Practical Report “ขุนรองปลัดชู” และ วีรชนที่ทำเพื่อ”ชาติ”ผู้ถูกลืม

โดย  พิเชฐ  ยิ่งเกียรติคุณ

เครือข่ายพลังลบ www.facebook.com/negativenetwork

 

ช่วงนี้ดูเหมือนจะมีภาพยนตร์เรื่องเล็กๆที่เป็นกระแสพูดถึงในวงกว้าง และเป็นการกระโดดมารับบทบาทการแสดงครั้งแรกของ เช็ก สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ คนต้นเรื่อง แห่ง “คนค้นคน”

เรื่องย่อๆก็คือ ขุนรองปลัดชู ทหารหาญแห่งเมืองวิเศษชัยชาญ หัวหน้ากองอาทมาต มีกำลังพล 400คน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีความสามารถในการศึกและมีวิชาอาคมแกร่งกล้า ที่ซึ่งอาสาเข้าทำศึกสงครามกับกองทัพพม่าในศึกคราวเดียวกันกับชาวบ้าน บางระจัน โดยกองอาทมาตเข้าร่วมกับกองทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ รับหน้าที่เป็นกองสอดแนมข้าศึก ตั้งหลักที่เมืองกุยบุรี (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน) จนกระทั่งวันหนึ่งปะทะเข้ากับกองทัพพม่าที่อ่าวหว้าขาว กองอาทมาตของขุนรองปลัดชูต่างก็ดาหน้าเข้าสู้กับข้าศึกแบบลืมตายถวายชีพ

แต่ด้วยกำลังพลที่มีเพียง 400 คน ฤาจะสู้กับกองทัพพม่าที่มีกำลังพลเรือนหมื่น กองอาทมาตผู้เก่งกล้าค่อย ๆ ทะยอยโดนฆ่าตายไปทีละคน ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังกำดาบอยู่ในมือ จนกระทั่งนายกองคนเก่งโดนจับตัว ไพร่พลที่เหลือจึงโดนไล่ลงทะเลจมน้ำตายไปก็มาก โดนช้างไสงาเข้าแทงตายก็มาก (เนื่องจากมีวิชาอาคมมีดดาบฟันแทงไม่เข้า พม่าจึงใช้วิธีนี้) จึงถือเป็นการปิดตำนานกองอาทมาตลงในที่สุด เหลือไว้เพียงแต่ตำนานเล่าขานมาถึงปัจจุบัน (ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.zonezap.com )

ตัวอย่างภาพยนตร์ \”ขุนรองปลัดชู\”

เรียกได้ว่ากระตุ้น “ต่อมรักชาติ”ให้กับคนส่วนหนึ่งได้มาก ถึงกับพูดว่าเป็นภาพยนตร์ที่กำลังสะท้อนคนเล็กๆน้อยๆที่ถูกหลงลืมในประวัติศาสตร์ของประชาชน

แต่สิ่งที่เป็นคำถามคือ ในสมัยดังกล่าวสิ่งที่เรียกว่า “ชาติ” ดูเหมือนจะเป็นการยกที่ผิดฝาผิดตัวกับวีรกรรมดังกล่าว เหมือนเป็นการเอาบริบทปัจจุบันที่มีความเป็น “รัฐชาติ”แล้วไปอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต

หากย้อนไปดุูความหมายของคำว่า “ชาติ”นั้น หมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทางวัฒนธรรม และมีความผูกพันกันในทางสายโลหิต เผ่าพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ตลอดจนมีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน หรือมีวิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองร่วมกันในขณะนั้นอยุธยามีสถานะเพียงแค่แคว้นใหญ่ที่มีดินแดนบริวารเท่านั้น โดยการปกครองแบบรวมศูนย์

การนิยามคำว่าชาติในสมัยใหม่ในความหมายของ “รัฐชาติ” นั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ “อธิปไตย” ในการปกครองแบบสมบูรณญาสิทธิราชย์นั้น ประชาชนมีอำนาจอธิปไตยแท้จริงหรือ? ถ้าหากเราเอาสิ่งที่ขุนรองปลัดชูทำนั่น จึงอยู่บนคำถามว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นไปเพื่อ “ชาติ”อันหมายถึงประชาชน พี่น้องร่วมชาติ หรือ “หน้าที่”ที่จำต้องทำตามที่ได้รับการบัญชาจาก “องค์อธิปัตย์” และหากจะบอกว่าวีรกรรมครั้งดังกล่าวนั้นเป็นการปกป้อง กลุ่มคนที่มีเผ่าพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรมเดียวกันหรือไม่นั้น อาจจำต้องพิสูจน์ถึงหลักฐานส่วนอื่นๆประกอบ

