Practical Report ศิลปะปัญญาลุ่มลึกของนิยายกำลังภายในจีน : อดีต ปัจจุบัน อนาคต (ตอนที่ 1)

รจนาโดย
เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

คนไทยจำนวนมากเริ่มต้น “ดื่มด่ำใหลหลงในความเป็นจีน” จากการสัมผัสนิยายกำลังภายใน ที่น่าประหลาดใจคือ นิยายกำลังภายในอาจเป็นวรรณกรรมจีนที่เข้าถึงความเป็นจีนน้อยที่สุด แต่กลับเป็นงานประพันธ์ที่ติดตรึงตราในหัวใจนักอ่านชาวไทยมากที่สุดก็เป็นได้ ขณะขบอ่านนิยายกำลังภายในของกิมย้งโกวเล้งอย่างชื่นชมลุ่มหลงนั้น คงไม่มีใครฉุกคิดไถ่ถามว่า นิยายเรื่องนี้สะท้อนความเป็นจีนได้มากน้อยเพียงใด ความรู้สึกในใจมีเพียงแต่ว่า เรื่องราวอันน่าพิสมัยของชาวยุทธ์เหล่านี้ช่างให้ความสนุกรื่นรมย์ที่โดดเด่นเหนือล้ำจากวรรณกรรมทั่วไป ทั้งยังปลุกเร้าคุณธรรมความนุ่มนวลในจิตใจของตัวเราอย่างลึกซึ้งดื่มด่ำ บางทีผู้อ่านอาจไม่ได้เข้มแข็งยิ่งใหญ่ เป็นคนดีทุกระเบียดนิ้วเหมือนตัวละครในยุทธภพ แต่เราจะเป็นคนดีน่ารักกว่าเดิมที่เคยเป็นมา เพราะได้เรียนรู้แล้วว่าคุณค่าของการทำดีนั้นอยู่ตรงที่ใด

แม้ร่างจะแหลกลาญเป็นผุยผง แต่จิตใจของเราเป็นสุขร้อนแรงยิ่งนัก

น่าจะมีความเร้นลับบางประการที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จสดใสของ “นิยายกำลังภายใน” ซึ่งครองใจแฟนนักอ่านชาวไทยมิรู้วาย ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนแปรเชี่ยวกรากของยุคสมัย

1. “คุณธรรมน้ำใจ” ในบริบทที่เปลี่ยนไปของนิยายกำลังภายใน

“คุณธรรมน้ำใจ” คือ ส่วนเสี้ยวสำคัญที่ทำให้ “นิยายกำลังภายใน” มีความโดดเด่นแตกต่างจากวรรณกรรมทั่วไป โดยเฉพาะในโลกวรรณกรรมตะวันตกนั้น “คุณธรรม” จะมุ่งเน้นในแง่มุมทางจริยธรรมเป็นด้านหลัก ถือเป็นภาระหน้าที่ซึ่งมนุษย์พึงต้องกระทำ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่อง “น้ำใจ” ไม่มากนัก ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมโลก คือ “ภารกิจศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งไม่จำเป็นต้องมี “น้ำใจ” ของมนุษย์มาเกี่ยวข้องแปดเปื้อน มนุษย์จึงเป็นเพียงเครื่องจักรที่เพียงหมุนวนไปเพื่อบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยมีความอิ่มเอมใจในการได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เป็นเครื่องตอบแทนความสุขสมใจเช่นนี้มีลักษณะเชิงปัจเจกชนค่อนข้างมาก การทำเพื่อผู้อื่นเป็นเพียงเส้นทางเพื่อนำไปสู่สิ่งอื่นที่ดีกว่า ไม่ได้มีคุณค่าความหมายในตัวมันเอง ผู้ประกอบคุณธรรมความดีด้วยมุมมองเช่นนี้ย่อมรู้สึกภาคภูมิใจในความบริสุทธิ์สูงส่งของตนเอง แต่ทว่าความสูงส่งเช่นนี้ช่างอ้างว้างเดียวดายยิ่งนัก เพราะขาดเพื่อนมนุษย์ผู้รู้ใจมาร่วมดื่มด่ำเสพซ่านความรื่นรมย์

“คุณธรรม” ในนิยายกำลังภายใน ส่วนใหญ่จะมีมุมองของ “น้ำใจ” มาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ “มนุษย์” พึงกระทำความดีเพื่อช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยอาจมี “อุดมการณ์ยิ่งใหญ่” เป็นแรงจูงใจหนุนหลัง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “น้ำใจ” ที่มนุษย์พึงมีต่อกัน ไม่ใช่การช่วยเหลือเพียงเพราะเชื่อศรัทธาในอุดมการณ์ยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ผู้อ่านจึงรู้สึกว่ามนุษย์ในนิยายกำลังภายในมีความ “น่ารักอ่อนโยน” ไม่เต็มล้นด้วย “คุณธรรม” แบบแข็งกร้าวรุนแรงเยี่ยงวรรณกรรมตะวันตกทั่วไป ทุกคนย่อมรู้สึกสบายใจสดใสและเลือดอุ่นระอุร้อนแรงอยู่เสมอเมื่อสัมผัสแต่ละบทตอนถ้อยคำในนิยายกำลังภายใน

