โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
สำหรับ “ศิลปะการเขียนตัวอักษร” ซึ่งแทนที่จะถือเป็นเพียงเครื่องมือการสื่อสารของคนทั่วไปหรือสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความงามของศิลปะการประพันธ์อันสูงส่งของยอดนักเขียนและมหากวี แต่ตัวอักษรจีนกลับกลายเป็นความงามในตัวมันเอง และไม่ใช่เพียงความงามธรรมดาดาษดื่น แต่กลับเป็นความงาม 1 ใน 4 สุดยอดของศิลปะจีน ที่ซ่อนความอ่อนช้อยทรงพลังสงบงามและความเปลี่ยนแปลงไร้ที่สุด
หวางซีจือ (ค.ศ 321 –363) ซึ่งเป็นขุนนางและผู้รู้คนสำคัญแห่งยุคผู้หนึ่ง มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับลายมือของท่านว่า “เบาเหมือนขนนกที่ลอยอยู่เบื้องบน และเข้มแข็งดุจมังกรผงาด” โดยมี ซุนกั้งกิง ผู้คงแก่เรียนในสมัยราชวงศ์ถังได้บันทึกไว้ว่า
“ข้าพเจ้าหายใจและมีชีวิตอยู่กับศิลปะอันประหลาดนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว และยังหวังที่จะเขียนลายมือให้งามยิ่งขึ้น โดยฝึกอย่างไม่ย่อท้อ แม้กระนั้นก็มิได้หวังจะให้ดีไปกว่าลายมือของท่านปรมาจารย์หวางซีจือ ความอัศจรรย์ของศิลปะการเขียนอักษรนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นมามากต่อมาก ตรงนี้จุดแห่งหยาดน้ำค้างสวรรค์ทิ้งร่องรอยไว้ที่ปลายเข็ม ตรงนั้นพายุกรรโชกลงมาบนแท่นศิลา ข้าพเจ้าเคยเห็นฝูงนางพญาหงส์ลอยตัวอยู่ได้ด้วยปีกอันสง่า หรือฝูงอาชาห้อวิ่งมาโดยเร็ว บางครั้งก็เป็นแถวของไก่ฟ้าร่าเริงระบำ หรือคอนเกาะอยู่กับกิ่งองุ่นแห้ง ในขณะที่ชนบทเบื้องล่างลงไปนั้นเงียบสงบ บางเส้นหนักดุจก้อนเมฆอันมหึมา บ้างก็เบาดุจน้ำพุพวยพุ่งที่หยุดนิ่งดุจภูผาอันสงบอยู่กับที่ และแล้วพระจันทร์ดวงใหม่ก็ทอแสงสู่นภากาศ หรือหาไม่วิธีเขียนก็เริ่มเป็นลำแสงแห่งดวงดารา ที่ทั้งใหญ่และให้แสงทอส่งลงมาแผ่กว้างกลางรัตติกาล ทั้งหมดนี้ช่างน่าพิศวงดุจธรรมชาติ ดังหนึ่งจะเป็นอำนาจมนุษย์ ทั้งๆที่ความสัมพันธ์ระหว่างอัจฉริยภาพและศิลปะก่อให้เกิดความยิ่งใหญ่ขึ้น ส่อให้เห็นเป็นความพึงพอใจของศิลปิน ในขณะที่เคลื่อนมือไปดังใจปรารถนา พู่กันมิได้แตะต้องกระดาษ เว้นแต่จะมีความหมายอยู่ด้วยบรรยากาศ ความหนักเบาของแต่ละเส้น แต่ละจุดดูประหนึ่งจะรอคำสั่งที่มาจากปลายพู่กันฉะนั้น”
(ประวัติศาสตร์จีน ของ คาร์ริงตัน กู๊ดริช)
แต่ความลุ่มหลงในความงามของศิลปะ ที่แม้จะดูสูงส่งบริสุทธิ์กว่าความลุ่มหลงในกามราคะ แต่หากทำไม่ถูกกาละเทศะ ย่อมนำมาซึ่งการสิ้นชาติหรือความล่มจมของตนเองและวงศ์ตระกูลได้เช่นเดียวกัน
