Practical Report ศิลปะปัญญาลุ่มลึกของนิยายกำลังภายในจีน : อดีต ปัจจุบัน อนาคต (ตอนที่ 4)

3.เสน่ห์งามในการประสานท่วงทำนอง

ในโลกปัจจุบันที่สรรพสิ่งถูกแบ่งแยกจัดประเภท จนมองไม่เห็นความเชื่อมประสานสอดคล้อง ผู้คนย่อมเกิดความรู้สึกอึดอัดขัดข้อง แต่ในความจริงแล้ว “สรรพสิ่งล้วนกำเนิดจากความเป็นหนึ่ง” โดยเฉพาะ “อารยธรรมจีน” ซึ่งมีความเชื่อมประสานร้อยรัดกันอย่างน่าตกใจ

“คัมภีร์พิชัยสงครามซุนวู” ยอดตำรากลยุทธ์ที่สูงส่งเลอเลิศเล่มหนึ่งของโลก ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การใช้กำลังเพื่อเอาชนะคะคานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสอนให้เอาชนะสงครามโดยไม่ต้องรบ ซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกของคนทั่วไปที่อยู่บนโลกการแข่งขันอันโหดร้าย โดยเฉพาะเมื่อตำรากลยุทธ์ทางธุรกิจถูกพัฒนามาจากโลกตะวันตก ซึ่งเน้นการบุกตะลุยมากกว่าตั้งรับพลิกแพลง ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเพราะรากเหง้าของอารยธรรมจีนล้วนได้รับการพัฒนามาจากคัมภีร์ “อี้จิง” คัมภีร์โบราณล้ำลึกที่ว่าด้วย “ความเปลี่ยนแปลง” ของสรรพสิ่ง และแน่นอนขึ้นชื่อว่าวัตถุธาตุย่อมมีทั้งความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรม ความแข็งกร้าวและอ่อนนุ่มหมุนเวียนสลับกันไป ดังนั้น การวางแผนเพื่อชิงชัยในทุกสมรภูมิ จึงต้องกำหนดให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทั้งฝ่ายศัตรูและฝ่ายของเรา การรุกอย่างเดียวโดยไม่หลบหลีกพลิกแพลงจึงเป็นเรื่องโฉดเขลาอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการตั้งรับโดยไม่ตีโต้เมื่อจังหวะเหมาะสม ย่อมเป็นการประพฤติตัวไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง

“36 กลยุทธ์” ซึ่งเป็นตำราที่รวบรวมผลึกภูมิปัญญาของจอมคนยอดขุนพลของประเทศจีนมาหลายพันปี ย่อมมีทั้งกลยุทธ์เพื่อรุกรับหลบหนีหลอกล่อ เพื่อประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพการณ์ โดยในบทนำของแต่ละกลยุทธ์จะมีการเทียบสภาพการณ์ของกลยุทธ์กับลายลักษณ์แทนความเปลี่ยนแปลงของคัมภีร์ “อี้จิง” ซึ่งมีถึง 64 ลายลักษณ์ ด้วยความสลับซับซ้อนพลิกผันแปรเปลี่ยนของภูมิปัญญา จึงทำให้กลยุทธ์ในการต่อสู้ของชาวจีนไม่เคยตกยุคล้าสมัย และยังคงสำแดงฤทธิ์เดชให้โลกลือนามว่า “ชาวจีน คือ สุดยอดของนักกลยุทธ์”

7 สุดยอดตำราพิชัยสงครามจีน ที่คนไทยมองข้าม ?

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเพียง “ตำราพิชัยสงครามซุนวู” ผนวกกับ “36 กลยุทธ์” อาจไม่สามารถส่งเสริมให้ทุกคนเข้าใจถึงแก่นแท้กลยุทธ์ได้ เพราะแต่ละคนมีความถนัดรักชอบและจุดโดนใจแตกต่างกัน โชคดีที่ยังมีคัมภีร์พิชัยสงครามจีนอีกหลายเล่มที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แน่นอนว่า “พิชัยสงครามซุนวู” นับเป็นเลิศที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่า คัมภีร์พิชัยสงครามเล่มอื่นล้วนด้อยค่าไร้ราคา โดยเฉพาะเมื่อแต่ละคนมีความชอบและชำนาญที่แตกต่างกันออกไป บางทีการศึกษาคัมภีร์พิชัยสงครามจีนเล่มอื่น อาจพอดีโดนจุดสำคัญในใจของผู้ศึกษาเข้าพอดี ทำให้ตกผลึกแก่นแท้ของพิชัยสงครามได้สำเร็จ หลังจากนั้น ยังสามารถกลับมาอ่านพิชัยสงครามของซุนวูได้ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม

เสน่ห์ประการหนึ่งในการศึกษาพิชัยสงคราม คือ บริบททางประวัติศาสตร์ในการแต่งพิชัยสงคราม ซึ่งหากเราศึกษาประวัติศาสตร์ควบคู่ไปด้วยจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการทำความเข้าใจและตีความคัมภีร์พิชัยสงคราม โดยเฉพาะเมื่อเราทราบความจริงว่า คัมภีร์พิชัยสงครามที่เราศึกษากันนั้น ล้วนผ่านการตกทอดมายาวนาน บางครั้งต้นฉบับได้สูญหายไป เนื้อความได้ผิดเพี้ยนบิดเบือนไป แต่ในความโชคร้ายนี้กลับมีความโชคดีแฝงเร้นอยู่ นั่นคือ ในเมื่อแม้แต่คัมภีร์พิชัยสงครามเหล่านี้ยังมีการบิดเบือนไม่ตรงกับต้นฉบับจริง ดังนั้น การศึกษาและประยุกต์ใช้จึงไม่ควรจะยึดติดคัมภีร์มากเกินไป แต่ควรศึกษาเปรียบเทียบกับบริบทประวัติศาสตร์ นำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน นั่นคือ การเข้าใจถึงแก่นพิชัยสงครามอย่างแท้จริง

ตำราพิชัยสงครามที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันและได้รับการยกย่องสูงสุดมีเพียง 7 คัมภีร์เท่านั้น แต่ละเล่มต่างมีมุมมองที่น่าสนใจในตัวเอง โดยเฉพาะคัมภีร์พิชัยสงครามของ “เจียงไท่กง” ซึ่งนับถือเสมือนเป็นคัมภีร์พิชัยสงครามเล่มแรกของจีน แต่โชคร้ายที่นักประวัติศาสตร์ได้ค้นพบว่า คัมภีร์เล่มนี้กลับถูกเขียนขึ้นในช่วงประมาณราชวงศ์ฮั่น จึงคาดเดากันว่า น่าจะเป็นยอดคนรุ่นหลังได้รจนาขึ้นแต่ใช้ความโด่งดังของท่าน “เจียงไท่กง” ในการสร้างความน่าเชื่อถือให้พิชัยสงครามเล่มนี้ ยังมีความพิสดารย้อนแย้งขึ้นไปอีกว่า “พิชัยสงครามหวงสือกง” ซึ่งได้เล่าลือกันว่า “จางเหลียง” ได้ใช้พิชัยสงครามจากตำราเล่มนี้ในการช่วยเหลือหลิวปังสถาปนาราชวงศ์ฮั่น โดยแท้จริงแล้วคัมภีร์พิชัยสงครามเล่มนี้ประพันธ์ขึ้นโดย “เจียงไท่กง” ซึ่งสุดท้ายก็ได้ค้นพบว่า ตำราเล่มนี้กลับแต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่นอีกเช่นกัน ความเก่าแก่ที่สุดของพิชัยสงครามจึงกลับตกเป็นของ “คัมภีร์พิชัยสงคราม ซือหม่าฝ่า” ในท้ายที่สุด

เรื่องราวและการต่อสู้ของ “เจียงไท่กง” ได้ปรากฏในนิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์มากมาย แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ ตำนานเทพนาจา ซึ่งแม้ว่า “เจียงไท่กง” อาจไม่ได้เป็นตัวละครสำคัญที่สุด แต่ผู้เสพรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็อาจได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในช่วงสมัยนี้ ควบคู่ไปกับชีวิตของเจียงไท่กง ผู้ช่วยโจวอู่หยางสถาปนาราชวงศ์โจว อันเป็นยุคทองสมัยหนึ่งของชาวจีน