บทความดังกล่าวมิได้มีเจตนาลบหลู่ความเชื่อของวีรชนผู้เสียสละ แต่เป็นการตั้งคำถามกลับไปว่า เมื่อมีการจะนำภาพยนตร์ดังกล่าวกำลังทำหน้าที่ “เครื่องมือทางการเมือง” อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่? และถ้าจะต้องรับใช้อุดมการณ์นั้นเป็นอุดมการณ์แบบใด? และเหตุใดชีิวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยพวกเขาถึงพึ่งถูกนำมาเสนอในห้วงเวลาดังกล่าว ที่เสียงของ”คนตัวเล็กตัวน้อย”ในสังคมเริ่มดังขึ้น?

หากจะดูแก่นของเรื่องสิ่งที่พยายามจะอธิบายว่า วีรกรรมดังกล่าวอุทิศให้กับคตินิยมแบบ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่เพิ่งเกิดเมื่อวานซืน(เกิดขึ้นย้อนหลังไม่เกิน ทศวรรษ 2500 หรือในสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ) ซึ่งถามกลับไปว่าในสมัยดังกล่าว อะไรคือชาติ? เรื่องศาสนานั้นก็ต้องเข้าใจว่าในสมัยนั้นคงไม่ใช่พุทธแบบในปัจจุบัน และความสัมพันธ์ระหว่างไพร่ฟ้ากับพระมหากษัตริย์ นั้นในอดีตและปัจจุบันมีความแตกต่างกันเช่นไร? ดังนั้นการเปรียบเทียบที่ถูกหยิบยกหลายๆประการ ทั้งจากรายการนำเสนอของทางสถานีไทยพีบีเอส ผ่านวิทยากรต่างๆ ดูเหมือนจะ “ผิดฝาผิดตัว”ค่อนข้างมาก

ภาพเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

กลับมาดู”ประเทศไทย”ในปัจจุบัน เรามีวีรชนที่ถูกหลงลืมมากน้อยแค่ไหน หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475  14 ตุลาฯ2516,6 ตุลาฯ2519 , พฤษภาทมิฬ พวกเขาเหล่านี้ถูกหลงลืมในระยะเวลาไม่นานเท่าชั่วอายุคน หนังสือสังคมศึกษาระดับประถมศึกษา 4 -5 มีการพุดถึงการเรียกร้องประชาธิปไตย เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 16 เพียง 2 บรรทัด  แต่เราเล่าฉากการต่อสู้ของชาวบ้านบางระจัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้เป็นฉากๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการเลือกที่จะทำให้ลืม และเลือกที่จะทำให้จำ ทางประวัติศาตร์

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีกลุ่มคนจำนวนหลักร้อย เฉลิมฉลอง “วันชาติ” เนื่องในโอกาส 79 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สิ่งที่น่าสนใจคือหน่วยงานรัฐที่ควรจะทำหน้าที่หลักในการจัดการเฉลิมฉลองและรำลึกถึงเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่สำคัญ เมื่ออำนาจประชาธิปไตยถูกผ่องถ่ายมาอยู่ในมือประชาชน ซึ่งย้ายความหมายมาที่ชาติที่มีประชานและอำนาจอธิปไตยในมือประชาชนเป็นหลักสูงสุด หน่วยงานรัฐกลับไม่มีปฏิกิริยาในงานเฉลิมฉลองดังกล่าว มีเพียงประชาชนเพียงหยิบมือที่ยังคงรำลึกความสำคัญ เคราะห์ร้ายไปกว่านั้น ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาไม่รู้ว่าวันดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไรต่อตนเอง แย่ไปกว่านั้นผู้ที่มาร่วมฉลองวันชาติกลับถูกมองว่าเป็นเพียง”กลุ่มคนเสื้อแดง” ที่มีความคิดอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นี่เป็นความสำเร็จของการลักพาตัวความทรงจำและการทำให้ถูกลืม แม้กระทั่งผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่าง นายปรีดี พนมยงค์ พระยาพหลพลพยุหเสนา ฯลฯ ก็ยังถูกทำให้กลายเป็น “ผุ้ที่ตกสำรวจทางประวัติศาสตร์”

เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 16 และวีรชนนิรนาม

และ 24มิถุนายน ก็คงไม่แตกต่างจากงาน 14 ตุลาฯ , 6ตุลาฯ หรือ พฤษภาทมิฬ ที่มีแค่ญาติผู้เสียชีวิต นักต่อสู้ที่ปัจจุบันกลายเป็นนักการเมือง หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือคนที่ไม่มีส่วนร่วมแต่ใช้งานดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการปั๊มตรา “ประชาธิปไตย”ให้กับตนเอง ทั้งๆที่มีอุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยของประชาชนอย่างสุดขั้ว

ในห้วงเวลา 4 -5 ปีประชาชนสองฝั่งออกมาต่อสู้นิยามคำว่า “ชาติ” ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ชาตินั้นต้องประกอบด้วย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ การปกครองประเทศเป็นเรื่องของผู้มีทรงศีลธรรมและบารมี ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนิยามคำว่าชาติหมายถึงอำนาจสูงสุดอยู่ในมือประชาชน ผู้ปกครองมาจากการเลือกสรรของประชาชน ช่วงเวลาดังกล่าวทั้งสองฝ่ายมีผู้สูญเสีย เพียงแต่ว่าการเลือกจำและเลือกลืม ของแต่ละฝ่าย บางฝ่ายเลือกรวมไปถึงสื่อมวลชนและกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดปัจจุบันหลายท่าน เลือกที่จะจำเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ 2551   แต่บางฝ่ายของคนเสื้อแดงเลือกจำวีรชนนิรนามของเขาในรูปแบบ “มุขปาฐะ”ที่ไม่ถูกนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลัก ที่เลือกสะท้อนภาพความเสียหายของสถานที่ต่างๆแทน พร้อมกับประชาชนบางส่วนที่เลือกจะมองไม่เห็นคนที่ตายบนถนน ภายใต้กรอบความคิด “ขอความสุขจงคืนกลับมา” และ “Together we can” และใช้ชีวิตประจำวันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสมือนว่าชีวิตของคนเหล่านั้นมิคู่ควรต่อการจดจำ

 

หมุดคณะราษฎร สัญลักษณ์ที่ทำให้ถูกลืม?

การมองย้อนอดีตไปยังวีรชนคนตัวเล็กตัวน้อย (จริงๆก็ไม่เล็กน้อย เพราะว่ามีตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ และก็อาจไม่ได้เรียกว่านิรนามหรือถูกลืมเพราะมีอนุสาวรีย์เป็นที่ประจักษ์) ที่ถูกลืมอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่อย่าลืมประวัติศาสตร์ของประชาชนในยุคใหม่ ที่คำว่าชาติถูกผ่องถ่ายมาอยู่ภายใต้ประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนและมีวีรชน “นิรนาม”ที่พลีชีพเพื่อประชาธิปไตยของประชาชน หากชาติที่นิยามไม่ถูกรวมถึงประชาชน จะมีคุณค่าอะไร? ไม่ได้ขอเรียกร้องให้ต้องสร้างภาพยนตร์เพื่อรำลึกวีรชนนิรนาม เพียงแต่อย่าลืมในสิ่งที่เขาทำและจงปกป้องประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยที่พวกเขาสละชีวิตเพื่อปกป้องเท่านั้นพอ!!

 

  • วลัญช์

    นิยามที่ว่า “ชาติเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งใหม่” ของแนวความคิดต่อต้านชาตินิยม เป็นสิ่งที่ผมเจอมาตลอด 25 ปีที่ผมเริ่มอ่านภาษาไทยได้…

    สมัยที่ผมยังเป็นวัยรุ่นหัวรุนแรง มันเป็นแนวความคิดที่ตื่นเต้น, แปลก, แหวกแนว, เร้าใจ… Vox Populi!

