Practical Report ศิลปะปัญญาลุ่มลึกของนิยายกำลังภายในจีน : อดีต ปัจจุบัน อนาคต (ตอนที่ 2)

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

2. ร้อยมาลัยประวัติศาสตร์เสริมเสน่หาวรรณกรรม

นิยายกำลังภายในดูเหมือนจะถึงจุดตีบตันตั้งแต่ “กิมย้ง” ได้รังสรรค์ผลงานชิ้นสุดท้าย ประกาศถอนตัวล้างมือในอ่างทองคำ แต่ใครจะคาดคิดว่า “โกวเล้ง” ได้มาสานฝันของแฟนนักอ่านที่ลุ่มหลงได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว แต่ยิ่งสูงยิ่งหนาวเหน็บ ทายาทผู้สืบทอดยิ่งนานวันยิ่งจางหาย โลกกำลังภายในเงียบเหงาไปเกือบ 10 ปี จนกระทั่ง “หวงอี้” ได้เจิดจรัสแสงขึ้นมา แต่ช่วงรอยต่ออันอ้างว้างกว่า 10 ปี ได้สะท้อนสัญญาณเลวร้ายของยุทธจักรนิยายกำลังภายใน ยิ่งภายหลัง “มังกรคู่สู้สิบทิศ” ที่เป็นประกายทะยานสูงสุดของหวงอี้ แฟนนักอ่านย่อมใจหายยิ่งนัก เพราะนั่นอาจหมายถึง “จุดจบ” ที่ใกล้มาเยือน แต่แล้วแฟนพันธุ์แท้ก็ได้รับความสุขสมกลับคืนมาเมื่อหวงอี้ทุ่มเทกำลังทั้งมวลผลักดันนิยายกำลังภายใน ให้เข้าสู่จุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง ในยอดมหากาพย์ยิ่งใหญ่ “จอมคนแผ่นดินเดือด” แต่ยิ่งตระหนักถึงจุดสูงสุดใหม่ก็ยิ่งตระหนกถึง “จุดจบใหม่” ที่แสนเศร้าสร้อยยิ่งกว่าเดิม

ครั้นเมื่อแฟนนักอ่านได้เผชิญกับ “ศึกรักแดนสนธยา” ความตื่นตะลึงจังงังย่อมบังเกิดขึ้น เพราะเรื่องนี้ได้แหวกแนวไปจากกรอบทางเดิมอย่างสิ้นเชิง แฟนพันธุ์แท้บางคนถึงกับชิงชังรังเกียจ ขณะที่บางคนกลับสดชื่นรื่นรมย์รู้สึกถึงพลังสร้างสรรค์ใหม่ ไม่ว่า “ศึกรักแดนสนธยา” จะเหนือล้ำหรืออ่อนด้อยกว่า “จอมคนแผ่นดินเดือด” แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นลางสังหรณ์อันรู้สึกได้ของเหล่าจอมยุทธ์ในโลกกำลังภายในก็คือ “ราชวงศ์หวงอี้ที่กำลังปกครองโลกกำลังภายใน” ได้ถึงจุดตีบตันแล้ว จุดสูงสุดที่ทะยานขึ้นใหม่ครั้นนี้มีความร้อนแรงที่ลดลง บางคนหวนนึกไปถึง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ซึ่งหลายคนชื่นชมยิ่งกว่า “8 เทพอสูรมังกรฟ้า” แต่ทุกคนก็อดกังวลในใจไม่ได้ว่า “พลังสร้างสรรค์” ได้มาถึงจุดตีบตัน บางที “หวงอี้” อาจมีงานสร้างสรรค์แบบไร้กระบวนท่าดุจดัง “อุ้ยเสี่ยวป้อ” จอมยุทธ์ผู้มากรัก ออกมาให้ชื่นชมหล่อเลี้ยงใจกันอีกสักครา แต่ยิ่งสูงสุดก็ยิ่งสร้างความอึดอัดให้กับนักอ่านทั้งหลาย เพราะนั่นอาจหมายถึงวาระสุดท้ายของ “จอมคนหวงอี้” บนอาณาจักรที่เพียรสร้างมานานกว่า 20 ปี ซึ่งในมุมหนึ่งช่างน่ายินดี เพราะท่านได้พาโลกกำลังภายในท่องทะยานอย่างมิรู้เบื่อ ครอบคลุมฟ้าดินทุกแห่งหน แต่ความพึงพอใจของมนุษย์นั้นไม่เคยสุดสิ้น แม้ว่าจะได้ท่องทะยานจนสุดขอบโลก แต่ยิ่งได้รับย่อมยิ่งเรียกร้อง ในที่สุด “ความแปลกใหม่หฤหรรษ์” ย่อมมีวันสิ้นสุด