แต่เรื่องราวของกษัตริย์ราชวงศ์ซางที่ถูกโจวอู่หยางพิชิตนั้น ยังน่าศึกษาสนใจไม่แพ้กัน การปกครองโหดร้ายของท่านได้สร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของเจียงไท่กงจนท่านต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ซุ่มซ่อนตัวยาวนานจนเข้าสู่วัยชรา และแทบไม่น่าเชื่อว่าจะกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่เกรียงไกรให้ราชวงศ์โจวในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่ขณะที่นักประวัติศาสตร์สมัยโบราณมักกล่าวโทษ “โจ้วหวาง” หรือ “ติ้วอ๋อง” ว่าเป็นทรราชสำคัญคนหนึ่งของแผ่นดินจีน นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังกลับฟื้นฟูสร้างความชอบธรรมให้กษัตริย์องค์นี้ จนถึงขั้นวิเคราะห์ว่า “โจ้วหวาง” กลับมีคุณูปการต่อแผ่นดินจีนในฐานะผู้เริ่มต้นแนวคิดการรวบรวมชาวจีนให้เป็นหนึ่งเดียว เพียงการศึกษาแง่มุมความขัดแย้งนี้ก็เป็นที่สนุกสมใจของผู้รักในการเรียนรู้

แต่ไม่ว่า “โจ้วหวาง” จะเป็นคนดีหรือคนเลว เราต้องไม่ลืมว่า ประวัติศาสตร์นั้นไม่เคยเป็นกลางอย่างแท้จริง ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกเขียนโดยน้ำมือของผู้ชนะ โดยเฉพาะราชวงศ์โจวที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมจีน ย่อมมีความชอบธรรมสูงที่สุดในบรรดาราชวงศ์ทั้งมวล ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจถ้า “โจ้วหวาง” จะดูชั่วร้ายกว่าความเป็นจริง แต่ก็อีกนั่นแหละ หากไม่มีความชั่วร้ายเลวทรามในระดับหนึ่ง คงยากที่ราชวงศ์ใหม่ที่อ่อนแอกว่าจะสามารถเข้าแทนที่ได้

หรือบางทีอาจเป็นเพียงเพราะ “โจ้วหวาง” โชคร้ายที่เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง จึงถูกประนามมากกว่ากษัตริย์องค์อื่นในราชวงศ์ซึ่งอาจเลวร้ายมากกว่า แต่โชคดีกว่าที่บ้านเมืองไม่ถึงกับล่มสลายลง

แต่ตลกร้ายที่น่าชื่นชมที่สุด กลับเป็นการกล่าวประนามถึง “ผู้หญิงตัวเล็กๆ” คนหนึ่งว่าเป็นต้นเหตุสำคัญในการทำให้ราชวงศ์ซางอันยิ่งใหญ่ต้องล่มสลายลง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ซึ่งมักพยายามทำให้สรรพสิ่งดูง่ายดายกว่าความเป็นจริง ง่ายที่สมองจะขบคิดดูดซับ ดังนั้น การโทษผู้หญิงคนเดียว หรือโทษกษัตริย์จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ในยุคโบราณแทบไม่เคยมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ แต่กลับมีบทบาทสำคัญในการทำลายราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ราชวงศ์หนึ่งในประวัติศาสตร์

“ผู้หญิงตัวเล็กๆ” ที่กล่าวถึงนี้ คือ “ต๋าจี” หญิงงามที่ได้รับยกย่องเป็น 4 สุดยอดหญิงงามของชาวแต้จิ๋ว แต่กลับไม่ปรากฏชื่อใน “4 สุดยอดหญิงงามของประเทศจีน” ซึ่งเรื่องราวของเธอได้รับการวิเคราะห์วิจารณ์อย่างถึงแก่นในหนังสือที่ยิ่งใหญ่เล่มหนึ่งในบรรณพิภพวรรณกรรมจีน “4 สุดยอดหญิงงามในประวัติศาสตร์จีน” ของท่านอาจารย์ ถาวร สิกขโกศล ได้สอดแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์ตำนานมากมาย ซึ่งร้อยเรียงเรื่องราวความงามและความเป็นจีนได้อย่างลงตัวถึงแก่น ไม่แพ้ความงามจากสัมผัสของ “4 สุดยอดศิลปะจีน” ที่ผู้เขียนจะได้กล่าวถึงต่อไป

