Practical Report ศิลปะปัญญาลุ่มลึกของนิยายกำลังภายในจีน : อดีต ปัจจุบัน อนาคต (ตอนที่ 3)

บททดลองเสนอ : การเชื่อมร้อยประวัติศาสตร์กับนิยายกำลังภายใน

แม้น “ตระกูลสุมา” จะปรีชาสามารถชาญฉลาดล้ำเลิศเพียงใด แต่พวกเขาไม่ควรแย่งยึดผลผลิตซึ่งตนไม่ได้ลงแรงก่อร่างขึ้นมา ทั้งจาก “ตระกูลโจ” ซึ่งได้อุ้มชูชุบเลี้ยงตนเอง ผนวกกับ “ตระกูลเล่า” ซึ่งสร้างตัวด้วยเมตตาคุณธรรม รวมถึง “ตระกูลซุน” ซึ่งบริหารผืนดินอุดมสมบูรณ์จนสามารถอำนวยความสงบสุขมั่งคั่งให้กับประชาชนได้พึ่งพาอาศัยร่มเย็น แต่นั่นคือ จุดจบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของ 1 ใน 4 สุดยอดนวนิยายจีน “3 ก๊ก” จนผู้อ่านรู้สึกถูกทรยศหักหลัง แต่ความจริงอันปวดร้าวย่อมมิอาจบิดเบือน

The God Father ยอดนิยายตะวันตกได้กล่าวไว้อย่างคมคายว่า “การแก้แค้นย่อมเป็นอาหารที่เปี่ยมรสชาติ เมื่อมันเย็นชืดแล้ว” ดังนั้น “จอมคนแผ่นดินเดือด” จึงอาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการล้างแค้นตระกูลสุมา ซึ่งแย่งยึดผลผลิตของผู้อื่นมาอย่างไร้ยางอาย และในที่สุดย่อมต้องส่งคืนความสำเร็จนั้นให้ผู้เข้มแข็งสามารถรายต่อไป จอมยุทธ์ผู้กล้าทั้งหลายจึงสามารถเชื่อมโยง “จอมคนแผ่นดินเดือด” เข้ากับ “ตำนานสามก๊ก” อันลือลั่นได้อย่างมีอรรถรส เติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์ซึ่งขาดการเอ่ยอ้างไต่ถามในห้วงเวลาที่มืดมนที่สุดช่วงหนึ่งของแผ่นดินมังกรจีน “หวงอี้” ได้ใช้พลังสร้างสรรค์ เพื่อพลิกฟื้นห้วงเวลาแผ่นดินเดือดที่ถูกละเลยจนกลายเป็นสีสันที่คอนักอ่านกำลังภายในทุกคนไม่ควรพลาดเลยไป

“ปณิธานผู้กล้ายังไม่จบสิ้น ชีวิตดันมาด่วนตายจาก” ความฝันสวยสดของ “ทัวปากุย” ต้องกลายเป็นอากาศธาตุ เมื่อแนวคิด “กลืนกลายชาวเซียนเปยให้กลายเป็นฮั่น” ซึ่งสร้างความชอบธรรมให้ตระกูลทัวปาปกครองทั่วใต้หล้าได้สำเร็จและยั่งยืนไม่อาจสำเร็จสมดังใจหมายได้ในสมัยของ “ทัวปากุย” แต่เราสามารถติดตามนโยบายและความใฝ่ฝันนี้ได้จากภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง “นางพญาเหนือมังกร” ซึ่งจะพบกับความขัดแย้งกีดขวางจากลูกหลานตระกูลทัวปาในบางกลุ่มอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดด้วยความชาญฉลาดของ “เฝิ่งไทเฮา” จึงสามารถผลักดันบางส่วนในความฝันของทัวปากุยให้ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด แต่ความสำเร็จเบื้องต้นนี้ยังต้องรอคอยวันเวลาและการต่อยอดจากชนเผ่าทางเหนือผู้มีความทะยานทั้งหลาย จนกลายเป็นความสำเร็จรุ่งเรืองในราชวงศ์สุย

“การขึ้นสู่จุดยอดเป็นเรื่องยาก แต่การรักษาตำแหน่งไว้เป็นเรื่องยากกว่า” ราชวงศ์สุยที่ได้กลายเป็นผู้ชนะสุดท้ายในกระบวนการหลอมกลืนอารยธรรมชาวฮั่นกลับต้องพบจุดจบอย่างน่าอนาถ เมื่อลูกหลานไม่รักดีทำผิดพลาดล้มเหลว แต่นั่นได้กลายเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของ “ผู้กล้า” ที่เสนอตัวเข้ารับช่วงสานต่อความฝันอันรุ่งโรจน์