หวงอี้ ได้นำมุมมองนี้มาสะท้อนไว้ในมหากาพย์เรื่องยิ่งใหญ่ “จอมคนแผ่นดินเดือด” โดยมีตัวละครชื่อ “เซี่ยเอี่ยน” ที่เป็นลูกหลานของตระกูลสูงศักดิ์ จึงนิยมเลือกเฟ้นบุคลากรจากมารยาทท่วงท่าและวาจาที่สุขุมนุ่มลึกสง่างาม โดยรวมไปถึง “ความสวยงามของลายมือ” ซึ่งได้กลายเป็นข้อตำหนิให้ “เซี่ยเอี่ยน” ตั้งแง่รังเกียจ “หลิวอวี้” ซึ่งเป็นยอดนายทหารที่บุกบั่นสร้างตัวจากความยากไร้ จึงทำให้ขาดโอกาสทางการศึกษา แต่อาศัยความมานะฝึกฝนกลยุทธ์พิชัยสงครามจากสนามรบจริงที่เปี่ยมด้วยความหฤโหดเข้าชดเชยจุดบกพร่องของการศึกษา “เซี่ยเอี่ยน” ผู้อ่อนต่อโลกจึงคิดเอาเองแบบเหมารวมว่า “ศิลปะการเขียนตัวอักษร” เป็นตัวชี้วัดภูมิปัญญาผู้เป็นเจ้าของ โดยไม่คิดเลยว่า บางคนอาจไม่มีโอกาสแม้แต่การได้เรียนหนังสือ ที่สำคัญ ศาสตร์แต่ละสาขาย่อมอาศัยภูมิปัญญาไม่เหมือนกัน การที่ “หลิวอวี้” มีลายมือที่ไม่สวยงาม ไม่ได้หมายความว่า ภูมิปัญญาในการวางแผนการรบจะต้องอ่อนด้อยไปด้วย ในที่สุดจึงตัดสินใจเลือกเฟ้น “หลิวอี้” ที่มีบุคลิกการพูดจาน่ายกย่องเลื่อมใส และที่สำคัญคือ มีลายมือที่สวยงามแสดงถึงบุคลิกภาพแห่งผู้ทรงภูมิสูงสุด จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “เซี่ยเอี่ยน” ต้องสังเวยชีวิตในสงครามปราบกบฏ ที่ไม่เคยสนใจว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีลายมือสูงส่งเพียงใด
ศิลปะไม่ว่าจะเป็นแขนงใดย่อมมีประโยชน์ในการสร้างความรื่นรมย์ให้ชีวิต โดยเฉพาะศิลปะที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน อาจถึงขั้นขัดเกลาความประพฤติ และพัฒนาภูมิปัญญาผู้ฝึกฝนให้สูงส่งเลอเลิศยิ่งขึ้น แต่แน่นอนว่า ขอบเขตระหว่างความลุ่มหลงลึกซึ้งกับลุ่มหลงงมงายจนเป็นภัย ย่อมยากที่จะบ่งบอกได้
เรื่องเศร้าของความหวาดกลัวที่จะลิ้มรสศิลปะอย่างลึกซึ้งถึงแก่นเพราะเกรงว่าจะลุ่มหลงงมงาย อาจเป็นโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่บทหนึ่งไม่ด้อยกว่า ความล่มจมของตนเองและประเทศชาติเพราะไม่อาจถอนตัวจากการสัมผัสลิ้มรสความล้ำลึกแห่งศิลปะ
ขณะที่ “ดนตรีกาล” ของชาวจีน ก็มีพลังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ายอดศิลปะแขนงอื่น เพราะความหวานของเสียงสัมผัสไม่ใช่เป็นความหวานเลี่ยนละเหี่ยใจเหมือนดนตรีทั่วไป โดยเฉพาะหวานเลอรสแบบภารตะคีตา แต่ท่ามกลางความอ่อนช้อยของเส้นสายพิณจีน ยอดหัตถ์เทวะย่อมสามารถแฝงพลังแข็งกร้าวทำลายล้างเข้าไปในลีลาที่นุ่มนวล กลายเป็นความสอดประสานซึ้งซ่านจนถึงกลับมีผู้นำรสนิยมการเล่นดนตรีอันเลอเลิศมาสอดใส่ในกลอุบาย 3 ก๊ก จนกลายเป็นที่ฮือฮาติดใจแฟนนักอ่านชาวไทยอย่างไม่รู้ลืม เสียงดนตรีกังวานแว่วหวานของ “ขงเบ้ง” ได้แนบแฝงแววฆ่าฟันหมื่นวิถีไว้ในท่วงทำนอง ซึ่งมีเพียงแต่ “สุมาอี้” ยอดขุนพลผู้เจนจบทั้งบุ๋นบู๊ของวุยก๊ก เท่านั้น จึงสามารถลิ้มรสความงามตรึงตราซึ้งซ่านมหานทีเช่นนี้ได้ แม้ในภายหลังจะค้นพบว่าเป็นเพียง “กลอุบายเมืองว่าง” ก็ตาม ผู้คนในโลกหล้ายังสะท้านตราตรึงในลีลาการประพันธ์บทนี้ของท่านหลอกว้านจงมิรู้วาย แม้ว่ามันจะไม่ใช่ความจริงในประวัติศาสตร์ก็ตาม แต่มันก็ดูเสมือนจริงยิ่งนัก และยังสะท้อนความเลอเลิศของศิลปะดนตรีกาลของมหาประชาชนจีน ซึ่งยากจะหาชาติใดเทียบเคียง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสอดประสานกับพิชัยสงคราม ซึ่งเป็นเรื่องการสู้รบเข่นฆ่าเข้ากับความอ่อนช้อยนุ่มนวลของดนตรีที่อาจขับกล่อมผู้คนให้ละวางความโหดเหี้ยมขัดแย้งเพื่อกลับคืนสู่ธรรมชาติดีงามเดิมแท้ในใจตน และตามการแยกแยะของคนธรรมดาย่อมไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องแปดเปื้อนซึ่งกันและกัน แต่ด้วยความล้ำลึกของอารยธรรมจีน ศาสตร์และศิลป์ 2 แขนงนี้จึงยืนเกี่ยวก้อยกันสู่เขาวูซันได้อย่างลงตัวคลี่คลาย
หากเปรียบเทียบความสุดยอดของดนตรีจีนกับดนตรีตะวันตก จะพบความแตกต่างที่สำคัญแต่น่าสนใจ
Symphony 9 ของ Beethoven ถือเป็นตัวแทนแห่งความสุดยอดองดนตรีตะวันตก บทเพลงนี้ช่างมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ครอบคลุมทุกอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์อย่างแจ่มจ้า แต่กลับสามารถสอดประสานอารมณ์ที่แตกต่างเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างอัศจรรย์ ที่สามารถทำได้เช่นนี้ เพราะ Beethoven สามารถแปลงแต่ละอารมณ์ให้อยู่ในรูปศิลปะที่ปรับแต่งอย่างลุ่มลึก แต่การนำมาเชื่อมร้อยเป็นหนึ่งเดียวยังเป็นงานระดับอัจฉริยะ และเมื่อร้อยเรียงทุกอย่างเข้าด้วยกัน จึงกลับไม่ใช่สะท้อนเพียงอารมณ์ของมนุษย์แต่สามารถสื่อนับถึงพลังแห่งพระเจ้า พลังธรรมชาติ หรือ พลังจักรวาล ตามแต่จะเรียกขานกัน นับเป็นความสุดยอดในสุดยอด
ในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่อง Copying the Beethoven ได้กล่าวถึงเคล็ดวิชาการสร้างสรรค์บทเพลงยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าดนตรีแห่งกรุงเวียนนาไว้ประมาณว่า “ไม่ใช่จุดสิ้นสุด ไม่มีจุดเริ่มต้น เป็นเพียงการเลื่อนไหล” เมื่อมีคนถามถึงการประยุกต์ใช้ทฤษฏีนี้ Beethoven กลับตอบว่า “ไม่ใช่การใช้ แต่เป็นการเติบโต ท่อนแรกกลายเป็นท่อนที่สอง แนวคิดใดตายไปก็เกิดแนวคิดใหม่” และยังเสริมอีกว่า “ในงานของเธอ เธอหมกมุ่นอยู่แต่กับโครงสร้าง การเลือกลูกแบบที่ถูกต้อง เธอต้องฟังสิ่งที่มันผุดอยู่ในใจ จงฟังเสียงดนตรีภายในใจ”