อยากให้ผู้อ่านได้ติดตาม “นาจา” ฉบับที่นำมาเผยแพร่ทางช่อง 3 ซึ่งเราจะเห็นถึงความงามล่มเมืองของ “ต๋าจี” ที่ทำให้ “โจ้วอ๋อง” ลุ่มหลงมัวเมา ซึ่งผู้เขียนยอมรับว่าเธองามหยดย้อยยั่วยวนโดยแท้ จนต้องเข้าไปค้นหาประวัติของนักแสดงท่านนี้จาก Google สมองกลอัจฉริยะแห่งคลื่นปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร web 2.0 ได้พบว่าเธอมีนามอันไพเราะว่า “เหวินปี้เสีย” ที่สำคัญในตอนที่เล่นเรื่องนาจาน่าจะมีอายุถึง 38 ปีแล้ว แต่ยังคงเสน่ห์ความงามได้ถึงเพียงนี้

ศิลปะการสร้างภาพยนตร์ทั้งในส่วนของการคัดเลือกตัวแสดง การประพันธ์บท รวมถึงการสร้างฉากวิจิตรอลังการ ฯลฯ ล้วนมีส่วนช่วยเหลือหรือทำลายความเข้าใจดื่มด่ำในประวัติศาสตร์อารยธรรมจีน ดังนั้น ผู้รักการศึกษาเรียนรู้และเสพรับภูมิปัญญา จึงควรเลือกสรรภาพยนตร์ที่มีคุณภาพเพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสและความเข้าใจลึกซึ้งเสริมจากการศึกษาจากตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่อาจสะท้อนภาพความลุ่มลึกของอารยธรรมได้ทั้งหมด การใช้สื่อผสมที่แตกต่างหลากหลายจึงนับเป็นความได้เปรียบในการศึกษาของคนยุคนี้

ประเด็นสำคัญที่น่าศึกษาในการต่อสู้ของเจียงไท่กง ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ชนรุ่นหลังนำชื่อเสียงของท่านมาเป็นผู้แต่งพิชัยสงครามของตน คือ การรอคอยจังหวะเวลาด้วยใจนิ่งสงบ ทั้งที่ใน “การประชุมตรวจพลที่เมิ่งจิน” เจ้าเมืองกว่า 800 หัวเมืองต่างฮึกเหิมที่จะกำจัดทรราชย์ให้สิ้นซาก แต่เจียงไท่กงกลับเห็นว่า แม้ราชวงศ์ซางจะเสื่อมทราม แต่รากฐานกว่า 600 ปียังแข็งแกร่งเหนียวแน่น จึงต้องรอให้ความฟอนเฟะถึงจุดสุกงอมเสียก่อน ยิ่งกว่านั้น ยังได้เลือกจังหวะการโจมตีที่ได้เปรียบอย่างยิ่ง คือ การที่ “โจ้วอ๋อง” ต้องแบ่งกำลังยกทัพไปปราบชนเผ่าตงอี๋ ดังนั้น การรอคอยจังหวะเวลาจึงไม่ใช่เพียงการทอดเวลาให้เนิ่นช้าออกไปนานที่สุด เพราะทุกสิ่งย่อมไม่มีวันสมบูรณ์พร้อม หากปล่อยรอให้กองทัพที่ยกไปปราบปรามชนเผ่าตงอี๋กลับคืนเมืองหลวง โอกาสแสนดีย่อมหลุดลอยไป “เจียงไท่กง” จึงตัดสินใจฝืนการทำนายที่น่าสะพรึงกลัวว่าการปราบทรราชย์ครั้งนี้จะประสบความพินาศย่อยยับ เพื่อแลกกับจังหวะเวลาที่อาจเปิดโอกาสให้เพียงชั่วพริบตานี้

ภูมิปัญญาแห่งการอดทนรอคอยเช่นนี้ เกิดจากการที่เจียงไท่กง เคยฝ่าฟันความลำบากในชีวิต พ่ายแพ้อับจนแทบจะเอาตัวไม่รอด โชคชะตาซ้ำเติมครั้งแล้วครั้งเล่า จนเกือบจะกลายเป็นคนบ้า แต่ในบั้นปลายชีวิตกลับรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการอุปถัมภ์ของ “โจวเหวินหวาง” ทำให้ท่านเข้าใจและเรียนรู้ถึงเรื่องจังหวะชีวิต ความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมของสรรพสิ่ง จนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำศึกสงครามได้สำเร็จ