“มังกรคู่สู้สิบทิศ” จึงเป็นผลึกที่เข้ามาประสานต่อยอดความฝันอันสวยงามของ “ทัวปากุย” ซึ่งได้จบสิ้นยุคสมัยไปนานนับร้อยปี แต่มรดกและความพยายามยังคงยืนเด่นท้าทายความสามารถของผู้สืบทอด “หลี่ซื่อหมิน” อาศัยความผิดพลาดและบทเรียนของราชวงศ์สุยในการสถาปนาอาณาจักรจีนใหม่ หลังจากผ่านความหนาวเหน็บและทุกข์ทนอย่างยาวนาน แต่เส้นทางของเขาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่มีความสบายของกิจการใหญ่ “หลี่ซื่อหมิน” ต้องศึกษาเรียนรู้ศาสตร์และศิลปะแห่งการบริหารปกครอง ต้องเพียรสร้างเฟ้นหาทีมงานคนเก่งที่จะช่วยเติมแต่งความใฝ่ฝัน แต่ภายใต้ความเป็นจริงอันสวยสดนั้น “หวงอี้” ได้สร้างจอมยุทธ์ในจินตนาการ “โคว่จงและฉีจื่อหลิง” ขึ้นมาขับเคี่ยวชิงชัย จึงทำให้เรื่องราวของยุคสมัยแห่งความยิ่งใหญ่นี้ พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสุดยอดแห่งความฝันอลังการระดับมหากาพย์

ขณะที่ผู้ติดใจและใฝ่ฝันในความเป็นมารที่เปี่ยมเสน่ห์น่ารัก “สั้งหวี่เถียน” ซึ่งได้ใช้ชีวิตยาวนานนับร้อยปี ภายหลังการสร้างชื่อระบือลือลั่น สั่นสะเทือนเมืองเปียนฮวนในนิยายกำลังภายในเรื่องยิ่งใหญ่สุดอลังการ “จอมคนแผ่นดินเดือด” ในที่สุดจึงได้ส่งมอบ “พระธาตุศักดิ์สิทธิ์” กลับคืนสู่พรรคมาร เพื่อสืบทอดสุดยอดวิชามารไม่ให้เลือนหายอย่างน่าเสียดาย ขณะที่ “มู่ชิงหลิว” ซึ่งตัดสินใจถอนตัวจากการช่วงชิงแผ่นดินเดือดชั่วคราว เพื่อสะสมกำลังรอคอยจังหวะให้พรรคมารกลับมาสำแดงอิทธิฤทธิ์อีกครั้ง หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามชิงแผ่นดินแดนใต้กับ “หลิวอวี้” จอมคนแห่งกองกำลังเป่ยฝู่ และในที่สุดการสะสมอดทนของ “มู่ชิงหลิว” จึงได้ถึงความสุกงอมและบ่มเพาะเป็นความสำเร็จของสำนักมารซึ่งพร้อมจะเข้าศึกชิงชัยเป็นหนึ่งในใต้หล้าปกครองประเทศในสมัยอันเรืองรอง ภายหลังราชวงศ์สุยล่มสลาย ซึ่งผู้ปกครองจะได้รับมรดกชั้นเลิศ คือ “คลองขุดต้าอวิ้นเหอ” ซึ่งจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและการคมนาคมให้ “ราชวงศ์ใหม่” ได้รับความเจริญมั่งคั่ง โดยไม่ต้องลงแรงขูดรีดประชาชนมากมายจนเป็นเหตุแห่งการล่มสลายเฉกเช่นราชวงศ์เก่า

ไมว่าสำเร็จล้มเหลว “แฟนพันธ์แท้พรรคมาร” ต้องตื่นตาตื่นใจและสนุกเพริศแพร้วกับการสืบต่ออันแสนสุดล้ำลึกของเคล็ดวิชาและการชิงชัย ในมหากาพย์ “มังกรคู่สู้สิบทิศ”