ในระหว่างที่เฝ้ารอนักเขียนคนใหม่เพื่อพาพวกเราท่องทะยานโลกกว้าง หรือเชื่อมั่นในคำมั่นสัญญาของหวงอี้ที่รับปากว่าจะรังสรรค์กระบวนท่าจนกว่าแฟนนักอ่านจะเลิกนิยม ชาวยุทธ์ทั้งหลายจะคร่าเวลาด้วยสิ่งใดดี

มิตรสหายท่านหนึ่งได้เปรียบเปรยไว้อย่างน่าฟังว่าผลงานของหวงอี้มีลักษณะคล้าย “วิทยานิพนธ์” เพราะเต็มไปด้วย “ช่องว่างระหว่างบรรทัด” ให้ใคร่ครวญค้นหา ทุกครั้งที่อ่านผลงานของหวงอี้จะต้องหยุดพักเพื่อขบคิดตีความบางสิ่งอยู่เสมอ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การนำประวัติศาสตร์เข้ามาสอดแทรกในนิยายกำลังภายใน จนยากจะแยกแยะว่าสิ่งใดคือเรื่องจริง สิ่งใดเป็นเพียงจินตนาการ บางท่านหยามหมิ่นหวงอี้ว่า “หากินกับประวัติศาสตร์” นิยายของเขาไม่ผิดอะไรกับการนำประวัติศาสตร์มาเล่าใหม่ แต่บางคนกลับยกย่องว่า การประพันธ์นิยายกำลังภายในโดยอิงประวัติศาสตร์นั้นกลับต้องใช้ความพยายามสูงส่งกว่า เพราะนักเขียนต้องเคารพความจริงจะเขียนตามใจตนเองไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำประณามเยินยอ คือ คุณค่าที่ผู้อ่านได้รับ ถ้าหากอ่านเพื่อเพียงความสนุกสนานบันเทิงใจเพียงอย่างเดียว คุณค่านั้นย่อมไม่แตกต่างจากนิยายกำลังภายในทั่วไป เพียงแต่อาจมีรสชาติสีสันที่ต่างออกไป โดยเฉพาะความสมจริงสมจังจากการสอดแทรกเนื้อหาทางประวัติศาสตร์เข้ามา แต่หากความสนุกลุ่มหลงของนิยายได้ทำให้แฟนนักอ่านเกิดความตราตรึงใจและอยากจะค้นคว้าลึกเข้าไปในโลกของคนโบราณว่า อะไรคือความจริง อะไรคือความฝันและจินตนาการแต่งเติม ถ้าหากเป็นเช่นนี้ นิยายกำลังภายในของหวงอี้ ย่อมให้คุณค่าลึกซึ้งดื่มด่ำไปอีกนานหลายสิบปี และอาจทำหน้าที่เพื่อนแก้เหงาก่อนที่ “โลกกำลังภายใน” จะค้นพบพลังสร้างสรรค์สดใหม่อีกวาระหนึ่ง

ลำพังเพียง “แง่มุมทางประวัติศาสตร์” ย่อมทำให้การเสพความสุขจากโลกกำลังภายในของหวงอี้ได้ยืดยาวเนิ่นนานออกไป แต่หวงอี้ยังมีขุมทรัพย์ที่ซ่อนเร้นให้ขุดค้นพบอีกมากมาย โดยเฉพาะปรัชญาความฝันแบบจีนโบราณที่ผสมผสานเข้ามาอย่างแสนลงตัวละมุนละไม ไม่ว่าจะเป็น พุทธศาสนานิกาย Zen ปรัชญาเต้าเต๋อจิง รวมถึงความละเมียดของศิลปะอารยธรรมจีนอันลุ่มลึกยาวนานกว่า 5000 ปี ทั้งหมดนี้หวงอี้ได้สอดแทรกซึมซ่านเข้าไว้ในนิยายอย่างแนบเนียน ซึ่งถ้าคนที่ไม่สังเกตจดจำย่อมผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดายในอรรถรสยิ่งนัก