สุดท้ายที่จะลืมเลือนไปมิได้ คือ “โจวเหวินหวาง” ซึ่งแม้จะไม่มีชีวิตจนถึงการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ แต่กษัตริย์องค์นี้กลับสร้างชื่อเสียงของตนให้ยืนยาวยิ่งกว่า โดยการเป็นผู้รวบรวมร้อยเรียงต้นฉบับ “ยอดคัมภีร์อี้จิง” ซึ่งในภายหลัง “ขงจื้อ” ได้นำมาปรับปรุงเสริมต่อจนกลายเป็นแบบฉบับสำคัญให้เกิดการพัฒนาต่อยอดคัมภีร์เล่มนี้จนถึงปัจจุบัน และคัมภีร์เล่มนี้เองที่เป็นรากฐานของภูมิปัญญาจีนทุกแขนงดังจะได้กล่าวถึงต่อไป

ความเป็นหนึ่งเดียวของ 4 สุดยอดศิลปะจีน

การศึกษาคัมภีร์ “อี้จิง” อย่างลุ่มหลงงมงายของหวงอี้ น่าจะเป็นส่วนสำคัญหนึ่งที่ทำให้นักประพันธ์ท่านนี้ เกิดความเข้าใจเจนจบใน “วิถีกลยุทธ์” แฟนพันธ์แท้จึงไม่แปลกใจที่ “นิยายกำลังภายใน” ของหวงอี้มีธาตุแท้กลยุทธ์สอดประสานร้อยรัดอย่างนุ่มนวลเลียดละไมในแทบทุกฉากตอน

แต่ที่น่าตระหนกในความสอดคล้องยิ่งกว่า คือ ความนิยมศึกษา “อี้จิง” ของปรมาจารย์อู๋ชิงหยวน นักหมากล้อมอันดับหนึ่งตลอดกาล ผู้กู้ชื่อให้ชาวจีนซึ่งเป็นต้นกำเนิดหมากล้อม แต่กลับปล่อยให้ศิลปศาสตร์ล้ำเลิศชิ้นนี้ถูกพัฒนายิ่งใหญ่โดยชาวญี่ปุ่น และคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ท่านปรมาจารย์มีฝีมือเลอเลิศเหนือคู่แข่ง เพราะในปรัชญาอันลือลั่นของท่าน ที่ว่าด้วย “ตรงกลางที่ดีที่สุด” หรือ “การประสานประนีประนอม” ย่อมมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับแก่นแท้ของคัมภีร์อี้จิง ที่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พลิกแพลงรับมือได้ในทุกสถานการณ์ จนถึงขั้นไร้ที่สุดในทุกกระบวนท่า แต่นั่นไม่ใช่หมายความว่า ท่านปรมาจารย์เน้นแต่การตั้งรับปิดประตู ไม่ต่อสู้ช่วงชิงกับคู่แข่ง โดยเฉพาะในหนังสือ “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของท่าน ได้บรรยายถึง การแข่งขันหมากล้อม ซึ่งมีความหนักหน่วงเร่งเร้าสูงมาก แต่ท่านกลับสามารถสร้างสมดุลของการต่อสู้ช่วงชิงได้อย่างน่ายกย่อง จนทำให้เชือดเฉือนเอาชนะนักหมากล้อมจากญี่ปุ่น ซึ่งมักจะเน้นกลยุทธ์การรุกจนเกินกว่าภาวะ “ตรงกลางที่ดีที่สุด” จึงเป็นช่องว่างให้ปรมาจารย์ได้ใช้ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของสภาวะ พลิกแพลงโจมตี จนสามารถครองความเป็นหนึ่งในวงการได้อย่างยาวนาน

นอกจากความเชื่อมต่ออันพิสดารของ พิชัยสงคราม หมากล้อม และอี้จิงแล้ว ยังมีเรื่องน่าตื่นเต้นชวนลุ่มหลงยิ่งกว่าของอารยธรรมจีน นั่นคือ การที่หมากล้อมได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 4 สุดยอดศิลปะจีน จึงเท่ากับว่า หมากล้อม มีความงามอันเลอเลิศ เหนือกว่าความงามของศิลปะจีนที่น่าลุ่มหลงทั้งมวล จนก้าวเข้ามายืนบนแถวหน้าได้อย่างสง่างาม และคงสร้างความพิศวงงงงวยให้กับผู้คนเป็นอย่างมากว่า “หมากล้อม” ที่เป็นเกมชิงชัยแข่งขันห้ำหั่น จะมีความงามซ่อนอยู่ในอย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเบียดแย่งขึ้นมาเป็น 1 ใน 4 ท่ามกลางความงามในใต้หล้าของศิลปะจีน

