คำประกาศเครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม 2535
ตามที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนนำไปสู่การใช้กำลังทหารต่อประชาชนในวันที่ 13 เมษายน และมีแนวโน้มจะใช้กำลังในพื้นที่อื่นอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา 2535 และ บุคคลผู้มีรายชื่อท้ายแถลงการณ์ ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งยุติการใช้กำลังทหารติดอาวุธสงครามปราบปราม ประชาชน ยกเลิกการใช้พระราชกำหนด และยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1. แม้รัฐบาลจะมีหน้าที่รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย แต่รัฐบาลต้องเข้าใจว่าการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาลครั้งนี้ เป็นผลของความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมเป็นเวลานาน มีประชาชนจำนวนมากเกี่ยวข้อง มีการชุมนุมในพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวาง การประกาศ พรก.ฉุกเฉินและการใช้กำลังทหาร จึงไม่มีทางยุติความไม่พอใจที่ผู้ชุมนุมมีต่อรัฐบาลได้ ซ้ำยังสุ่มเสี่ยงต่อการยกระดับสถานการณ์ให้เดินไปสู่จุดที่ควบคุมไม่ได้สูง ยิ่งขึ้นไป
2. พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มที่ในการใช้กำลังทหาร ควบคุมข่าวสาร ตลอดจนสั่งสลายการชุมนุมของประชาชน ฯลฯ แต่ไม่ให้นายกมีอำนาจโดยปราศจากขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายกเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงของกลุ่มผู้ชุมนุมในขณะนี้ จึงยากที่จะเชื่อได้ว่านายกจะไม่ใช้อำนาจเพื่อรักษาตำแหน่งทางการเมืองของตน โดยทุกวิถีทาง รวมทั้งใช้กำลังทหารเข้าจัดการกับประชาชน
3. การใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมในช่วงเช้าวันที่ 13 เมษายน และหลังจากนั้น เป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจโดยพลการที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง ขึ้น เนื่องจากมีการใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าสลายผู้ชุมนุม มีปฏิบัติการทางทหารยามวิกาล มีการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ มีการใช้กำลังประทุษร้ายโดยไม่แจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบล่วงหน้า มีประชาชนบาดเจ็บจากการปะทะของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง มีการปิดกั้นโอกาสในการรับรู้ข้อมูลจากปากคำของผู้ชุมนุม จึงเป็น การสลายการชุมนุมที่มุ่งกำจัดฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล ไม่ใช่การกระทำเพื่อความสงบของบ้านเมือง
อนึ่งตลอดวันที่ 13 เมษายน ก็เกิดการสลายการชุมนุมอีกหลายครั้งโดยกระสุนจริง ไม่มีรัฐบาลประชาธิปไตยที่ไหนในโลกใช้วิธีนี้สลายการชุมนุมของประชาชน
4. ไม่มีผู้นำประชาธิปไตยรายใดบริหารบ้านเมืองบนความร้าวฉานของคนในชาติลักษณะ นี้ ไม่มีสังคมอารยะใดยอมรับการปราบประชาชนเพื่ออำนาจของนักการเมือง จึงเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบโดยขจัดเงื่อนไขของการ เผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับรัฐบาลทั้งหมด 4 ข้อ กล่าวคือหยุดการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามจริงปราบปรามประชาชนทันที , ยกเลิกการใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน , ยุติการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ จนกว่าสถานการณ์จะยุติ และคืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการเลือกตั้ง
สุดท้าย เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม 2535 และบุคคลผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ เห็นว่าหนทางที่จะยุติความรุนแรงคือการนำหลักนิติรัฐ กลับคืนมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว นั่นคือรัฐบาลจะต้องไม่ใช้สองมาตรฐานในการดำเนินคดีกับกลุ่มที่ต่อต้าน รัฐบาลในขณะนี้ แต่เพิกเฉยกลับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะการบังคับใช้กฎหมายและกำลังในสถานการณ์แบบนี้รังแต่จะทำให้ประชาชนอีก ฝ่ายรู้สึกถึงความอยุติธรรมมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในระยะยาว
แถลงการณ์องค์กรแรงงานและนักศึกษาต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง วันที่ 13 เมษายน 2552
1. เรียกร้องให้ทหารยุติการใช้ความรุนแรงและการใช้อาวุธสงครามในการปราบปรามผู้ชุมนุม
2. เรียกร้องให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวสารตามความเป็นจริงและร่วมกันประณามการใช้อาวุธสงครามในการปราบปรามผู้ชุมนุม
3. ให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน
4. และในท้ายที่สุด รัฐบาลต้องยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยทันที
ผู้ร่วมออกแถลงการณ์
1. สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็นเสื้อผ้าและผลิตเครื่องหนังแห่งประเทศไทย
2. สหพันธ์แรงงานเหล็กและโลหะแห่งประเทศไทย
3. สหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชา I.T.F.
4. กลุ่มเยาวชนคนงานแห่งประเทศไทย
5. กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง
6. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
7. กลุ่มประกายไฟ