ไปพ้นการแบ่งแยก “จริง/ลวง” แบบผิวเผิน

บางคนอาจโต้แย้งขึ้นมาว่า ถ้าหากต้องการศึกษาอารยธรรมจีนให้ถ่องแท้ ทำไมจึงไม่ไปค้นคว้าจากตำราทางวิชาการ ไยต้องมาเรียนรู้ผ่านนิยายกำลังภายในซึ่งมีความน่าเชื่อถือต่ำกว่า แต่สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์บนโลกใบนี้อย่างโชกโชนช่ำชองย่อมจะเข้าใจได้ว่า “มนุษย์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความสนุกสนานรื่นรมย์มากกว่าความเป็นจริง” มีหลายเรื่องราวในโลกนี้ที่แม้จะได้รับการพิสูจน์อย่างแจ้งชัดแล้วว่าไม่มีแม้แต่ส่วนเสี้ยวของความจริง แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับยินดีที่จะเชื่อในเรื่องเล่าโกหกเหลวไหลมากกว่าเรื่องจริงเสียงจริงเสียอีก นี่ยังไม่นับว่า เรื่องที่นักวิชาการหรือผู้คงแก่เรียนเชื่อว่า “จริงแท้แน่นอน” นั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียง “ความลวงสมจริง” ชนิดหนึ่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การสรุปแบบสุกเอาเผากินว่า นิยายกำลังภายในย่อมมีแต่เรื่องหลอกลวงนั้น ใช่เป็นการด่วนสรุปเกินไปหรือไม่ เพราะขึ้นชื่อว่ามนุษย์แม้ว่าจะมีสติปัญญาโง่เขลาเพียงใดก็คงไม่ถึงกับบ้องตื้นจนไม่สามารถแยกแยะความจริงจากความลวงไปเสียทุกเรื่อง แฟนนักอ่านย่อมทราบเป็นอย่างดีว่า นิยายกำลังภายในของกิมย้ง มีเกร็ดประวัติศาสตร์น้อยกว่าจินตนาการ ในขณะที่นิยายกำลังภายในของหวงอี้มีความจริงทางประวัติศาสตร์อยู่มากกว่า ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะชอบกิมย้งมากมายกว่าหวงอี้เพียงใดก็ตาม

แน่นอนนิยายกำลังภายในไม่อาจอิงความจริงไปเสียทั้งหมด เพราะย่อมจะทำให้ขาดสีสันที่นิยายพึงมี แต่หากจะกล่าวหาโจมตีว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ขาดข้อเท็จจริงรองรับก็คงไม่ใช่ โดยเฉพาะนักเขียนนิยายในปัจจุบันสมัย มักมีท่วงทำนองการเขียนที่พยายามทำให้เรื่องจริงกับเรื่องแต่งยากจะแยกจากกันได้ และวิธีที่ดีที่สุดในการใช้กลวิธีแบบนี้ก็คือ การค้นคว้าข้อเท็จจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อทำให้ผู้อ่านของตนนั้นไม่สามารถแยกความจริงออกจากจินตนาการได้ และบางครั้งแม้แต่นักวิชาการที่คร่ำหวอดในวงการก็ยังพิศวงงงงวยในความเชื่อมต่อที่แนบเนียนนั้น ที่สำคัญกว่าคือ นิยายสมัยใหม่ได้แทรกตัวเข้าไปในที่ว่างซึ่งนักวิชาการไม่ยินยอมกระทำ เนื่องจากความเป็นวิชาการจะต้องมีหลักฐานพิสูจน์อันหนักแน่น แต่สำหรับนิยายนั้นอาจไม่จำเป็นนัก ที่สำคัญคือ โลกอันสับสนนี้ ใช่หรือไม่ว่า บางครั้งสิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่สุด กลับพานเป็นจริงอย่างที่สุด เรื่องจริงบางอย่างก็ไม่อาจหาหลักฐานมายืนยันอย่างแน่ชัด ขณะที่เรื่องโกหกบางอย่าง กลับมีหลักฐานสนับสนุนยืนยันมากมาย