แต่สิ่งที่สร้างความระทึกใจที่สุด คือ ยอดศิลปะจีนอีก 3 แขนง ยังซ่อนความงามบนความเร้นลับไม่รู้จบ โดยเฉพาะ “ภาพวาด” ซึ่งกล่าวกันว่าได้รับอิทธิพลจาก “ปรัชญาเต๋าเต๋อจิง” ซึ่งก็มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับ “เคล็ดความเปลี่ยนแปลงในคัมภีร์อี้จิง” อย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะสัญลักษณ์หยินหยางของนักพรตเต๋า ก็ลือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก “อี้จิง” ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ศิลปะภาพวาดของจีน” ซึ่งแอบอิงธรรมชาติ และใช้ลายเส้นเพียงน้อยนิด จะซ่อนความงามอันล้ำลึกเร้นลับไว้อย่างสุดจะหยั่ง ทรงพลังเปี่ยมชีวิตยิ่งกว่าภาพวาดของชาวตะวันตกที่อาจดูยิ่งใหญ่สง่างาม แต่ก็ขาดวิญญาณแก่นแท้อันน่าลุ่มหลง เพราะความงามสุดยอดของพวกเขา ขาดเคล็ดความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์ของคัมภีร์อี้จิง

ราชวงศ์ถังซึ่งถือกันว่าคือยุคทองอันรุ่งเรืองที่สุดของอารยธรรมจีน โดยเฉพาะในด้านศิลปวัฒนธรรม แต่สำหรับ การวาดภาพซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 สุดยอดศิลปะจีน ราชวงศ์ที่เข้มแข็งยิ่งใหญ่มีแสนยานุภาพทางทหารอันเกรียงไกรที่สุด กลับต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้กับราชวงศ์ซ่งที่ดูอ่อนแอตั้งแต่เริ่มตั้งตัว

แต่หากเรามองไปที่ภาพวาดเปี่ยมชีวิตวิญญาณของราชวงศ์ซ่งทั้งเหนือใต้ เราอาจคลายอคติดูถูกที่มีต่อราชวงศ์นี้ลงบ้าง บางทีราชวงศ์ซ่งไม่ได้อ่อนแอมากมาย อย่างที่ มหากาพย์ มังกรหยก นิยายกำลังภายอันลือลั่นได้ขยายเน้นให้เกินความจริงเพื่อกระตุ้นเร้าความรู้สึกรักชาติ แต่ที่น่าแปลกใจ คือหนังสือประวัติศาสตร์หลายต่อหลายเล่ม กลับคล้ายจงใจวิเคราะห์ไว้อย่างพ้องจองกัน จึงไม่น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกด้านลบกับราชวงศ์นี้

ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยรังเกียจชิงชังราชวงศ์ซ่ง อย่างไม่เคยคิดสงสัยเลยว่า มันต้องเป็นราชวงศ์อันเสื่อมทรามอ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์จีน แต่หลังจากได้ชื่นชมศึกษาศิลปะภาพเขียนที่งามหลุดพ้นเช่นนี้ ทำให้ตระหนักถึงภูมิปัญญาล้ำลึกที่แฝงฝังอยู่ จนรู้สึกทั้งรักและชังราชวงศ์นี้ แต่ยังไม่ถึงกับละทิ้งความเชื่อที่ฝังหัวมานานทิ้งไป เพราะบางทีคนที่เก่งกาจด้านศิลปะ ก็กลับเป็นผู้ปกครองที่ไม่ได้เรื่อง อย่างเช่นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ่งเหนือ แต่เมื่อกลับมา Reread ประวัติศาสตร์จีน ค้นคว้าให้ลึกซึ้งหนักหน่วงขึ้น ผู้เขียนกลับได้พบหนังสือประวัติศาสตร์ที่ยกย่องราชวงศ์ซ่งไว้อย่างสูงยิ่ง แต่นั่นต้องหลังจากที่ผู้เขียนได้เปิดหัวใจกว้างต่อศิลปะความงามในภาพเขียนที่ผู้คนสมัยนั้นได้บรรจงสร้างไว้ จึงเผื่อแผ่ความรักชะล้างอคติที่เหนียวแน่น เพื่อยอมรับมุมมองใหม่ที่แตกต่าง