อย่างไรก็ตาม ความคิดและอุดมการณ์ของ “คุณธรรมน้ำใจ” มีความเปลี่ยนแปลงลื่นไหลตลอดประวัติศาสตร์การประพันธ์นิยายกำลังภายใน ซึ่งกลับทำให้นวนิยายกำลังภายในไม่เคยค้นพบจุดจบทางตัน

“กิมย้ง” ยอดปรมาจารย์แห่งยุคสมัย ได้รังสรรค์ยกระดับนิยายกำลังภายในจนกลายเป็น “วรรณกรรมชั้นเลิศ” ไม่โดนหมิ่นหยามดูแคลนเหมือนในอดีตอีกต่อไป สำหรับ “คุณธรรมน้ำใจ” ในผลงานของกิมย้ง ได้เน้นหนักไปที่ “ความรักชาติรักแผ่นดิน” โดยเฉพาะนิยายแจ้งเกิดเจิดจรัส “มังกรหยก” ได้ปลุกความเร่าร้อนของ “จอมยุทธ์นักอ่าน” ทั่วแผ่นดินให้ลิ้มรสล้ำเลิศเมียดละไมของความรักชาติที่มีสีสันเปี่ยมคุณธรรมน้ำใจ แต่ในช่วงท้ายของพัฒนาการสู่จุดสุดยอด กิมย้งกลับมีมุมมองเกี่ยวกับ “คุณธรรมน้ำใจ” ในมุมที่ต่างออกไปตามพัฒนาการและประสบการณ์ในชีวิตของท่าน โดยเฉพาะ “8เทพอสูรมังกรฟ้า” ได้ขยายมุมมองจาก “ความรักชาติ” กลายเป็น “ความรักมนุษยชาติ” จนในที่สุดได้ตกผลึกกลายป็น “ความรักในอิสระเสรีภาพ” ปล่อยวางตัวตนจากความยึดติดของค่ายพรรคอุดมการณ์ทั้งมวล ซึ่งได้พยายามครอบงำ “คุณธรรมน้ำใจ” ของผู้คน จนบิดเบี้ยวเบี่ยงเบนออกจากน้ำใสใจจริงในก้นบึ้งที่ลึกล้ำที่สุดของธรรมชาติความเป็นมนุษย์ สะท้อนภาพกลายเป็น “วิญญูชนจอมปลอม” ที่แสนเศร้าสะทกสะเทือนใจ และนั่นคือความสำเร็จใหญ่ยิ่งในเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร”

งานของ “กิมย้ง”ได้ทำให้ “นิยายกำลังภายใน” ไต่กระชากขึ้นถึงจุดสุดยอด จนนักเขียนนิยายกำลังภายในรุ่นหลังจากนี้ย่อมบังเกิดความ “ท้อแท้รันทด” ในการทะยานท้าทายความยิ่งใหญ่ของกิมย้ง อย่างไรก็ตาม “มนุษย์แม้ถูกทำลาย แต่ไม่อาจยอมแพ้” ในที่สุด “โลกกำลังภายใน” ได้หักร้างถางพงสร้างเสกหนทางของตนขึ้นมาใหม่

หลังจากเมามายหลายโกฏิปี “โกวเล้ง” จึงได้รังสรรค์รูปแบบใหม่ของ “คุณธรรมน้ำใจ” ในนิยายกำลังภายในขึ้นมา โดยไม่ต้องอิงอาศัยอุดมการณ์ยิ่งใหญ่อันใดมาเป็นเครื่องรองรับ ทั้งในนามของชาติบ้านเมือง หรือความรักในมนุษยชาติร่วมโลก แต่โกวเล้งได้เสกสรรค์ “คุณธรรมน้ำใจ” บนพื้นฐานความเปลี่ยวเหงาสะทกสะท้อนใจ ในชะตากรรมของปัจเจกชนที่แสนโดดเดี่ยว โดยมีตัวละครที่มากสีสันความเป็นมาอันคับแค้นเป็นเครื่องสะท้อนความอ้างว้างในใจของผู้คนร่วมยุคสมัย ซึ่งแม้แต่ “เหล็งฮู้ชง” ที่ไร้ความยึดติด ปลดปล่อยวางในทุกอุดมการณ์ ก็ยังมีบุคลิกแบบ “สัตว์สังคม” แผ่ซ่านครอบคลุมในจิตใจอันเปิดเผย ก่อเกิดมิตรภาพความอบอุ่นข้ามค่ายพรรค ซึ่งห่างไกลจากความเป็น “ปัจเจกชนสุดขั้ว” แบบในนิยายของท่านมังกรเมา

