป็น “พระบุตร” ของพระเยซูลง ทั้งยังกล่าวอ้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายชิ้นที่น่าเชื่อถือ ทำให้เกิดแรงต่อต้านอย่างมากจากคริตศาสนิกชน บางรายถึงกับทำเว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลออกมาตอบโต้เลยทีเดียว



ภาพวาด The Last Supper โดย Leonardo da Vinci ที่เป็นปัญหา และเป็นแกนกลางของเรื่อง The Davinci Code, ที่มา – วิกิพีเดีย

Angels & Demons พูดถึงเหตุการณ์สองเหตุการณ์สำคัญซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไม่พร้อมกัน (ซึ่งขณะมีการตีพิมพ์นวนิยายเรื่องนี้ยังไม่เกิดเหตุการณ์ด้งกล่าวขึ้น) คือเหตุการณ์การสิ้นพระชมน์ของสมเด็จพระสังฆราชจอห์น ปอลที่สอง ทำให้คณะพระคาร์ดินัลประชุมลับ (Papal conclave) เพื่อเลือกสมเด็จพระสังฆราชเบเนดิคท์ที่สิบหก เป็นโป๊บองค์ใหม่ ในวันที่ 24 เมษายน 2548 และอีกสองปีถัดมา มีการประกาศเดินเครื่องเร่งอนุภาคในอุโมงค์ใต้ดิน (Large Hadron Collider หรือ LHC) ขนาดความยาว 27 กิโลเมตร ของสถาบันวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปที่สวิสเซอร์แลนด์ (ตัวย่อ CERN มาจากภาษาฝรั่งเศส Conseil Européen pour la Recherche Nucléaire ส่วนภาษาอังกฤษจะใช้ว่า European Council for Nuclear Research) ในวันที่ 10 กันยายน 2550

ในนิยาย แดน บราวน์ จับสองเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน แล้วนำเข้ามาเชื่อมโยงด้วยองค์กรลับ illuminati ยิ่งไปกว่านั้นเขายังทำให้เรื่องดูน่าเชื่อถือขึ้นด้วยการให้ จอห์น แลงดอนเพื่อนของเขา ช่วยออกแบบอักษร “Amibigram” ซึ่งมีความสมมาตร และอ่านกลับหัวไปมาได้ ของคำว่า illuminati และสี่ธาตุสมัยโบราณ (ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ) ซึ่งถือเป็นของใหม่ในตอนนั้น ((แดน บราวน์ ยังยืมชื่อเพื่อนคนนี้ไปใช้ตั้งชื่อตัวเอก โรเบิร์ต แลงดอน ด้วย))



นอกจากโลโก้ของ SIU ที่มีลักษณะเป็น ambigram แล้ว ยังมีตัวอักษรที่ทำเป็น ambigram ได้ด้วย, ที่มา – สร้างจาก FlipScript

illuminati เป็นคำศัพท์ภาษาลาตินแปลว่า “การรู้แจ้ง” (enlightened) เป็นสมาคมลับที่มีต้นกำเนิดจากความขัดแย้งระหว่างการเสนอข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะความรู้เรื่องแบบจำลองของจักรวาลที่ขัดแย้งกับคำสอนในคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ ซึ่งสอนว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่จากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ทำให้มีการเสนอข้อเท็จจริงว่า “ดวงอาทิตย์” ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่การนำเสนอข้อเท็จจริงแบบนี้เสี่ยงต่อการถูกลงโทษจากศาสนาจักรมาก ตัวอย่างเช่น นิโคลัส โคเปอร์นิคัส นักบวชชาวโปแลนด์ เป็นคนแรกๆ ที่นำเสนอความคิดเช่นนี้ ในปี ค.ศ. 1514 (พ.ศ. 2057) แต่เขาไม่ลงชื่อเนื่องจากเกรงการถูกขับออกจากศาสนาจักร

อีก 100 ปีต่อมาโยฮัน เคปเลอร์ นักดาราศาสตร์ ชาวเยอรมัน และ กาลิเลโอ กาลิเลอิ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียน สนับสนุนความคิดของเคอร์โปนิคัส แต่ทั้งสองก็ต้องประสบปัญหาในการเผยแพร่ความรู้ เนื่องจากถูกศาสนาจักร “ปิดกั้น”