คงจะไม่เป็นการเกินเลยไปที่จะกล่าวว่า ทฤษฏีดนตรีที่ Beethoven กล่าวไว้ เป็นเพียงความสูงส่ง แต่นำมาปฏิบัติจริงได้ยากมา จึงดูเหมือนเป็นเพียงคำเลื่อนลอย แต่เมื่อได้สัมผัส Symphony 9 ทุกคนย่อมรู้สึกว่า Beethoven ได้ทำให้ทฤษฏีนี้สมบูรณ์แบบอย่างถึงที่สุด
แน่นอนว่า ดนตรีของตะวันตกที่เลิศเลอสุดยอดนี้ ย่อมจะหาคู่แข่งได้ยาก แต่ได้กลับทำให้ความเข้าใจต่อดนตรีจีนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะแม้ว่าดนตรีตะวันตกโดยเฉพาะ Symphony 9 ซึ่งเป็นที่สุดของที่สุดแล้ว โดยครอบคลุมทุกจังหวะดนตรีและอารมณ์จนถึงห้วงจักรวาล แต่ดนตรีจีนกลับมีวิธีสร้างสรรค์ที่ต่างออกไป โดยท่วงทำนองเพลงจีนแม้ว่าจะไม่ครบสมบูรณ์และร้อยเรียงประสานด้วยโครงสร้างอันเลอเลิศประดุจจักรวาล แต่กลับมีเสน่ห์ที่ต่างออกไป คือ การซ่อนตัวเองเข้าสู่ภายใน การฟังเพลงจีน จึงไม่ใช่เพียงฟังด้วยหูสัมผัสหรือรู้สึกด้วยใจและจินตนาการ แต่ต้องให้ท่วงทำนองนั้นสอดเข้าไปในส่วนลึกของวิญญาณ โดยเฉพาะส่วนที่ดนตรีไม่ได้พูดแต่ซ่อนเป็นนัยอยู่ นี่คือ ส่วนเลอเลิศที่สุดของดนตรีจีน
อาจไม่มีตัวอย่างดนตรีจีนอันเลิศที่สุด (ไฉนคนเล่าจึงต้องเฝ้าหาความเป็นเลิศด้วย) แต่บทเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” ที่บรรจุใน “เดชคัมภีร์เทวดา ภาค 1” ฉบับที่ “แซม ฮุย” เป็นพระเอก ย่อมเพียงพอจะเป็นตัวแทนของสุดยอดดนตรีจีนได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ในบริบทของการแสดงเพลงครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องอัดเสียง แต่บรรลุขึ้นในเรือน้อยที่กำลังหลบหนีการตามล่าอันแสนหวาดเสียวของ “จ้อแน้เซียง” จอมยุทธ์ที่สุดทะเยอทะยานอยากทางการเมือง “ผู้อาวุโสฝ่ายธรรมะ” ได้เริ่มต้นท่วงทำนองขึ้นก่อน ท่ามกลางผืนน้ำที่ไหลริน “ทะเลหัวเราะ เกลียวคลื่นซัดสองฝั่ง ล่มจมตามกระแสคลื่น” จนมาถึง “ผู้อาวุโสฝ่ายมาร” ได้ยกระดับเสียงสูงพุ่งทะยานประกาศศักดิ์ศรีความภูมิใจถึงฟากฟ้า “จนตอนนี้ฟ้าหัวเราะ ความชุ่มชื่นในทุ่งหญ้าและแดนดิน ใครแพ้ใครชนะ ฟ้าเท่านั้นที่รู้” และตามมาด้วยการประสานเสียงกลมกลืนของเทพมาร จนพระเอกต้องเข้ามาร่วมประสานคลอเพลงในตอนท้าย “ภูเขาหัวเราะ สายฝนในแดนไกล โลกอันสับสน จะภูมิใจสักเพียงใด” แต่น่าเศร้าที่การแสดงนี้ต้องสิ้นสุดลง เพราะการรบกวนของฝ่ายตรงข้ามที่ยอมเสียสละทุกสิ่ง เพื่อให้ได้เพียงคำว่าอำนาจ
เสียงพิณ เสียงเพลง เสียงดนตรี ที่ประสานสอดรับเป็นหนึ่ง สะท้อนถึงการหลีกเร้นปล่อยวาง ท่วงทำนองสบาย แฝงความหมายลึกซึ้ง ช่องว่างระหว่างบรรทัดคือท่วงทำนองสำคัญที่สุด