ในช่วงวัยที่ยังอ่อนเยาว์ขาดความเจนจัดทางสังคมศาสตร์และทฤษฏีตีความประวัติศาสตร์ ผมไม่เคยสงสัยเลยว่า ทำไมราชวงศ์ซ่งใต้ จึงยั่งยืนอยู่ได้นับร้อยปี เหตุใดยอดนักรบยิ่งใหญ๋เยี่ยงเจงกีสข่าน จึงละเลยไม่เข้าโจมตียึดครองแผ่นดินจีนให้สยบสิ้นซาก แต่กลับไปรุกรบในแดนเอเซียกลาง ขณะที่การเข้าบุกยึดอาณาจักรซ่งใต้อันแสนอ่อนแอของกุบไลข่าน จอมจักรพรรดิเกรียงไกร ซึ่งเพียบพร้อมทั้งความสามารถในการรบ และศิลปะการบริหารปกครอง กลับต้องใช้เวลายาวนานและเหนื่อยยากในการสยบอาณาจักรที่อ่อนแอเช่นนี้ และหวุดหวิดจะล้มเหลว ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากวิศวกรต่างชาติมาประดิษฐ์อาวุธที่เกรียงไกร เพื่อช่วยถลุงอาณาจักรซ่งใต้ที่อ่อนแอฟอนเฟะอยู่แล้วให้พินาศสิ้นชาติไป

หากอาณาจักรซ่งใต้อ่อนแอง่อนแง่นเพียงสะกิดก็ล้มครืนลง กองทัพอันเกรียงไกรของกุบไลข่าน คงไม่เหนื่อยยากอดสูในการพิชิตศึกครั้งนี้

มองดูภาพลำธารธรรมชาติขุนเขาแห่งยุคราชวงศ์ซ่งอีกครั้งหนึ่ง จึงยิ่งมั่นใจในข้อสรุปสันนิษฐานของผู้เขียน กลุ่มชนใดที่สามารถผลิตศิลปะที่งดงามเช่นนี้ได้ ย่อมมีฝีมือและภูมิปัญญาไม่อ่อนด้อย ไฉนจะงี่เง่าเลวทรามอย่างที่ชนรุ่นหลังกล่าวประณามได้

วิกฤตของราชวงศ์ซ่งใต้ ที่ต้องย้ายเมืองหลวงจากไคฟงยิ่งใหญ่ มาเป็นเมืองหลินอัน(หังโจว)ที่สวยงามแต่ไม่แข็งแกร่งทัดเทียม ภายใต้วิกฤตมืดมนนั้น ราชวงศ์ซ่งใต้ได้คิดค้นการดำรงชีวิตและวิถีการผลิตรูปแบบใหม่ขึ้น โดยเฉพาะระบบการค้าขายทางทะเล จนเมืองหังโจวมีความมั่งคั่งรุ่มรวยมหาศาล เริ่มบังเกิดวิถีชีวิตแบบชาวเมือง ที่มีความสลับซับซ้อนสูงกว่าวิถีชีวิตชนบทแต่เดิมมาของประชาชาติจีน แต่พัฒนาการนี้มิวายถูกโจมตีจากชนรุ่นหลังว่านั่นเป็นสาเหตุทำให้ผู้คนอ่อนแอ คิดแต่การเสพสุข จึงนำพาให้ชาติต้องล่มจมลงในท้ายที่สุด โดยหารู้ไม่ว่า ด้วยเทคโนโลยีทางเรืออันทันสมัย ประกอบกับยอดวีรบุรุษผู้เกรียงไกรที่ได้อาสารับใช้ชาติอย่างทันท่วงที จึงสามารถขับไล่อาณาจักรจิน ที่เคยรุกรานจนราชวงศ์ซ่งต้องถอยร่นลงมาทางใต้ ให้พ่ายแพ้กลับไปและค่อยๆจ่อมจมลงสู่ความพินาศก่อนที่ราชวงศ์ซ่งใต้จะจบสิ้นลงเสียอีก

บางครั้งศิลปะอันอ่อนโยน กลับกลายเป็นเครื่องมือทรงพลังในการทำลายอคติของผู้คน จนค้นพบภูมิปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่เคยมองข้ามไป กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้ที่ทำให้ความเข้าใจชีวิตและโลกความเป็นจริงชัดเจนสมบูรณ์ขึ้น นี่คือผลพลอยได้สูงสุดของการศึกษาศิลปะ ที่ดีเด่นไม่แพ้ผลทางตรงซึ่งช่วยปลอบโยนประโลมใจและขัดเกลามนุษย์ให้เข้าถึงความดีงามในธรรมชาติและจิตวิญญาณส่วนลึกในความเป็นมนุษย์