    20 กว่าปีผ่านไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง… ทุกครั้งที่มีหนังแนวชาตินิยมปรากฏ ก็จะต้องมีบทวิจารณ์เชิง anti-nationalism โผล่มาเป็นเงา… (แล้วไม่แคล้วที่จะต้องหยิบยกเหตุการณ์สองตุลากับหนึ่งพฤษ)

    ในความซํ้าซากจำเจของภาพยนต์ปลุกใจ แนวความคิดที่ต่อต้านมันก็เริ่มเก่าคร่ำครึตาม

    ขุนรองปลัดชู สร้างกระแสปลุกใจ ในขณะที่แนวความคิดตรงกันข้าม ก็เกาะกระแสที่ขุนรองปลัดชูสร้างอีกมี
    เกาะกันเกลียวเป็นฉลามกับเหาฉลาม พึ่งพากันไป ฉลามอ้วนเท่าไหร่เหาก็อ้วนพีตาม

    ไม่ว่าฝ่ายไหนจะ”แอบอ้าง”ว่าตนดีกว่าอีกฝ่าย ทั้งคู่มีค่าต่อระบบนิเวศน์ไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน

    เป็นเรื่องตลก ที่ในสมัยที่ผมพยายามผลักดันให้ผู้คนจดจำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของวีรชน”ที่ถูกลืม” ผมต้องคอยเสพวรรณกรรมเพื่อประชาธิปไตยเพื่อ “ปลุกใจ” ตัวเอง…

    ลางเนื้อ “เลือก” ลางยา

  • Thaina

    ขอยกสิ่งที่ผมเขียนจาก FB มาหน่อย

    เห็นคนสปอยล์เนื้อเรื่องของ ขุนรองปลัดชู มากๆเข้า มักจะได้เห็นคนพูดซาบซึ้งกับควา​มเสียสละของวีรบุรุษ

    แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ การที่ชนชั้นสูง หลอกไพร่ไปตายเพื่​อชาติ แถมยังหักหลังวีรบุรุษเหล่านั้น​จนตายหมดทั้ง 400 คน

    นี่คือสารที่อยู่ลึกจนคนทั่​วไปมองไม่เห็น หรือผมประสาทหลอนไปเอง
    หรือว่าทุกคนเห็น แต่ไม่จะจดจำ ใส่ใจ แล้วใช้ความซาบซึ้งหลอนประสาทตัวเอง

  • ณรงค์

    ก่อนจะซาบซึ้งหรือหักมุมมอง ต้องรู้ก่อนว่า เรื่องนี้เป็นตำนานที่ไม่มีการยืนยันในประวัติศาสตร์
    แต่เอาล่ะ สมมติว่าเป็นเรื่องจริง ความเข้าใจในเรื่องต่างๆของผู้คนในสมัยนั้นอาจจะแตกต่างจากความรู้สึกนึกคิดของคนยุคนี้ บางครั้งคนดูก็พยายามลากเอาหนังมาใช้ประโยชน์ให้ความเชื่อของตัวเองมากเกินไป เอาเรื่องของบุคคลมาเรียกให้เป็นเรื่องของชนชั้น เพราะฉะนั้นการดูหนังเรื่องนี้ นอกจากเรื่องรักชาติแล้ว ก็สะท้อนให้เห็นตัวเองได้เหมือนกัน

  • non

    เชื่อว่าสิ่งใดที่ถูกปรุงแต่งก็ขึ้นอยู่กับบริบทกับคนในสังคมนั้นๆ มากกว่า ในระยะเวลาหลายปีบริบทสังคมก็เปลี่ยนไปทีละน้อย อาจมาเปลี่ยนเยอะขึ้นในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเปรยกลุ่มคนที่ทำเพื่อ “ชาติ” หรือ “กลุ่มวัฒนธรรม” ในสมัยก่อน (ตามความเข้าใจของผู้สร้าง) มาเทียบกับปัจจุบันและบางตัวอย่างในอดีต ผมชิมแล้วคิดว่าช่างไม่หอมละมุนกลมกล่อมเอาเสียเลย

    ยังไงวันนี้ก็เหมือนเราซื้อของเล่นใหม่มาเล่นยังคงสนุกอยู่ พอผ่านไปก็กลายเป็นของเก่า และเมื่อผ่านเวลาไปนานๆ บริบทสังคมเปลี่ยน หรืออาจจะยังคงอยู่ ไม่ว่าแบบใดก็ตามเหตุการณ์ที่ถูกจารึกไว้แบบใดก็ตาม จะถูกดึงขึ้นมาให้ “อิน” ในรูปแบบตามบริบทสังคมในขณะนั้นอยู่ดี ขอเดาเอาว่างั้นเลยละกันครับ :)