“สรรพสิ่งเมื่อถึงที่สุดย่อมเปลี่ยนพลิก” ภายหลังความยิ่งใหญ่ล้ำเลิศของราชวงศ์ที่ดีที่สุดของจีน ซึ่งได้รับการสถาปนาโดย ยอดชายมหาบุรุษ “หลี่ซื่อหมิน” ที่ได้ทำให้ “โคว่จง” พระเอกของพวกเราต้องอกหักผิดหวังจากบัลลังก์มังกร ราชวงศ์ถังของพี่ซื่อหมินจึงได้ถึงจุดเสื่อมและล่มจมภายหลังสร้างตำนานระบือลือลั่นถึงเกือบ 300 ปี แต่ประชาชนจีนทุกข์โศกอยู่ไม่นาน “เจ้าควงอิ้น” ซึ่งเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์ซ่งในเรื่อง “เปาบุ้นจิ้น” จึงได้เกยราชรถในเช้าวันหนึ่งที่สวยงาม อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามจากชนเผ่านอกด่านได้เริ่มก่อระลอกอีกวาระหนึ่ง หลังจากที่ต้นตระกูลทัวปาเมื่อเกือบ 600 ปีที่ผ่านมาได้ช่วยกันหลอมกลืนวัฒนธรรมจนกลายเป็นจีนใหม่สำเร็จได้ในสมัยหลี่ซื่อหมิน แต่ภัยคุกคามครั้งนี้ กลับก่อเกิดเป็นตำนานบทใหม่ให้ผู้กล้าไชโยโห่ร้องต้อนรับ

“8 เทพอสูรมังกรฟ้า” คือ ตำนานในตำนานของกิมย้ง ปรมาจารย์เสาหลักอันแข็งแกร่งของนิยายกำลังภายใน กิมย้งได้ใช้พลังอักษรอันเพริศแพร้ว เผยแสดงจินตนาการตกแต่งเรื่องราวอันวิจิตรโดยอิงกลิ่นอายศาสนาเทพศักดิ์สิทธิ์ของชื่อเรื่องอันหรูเลิศ กิมย้งได้ถักผสานความแตกต่างหลากหลายของวิถีชีวิตผู้คนอย่างถึงที่สุด “ต้วนวี้” นักรักผู้เปี่ยมรสนิยมเป็นคุณชายสูงศักดิ์แห่งดินแดน “ต้าหลี่” ชนเผ่าทางใต้ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเวลาอันเรืองโรจน์ ได้พบเจอกับ “เฉียวเฟิง” ผู้นำพรรคกระยาจก ซึ่งไม่รู้ชาติกำเนิดของตนว่าเป็นเพียง “ชนเผ่าชายแดน” ชาวชี่ตัน ยังต้องมาสาบานเป็นพี่น้องกับ “หลวงจีนศักดิ์สิทธิ์โง่งม” อย่าง “ซีจู๋” ผู้เป็นชาวฮั่นเจ้าของแผ่นดินอารยะ แต่กลับได้เป็นราชบุตรเขยของซีเซี่ย และชนเผ่าทั้งหลายนี้จะต้องหวนกลับมาขมวดปมคลี่คลายในตอนท้ายของเรื่อง นิยายบทนี้จึงเปี่ยมพลังสร้างสรรค์ถึงขีดสุด และนับเป็นความสำเร็จภายหลังการพุ่งทะยานยิ่งใหญ่จาก “มหากาพย์ไตรภาคมังกรหยก”

ใครจะไม่โห่ร้องในความเหี้ยมหาญของ “เฉียวเฟิง” ที่ยินยอมพลีชีวิต เพื่อสร้างสันติสุขชั่วคราวให้กับแผ่นดินจีน แต่ในที่สุดเรื่องราวความโลภความกลัวความรักความแค้นของมนุษยชาติยังคงดำเนินต่อไป ภายหลังจากที่ชาวจีนต้องย้ายเมืองหลวงสู่ดินแดนภาคใต้อีกวาระหนึ่ง หลังจากที่ราชวงศ์จิ้นของตระกูลสุมาได้เคยหลบหนีเมื่อเกือบ 700 ปีก่อน แต่ภายใต้คืนวันอันมืดมนเช่นนี้ ได้เกิดมหากาพย์อันจะสร้างตำนานให้กิมย้งได้ระบือลือลั่นในยุทธจักรกำลังภายใน “มังกรหยก” ซึ่งได้ผสานทักถอคุณธรรมความสัตย์ซื่อของวีรบุรุษยิงเหยี่ยว “ก๊วยเจ๋ง” เข้ากับความทระนงรักชาติบ้านเกิด ซึ่งตนเองไม่คุ้นเคยเพราะไปอยู่ในดินแดนมองโกลตั้งแต่เด็ก และสุดท้ายได้ส่งมอบตำนานไปสู่ “ความรักบริสุทธิ์” ซึ่งสามารถเเอาชนะค่านิยม “ขงจื้อ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งทำให้ราชวงศ์ซ้องของจีนอ่อนแอเสื่อมทราม แต่ด้วยความสามารถรักชาติและประสานร่วมมือของ “เอี้ยก้วย” วีรบุรุษรุ่นใหม่ “ก๊วยเจ๋ง” วีรบุรุษผู้กลายเป็นตำนาน และ “อึ้งเอี๊ยะซือ” วีรบุรุษผู้กลายเป็นเทพมังกรเร้นกายเห็นหัวไม่เห็นหาง ได้ร่วมกันกอบกู้แผ่นดินจีนในอีกวาระหนึ่ง