…ที่ทำตัวประหนึ่งว่า “โครงสร้างสังคม” ทั้งมวลได้แตกทำลายลงแล้ว

ช่างเป็นเรื่อง “มหัศจรรย์ !” อย่างเหลือเชื่อ ที่ความแตกต่างสุดขั้วในด้าน “คุณธรรมน้ำใจ” ของกิมย้งและโกวเล้ง กลับได้รับการยกย่องยอมรับจากมหาชนอย่างล้นหลาม จนสถาปนาขึ้นเป็น “2 เสาหลักแห่งวรรณกรรมกำลังภายใน” ที่แสนขัดแย้งแต่กลับสอดประสานร้อยรัดจนยากที่นักเขียนรุ่นใหม่จะสามารถแทรกซึมเข้ามาได้

แต่นวนิยายกำลังภายในยังต้องการความเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านต่อไป

ผู้กล้าทั้งหลายจึงเสนอตัวเข้ามาแบกรับ “ภารกิจทางประวัติศาสตร์” สร้างเสน่ห์สีสันที่แตกต่างออกไปจากเดิม เพื่อทดแทนสภาวะชะงักงันในโลกกำลังภายใน ซึ่งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้สร้างประสบการณ์แสนรื่นรมย์ประทับตราตรึงในหัวใจระอุร้อนแรงของผู้คนทั่วหล้า จากการเสพรับความสง่างามซึ้งของคุณธรรมน้ำใจ แต่เมื่อไม่มี “สิ่งใหม่” มาทดแทน ความรุ่งเรืองย่อมเปลี่ยนพลิกเป็นความเสื่อมโทรมตีบตัน จึงเป็นความท้าทายของ “ผู้กล้า” ที่จะสรรสร้างทดลองแนวทางใหม่มาทดแทนความร่วงโรยชราของวันวาน

ในที่สุด “หวงอี้” ซึ่งได้ใช้เวลาบ่มเพาะเคี่ยวกรำผลงานที่หลากหลายสีสันเนื้อหาถึง 20 ปีเต็ม จึงสามารถผ่านด่านการทดสอบ ฝ่าประตู “2 มังกรค้างฟ้า” ได้สำเร็จอย่างเลือดตาแทบกระเด็นกระเซ็นสาย

พิจารณาอย่างผิวเผิน “หวงอี้” มีรูปแบบการประพันธ์ใกล้เคียงกับผลงานยิ่งใหญ่ของปรมาจารย์กิมย้ง ที่ได้กลายเป็น “มังกรเทพยดา” ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเน้นหนักไปที่ “ห้วงเวลาประวัติศาสตร์” ตัวละครเอกต้องผ่านการเคี่ยวกรำของยุคสมัย ฝึกฝนตนเองจนกลายเป็น “ผู้กล้า” ซึ่งโลกหล้าให้การยกย่องยอมรับ แต่หาก “หวงอี้” เพียงแอบอิงครูบาอาจารย์อย่างหดหัวซุกหาง ชาวยุทธ์ทั้งมวลย่อมเย้ยหยันไยไพ และคงไม่ให้การยอมรับถึงขั้นมอบสมญานามอันแสนระบือลือลั่นว่า “เทพอักษราแห่งบูรพาทิศ”

หวงอี้จึงย่อมต้องแสดงฝีไม้ลายมือและสถาปนาคุณค่าใหม่ที่ “โดดเด่นแตกต่าง” ไปจากบูรพาจารย์

ในนิยายของกิมย้ง “บริบททางสังคมและประวัติศาสตร์” ถูกอ้างอิงเพียงเพื่อทำให้ “เนื่อเรื่อง” มีความเข้มข้นคึกคัก โดยเฉพาะเมื่อบ้านเมืองมีแต่ความเสื่อมทรุดย่ำแย่ “ผู้กล้า” จึงต้องปรากฏตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อกอบกู้สังคมกลับคืนสู่ความสงบสุข และเนื่องจากมีความเลวร้ายรอบด้าน “ผู้กล้า” จึงต้องมีความสามารถอันเอกอุ ต่อสู้เคี่ยวกรำตนเองเพื่อบรรลุกิจการใหญ่ โดยมี “บริบททางสังคมและประวัติศาสตร์” เป็นเพียงฉากหลังให้ตัวเอกได้ฉายแววอัจฉริยะหรือความมุ่งมั่นอันแรงกล้าซึ่งยากที่ขีดจำกัดใดจะต้านทานได้

ในทางตรงข้าม “บริบททางสังคมและประวัติศาสตร์” ของหวงอี้ กลับมีความโดดเด่นครอบงำ “โลกหล้า” ของตัวละครไว้อย่างแนบแน่น “ผู้กล้า” ไม่อาจประพฤติตัวนอกกรอบ “บริบททางสังคมฯ” แต่ต้อง “พลิกแพลงกลยุทธ์” เพื่อเอาตัวรอดและปรับแก้ “ใต้หล้า” ให้ฟื้นคืนความแจ่มใส่ในอีกวาระหนึ่ง ดังนั้น การยึดติดในเรื่อง “คุณธรรมน้ำใจ” ตามแบบอย่างของวีรบุรุษอย่างตายตัว คงไม่อาจทำให้ “ผู้กล้า” ของหวงอี้ ตีฝ่าความเป็นจริงอันโหดร้ายของยุคสมัยไปได้สำเร็จ ยิ่งถ้าอ่อนล้าทอดอาลัยแผ่ซ่าน “คุณธรรมน้ำใจ” แบบปัจเจกชนบนโลกอันเปลี่ยวเหงาตามแนวทางของ “ปรมาจารย์มังกรเมา” ผู้กล้าในยุคสมัยอันบีบรัดของ “หวงอี้” คงไม่สามารถแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ของวันเวลาอันมืดมนได้สำเร็จ