  • ธนกร

    ประเทศชาติคืออะไร การอยู่ร่วมกันคีออะไร เป็นการอยู่ร่วมกันแบ่งปั้นประโยชน์ร่วมกันอย่างยุติธรรม ทุกคนเกิดมาพร้อมกับหน้าที่ไม่ว่าใครในแผ่นดิน แต่ทำหน้าที่นั้นเพื่อใคร ตัวตนเท่านั้นที่รู้ว่าทำเพื่ออะไร ถ้าพวกหนึ่งพวกใดได้แต่ฝ่ายเดี่ยว สังคมนั้นจะไม่ปรกติ ความรักคืออะไร การเกลียดชังคืออะไร คือแรงความต้องการของเรา ถ้าทำตามเราๆก็จะมีความรู้สึกที่ดี ถ้าไม่ใช่เราก็มีความรู้สึกตรงข้าม ไม่ต้องมองไกลลองสังเกตุจากคนใกล้ตัวดู

  • ทหารพิการแก่

    ทุกตัวในนี้ กรุณาได้โปรดอย่ากะแดะ วิเคราะห์ สังเคราะห์เรื่องชาติ เรื่องบ้านเมือง หรือเรื่องที่คนไทยส่วนมากเขารักเขานับถือ และเขาเห็นว่าสำคัญในการอยู่ร่วมกันเป็นชาติให้มากนักเลย พวกมรึงอยากเห็นกรูสภาพยามนี้ไม๊ นั่งรถเข็นขายลอตเตอรี่ สภาพเหมือนหมาข้างถนน ด้วยขาขาดทั้ง2ข้าง ด้วยต้องออกไปทำหน้าที่ในสนามให้พวกมรึงมานั่งเห่าอวดภูมิเป็นคนรู้ลึกในเวบนี้ กรูไม่รู้หรอกว่าชาติ รัฐชาติ ตะบักตะบวยครวยยาวอะไรของพวกมรึง รู้แต่ว่ากรูต้องทำหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่อทุกคนในประเทศนี้ด้วยชีวิตและอวัยวะ คนอย่างพวกมรึงไม่รู้หรอกว่าเวลาที่ขา2ข้างมันเหยียบระเบิดกับเสียงสนั่นกึกก้องจนแก้วหูแตก แรกๆที่รู็สึกชาวาบไปทั้งตัว จากนั้นมันจะค่อยๆเจ็บปวดมากขึ้นจนสุดที่ทานทนได้ มันเป็นยังไง หยุดเห่าเสียทีนะปัญญาชนสยามส้นตรีนทั้งหลาย จะไปนั่งจิบไวน์ใต้เงาสลัวกับเสียงเพลงบ้าๆบออะไรก็จงไปเถิด คนส่วนใหญ่เขาอยู่กันอย่างไทยๆ เชื่อแบบไทยๆ จะจนรวยเหยียบย่ำกันบ้างเดี๋ยวทุกอย่างคงลงเอยเข้ารูปเข้ารอยกันไปเองแหละ โปรดอย่าเสือกคิดแบบฝรั่งทำแบบฝรั่งให้มากกว่านี้เลย ไอ้ครวย

  • Thaina

    เป็นทหารผ่านศึกมา ทำเพื่อชาติ ก็ไม่ได้ให้สิทธิ์ที่จะมาถ่วงความเจริญประเทศนะครับ
    ทำมาเป็นเล่าความสยดสยองให้ฟัง เพื่ออะไร? ไม่ได้มีประโยชน์เหวอะไรเลย

    แทนที่จะคิดว่า ตัวเองผ่านศึกมาน่าจะได้อยู่อย่างสุขสบาย มีสวัสดิการอย่างทหารฝรั่งเขา ไม่ต้องไปเข็นลอตเตอร์รี่ขายให้ลำบาก
    ยังจะมาถ่วงความเจริญที่จะทำให้ตัวเองได้สบาย ด้วยการปิดปากคนอื่น สั่งไม่ให้เอาอย่างฝรั่ง