ใครจะทราบได้ว่า “ก้อนหิน” ที่เอี้ยก้วยทุ่มพลังลมปราณแห่งความคับแค้นล้ำลึกลงไป จะเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดหรือถูกต้อง เพราะการกระทำนั้นกลับทำให้ผู้กล้าเปี่ยมปัญญา “ฮุบิเลี๊ยบ” หรือ “กุบไลข่าน” ได้ทะยานขึ้นมา รวบรวมเผ่าพันธ์มองโกลถึงจุดสูงสุดใหม่ จนในที่สุดสามารถยึดครองแผ่นดินจงกั๋วอันทรนงได้สำเร็จ

พวกเราทุกคนคงเกิดอาการหมั่นไส้ “จูหยวนจาง” นายทหารชั้นผู้น้อยที่บังอาจวางแผนชิงอำนาจการนำจากมือ “เตียบ่อกี้” ผู้เป็นวีรบุรุษเพราะความจำเป็น แต่ได้สร้างตำนานอันลือลั่นให้ยุทธภพและนิกายเม้งก่า จนสามารถรวบรวมผู้กล้าสร้างระบบบริหารอันทรงพลัง เพื่อรุกคืบสู่นครต้าตู ขับไล่ชาวตาร์ตาร์ป่าเถื่อน ฟื้นคืนความสงบสู่ดินแดนอารยะ มรดกที่ “เตียบ่อกี้” ได้ทุ่มเทชีวิตเข้าแลกมา กลับตกไปอยู่ในเงื้อมมือ อดีตหลวงจีนผู้มีความทะเยอทะยานอย่าง “จูหยวนจาง” เหมือนที่ “วุยก๊ก” และแผ่นดินจีน ตกไปอยู่ในเงื้อมมือ “ตระกูลสุมา” ดุจดังประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเสมอ แต่ประวัติศาสตร์หาได้ซื่อตรงเช่นนั้นไม่ เพราะในความจริงแล้วแผ่นดินจีนถูกรวบรวมขึ้นมาใหม่ด้วยวิสัยทัศน์และฝีมือล้ำเลิศของ “จูหยวนจาง” แผ่นดินราชวงศ์หมิงจึงได้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีชีวิตยืนยาวหลายร้อยปี ไม่อ่อนแอเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วเหมือนราชวงศ์สุมา

ใครที่คลั่งแค้น “จูหยวนจาง” ในตอนท้ายเรื่อง “มังกรหยก ภาค 3” คงต้องยิ่งขุ่นเคือง เมื่อได้พบพานจอมวายร้ายนี้ในเรื่อง “เทพมารสะท้านภพ” ฮ่องเต้องค์นี้มีความดุดันวางอำนาจจนน่าหมั่นไส้ แต่ด้วยลีลาการประพันธ์สูงส่งของหวงอี้ จึงค่อยๆคลี่คลายความในใจของมหาบุรุษท่านนี้ผ่านบทสนทนากับ “หานป๋อ” ยอดคนผู้ได้รับวิชาพิสดารพันลึกซึ่งอำนายความสุขสมให้ชีวิตอย่างคิดไม่ถึง ผู้อ่านจะเข้าใจจิตใจของจอมคนผู้กอบกู้ชาติอย่างถึงแก่น ร่วมรู้สึกรับรู้ ถึงความคับแค้นเปลี่ยวเหงาบนราชบัลลังก์ และแม้จะเหี้ยมโหดกับเหล่าขุนนางที่ได้เคยช่วยเหลือท่านในกิจการใหญ่ แต่ชาติกำเนิดอันต่ำต้อยของท่านได้สอนให้ชีวิตไม่เคยลืมประชาชน นอกจากนี้ ยังได้สัมผัสบุคลิกภาพมังกรยอดคนที่องอาจห้าวหาญ ซึ่งอดีตในช่วงเริ่มก่อการอันฮึกเหิมห้าวหาญได้บ่มเพาะขึ้นมา แต่ที่ล้ำลึกที่สุด คือ การฉายภาพความเป็นมนุษย์เลือดเนื้อของท่านได้อย่างหมดเปลือกล่อนจ้อน ทำให้ผู้อ่านมิอาจไม่สะท้อนใจ จนบรรเทาความโกรธแค้นหมั่นไส้ลงพอสมควร และยิ่งกลายเป็นความสงสารเมื่อท่านต้องจบชีวิตลงในห้วงยามแห่งความสุขสูงสุดครบ 70 พรรษาของพระชนมชีพ ท่ามกลางไฟสงครามที่จะตามมาภายหลังการสวรรคต