ภายใต้คืนวันอัปลักษณ์เช่นนี้ “หวงอี้” จึงต้องสร้าง “คุณธรรมน้ำใจ” ชุดใหม่ขึ้นมา ก่อนอื่น “ผู้กล้า” ควรทำความเข้าใจถึงสถานการณ์แผ่นดินโดยภาพรวมอย่างกระจ่างแจ้ง ไม่อาจผลีผลามวู่วาม เพื่อแสดงออกถึง “คุณธรรมน้ำใจ” ด้วยการพิทักษ์ความยุติธรรมอย่างหลุดลอยจากบริบท และเมื่อเข้าใจภาพรวมของใต้หล้าแล้ว ตัวเองจึงสามารถกำหนด “กลยุทธ์” เพื่อเอาชนะแรงกดดันอันรุนแรงสู่ความล่มสลายของสังคมที่สะสมความเสื่อมในอดีตมาอย่างยาวนาน ซึ่งย่อมไม่อาจแก้ไขได้ในเวลาอันรวดเร็ว

“คุณธรรมน้ำใจ” ที่ต้องพลิกแพลงกลยุทธ์ตาม “บริบท” สังคมที่แปรเปลี่ยนสลับซับซ้อน จึงอาจถูกมองว่า “ขาดความบริสุทธ์ผุดผ่อง” เฉกเช่น “คุณธรรมน้ำใจ” ของ “กิมย้ง” ที่เลือดทุกหยดหยาดจะพร้อมพลีหลั่งรินเพื่อชาติเพื่อบ้านเมือง โดยไม่ต้องคิดคำนวณผลได้ผลเสียให้ยุ่งยากมากความ จนขาดธาตุแท้วีรบุรุษ การหลบลี้หนีหน้าหรือถอนตัวชั่วคราวในยามเพลี้ยงพล้ำอ่อนล้า ล้วนต้องเกิดจาก “ผู้หวังดี” ให้การช่วยเหลือฉุดกระชากจากห้วงเหวแห่งความตาย การร่วมมือเป็นพันธมิตรชั่วคราวกับคนโฉดชั่วต้องเกิดจากสถานการณ์บังคับอันหลีกหลี่ยงไม่ได้เท่านั้น ไม่อาจเกิดจากความตั้งใจเพื่อบรรลุผลในเชิงกลยุทธ์เป็นอันขาด เช่นเดียวกัน “คุณธรรมน้ำใจ” ที่พลีชีพเพื่อบูชามิตรภาพ ในแบบอย่างของ “โกวเล้ง” ย่อมไม่อาจคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมของแผ่นดิน เพราะสังคมนั้นได้แตกสลายไปนานแล้ว

อย่างไรก็ตาม “คุณธรรมน้ำใจ” ที่พลิกแพลงเพื่อให้สอดคล้องกับ “บริบทของสถานการณ์โดยรวม” ยังมีที่ว่างให้ผู้คนอภัยยอมรับได้ แต่ “คุณธรรมน้ำใจ” ของหวงอี้กลับก้าวเลยไปไกลกว่านั้น บางครั้ง “ผู้กล้า” กลับมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ จึงทำให้แฟนพันธุ์แท้กำลังภายในซึ่งยึดถือ “คุณธรรมน้ำใจ” ตามแบบอย่างของกิมย้งและโกวเล้งไม่สามารถยกโทษให้กับ “คุณธรรมน้ำใจ” แบบหวงอี้ ซึ่งทำให้ “คุณธรรมน้ำใจ” ตามความหมายที่ตนเชื่อถือได้รับความแปดเปื้อนหม่นหมอง

“หวงอี้” ต้องใช้ความละเอียดอ่อนเพื่อแก้ไขปัญหาอันซับซ้อนนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้น “ผู้กล้า” จะไม่แตกต่างจาก “ผู้โฉดชั่ว” แต่ครั้นจะกลับไปใช้ “คุณธรรมน้ำใจ” แบบไม่อิงบริบทความจริงตามอย่างปรมาจารย์ ก็คงไม่มีความ “รุดหน้าสร้างสรรค์” ผุดบังเกิดขึ้นในวงการกำลังภายใน ซึ่งย่อมทำให้วงการเสื่อมถอยแทนที่จะก้าวหน้า “หวงอี้” จึงต้องรีดเร้นศักยภาพขั้นสุดยอด ในการ “ขยับขยายบีบรัด” บริบท เพื่อเอื้อให้ “ผู้กล้า” มีความแตกต่างจาก “ผู้โฉดชั่ว”