ไม่แปลกที่บางคนจะรู้สึกว่า สัมผัสสุดยอดดนตรีจีนแล้วมีความสุข ขณะที่สุดยอดดนตรีตะวันตกนั้น แม้จะรื่นรมย์ไปกับความงาม แต่กลับแฝงไว้ซึ่งความทุกข์ เพราะความสุดยอดที่อัดแน่นเผยแสดงมาทุกกระบวนท่า กลายเป็นภาระหนักอึ้งความทุกข์ต่อสติปัญญาคนธรรมดา (แต่จะโทษว่าดนตรีได้กระนั้นหรือ) อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่า “สินค้าเลอเลิศ” ย่อมคู่ควรต่อชีวิตอันต่ำต้อยของมนุษย์ในการลิ้มรส แม้เพียงสักครั้ง
จะเกรงไปไยกับความทุกข์ หรือหมกมุ่นยินดีแต่เพียงความสุข ใช่หรือไม่ว่า ชะตาของมนุษย์ทุกคนก็ต้องเผชิญกับทั้งความสุขแ ละความทุกข์ควบคู่กัน
ยอดศิลปะทั้ง 4 ของจีน ได้ประสานสั่นพ้องลงตัวในนิยายกำลังภายใน มากบ้างน้อยบ้าง จึงยิ่งทำให้นิยายกำลังภายในเปล่งประกายเรืองรองไม่สิ้นสุด เพิ่มอรรถรสรัญจวนทบทวีคูณ โดยเฉพาะเมื่อผ่านการทำสงครามหลั่งเลือดโลมดินทั้งในระดับการประลองวิทยายุทธ์และการลงชิงชัยในสนามศึก
ทั้งหมดย่อมหนีไม่พ้น “แก่นแท้แห่งความเปลี่ยนแปลง” ที่แฝงอยู่ในคัมภีร์อี้จิง ทำให้ศิลปะและอารยธรรมของจีนทั้งมวล มีความไหลลื่นเปลี่ยนแปลงสดใหม่ไร้ที่สุด เปี่ยมเสน่ห์สดใสนิจนิรันดร์
4. ความสอดคล้องลงตัวของนิยายกำลังภายในกับบริบทสังคมไทย
ไม่ว่า “อารยธรรมจีน” จะน่าลุ่มหลงเพียงใดก็ตาม สภาพภูมิศาสตร์และความอดอยากขาดแคลนของสังคมย่อมไม่เอื้อเฟื้อให้ “คนจีน” มีคุณธรรมน้ำใจอย่างฟุ่มเฟือยนัก ขณะที่ “คนไทย” กลับมีสภาพชีวิตที่ “เปี่ยมน้ำใจและรอยยิ้ม” พร้อมจะต้อนรับแบ่งปันต่อผู้คนรอบข้างอยู่เสมอ สำหรับชาวจีนแล้ว “คุณธรรมน้ำใจ” อาจเป็นสิ่งที่สูงส่งกว่าความเป็นจริงของชีวิต มีเพียงคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถมีคุณธรรมน้ำใจอันสูงส่งได้ แต่สำหรับคนไทยนั้น “คุณธรรมน้ำใจ” กลับซึมซาบอยู่ในสายเลือด รอแต่เพียงการปลุกเร้าและพัฒนาเพื่อให้ความอบอุ่นสุขใจในความรู้สึกดีที่มีให้กันได้เชื่อมประสานผลิบาน
แต่เนื่องจากความสุขสบายบนแผ่นดินไทย ย่อมทำให้เจ้าของประเทศขาดความกระตือรือร้นพัฒนาชีวิต ทำให้อารยธรรมของเราขาดความลุ่มลึกเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ดังนั้น “ภูมิปัญญา” จากนิยายกำลังภายในจึงเข้ามาช่วยเติมเต็มความลึกซึ้งของการใคร่ครวญและดื่มด่ำในชีวิต ขณะที่ “ศิลปะวรรณกรรม” แขนงอื่นของจีนนั้น มีความลึกซึ้งสุขุมจนเกินกว่าชนชาติที่สุขสบายอย่างชาวไทยจะหยั่งถึงก้นบึ้งได้ “นิยายกำลังภายใน” กลับมีความเป็นรูปธรรมที่มากกว่าศิลปศาสตร์แขนงอื่น แม้ว่าจะอ่อนด้อยกว่าในเรื่องความลึกซึ้ง