เมื่อย้อนกลับไปอ่านประวัติศาสตร์อย่างใคร่ครวญอีกสักครั้ง เราจะพบว่า “เทพมารสะท้านภพ” ได้ช่วยพลิกภาพความสมดุลในการวิเคราะห์ตีความให้กับประวัติศาสตร์ต้นราชวงศ์หมิง “หวงอี้” ได้ฉายภาพให้เห็นความยิ่งใหญ่งดงามของ “ปฐมจักรพรรดิ” แห่งราชวงศ์หมิงอันเรืองโรจน์ ซึ่งคนจำนวนมากอาจมีอคติภาพลบต่อท่าน แต่ใครจะคาดคิดว่า ในบริบทหนึ่ง การเป็นฮ่องเต้ของ “จูหยวนจาง” ก็มีเรื่องราวอันคับแค้นและน่าเห็นใจ การถูกประณามว่าโหดร้ายทารุณ ย่อมเป็นเรื่องจริงและจุดด่างพร้อยในชีวิตของท่านอย่างไม่ต้องสงสัย แต่คนส่วนใหญ่มักจะลืมด้านที่เมตตาของฮ่องเต้องค์นี้ไป เพราะในความโหดร้ายต่อขุนนางนั้น ฮ่องเต้องค์นี้ได้มีความรักและปราณีต่อราษฏรมากมายปานใด ซึ่งหากวิเคราะห์อย่างถึงที่สุดแล้ว ที่ท่านต้องระแวงสงสัยขุนนางนั้น ก็อาจเพราะท่านเคยเป็นคนยากไร้มาก่อน ชีวิตของท่านต้องผ่านการเคี่ยวกรำและชิงไหวชิงพริบอย่างดุเดือดหนักหนากว่าฮ่องเต้ที่มีทุนรอนในชีวิตมากกว่าท่านเพียงใด แต่เพราะความยากไร้นั้นเองกลับทำให้พระองค์รักเมตตาราษฏร เข้าอกเข้าใจในความลำบากทุกข์ยากของมวลประชาได้ดีเยี่ยมกว่าฮ่องเต้องค์อื่น ที่มีทุนรอนเริ่มต้นในชีวิตสูงส่งกว่าท่าน

ผู้อ่านยังเห็นแง่มุมงดงามและความใฝ่ฝันของท่านอย่างน่ารักอีกหลายสิ่ง ซึ่งทำให้ผู้อ่านเกิดความเห็นใจและลดอคติที่มีต่อผู้มีอำนาจบารมี เพราะแท้ที่สุดแล้ว คนเราจะเข้าใจประวัติศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้งก็ต่อเมื่อสามารถมองเหตุการณ์ในอดีตอย่างหลากหลายแง่มุม รู้จักมองในบริบทที่หลากหลาย จากจุดยืนที่แตกต่าง ซึ่งนอกจากทำให้เข้าใจกระจ่างในความเป็นมนุษย์แล้ว ยังช่วยทำให้ท่านสนุกสนานรื่นรมย์กับสีสันที่กระจ่างตา มากกว่าประวัติศาสตร์ที่เสร็จสมบูรณ์และปิดกั้นบิดเบือนชีวิตสีสัน อย่างที่ผู้หวังดีต่อชาติ (ทั้งแบบจอมปลอมและจริงใจ)พยายามกระทำ