การเริ่มต้นก่อการใหญ่ของ “โคว่จง” มีแรงผลักดันจากความรักชาติบ้านเมือง หรือเป็นเพียงความคึกคะนองของวัยรุ่นซึ่งมีความโรแมนติกรักดีนึกฝันสนุกเข้าร่วมอุ้มชูกอบกู้ประเทศ หรือเพียงตอบโต้ประชดความรักที่ไม่สมหวังจาก “หลี่ซิ่วหนิง” ยอดหญิงผู้สูงศักดิ์เกินเอื้อม อย่างไรก็ตาม ด้วยความทุกข์ยากลำบากและการเรียนรู้จากความสำเร็จล้มเหลว “โคว่จง” ได้เติบใหญ่เป็น “ผู้กล้า” ที่รักชาติรักแผ่นดินได้สำเร็จ แต่เขากลับต้องเผชิญการเคี่ยวกรำมากมาย ทั้งจากการหมิ่นหยามดูแคลนแฝงนัยเร้นลึกจากถ้อยคำหวานระรื่นหวังดีของศิษย์เอกแห่งสำนักเรือนณานเมตไตรยว่าตนเองไม่มีความสามารถบริหารปกครองบ้านเมืองในภาวะสงบสุขได้ดีเท่า “หลี่ซื่อหมิน” คู่แข่งสำคัญในการชิงแผ่นดิน ทั้งยังต้องประมือเชือดเฉือนกับ “ยอดนักกลยุทธ์” จากทั่วพิภพ ในสงครามที่ผู้ชนะเท่านั้นจะได้ครองใต้หล้า ที่สำคัญ เขาไม่อาจตัดใจจากกิเลสและผลประโยชน์ส่วนตัวเช่นผู้กล้าตามคติโบราณได้ทั้งหมด “โคว่จง” จึงต้องเผชิญความขัดแย้งบีบรัดหนักหน่วงอย่างยากที่จะคลี่คลายเงื่อนปมซับซ้อน

บริบทของสถานการณ์โดยรวมจึงต้องเข้ามาช่วยเหลือในการตัดสินใจถอนตัวหรือบุกตีบนสมรภูมิแผ่นดินเดือด แน่นอนจิตใจที่สลับซับซ้อนของเขาจะต้องตัดสินใจในนาทีสุดท้ายว่าจะเลือกอยู่ข้างคุณธรรมน้ำใจหรือผลประโยชน์ส่วนตัวอันยั่วเย้า แต่ถึงที่สุด ภายใต้สถานการณ์ซับซ้อนโยงใยของชีวิตและผู้คนรอบข้าง “โคว่จง” ย่อมไม่อาจเป็นผู้กำหนดแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีบริบทย่อยและปัจจัยแวดล้อมอีกมากที่ส่งผลต่อสถานการณ์และการตัดสินใจของเขา ทั้งเพื่อนสนิทอย่าง “ฉีจื่อหลิง” ที่เริ่มมีเส้นทางความฝันแตกต่างหลุดลอยออกไป “ดาบสวรรค์ซ่งเสวีย” พ่อตาผู้มองการณ์ไกลแต่สูงสง่าไว้ตัวไม่ยอมแปดเปื้อนกับการช่วงชิงที่สุ่มเสี่ยง จึงมีความโลเลในการตัดสินใจสลับไปมา ยังมี “เทพอาถรรพณ์” ซึ่งวางแผนแทรกตัวช่วงชิงเข้ามาท่ามกลางความปั่นป่วนของเหตุการณ์

ทั้งหมดจึงหล่อหลอมเป็น “บริบทของสถานการณ์โดยรวมและส่วนย่อย” ที่หวงอี้ต้องสร้างสรรค์ประมวลอย่างหนักหน่วง และหากมีฝีมือหรือภูมิปัญญาไม่ถึงขั้นราชันแห่งราชัน “เทพอักษราแห่งบูรพาทิศ” ผลงานที่แสนอลังการย่อมกลายเป็นความด่างพร้อยด้อยค่า สร้างความผิดหวังให้จอมยุทธ์ทั่วหล้าที่เฝ้าติดตามเรื่องราวด้วยใจระทึก

การต่อสู้ของ“ผู้โฉดชั่ว” ในนิยายกำลังภายในของหวงอี้ยังคงต้องอิงบริบทของสถานการณ์โดยรวม แม้กระสันต้องการเสกใช้ “วิชามาร” เพื่อกำจัด “ปฏิปักษ์” มากมายเพียงใด แต่ยังต้องรอคอยห้วงเวลาอันเหมาะสมจึงสามารถลงมือได้ ไม่ใช่ “ผู้โฉดชั่ว” บรรลุถึง “คุณธรรมน้ำใจ” อันใด แต่เป็นเพราะหากไม่ทำเช่นนั้น “ผู้โฉดชั่ว” ย่อมพ่ายแพ้ในกลเกมการชิงชัย