ตีความในมุมมองของ Zen บางครั้งการกระหายความจริงมากเกินไป อาจทำให้ไม่บรรลุถึงสัจธรรม เพราะทำให้คนผู้นั้นเกิดความติดข้องในการค้นหาเหตุผลเพื่ออธิบายความจริงทั้งๆที่ความจริงอาจปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว เพียงแค่เปิดตาเปิดใจ ย่อมสามารถเคลื่อนย้าย “เส้นผม” ที่บดบัง “ภูเขา” ออกไปจากดวงจิต ขณะเดียวกัน บางครั้งการรู้ความจริงแบบไม่สมบูรณ์กลับให้คุณค่ามากกว่าการรู้ความจริงแบบกระจ่างแจ้งในเวลาอันรวดเร็วเกินไป จนหมดความตื่นเต้นหลงใหลอยากรู้อยากเห็น อันเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญให้ชีวิตดำรงอยู่และเติบโต

นี่จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ นิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์มีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าบทความวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ เพราะยังมีความลึกลับที่ชวนหลงใหลได้มากกว่า ยิ่งคล้ายจริงคล้ายไม่จริงก็ยิ่งดึงดูดชวนติดตาม หากไม่สมจริงก็ไม่น่าตื่นเต้นเพราะรู้แล้วว่าไม่จริง หากสมจริงเกินไปก็หมดความลึกลับแต่กลับกลายเป็นความแห้งแล้งไร้รสชาติ ดังนั้น “ของดี” ที่แท้จริง จึงต้องผสานระหว่างความจริงกับจินตนาการด้วยศิลปะผูกโยงที่สูงส่งสวยสด

ในโลกที่ทุกสิ่งไม่สมบูรณ์นั้น การเสพรับคุณค่าความงามของอารยธรรมจีน อาจไม่จำเป็นต้องถูกต้องลงตัวไปเสียทุกอย่าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า “อารยธรรมจีน” ยังแตกต่างไปตามสถานที่อันกว้างใหญ่ของผืนแผ่นดินจีนอันไพศาล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความแตกต่างในช่วงเวลาที่แสนยาวนาน ยังไม่นับความแตกต่างในกลุ่มคนและชนชั้นที่หลากหลายซับซ้อน และหากต้องเคร่งครัดจริงจังไปเสียทั้งหมด แทนที่จะทำให้ผู้คนในปัจจุบันได้ดื่มด่ำซาบซึ้งกับ “ความลุ่มลึกงามสงบไร้ตัวตนรูปลักษณ์” ของอารยธรรมจีนอันชวนหลงใหล กลับเป็นการผลักไสผู้คนให้ออกห่างจากอดีตอันห่างไกล และพร้อมจะหมกตัวอยู่กับปัจจุบันที่พวกเขาเห็นว่าสอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขามากกว่า นี่ยังไม่นับความคิดของนักประวัติศาสตร์บางสกุลที่มองว่า เราไม่อาจแยกความจริงทางประวัติศาสตร์ออกจากยุคสมัยที่เขียนประวัติศาสตร์ได้ เพราะผู้เขียนประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะพยายามมีใจเป็นกลางเพียงใดก็ตาม เขาย่อมต้องใช้เครื่องมือและมุมมองต่อโลกและชีวิตในยุคสมัยของตน เพื่อตีความประวัติศาสตร์ไม่ทางใดทางหนึ่ง ประวัติศาสตร์จึงไม่มีทางหลุดลอยจากยุคสมัยที่เขียนประวัติศาสตร์โดยสมบูรณ์ได้