จึงยิ่งเพิ่มความเหมาะสมกับคนไทยในการเสพรับภูมิปัญญาจีนที่เคี้ยวยากนี้ยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป คนไทยต้องต่อสู้แข่งขันในกระแสโลกาภิวัตน์โลกาแบนราบมากขึ้น สงครามธุรกิจในภูมิภาคหรือเวทีเฉพาะได้เปลี่ยนรูปแปลงร่างไป กลายเป็นสงครามแบบรอบทิศสิบด้าน จึงทำให้คนไทยต้องปรับตัวพัฒนาความคิดให้ลึกซึ้งซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งประจวบเหมาะกับพัฒนาการของนิยายกำลังภายใน ซึ่งหวงอี้ได้บุกเบิกขึ้นมา เส้นทางสายนี้ได้หลอมรวม “ภูมิปัญญาอันสู่งส่ง” ของอารยธรรมจงกั๋วเข้ามาอย่างไม่ลดทอน แต่ต่อยอดเคลือบน้ำตาด้วยสีสันอลังการของนิยายกำลังภายใน จึงทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งที่ฉับไวตื่นตัวกับกระแสโลกาแบนราบมีความพร้อมเพรียงของปัญญาในการเสพรับอารยธรรมจีนแบบเต็มรูปของหวงอี้ได้
ด้วยความประจวบเหมาะในหลายปัจจัย จึงทำให้ “นิยายกำลังภายใน” ยังคงได้รับความนิยมอย่างล้มหลามจากนักอ่านชาวไทย แม้ว่าบริบทรูปแบบของนิยายกำลังภายในจะเปลี่ยนไป แต่โชคดีที่สังคมไทยก็มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปมากมายและเผอิญเป็นจุดบรรจบกัน
คนรุ่นใหม่ในยุคนี้จึงสืบทอดซึมลึกในมรดกภูมิปัญญาจีนจากนิยายกำลังภายในได้อย่างไม่ขัดเขิน และพร้อมที่จะคลั่งไคล้ใหลหลงใน “คุณธรรมน้ำใจ” ร้อนแรงเช่นเดียวกับที่คนรุ่นพ่อแม่ของเราได้เคยลิ้มชิมรสมาก่อน
“นิยายกำลังภายใน” จึงได้กลายเป็นส่วนเสี้ยวสำคัญเสี้ยวหนึ่ง ในการเชื่อมประสานสายสัมพันธ์ของวัฒนธรรมไทยจีนให้แน่นแฟ้นยั่งยืน แม้ว่าวันเวลาและยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายก็ตาม
5.บทส่งท้าย : เส้นทางสู่อนาคต
ความเปลี่ยนแปลงพลิกผันของยุทธจักรนิยายกำลังภายใน อาจไม่ใช่เพียงจินตนาการของนักประพันธ์เพียงอย่างเดียว หากลองย้อนกลับไปมองยุคสมัยของ “กิมย้ง” เราอาจพบความเชื่อมโยงบางประการระหว่างความรักชาติในมหากาพย์ “มังกรหยก” กับขบวนการกู้ชาติของหลากหลายประเทศในภาคพื้นเอเซียตะวันออกของพวกเรา ซึ่งพึ่งได้รับเอกราชภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และแน่นอนความเปลี่ยวเหงาเร้นลึกของท่านโกวเล้ง อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคมโลก ภายหลังจากที่เทคโนโลยีได้ทำให้พัฒนาการทางวัตถุของมวลมนุษยชาติพุ่งทะยานถึงความอิ่มเอมล้นเหลือ