ขณะที่ “ผู้กล้า” แม้บางครั้งจะต้องใช้ “วิชามาร” เพื่อโค่นล้มปฏิปักษ์ แต่ทั้งหมดยังเป็นไปเพื่อสถานการณ์โดยรวมทั้งของ “มิตรสหายพรรคพวก” และ “ชาติบ้านเมือง” ที่รักยิ่ง แต่ผู้กล้าย่อมเป็นคนมีเลือดเนื้อ ดังนั้นจึงอาจถูกเสน่ห์เย้ายวนของผลประโยชน์เฉพาะหน้าทดสอบจิตใจ ผู้กล้าอาจมีความหวั่นไหวเอนเอียงไปบ้างตามกิเลสอารมณ์ของปุถุชน แต่เมื่อ “บริบทของสถานการณ์โดยรวม” ไม่เอื้ออำนวย “ผู้กล้า” ย่อมต้องตัดใจจากผลประโยชน์เฉพาะตัว เพื่อมุ่งสู่ผลประโยชน์โดยรวมของพรรคพวกและชาติบ้านเมือง ขณะที่การตัดใจจากความเย้ายวนของ “ผู้โฉดชั่ว” แม้จะอิงบริบทของสถานการณ์โดยรวมเหมือนกับ “ผู้กล้า” แต่สถานการณ์โดยรวมของผู้โฉดชั่วนั้น เป็นเพียงสถานการณ์โดยรวมของตนเองและพรรคพวกเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมของชาติบ้านเมือง ถ้าสถานการณ์นั้นไม่เกิดประโยชน์โภคผลต่อตนเองและพวกพ้อง

ความบีบคั้นย้อนแย้งของ “คุณธรรมน้ำใจ” ยังมีความอ่อนไหวเปราะบางยิ่งขึ้น เมื่อ “หวงอี้” จงใจให้ “บริบทของสถานการณ์โดยรวม” เข้ามาเย้ายวน “ผู้กล้า” โน้มน้าวใจให้ทำสิ่งที่ผิดจาก “คุณธรรมน้ำใจ” ในรูปแบบดั้งเดิมของปรมาจารย์กิมย้งโกวเล้ง โดยในตอนเริ่มแรกนั้น “ผู้กล้า” ของหวงอี้ ย่อมสามารถตัดใจจากสิ่งเย้ายวนของผลประโยชน์ส่วนตัวได้สำเร็จ เพราะสถานการณ์โดยรวมของพรรคพวกและชาติบ้านเมืองไม่เอื้ออำนวยให้ทำเช่นนั้นได้ แต่ครั้นสถานการณ์คลี่คลาย จนทำให้ “ผู้กล้า” สามารถกระทำในสิ่งที่ขัดกับ “คุณธรรมน้ำใจ” แบบดั้งเดิม แต่ไม่ขัดกับ “คุณธรรมน้ำใจ” แบบใหม่ที่อิงกับบริบทของพรรคพวกและชาติบ้านเมือง “ผู้กล้า” จึงต้องเผชิญทางเลือกในอีกวาระหนึ่ง ซึ่งหากเป็น “ผู้โฉดชั่ว” ย่อมไม่รีรอลังเลที่จะทำในสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ต่อตนเองโดยไม่มีโทษภัย ไม่ว่าจะขัดแย้งกับ “คุณธรรมน้ำใจ” ในแบบดั้งเดิมหรือไม่ก็ตาม แต่ “ผู้กล้า” ซึ่งมีจิตใจเพื่อส่วนรวมคลุกเคล้าไปกับจิตใจเพื่อส่วนตัว จึงต้องครุ่นคิดพิจารณาอย่างหนักหน่วง จนในที่สุดย่อมต้องมี “บริบทย่อย” เพื่อเอื้ออำนวยให้ “ผู้กล้า” ตัดสินใจเลือกอย่างไม่ละอายต่อใจ โดยในบางครั้ง “ผู้กล้า” ยังต้องตัดใจจากผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อให้สอดคล้องกับ “บริบทย่อย” ที่กำหนดบีบรัดเข้ามา แต่ในบางครั้ง “ผู้กล้า” กลับสามารถตัดสินใจเลือกผลประโยชน์ของตัวเองได้อย่างน่าชื่นตาบาน เพราะ “บริบทย่อย” นั้นเอื้ออำนวยเป็นใจให้ ซึ่งหากเป็น “คุณธรรมน้ำใจ” แบบดั้งเดิมนั้น การกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้