หนังสือ “วิวาทะเกี่ยวกับสองระบบหลักของโลก” (The Dialogue Concerning the Two Chief World Systems หรือในภาษาอิตาเลีย Dialogo sopra i due massimi sistemi del mondo) เป็นการเปรียบเทียบระบบจักรวาลตามแนวคิดของปโตเลมีที่ศาสนาจักรยึดถืออยู่ กับแนวคิดแบบโคเปอร์นิคัส ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อเดิม, ที่มา – วิกิพีเดีย

โดยเฉพาะกาลิเลโอ ซึ่งพยายามสนับสนุนแนวคิดของเคอร์โปนิคัส ซึ่งในระยะเวลานั้นถูกคัดค้านจากนิกายโรมันคาทอลิกอย่างมาก เนื่องจากกลัวว่าจะไปส่งเสริมสถานภาพนิกายโปรแตสแตนต์ ซึ่งแยกตัวออกมาจากโรมันคาทอลิกไปก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 กาลิเลโอได้ตีพิมพ์หนังสือ “วิวาทะเกี่ยวกับสองระบบหลักของโลก” (The Dialogue Concerning the Two Chief World Systems หรือในภาษาอิตาเลียน Dialogo sopra i due massimi sistemi del mondo) ในปี ค.ศ. 1632 (พ.ศ. 2175) โดยผ่านการตรวจสอบจากศาสนาจักรโรมันคาทอลิคอย่างเคร่งครัด แต่ผลกระทบจากการนำเสนอแบบนี้ทำให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวคิดของโคเปอร์นิคัสมากกว่า ศาสนจักรจึงตระหนักว่าเป็นความผิดพลาด กาลิเลโอจึงถูกสอบสวนและตัดสินให้ถูกกักบริเวณอยู่ภายในบ้าน จนกระทั่งเสียชีวิตในอีก 10 ปีต่อมา



Paradise Lost ค.ศ. 1668 (พ.ศ. 2211) เนื้อหาเกี่ยวกับการขับซาตานออกจากสวรรค์และภายหลังมาหลอกอดัมกับอีฟในสวนเอเดนเพื่อให้แยกตัวออกจากพระเจ้า, ที่มา – วิกิพีเดีย

แดน บราวน์ได้มีการเชื่อมโยงว่ากาลิเลโอเป็นสมาชิกของ illuminati โดยเขาได้มีการทิ้งร่องรอยไว้ในหนังสือ “ไดอะแกรมมาเดลลาเวริตา” ((เอกสารฉบับนี้ถูกสร้างขึ้นตามพล็อตของแดน บราวน์ เขาระบุว่ามันถูกเก็บอยู่ในหอจดหมายเหตุลับของวาติกัน (Vatican Secret Archives) อันเป็นสถานที่เก็บเอกสารปกปิดหลายชิ้นของวาติกัน เอกสารที่เก่าแก่ที่สุดที่ถูกเก็บไว้นับย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 8 (ค.ศ. 800) )) ซึ่งมีการกล่าวถึง “จอห์น มิลตัน” นักประพันธ์ชาวอังกฤษผู้แต่ง “Paradise Lost” ว่าเป็นคนทิ้งรอย (clue) ในลักษณะของร้อยกรองลับแบบไอแอมป์ห้าคณะ (iambic pentameter) อีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าแดน บราวน์พยายามเล่นกับสัญลักษณ์ความสมดุลแบบ “แอมบิแกรม” และ “ดาวห้าแฉก” ที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบและเป็นคณิตศาสตร์ ว่าเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมลับ illuminati ที่มีการต่อต้านศาสนาจักร หลักฐานเท่าที่มีและหาได้ แสดงการยืนยันตัวตนของ illuminati ว่าถูกก่อตั้งในปี 1776 (พ.ศ. 2319) ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Bavarian illuminati (( มีการเชื่อมโยงว่ากลุ่ม Bavarian illuminati อยู่เบื้องหลัง French illuninati ซึ่งเป็นกลุ่มสมาคมลับที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส (1789–1799) และขับเคลื่อนประวัติศาสตร์เข้าสู่ยุครู้แจ้ง (Age of Enlightenment) ในศตวรรษที่ 18, ดูหนังสือที่พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ Amazon.com )) (( มีผู้เสนอไอเดียว่ากลุ่มจาโคแบงก็ได้รับอิทธิพลจาก illuminati เช่นกัน, ดูข้อมูลจากหนังสือ Memoirs Illustrating the History of Jacobinism )) ภายหลังจึงเป็นรากฐานของกลุ่มฟรีเมสัน (Freemasonry รากคำศัพท์มาจากคำว่า masonry – ช่างก่อสร้าง) ที่ว่ากันว่าเป็นองค์กรลับที่อยู่เบื้องหลังการเมืองสหรัฐอเมริกา และหลายประเทศมหาอำนาจของโลก (นิยายเล่มใหม่ของแดน บราวน์ ที่มีกำหนดออกวางตลาดเดือนกันยายนศกนี้ชื่อ The Lost Symbol จะพูดถึงสมาคมลับ The Freemasonry โดยเฉพาะ)