นิยายประวัติศาสตร์ผสานกลยุทธ์และคุณธรรมน้ำใจบนรากฐานของความต้องการส่วนตัวที่หวงอี้รังสรรค์ขึ้นมานั้น คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญในจินตนาการและศิลปะของ “เทพอักษราแห่งบูรพาทิศ” แต่ความสับสนย้อนแย้งของสังคมที่พัฒนาการทางวัตถุพุ่งทะยานไปสู่โลกเสมือนจริง (Virtual Economy) จึงเรียกร้องให้ผู้คนหันมาทบทวนคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างถึงแก่นแท้ โดยสละเปลือกของประเพณีวัฒนธรรมอันรกรุงรังเนิ่นช้าของอดีตกาล ก้าวสู่โลกยุคใหม่ที่มีสีสันสวยงาม ทว่ามีคุณค่าความหมายแฝงเร้นอยู่ ซึ่งมนุษย์ยุคอนาคตจะต้องสั่งสมภูมิปัญญาขบคิดตีความ เพื่อถอดรหัสคุณค่าของยุคสมัย ซึ่งซ่อนอยู่ในสังคม Digital Hi5 ที่คล้ายจริงคล้ายไม่จริง
แน่นอน “ตัวละคร” ของ “หวงอี้” ไม่เคยท้อแท้รันทดสิ้นหวัง แม้ว่าสถานการณ์จะซับซ้อนสับสนเพียงใด ความวุ่นวายยากเข็ญในยุค “จอมคนแผ่นดินเดือด” และความอับเศร้าหม่นหมองในนิยายกำลังภายในโรแมนติค “ศึกรักแดนสนธยา” ไม่เคยทำให้ผู้กล้าทั้งหลายย่อท้อ และไม่เคยมีใครโหยไห้ถึงอดีตอันผ่านพ้น แต่ทุกคนมุ่งเมี่ยงมองอนาคตด้วยใจจดจ่อ
ผืนแผ่นดินจีนได้ผ่านความปั่นป่วนวุ่นวายมานานนับพันปี และในช่วง 200 ปีที่ผ่านมาได้เกิดวิกฤตรุมเร้าอย่างรุนแรง จนดูเหมือนว่าอารยธรรมชนชาติฮั่นได้ถึงกาลล่มสลายลง แต่ด้วยความอดทนพุ่งทะยานไม่ย่อท้อของยอดมังกรทั้งหลาย จึงได้พลิกเปลี่ยนจุดอับของระบบราชวงศ์จีน ซึ่งแม้จะพุ่งทะยานถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์ชิง แต่ก็ยังไม่อาจเอาชนะขีดจำกัดของยุคสมัยใหม่ได้สำเร็จ จึงต้องผ่านพบกับความเจ็บปวดของการเปลี่ยนแปลงที่โถมกระหน่ำเข้ามา จอมคน เช่น ดร. ซุนยัดเซ็น กลับไม่เคยยอมแพ้ จนก่อการสำเร็จเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 1911 ในปีซิ่นไฮ่อันลือลั่น และแม้จะถึงจุดบีบเค้นอย่างหนักหน่วงของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน “ประธานเหมา” มังกรในหมู่มังกรของแผ่นดินจีน กลับพลิกผันกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ด้วยกระบวนท่าที่ 36 “หนีคือยอดกลยุทธ์” จนสามารถสร้างฐานที่มั่นใหม่บริเวณ “เยนอาน” และทำสงครามปลดปล่อยประชาชนได้สำเร็จในปี 1949 แต่ความเลวร้ายยังมาเยือนแผ่นดินจีนไม่สิ้นสุด จนมังกรเก้าชีวิตอย่าง “เติ้งเสี่ยวผิง” ต้องผุดผงาดพลิกแพลงร่างอันสงบนิ่งของมังกรยักษ์หลับใหลอีกวาระหนึ่ง นับเป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของประเทศนับครั้งไม่ถ้วนในรอบร้อยปี ซึ่งสังคมจีนไม่เคยเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วถึงเพียงนี้มาก่อน