ในเรื่อง “มังกรหยก ภาค 3” ของกิมย้ง ท่านปรมาจารย์ “เตียซำฮง” ได้กล่าวกับ “เตียชุยซัว” ให้ยอมรับในตัว “ฮึงซูซู่” โดยไม่สนใจว่าแม่นางท่านนี้จะสังกัดพรรคมารหรือพรรคเทพ ไม่สนใจว่าจะเคยทำผิดใดมาบ้าง เพราะนั่นย่อมสามารถแก้ไขกลับกลายได้ ซึ่งในแง่มุมนี้ย่อมมีความคล้ายคลึงกับ “คุณธรรมน้ำใจ” ในนวนิยายของ “หวงอี้” แต่เอาเข้าจริง “ฮึงซู่ซู่” ก็เป็นคนโฉดชั่วเพียงแค่สังกัดสำนักมาร แต่ไม่เคยทำผิดคิดร้ายอย่างแท้จริง หากเป็นการฆ่าคนก็น่าจะเป็นเพียงเพื่อผดุงคุณธรรม หรือหากพลั้งเผลอฆ่าคนบริสุทธิ์ไปบ้างก็เป็นเรื่องชั่วคราวไม่ได้ติดเป็นนิสัยสันดานอย่างตั้งใจ

แต่ในกรณีของ “หลี่สูจวง” ในเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” ของหวงอี้ กลับแตกต่างออกไป เพราะนอกจากเธอจะสังกัดพรรคมารแล้ว เธอยังเคยมั่วสุมก่อกรรมกับพรรคมารอย่างตั้งใจ แม้จะอ้างว่าทำเพราะความจำเป็นบีบคั้นของยุคสมัย แต่แน่นอนเธอย่อมสามารถถอนตัวตั้งแต่ตอนเริ่มต้นอย่างง่ายดายหรือยอมตายเมื่อการกระทำของพรรคมารที่บีบให้เธอกระทำนั้นขัดกับคุณธรรมของสังคมอย่างไม่อาจประนีประนอมยอมรับได้ จะอ้างว่ายอมกระทำเพื่อ “สถานการณ์โดยรวมของสังคม” ย่อมเป็นไปไมได้ เพราะการกระทำของพรรคมารยากยิ่งที่จะเป็นไปเพื่อสังคม แน่นอน คนในพรรคมารย่อมมีทั้งที่ชั่วมากและชั่วน้อย แต่อย่างไรก็ตาม “ความชั่วร้าย” ย่อมมากกว่ามาตรฐานคนธรรมดา จึงเป็นความชั่วร้ายอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ต้องสงสัย

แต่การที่ “เอี้ยนเฟย” กลับคะยั้นคะยอให้ “ตู้เฟิ่งซัน” ตกแต่ง “หลี่สูจวง” เป็นภรรยา ย่อมเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ทั้งที่ “ตู้เฟิ่งซัน” ยังไม่กล้าคิดฝัน และพร้อมจะตัดใจหากพรรคพวกไม่เห็นชอบ นี่อาจทำให้ “ผู้กล้า” ที่ยึดถือ “คุณธรรมน้ำใจ” ในแบบดั้งเดิมไม่อาจยอมรับในการกระทำของ “เอี้ยนเฟย” แต่หารู้ไม่ว่า การกระทำของ “เอี้ยนเฟย” กลับสอดคล้องกับ “ปรมาจารย์สำนักบู๊ตึ๊ง” อย่าง “เตียซำฮง” ซึ่งได้รับการยกย่องเชิดชูจากคนทั่วแผ่นดินอย่างไม่มีข้อกังขา (แม้ว่าบางคนจะตำหนิท่านที่ชอบปล่อยตัวตามสบาย ไม่เคร่งครัดรักษามาดบารมีของเจ้าสำนัก แต่นั่นคงเป็นเพียงเรื่องปลีกย่อยที่ยกมาโจมตีกันเท่านั้น) เพราะตามความคิดของเตียซำฮงที่กล่าวกับ “เตียชุยซัว” นั้นยังครอบคลุมถึงการยินยอมอภัยให้คนชั่วร้ายที่เคยทำผิด หากยอมรับความผิดนั้นแล้วรู้จักกลับตัวแก้ไข ซึ่ง “หลี่สูจวง” ก็ได้ยอมล้างมือจากการก่อกรรม ตัดใจยกวิชาฝีมือทั้งมวลส่งคืนพรรคมาร เพื่อเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่กับ “ตู้เฟิ่งซัน” ชายในดวงใจที่พบรักท่ามกลางสถานการณ์โดยรวมที่บีบรัดขัดแย้ง แต่ได้รับการคลี่คลายอย่างแยบยลซับซ้อนยิ่งนัก