แน่นอนว่า เราไม่ควรปล่อยให้ผู้คนตีความประวัติศาสตร์และอารยธรรมไปตามอำเภอใจ เพราะนั่นเท่ากับทำลายแก่นแท้คุณค่าของประวัติศาสตร์ ที่สำคัญ คนที่รักนิยายกำลังภายในและลุ่มหลงในอารยธรรมจีนนั้นจะไม่มีวันตั้งใจทำให้สิ่งนี้บังเกิดขึ้น เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า คงไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่แยกไม่ออกว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดไม่จริง ถ้าสิ่งนั้นเผยแสดงอย่างชัดแจ้ง ผู้คนคงไม่ถึงกลับคิดว่า อารยธรรมอังกฤษเหมือนกับอารยธรรมจีน แต่สำหรับประเด็นที่ยากจะแยกแยะได้อย่างชัดแจ้ง เช่น อารยธรรมจีนกับอารยธรรมญี่ปุ่นนั้น ย่อมมีหลงหูหลงตาไปบ้าง แต่แน่นอนในประเด็นใหญ่ๆนั้น คนทั่วไปย่อมสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างอารยธรรมจีนกับญี่ปุ่นได้ไม่ยากนัก

การเปิดกว้างและยอมให้คนธรรมดาได้ซึมซับอารยธรรมจีนจากนิยายกำลังภายใน อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การบังคับให้พวกเขาต้องไปคร่ำเคร่งกับตำราวิชาการ และเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่หากมีความใหลหลงในสิ่งใดแล้ว เขาย่อมเพียรค้นคว้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเมื่อสิ่งนี้บังเกิดขึ้น คนธรรมดาย่อมเข้าใกล้ความจริงความงามซึ้งของอารยธรรมได้มากยิ่งขึ้น เปลือกและความเท็จของอารยธรรมที่รับมาในตอนแรกย่อมถูกแทนที่ด้วยข้อเท็จจริงอันถูกต้องกว่าในภายหลังเมื่อผู้นั้นเติบโตเรียนรู้สูงขึ้น บางทีอาจเข้าถึงแก่นแท้ของอารยธรรมได้มากกว่านักวิชาการผู้ยึดติดในข้อมูลและเหตุผลอย่างสุดขั้ว จึงไม่ยอมเปิดรับความจริงที่อาจขัดกับตรรกะความเชื่อยึดมั่นของตนเอง นี่ยังไม่นับถึงบางแง่มุมของอารยธรรมที่ไม่อาจเข้าถึงด้วยมันสมอง แต่ต้องมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งผ่านวิญญาณและความรู้สึกอันดื่มด่ำล้ำลึก

การศึกษาความรู้ในศิลปอารยธรรมรวมถึงประวัติศาสตร์และปรัชญาอันลึกซึ้งของชนชาติจีนทั้งมวลนั้น ย่อมช่วยให้สามารถเสพรับตีความและสอดร้อยประสบการณ์ความเข้าใจที่เพิ่มพูนลึกซึ้งของผู้อ่านเข้ากับเนื้อหาและรูปศิลปะที่ผู้เขียนประพันธ์บรรจงสร้างอย่างสุดฝีมือ จอมยุทธ์ทั้งมวลย่อมสามารถย้อนทวนกลับไปเสพรับ “นิยายกำลังภายใน” ที่เคยอ่านผ่านตาเมื่อเยาว์วัย ด้วยสายตาและมุมมองที่เปลี่ยนไป จนสามารถเข้าใจและเกิดความซาบซึ้งในความงามอลังการที่เคยกระทบตาแต่ไม่สะท้านใจเมื่อกาลก่อน

ยิ่งกว่าการหวนกลับไปตีความและอ่านใหม่ในพลังอักษรของนิยายกำลังภายในซึ่งเคยผ่านตาเมื่อวัยดรุณ ผู้กล้าทั้งหลายสามารถ “เชื่อมโยงแนวขวางและประสานแนวดิ่ง” โดยการนำนิยายกำลังภายในเรื่องอื่นของนักเขียนคนเดียวกันเข้าขับเคี่ยวประสานกับนิยายกำลังภายในของนักเขียนท่านอื่นและยังอาจผนวกนิยายอิงประวัติศาสตร์ รวมถึงภาพยนตร์บทละครที่เคยผ่านตาเข้ามาผสานหลอมรวมในเบ้าหลอมแห่งความเป็นตัวตนที่ลุ่มลึกเข้มข้นในเสน่หาอารยะจีนซึ่งจอมยุทธ์ทั้งหลายได้พากเพียรศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นผู้กล้าให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ยิ่งยวด