แต่หากต้องการยืนหยัดอย่างยั่งยืน ไม่ล่มสลายเหมือนบางอารยธรรมในประวัติศาสตร์อันสั้นกระชั้นของอารยธรรมนุษย์ ซึ่งทิ้งซากศพของเผ่าพันธ์ต่างๆไว้มากมาย ทุกคนในชาติต้องแสวงหาปัญญาแสวงหาหนทาง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาสู่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ ทัดเทียมเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก
“จีน” ในวันนี้ได้ขับเคลื่อนสู่ความเปลี่ยนแปลงอีกวาระหนึ่ง และยิ่งรุนแรงเชี่ยวกรากยิ่งกว่าสมัย “เหมา-เติ้ง” อันยิ่งใหญ่ จีนต้องเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนสับสนยิ่งกว่าเดิม ซึ่งผู้สนใจเรื่องจีนอาจต้องพลิกมุมมอง พลิกกรอบวิเคราะห์กันอย่างถล่มทลายอีกครั้งหนึ่ง
Guanxi (The art of relationships) ผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Robert Buderi & Gregory T. Huang แสดงถึงภูมิปัญญาล้ำลึกในการมองเห็นความเปลี่ยนแปลง “เสี้ยวสำคัญ” ของยุคสมัย โดยมีการประสานความยิ่งใหญ่ของทุนนิยมปัจเจกชนแบบอเมริกันกับความอลังการแข็งแกร่งของทุนนิยมโดยรัฐบนดินแดนที่เชื่อว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล อาจเป็นหนังสือที่ฉายภาพให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเชี่ยวกรากในสังคมจีนอย่างถึงแก่นแท้ โดยเฉพาะการต้อนรับร่วมทุนร่วมแรงระยะยาวกับ Microsoft อภิมหาบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกทุนนิยมก้าวหน้า ที่มีความสลับซับซ้อนของวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ยุทธวิธีในโลกการแข่งขันชิงชัยทางธุรกิจ โดยจีนจะสามารถรับมือและแสวงหาประโยชน์ก้าวหน้าร่วมกับประชาชาติและบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายได้อย่างไร
แก่นแท้ของ “ยอดกลยุทธ์” ซึ่งจอมคนจีนได้ค้นคว้าสั่งสมมาตลอด 3000 ปี น่าจะช่วยค้นหาวิธีการเอาตัวรอดอย่างรุ่งเรืองในยุคสมัยโลกาแบนราบได้อย่างแน่นอน แต่แน่นอนยิ่งกว่า “เพื่อนร่วมชาติ” จะต้องไม่ยอมแพ้
เช่นเดียวกัน การศึกษาภูมิปัญญาจากนิยายกำลังภายใน บนแง่มุมที่สดใหม่แตกต่าง จึงอาจเป็นเรื่องจำเป็นที่จะสืบต่อ “วัฒนธรรมการอ่าน” ของคนไทยทั้งมวล ที่มีต่อสายพันธุ์วรรณกรรมแขนงหนึ่ง ที่เคยเพาะพันธ์เบ่งบานในสังคมไทย และสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน
สุดท้ายคงได้แต่หวังว่า “ผลึกปัญญา” ที่สังเคราะห์ได้จาก “นิยายกำลังภายใน” จะสั่งสมพลังเป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่พวกเราชาวไทย บนดินแดนแห่งความสงบสุข สามารถนำมาใช้พลิกแพลงตีฝ่าความหนักหน่วงในการแข่งขันระดับโลก และความขัดแย้งแตกต่างในอุดมการณ์ที่กำลังสร้างวิกฤตและโอกาสใหม่ จนสามารถสร้างสรรค์สังคมไทยสู่การพุ่งทะยานยิ่งใหญ่ ให้โลกหล้าได้ชื่นชม