ไม่ว่า “หงอู่ฮ่องเต้” จะได้พยายามใช้ความสามารถปัญญาอัจฉริยะเหนือคนของตนเอง “ลิดหนามออกจากต้นไม้” เพื่อให้ลูกหลานได้ครองราชย์กันอย่างสงบสุขยืนยาว แต่คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต ในที่สุดราชวงศ์หมิงกลับไม่อาจหลุดพ้นจากวัฏจักรประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ ซึ่งมักจะยืนยาวเฉลี่ยประมาณ 250 ปี ต้องล่มสลายภายใต้ความอัปยศอดสูของชาวจีนด้วยกันที่เปิดประเทศต้อนรับชาวต่างชาติ

ลำพังเพียงการเปิดด่านของแม่ทัพชาวจีนและการเข้ายึดกรุงปักกิ่งของชาวแมนจู ไม่ได้หมายถึง ชัยชนะขั้นสุดท้ายในการสถาปนาตนเองเข้าปกครองแผ่นดินจีนของชาวแมนจู พวกเขาต้องใช้กลยุทธ์อีกมากมาย กินเวลาหลายสิบปี กว่าจะสามารถครอบครองแผ่นดินจีนทั้งหมดได้

บางทีเราอาจต้องยกคุณความดีครั้งนี้ให้กับ “ปรมาจารย์มารผังปาน” ผู้อบรมบ่มเพาะไม่ให้ลูกศิษย์ผลีผลามก่อการ แต่ให้รอคอยจังหวะแม้จะยาวนานหลายร้อยปีก็ตาม จนกลายเป็นความสุขุมลุ่มลึกในการเข้ายึดครองผืนแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่มั่งคั่ง ลำพังเพียงใช้กำลังเข้าหักหาญย่อมประสบความล้มเหลวเช่นเดียวกับชาวมองโกล

ความเหนือกว่าในศิลปะการปกครองของราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นชาวแมนจู ทำให้สามารถปกครองแผ่นดินจีนได้ 268 ปี แม้ว่าจะไม่มีแสนยานุภาพทางทหารสูงส่งเยี่ยงราชวงศ์หยวนที่เป็นชาวมองโกลซึ่งเคยสร้างตำนานสะท้านฟ้า ยึดครองดินแดนได้ครึ่งค่อนโลก แต่กลับปกครองแผ่นดินจีนได้เพียงแค่ไม่เกิน 100 ปีเท่านั้น

แน่นอน การสามารถยึดครองประเทศจีนซึ่งเป็นเจ้าตำรับพิชัยสงครามย่อมต้องใช้กองทัพที่มีแสนยานุภาพไม่ธรรมดา แต่การสงครามย่อมไม่อาจใช้เพียงกำลังเข้าหักหาญ แต่ยังต้องใช้กลยุทธ์ รวมถึงการสร้างพันธมิตร การรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสม ผู้ชนะคือผู้ที่สามารถประสานความหนักหน่วงเข้ากับความนิ่มนวลได้อย่างลงตัวสมดุลที่สุด เช่นเดียวกัน การปกครองซึ่งเป็นการสงครามที่ยาวนานกว่าการเข้ายึดประเทศ ย่อมต้องใช้ความหนักหน่วง(หยาง) ผสานกับความนิ่มนวล(หยิน) อย่างลงตัวเป็นที่สุด จึงจะสามารถยึดกุมชัยชนะได้ยาวนานที่สุด