“คุณธรรมน้ำใจ” ในนิยายกำลังภายในเรื่อง “ศึกรักแดนสนธยา” ยิ่งสับสนพร่าเลือนกว่านิยายกำลังภายในเรื่องอื่นใดก่อนหน้านี้ของ “หวงอี้” แต่กลับตีแผ่ให้เห็น “คุณธรรมน้ำใจ” ที่ลึกซึ้งใกล้ชิดกับสถานภาพของมนุษย์ในปัจจุบันมากที่สุด ตัวละครทั้งหลายไม่ได้มีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่เหมือนในนิยายเรื่องก่อนหน้านี้ โลกของพวกเขาล้วนสับสนพร่ามัว “คุณธรรมน้ำใจ” ของมนุษย์ดูเหมือนเหือดแห้งหดหาย แต่ท่ามกลางความเศร้าสร้อยเช่นนี้ มนุษย์ของหวงอี้กลับสามารถแสดง “คุณธรรมน้ำใจ” ในอีกแง่มุมหนึ่งได้อย่างน่าชื่นชม “คุณธรรมน้ำใจ” เหล่านี้อาจไม่ได้สูงสง่าเยี่ยงวีรบุรุษผู้รักชาติรักแผ่นดิน แต่เป็นคุณธรรมน้ำใจของคนธรรมดาที่หยิบยื่นต่อกัน เราอาจพบ “คุณธรรมน้ำใจ” แบบนี้ในนิยายร่วมสมัยทั่วไป แต่แน่นอนที่สุดว่า “คุณธรรมน้ำใจ” ในนิยายกำลังภายในจะต้องเรียกร้องความพลุ่งพล่านใจได้ยิ่งกว่านวนิยายร่วมสมัยอื่นใด เพราะนิยายกำลังภายในมีจุดเน้นเข้มแข็งในการตีแผ่น้ำใจที่น่าลุ่มหลงเพื่อให้แผ่ซ่านจากตัวละครไปสู่จิตใจอันสั่นไหวของจอมยุทธ์นักอ่านทั้งมวล

กูเยี่ยหมิง นักล่าเงินรางวัลของทางราชสำนัก ย่อมไม่อาจเรียกว่า “วีรบุรุษทุกระเบียดนิ้ว” เขาเป็นคนดีผดุงคุณธรรม แต่กลับมีน้ำใจจืดชืดแห้งแล้ง ความยากไร้มิตรสหายเป็นบุคลิกประจำตัว แต่ยามเมื่อพบสถานการณ์พิเศษของชีวิต เขากลับยื่นมือช่วยเหลือ “อูจื่อซวี” ยอดขุนโจรตัวเอ้ อย่างไม่น่าเป็นไปได้ บางทีอาจเป็นเพราะผลประโยชน์ร่วมกันของสถานการณ์โดยรวมที่พลิกผัน แต่บางทีอาจเพราะถูกจริตนิสัยใจคอ หรือเป็นเพราะผลบุญกรรมในชาติปางก่อน แต่ทั้งหมดย่อมเป็น “คุณธรรมน้ำใจ” ที่แผ่ซ่านในยามยากไร้ ในเรือนร่างเลือดเนื้อที่โดดเดี่ยวรันทด ไม่เคยมีน้ำใจรินหลั่งมานานแสนนาน ยังไม่นับ “ฉากการร่ำลา ฮูหยินบุปผาในฝัน” ยังวิจิตรบรรจงเพริศแพร้ว เรียกอารมณ์รันทดท้องดงามให้ผู้อ่านได้ถึงปานใด แต่น้ำใจเชื่อมโยงที่แสนเปราะบางของทั้งสองคนก่อนลาจาก ย่อมยืนยันความอ่อนโยนนุ่มละมุนเปี่ยมคุณธรรมน้ำใจของ “ศึกรักแดนสนธยา” นิยายกำลังภายในสุดแหวกแนวเรื่องล่าสุดของหวงอี้ได้เป็นอย่างดี

ใช่หรือไม่ว่า “อูจื่อซวี” ได้ยินยอมสละชีวิตที่เคยหวงแหนอย่างจอมโจรที่คิดแต่การเสพสุขเป็นบรรทัดฐานด้วยต้องการไปพบพาน “สุรางคณาหวินเมิ่ง” คนรักเก่าแต่ชาติปางก่อน หรือเพียงเพราะ “อูจื่อซวี” ตอบแทนน้ำใจที่ “กูเยี่ยหมิง” แสดงต่อตนเองอย่างองอาจห้าวหาญ หรืออาจเพียงแค่ “น้ำใจฉันมิตรสหาย” ที่ผูกพันกันอย่างรวดเร็ว ภายใต้วิกฤตอันหดหู่ของการช่วงชิงในยุคอันปวดร้าวที่ขันทีครองเมือง เจ้าชีวิตอ่อนแอ ได้ส่งผลเป็นแรงกระตุ้นอันหนักหน่วงต่อยอดขุนโจร จนพุ่งทะลักเป็นการเสียสละซึ่งคนขลาดกลัวเช่นเขายากจะมีพลังเข้มแข็งเช่นนั้นได้

“ศึกรักแดนสนธยา” จึงเป็นนิยายกำลังภายในแหวกแนว ที่การต่อสู้มีความสมจริงดุจดั่งนั่งเสพชมอยู่ข้างเวที ขณะที่ “คุณธรรมน้ำใจ” ช่างพร่าเลือนอ่อนแรง แต่กลับเข้มข้นขัดแย้งไม่แพ้นิยายกำลังภายในต้นตำรับอื่นใด และนี่คือการผลักดันชั้นเชิงการประพันธ์แก่นแท้ของนิยายกำลังภายใน ให้เข้าสู่จุดสูงสุดใหม่อย่างน่าตระหนกแต่ก็แฝงความใจหายอาลัยอาวรณ์มิรู้ลืม