    อยู่กันอย่างไทยๆ เหยียบย่ำกันไป ไม่ต้องมีความเท่าเทียม เข้ารูปเข้ารอยแบบเดิมๆ ก็เสื่อมทรามแบบเดิมๆ
    ชั้นผู้น้อยผ่านศึกก็คงต้องขายลอตเตอร์รี่ไปทั้งชาติ

    คิดแบบนี้ล่ะก็ ประเทศเจริญก็ไม่ต้องมารับความเจริญเหมือนคนอื่นเขานะครับ

  • ฟฟ

    อย่าไปว่าลุงทหารผ่านศึกแกเลย ….เพราะ “ชาตินิยม” นั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่พอจะทำให้แกดู “มีค่า” สิ้น เรื่องเล่าว่า “ทำเพื่อชาติ” ไปเสียแล้ว แคล้วว่าคงเหลือแต่ความว่างเปล่า

    และคงต้องช้ำใจว่า ตนเสีี่ยงตายเพื่ออะไร ในเมื่อ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ไม่เคยมีจริง และถึงมีก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าไง

  • จีน่า

    ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เเต่ดุเเค่ไตรเติ้ล สิ่งที่รู้อยู่อย่างนึง เเละไม่มีวันเปลี่ยนเลย คือ ชาติของสมัยนั้น หมายถง การที่เมืองของเค้าสงบเเละคนที่รักได้มีชีวิตอยุอย่างมีความสุข ทหาร ในสมัยนั้น จะบอกว่ารัก ชาติ ก็ไม่ใช่ชาต(เขตเเดนเเบบสมัยนี้เเน่นอน) เเต่ที่เค้ารัก คือ ความเปนคนไท ที่มีจิตใจ รักในชาติ(ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ในบริเวณรอบๆตัว)มากกว่า

    ชาติในสมัยก่อน ยังไม่มี เขตเเดนเลยมันจะเรียกชาติได้ยังไง ไอ้พวกนี้มันไม่ได้ฟังรึงัยว่า ส่วนใหญ่หนังพวกนี้เค้าพูดว่าอะไร เค้าพูดว่า เเผ่นดิน สยาม เเผ่นดินอโยธยา เเล้วมันคิดไหมว่าทำไมมันถึงพูดว่าเเผ่นดิน ก้มันไม่มีเขตเเดนงัยเว้ยย

    เเต่จะเรียกว่าขยายอำนาจ มันก้หมายถึงการขยายฐานจากการปกครองในเเถบนั้นงัยเว้ยย

    พวกเเกที่พูดว่า ชาตินะ หัดคิดบ้าง บรรพบุรุดปกป้องเเผ่นดินไทย ที่มีศุนย์กลางคือบัลลักอโยธยา ที่สำคัญมาก เเล้วจะไม่เรียกวา เปนคนไทยได้ยังไงกันวะ จะไม่เรียกว่าหนังที่บอกที่มาของความเปนชาติในสมัยนี้ได้ยังไงกันวะ ถ้าไม่มีพวกเค้า เเล้วพวกเเกคิดว่า ไทยจะได้เปนกรุงรัตนโกสินเเบบนี้มีการตั้งชื่อใหม่เปนสยาม เปนไทย ปะวะ

    หัดคิดบ้างสิเว้ย ว่าถ้าเราโดนยึดเปนของพม่า เเล้วเกิดอยุรอด เราจะเปนปชช พม่า ทันที เข้าใจปะ พวกฟายยย

  • Thaina

    ความสัมพันธ์ในการปกครองสมัยนั้น พม่าบุกตีอยุธยา ก็ยึดไม่ได้ เพราะห่างไกลกับกรุงหงสามากเกินไป ปกครองไม่อยู่
    ครั้งหงสาบุกอยุธยา กรุงแตกรอบแรก พม่าเอาพระนเรศวรไปชุบเลี้ยง ก็เพื่อให้กลับไปปกครองอยุธยาให้อยู่ใต้อำนาจของหงสา
    เพียงแต่พระนเรศวรเลือกที่จะตั้งตัวแยกออกจากพม่า