หากพิจารณาประวัติศาสตร์ความรุ่งเรืองของราชวงศ์ชิง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนยกย่องให้เป็นราชวงศ์ยอดเยี่ยมอันดับ 3 ของแผ่นดินจีน อาจทำให้แฟนนิยายกำลังภายในเรื่อง “เทพมารสะท้านภพ” บังเกิดความพึงพอใจและรู้สึกสมเหตุสมผล ลดคำตัดพ้อตำหนิ “หวงอี้” ที่รจนาให้ “จอมคนผังปาน” ยินยอมตัดใจจากการรุกรานแผ่นดินจีนง่ายดายเกินไป แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพการณ์ที่ “จูหยวนจาง” ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประเทศ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจตั้งแต่ยังเป็นกองกำลังเล็กๆ จวบจนกระทั่งเป็นผู้นำชาวจีนในการทวงแผ่นดินคืนมาจากชาวต่างชาติ และยังต่อเนื่องไปภายหลังยึดครองแผ่นดินจีนทั้งหมดได้ การนำขุมกำลังของตนเองไปสุ่มเสี่ยงกับผู้นำที่ปรีชาสามารถ และประเทศที่มั่นคงเข้มแข็งเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่จอมคนพึงหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะเมื่อการทำสงครามไม่ได้ตัดสินที่กำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึง ความแข็งแกร่งยืดหยุ่นของระบบบริหารจัดการประเทศและกองทัพ ที่สำคัญ “จอมคนผังปาน” คือ จอมมารที่ลึกซึ้งที่สุด ย่อมไม่ใช่พวกที่บ้าดีเดือด เน้นแต่ความสะใจในระยะสั้น แต่ขาดวิสัยทัศน์ยาวไกล รวมถึงความใจเย็นที่จะรอโอกาสและความสำเร็จที่ใหญ่ยิ่งกว่า บางทีการเข้ารบพุ่งในระยะสั้น ด้วยความสามารถของปรมาจารย์ผังปานและกองกำลังของเหล่าลูกศิษย์ที่เตรียมพร้อมมาอย่างดี อาจได้รับชัยชนะยึดครองส่วนหนึ่งของแผ่นดินกลับคืนได้ แต่ด้วยกองกำลังที่มีอยู่คงไม่อาจสามารถขยายผลและสามารถรักษาความยั่งยืนของชัยชนะได้ ทั้งหมดจึงอาจเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของปรมาจารย์แห่งยุค จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมให้เหล่าลูกศิษย์รักษาเพิ่มพูนขุมกำลังไว้ เรียนรู้จากชาวจีน และรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการทำสงคราม แม้แต่ “นูรฮาชื่อ” จอมคนที่รบร้อยชนะร้อย ยังต้องสังเวยให้กับกองทัพเล็กๆแสนอ่อนแอของราชวงศ์หมิงซึ่งแม้จะเสื่อมทรามถึงขีดสุด แต่ยังไม่สิ้นอายุขัย โดยเฉพาะรากฐานการวางระบบบริหารจัดการปกครองประเทศทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมภูมิปัญญา ซึ่งชาวจีนเหนือล้ำกว่าชนเผ่านอกด่านมาทุกยุคทุกสมัย น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยค้ำชูสร้างความได้เปรียบในการทำสงคราม และยืดอายุราชวงศ์ไปได้อีกพอสมควร แต่ในที่สุดก็ล่มสลายลงด้วยน้ำมือชาวแมนจูลูกหลานของนูร์ฮาชื่อ ที่กลับมาแก้แค้นล้างอายให้บรรพบุรุษ

และปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความสำเร็จให้ชาวแมนจูในการปกครองชาวจีน คือ การเรียนรู้จากภูมิปัญญาของชาวจีน เพื่อนำมาใช้ในกำราบเอาชนะชาวจีน

แต่ภูมิปัญญาล้ำเลิศของชาวจีนที่เหนือกว่าชนเผ่านอกด่าน ไม่ใช่สิ่งที่ได้รับอาณัติมาจากสวรรค์เหมือนอำนาจการปกครองของฮ่องเต้ แต่เกิดจากการเรียนรู้สั่งสมกันมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ช่วงประวัติศาสตร์ที่เข้มข้นที่สุดและถือเป็นรอยต่อสำคัญของการบ่มเพาะก่อนจะขยายคลี่คลายเป็นความยิ่งใหญ่ของชนชาติฮั่นอันสะเทือนโลกหล้า คือ ยุคที่เรียกกันว่า “ชุนชิวจ้านกว๋อ” ซึ่งถือเป็นสมัยที่น่าลุ่มหลงที่สุด เปี่ยมด้วยความรุ่มรวยเปิดกว้างของอารยธรรมจีน

น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ใฝ่ฝันอยากจะหลบหนีชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกแต่แสนน่าเบื่อหน่ายในยุคนี้ เพื่อย้อนเวลากลับไปในยุคสมัยที่วุ่นวายแต่ก็สวยงามที่สุดนี้