เครื่องเร่งอนุภาค จุดกำเนิดของจักรวาล และพลังงาน

ตั้งแต่จุดเริ่มต้นแห่งกาลเวลา คริสตจักรแห่งนี้ได้ต่อสู้กับศัตรูของพระเจ้ามาโดยตลอด บางครั้งก็สู้ด้วยคมวาจา บางครั้งสู้ด้วยคมดาบ และเราฝ่ายคริสตจักรก็อยู่รอดเรื่อยมา
.
แต่ปีศาจร้ายในอดีตนั้น เป็นปีศาจแห่งความโกรธและความเกลียด…พวกมันเป็นศัตรูที่เราสามารถต่อสู้ได้ ศัตรูที่ก่อให้เกิด ความสะพรึงกลัว แต่ซาตานนั้นฉลาดหลักแหลมนัก เมื่อกาลเวลาผ่านไป มันก็ทิ้งใบหน้าอันร้ายกาจแต่เดิม เปลี่ยนไปใช้โฉมหน้าใหม่…โฉมหน้าแห่งเหตุผลอันบริสุทธิ์ โปร่งใสและแฝงเล่ห์ร้าย หากไร้ความรู้สึกรู้สมใดๆ เหมือนเดิม

ความเชื่อความศรัทธาของผู้คนต่อศาสนาลดน้อยถอยลง เมื่อวิทยาศาสตร์อธิบายความเป็นไปในจักรวาลได้น่าเชื่อถือมากขึ้น ขณะที่ศาสนจักรอ่อนแรงลงจากการเคยมีฐานะนำทางการเมือง มีอำนาจ “ปิดกั้น” ความรู้ที่ขัดแย้งกับความเชื่อในพระคัมภีร์ ลงไปเหลือเพียงที่พึ่งทางใจต่อผู้คนทั่วไป

การทดลองเครื่องเร่งอนุภาคที่ CERN เป็นความพยายามครั้งล่าสุดที่พยายามไขปริศนาของ “อนุภาค” ใน “อนุภาค” การจำลองสภาพในช่วงการกำเนิดจักรวาลจะช่วยให้มนุษย์ไปถึงคำตอบว่า “เรามาจากไหน” หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นผลพลอยได้ที่เกิดจากการสร้าง “ปฏิสสาร” (anti-matter) (ที่มีความไม่เสถียรอย่างมาก, การเก็บรักษาจึงเป็นปัญหา) เอาไว้เพื่อทำปฏิกิริยากับ “สสาร” จะทำให้ได้พลังงานบริสุทธ์ที่มากกว่าปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิชชั่น 10,000 เท่า ทั้งของที่เหลือจากการผลิตก็มีเพียงแต่แสงสว่าง ที่ปราศจากมลภาวะ 100% ไม่มีพลังงานแบบไหนที่จะสมบูรณ์แบบ สะอาด และมีประสิทธิภาพเท่านี้อีกแล้ว (นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคงชอบ)

ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือ จากเทคโนโลยีปัจจุบัน CERN อาจจะต้องใช้งบประมาณถึง 1 ล้านล้านล้านเหรียญสหรัฐ (quadrillion, 1015) เพื่อผลิต anti-matter เพียง 1 กรัม แต่เมื่อแดน บราวน์สมมติว่าเป็นไปได้ พล็อตการเชื่อมโยงระหว่าง การเลือกพระสังฆราชแห่งโรมันคาทอลิคองค์ใหม่ – สมาคมลับอิลลูมินาติ – อาวุธมหาประลัย และ การล้างแค้นจากศัตรูเก่า จึงเกิดขึ้น



ภาพเทพมิคาอิลและซาตาน, ที่มา – วิกิพีเดีย

มันจึงเป็นการรบระหว่างนักรบของสรวงสวรรค์ (มิคาอิล) ที่มีความศรัทธาเป็นอาวุธ และมารร้ายจากนรก (ลูซิเฟอร์) ที่ใช้เหตุผลบดขยี้ความเชื่อของศาสนจักร

มุขเล็กๆน้อยๆ ของ แดน บราวน์ ที่พูดถึง CERN ก็น่าสนใจตรงที่ระบุว่า “เราเป็นผู้สร้างเว็บ” และ “ความหลงตัวเองแบบอเมริกัน” (ที่ทะนงตนว่าเป็นเจ้าของเทคโนโลยี) ก็ไม่ถึงกับถูกต้องเสียทีเดียวนัก เพราะจริงอยู่แม้ ทิม เบอร์เนอร์ส ลี แห่ง CERN เป็นคนออกแบบ เวิร์ล ไวด์ เว็บ แต่ตัวพื้นฐานของมัน โพรโตคอลแบบ TCP/IP นั้นถูกออกแบบโดยโครงการวิจัยทางทหารของสหรัฐอเมริกา (DarpaNet) แอพพลิเคชั่นของเว็บอย่าง NCSA Mosaic ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ที่เออร์บานา-แชมเปญ และภายหลังนักศึกษาที่เป็นหัวแรงของที่นี่อย่าง มาร์ค แอนเดอร์สัน ก็ออกมาตั้งบริษัทเองที่ชื่อเน็ตสเคป และขับเคี่ยวกันอย่างหนักกับไมโครซอฟต์ในการสร้างมาตรฐานบราวเซอร์ (สรุปคือ CERN ก็มีส่วนเกี่ยวข้องแค่คอนเซ็ปต์ WWW เท่านั้นเอง)



CERN Lab : Where the WEB was born, ที่มา – วิกิพีเดีย

ในหนังมีการตัดรายละเอียดไปมาก ถือว่ายังดูสนุกตามแบบฉบับฮอลลีวู้ด (อเมริกัน) แต่ผลิตโดยโซนี (ญี่ปุ่น) บทบาทของทอม แฮงค์ส ยังยอดเยี่ยมเช่นเคย สำหรับคนที่ดูหนังหลังจากหนังสือ จะได้เห็นความอลังการของฉากต่างๆในกรุงโรม ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ส ของนครวาติกัน และการตัดฉากที่ฉับไว ทำให้มีลุ้นต้งแต่ต้นจนจบ ส่วนคนสนใจดูหนังก่อนก็สามารถดูอย่างสนุกสนานได้โดยไม่จำต้องไปอ่านหนังสือเพิ่มเติม จุดอ่อนหลักของหนังเรื่องนี้คือ พล็อตง่ายเกินไป แม้มีความพยายามหักมุมแต่ก็สามารถเดาเนื้อเรื่องตอนจบ และผู้ชักใยที่แท้จริงเบื้องหลังได้ไม่ยากนัก

ที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือด้วยวัตถุดิบอันอุดมเช่นนี้สามารถนำเสนอพล็อตที่ซับซ้อน เล่นกับความขัดแย้งที่เป็นปมในจิตใจของมนุษย์ และการเมืองเบื้องหลังความขัดแย้งระหว่างศาสนจักรและวิทยาศาสตร์ได้มากกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละมันอาจจะไม่ทำเงินอันเป็นโจทย์แรกสุดของหนังก็เป็นได้