    การที่คนไทยชอบคิดว่า นักรบโบราณพลีชีพเพื่อบ้านเมือง เพื่อให้ประเทศไม่ตกเป็นเมืองขึ้นพม่า
    ค่อนข้างจะไม่มีมูลความจริง
    ประเทศไทย รัตนโกสินทร์ มีเมืองหลวง ธนบุรี บางกอก
    เกิดขึ้นมาได้จากการที่ อยุธยา โดนพม่าบุก เมืองแตก แล้วคนที่เหลือก็หนีไปตั้งเมืองใหม่ที่โน่นที่นี่
    แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าบัลลังค์อยุธยาจะโดนโค่นเมื่อไหร่ สยาม บางกอก ก็เกิดขึ้นมาได้เมื่ออยุธยาแตกพ่าย

    เป็นเรื่องจริงที่สมัยนั้น คำว่าปกป้องแผ่นดิน มักจะหมายถึงปกป้องคนที่อยู่รอบตัวเอง ปกป้องหมู่บ้าน มากกว่า
    ส่วนสำคัญก็คือ ชาวบ้านในสมัยนั้น ถ้าโดนทหารบุก ก็จะโดนกวาดต้อนกลับไปยังเมืองหลวงข้าศึกในฐานะทาส
    ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่รักแผ่นดินเกิดมักจะยอมสู้ตาย
    ซึ่งเมืองหลวงก็มักสนับสนุนในฐานะหมู่บ้านด่านหน้า ส่งยุทโธปกรณ์ หรือส่งกำลังพลช่วยเหลือ

    ที่บางระจันแตกก็เพราะเมืองหลวงทรยศ ไม่ส่งปืนใหญ่ให้ ชาวบ้านไม่มีอาวุธหนักก็ได้แต่จับดาบ พร้า ขวาน สู้หอกกับโล่ของพม่า
    ประวัติศาสตร์ก็แค่จารึกว่าคนหมู่บ้านนี้จงรักภักดี

    ความเป็นไทยที่แท้จริง อาจจะเป็นว่า คนไทย อยู่บนแผ่นดินไทย ทุกคนสู้เพื่อพวกพ้องตัวเอง
    คอยสนับสนุนกันเพื่อปกป้องกันและกันบ้าง แต่เคารพในความแตกต่าง เคารพในอิสระของกันและกัน
    เรามีเมืองพี่เมืองน้องมากมาย ซึ่งบางครั้งก็ตั้งตัวแปลกแยก ไม่ขึ้นต่อกัน แต่ก็ยังไปมาหาสู่กัน ทั้งโคราช ปัตตานี ล้านนา เชียงแสน
    ไม่ใช่ชุดความคิด ทุกคนสามัคคี ไทยมีแผ่นดินเดียว ต้องจงรักภักดี ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใต้ร่มธงไทย แบบในปัจจุบัน

    แผนที่อาณาจักรอยุธยาที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในอินโดจีนหลังจากขอมเสื่อมอำนาจ เป็นแค่การขีดเส้นคร่าวๆ ทับลงไปบนพื้นที่ทับซ้อนมากมาย ที่เราเคยร่วมมีอิทธิพล (อาณาจักรขอมก็เช่นกัน)
    บางพื้นที่เกิดจากการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีของสองอาณาจักร แล้วมอบหัวเมืองให้ปกครอง จะให้นับว่าเป็นแผ่นดินของใคร

    แม้จนถึงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ปัตตานี ล้านนา และแถบพรมแดนลาว ก็ไม่ใช่ “แผ่นดินสยาม” แต่เป็น “เมืองขึ้น” ยังเกิดกบฏหัวเมืองอยู่เนืองๆ

    บางทีความทุกข์ก็เกิดจากการยึดติด ถือว่า นั่นของกู นี่ของกู ทุกอย่างของกู

  • ek

    สรุป โดนหลอกทั้งคนดูและคนไม่ดู เพราะไม่มีอะไรจริงใน ประวัติศาสตร์ ความจริงมันตายไปพร้อมกับอดีต ถ้าอยากรู้เรื่องจริงต้องไปถามเจ้าตัวเองเท่านั้น หยุดเชื่อตามคำเค้าอ้าง เค้าบอกเสียเถอะ และหยุดตีความเข้าข้างตัวเองซักที อดีตของตัวเองบางคนยังลืมเลย

  • มินฮู

    ชีวิตเกิดมาก็ทุกข์แล้ว การเสพสื่อโดยใช้อคติ นอกจากจะไม่ได้ก่อให้เกิดปัญญาแล้วที่ตามมาคือทุกข์
    หากเลือกมองในมุมสร้างสรรค์ของสื่อ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายในมิติต่างๆ น่าจะบังเกิดผลดีแต่ตน แก่สังคมมากกว่า การเปิดใจรับฟังความเห็น เป็นการจรรโลงสติปัญญา กันดีกว่านะ