“เจาะเวลาหาจิ๋นซี” สร้างความรู้สึกสัมผัสในกลิ่นอายอารยธรรมปลายสมัยชุนชิวจ้านกว๋อ ยุคที่ “ดอกไม้ปรัชญาร้อยสำนักบานสะพรั่งพร้อมพรัก” ก่อนที่ “ปฐมจักรพรรดิคนแรกของจีน” จะรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นกลายเป็นมหาอาณาจักรจีนอันยิ่งใหญ่ โดย “หวงอี้” ได้สอดแทรกประเพณีวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้นได้อย่างลงตัวยิ่งนัก แน่นอนย่อมไม่อาจบรรยายถึงเสื้อผ้าอาภรณ์และที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจนแตกต่างจากยุคสมัยอื่นได้อย่างหมดเปลือก มิเช่นนั้นคงเป็นบทความวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ แต่หวงอี้ก็สะท้อนบางสิ่งบางอย่างที่เป็นตัวแทนของวันเวลาได้อย่างน่าสนใจ นี่อาจเป็นเสน่ห์ที่เชิญชวนผู้อ่านกลับไปค้นคว้าประวัติศาสตร์ปลายยุคจ้านกว๋อดูอีกสักครั้ง ว่าจะมีวิญญาณของยุคสมัยเหมือนหรือแตกต่างจาก “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” ผลงานสร้างชื่อระบือลือลั่นชิ้นแรกของหวงอี้

จุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หวงอี้ได้ฉายภาพในมุมมืดด้านหนึ่งของผู้คนในยุคสมัยปลายจ้านกว๋อ ซึ่งมีความหดหู่ซึมเศร้าหลีกหนีความจริง จึงสะท้อนเป็นความต้องการเสพสุขอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะไม่รู้ว่าชีวิตของตนต้องสิ้นสุดลงในวันใด ซึ่งสิ่งนี้ยากจะบอกได้ว่า จริงๆแล้วคนยุคนั้นคิดอย่างใด แต่แน่นอนว่า บทนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์อาจไม่กล้าฟันธงในประเด็นนี้ พวกนักวิชาการอาจเพียงสรุปกว้างๆว่า ยุคสมัยชุนชิวจ้านกว๋อนั้น วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาวจีนได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ไม่มียุคสมัยใดที่จะรวมปวงปราชญ์ได้มากมายขนาดนี้ บางคนอาจเห็นแย้งว่า ยุคสมัยถัง เป็นยุคที่อารยธรรมจีนรุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่ใครจะกล้าปฏิเสธได้ว่า ต้นธารของอารยธรรมจีนทั้งมวล เริ่มต้นรวมตัวชัดแจ้งในยุคสมัยนี้ แต่ใครจะกล้าฟันธงชัดเจนลงไปว่า ท่ามกลางความรุ่งเรืองทางภูมิปัญญา และการแก่งแย่งแข่งดีกันนั้น มีความอ่อนแอแฝงเร้นอยู่ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร แต่การสอดใส่แง่มุมนี้เข้ามาในนิยาย ได้ทำให้ “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” ช่างน่าลุ่มหลงยิ่งนัก เพราะความขัดแย้งนี้ยังน่าสะท้อนใจยิ่งกว่า ความอ่อนแอของจิตใจ หรือความห้าวหาญฮึกห้าวแต่เพียงอย่างเดียว

นั่นคือ ตัวอย่างของการต่อเชื่อมความรู้ในประวัติศาสตร์ ศิลปวรรณกรรม ปรัชญา และอารยธรรมจีนเข้าเป็นหนึ่งเดียว เพื่อวิเคราะห์ตีความอ่านซ้ำ “นิยายกำลังภายใน” ทั้งมวล โดยอาจผสานต่อยอดวรรณกรรมจีนเรื่องอื่นเข้ามาผสมผสานจนกลายเป็นความงามที่น่าตื่นตะลึง

บางทีหลังจากสุขสดชื่นจากการได้เชื่อมต่อเปรียบเทียบนิยายกำลังภายในกับประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งลงตัวแล้ว การหวนกลับไปหยิบจับนิยายกำลังภายในสักเล่มขึ้นมาอ่านใหม่อีกครั้ง อาจค้นพบคุณค่าความงามใหม่ที่เราไม่เคยพบเจอหรือมองข้ามไปในการอ่านครั้งแรก โดยเฉพาะเมื่อผู้อ่านมีโลกทัศน์ที่ลึกซึ้งขึ้น การอ่านใหม่ครั้งนี้ย่อมได้รับคุณค่าความงามที่เข้มข้นลึกซึ้งกว่าเดิม สิ่งที่เคยมองข้ามไปก็กลับมาปรากฏสีสันชัดเจน สร้างความแปลกใหม่ร้อนแรงไม่สิ้นสุด

วิธีการเช่นนี้น่าจะช่วยยืดอายุและต่อยอดนิยายกำลังภายใน ให้คงความสดชื่นสุขสันต์เฉกเช่นวันแรกแย้ม