  • http://ilumindy.com ilumin

    คุณ Thaina จริงๆแล้วระยะทางไม่ได้ทำให้พม่าไม่ยึดกรุงศรีอยุธยาไว้ในอำนาจนะครับ แต่เป็นเพราะเป็นวัฒนธรรมในสมัยนั้นจริงๆ เค้านิยมใช้อำนาจให้รัฐอื่นๆเข้ามาสวามิภักดิ์ รัฐไหนที่ไม่ยอมรับการเป็นเจ้า เค้าก็ยกทัพมาแสดงบุญญาบารมี

    สิ่งเดียวที่ผมพอจะรับรู้ได้คือหนังเรื่องนี้ เน้นการส่งกระแสการเมืองในปัจจุบันมากมาย ไม่รู้ว่ามีใครรู้สึกเหมือนกันไหม

  • anupap

    จังหวะที่อ่านบทความ ผมค่อนข้างเห็นด้วยและสนใจในประเด็นของวาทกรรมคำว่า “ชาติ”
    หากแต่มันจะน่าสนใจและน่าติดตามมากว่านี้ถ้าอธิบายมันได้ในมุมกว้างที่ไม่ยกตัวอย่างอย่างแบ่งพรรคแบ่งพวก
    ตามสภาพสังคมการเมืองอย่างที่เรากำลังเป็น แต่อ่านไปสนสุดท้ายท้ายสุดแล้วผมก็โดนผู้เขียนบทความ
    ยัดเยียดวาทกรรมคำว่า “ชาติ” ในอีกมุมมองหนึ่งเข้ามาอยู่ดี

    ถ้าเช่นนั้นมันจะต่างกันอย่างไร
    กับสิ่งที่คุณกำลังบอกว่ามันอยู่ตรงกันข้าม

    เห็นด้วยกับคอมเม้นแรกครับ เป็นการเรียนรู้และวิเคราะห์ประวัติศาสตร์อย่างมีสติได้ดีทีเดียว
    เราจักต้องบริโภคเวลาพร้อมๆไปกับการดำเนินตามแนวคิดความเชื่อ เพื่อรับประสบการณ์และเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
    ดังนั้นทุกวันนี้ผมจึงเลิกยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อแสนเขลาของตัวเองที่เชื่อโดนปราศจากความเข้าใจในเรื่อง
    วัน-เวลา
    กาละ-เทศะ

  • คนไทย

    คำว่า “ชาติ” ก็หมายรวมถึงประชาชน แผ่นดิน บ้านเมืองอยู่แล้ว กรุณาอย่าดีความเพื่อมให้ขัดแย้งมากขึ้น
    หรือทำให้สถาบันเสื่อมเสีย เพราะความเป็นสยามหรือชาติไทย ย่อมหมายถึง 3 สิ่งนี้ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”
    พวกเราเป็นหนี้แผ่นดิน หนี้พระมหากษัตริย์ หนี้ทหาร ฯลฯ ที่ปกป้องบ้านเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นก็ขอให้เป็นประชาชน ที่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ให้เป็นประโยชน์ ก่อนที่จะไปจับผิดระบบระบอบ หรือเรียกร้องอะไร

  • กร

    นักรบหน้าจอทั้งนั้น ชีวิตนี้คงได้แค่บริโภคกับบริโภค แต่ไม่เห็นที่มาของผู้คนที่ต้องสูญเสียไป เลือกจะพูดข้างเดียว
    ลองย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า ที่พล่ามๆกันมา ชีวิตนี้เคยทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับส่วนรวมบ้างหรือเปล่า เที่ียวชี้นิ้วคนอื่นว่าห่วยแตก แต่ลืมมองตัวเอง หรือว่านี่จะเป็นวัฒนธรรมไทยแท้ที่อยู่ในสันดานจนแยกไม่ออก ถ้าเป็นจริง หวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ ให้เกิดประกายความคิดให้รู้จักมองถึงส่วนรวม มองจากมุมมองของสังคมโดยรวม ไม่ใช่เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่แล้วตัดสินว่าคนอื่นผิด