โดย เจริญชัยไชยไพบูลย์วงศ์
4. ความล้มเหลวของหนังสือ How to โดยทั่วไป
- หนังสือ How to ทั่วไป เน้นย้ำแต่ “จิตใจด้านบวก” และ “การคิดใหญ่ฝันใหญ่” แต่กลับละลืมการเสริมสร้างภววิสัย ทั้งรากฐานของระบบ การวิเคราะห์สถานการณ์ การชักจูงใจคนเก่งให้มาร่วมงาน การบริหารคนเก่งให้สามารถทำงานเป็นทีมอย่างแข็งแกร่งยืดหยุ่น รวมไปถึงการวางกลยุทธ์ ซึ่งจะต้องประยุกต์หลอมรวมกันทั้งหมด เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ ดังนั้น จึงทำให้หนังสือ How to หมดเสน่ห์อันศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนจำนวนมาก เลิกอ่านหนังสือ How to เพราะแม้จะอ่านเป็นร้อยเล่ม ก็ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จ ตามที่หนังสือได้อวดอ้างสรรพคุณไว้
- คนเราย่อมมีจิตใจเบื่อหน่าย ไม่สามารถรักษาจิตใจด้านบวกได้ตลอด ในจุดนี้สามารถแก้ไขโดยประยุกต์วิธีการของ Silicon Valley ซึ่งเน้นการรวบรวม “ยอดคนเก่ง” มาสร้างเป็นทีมงาน โดยกล้าจ่ายแพงเพื่อแลกผลงานที่ยอดเยี่ยมกว่าต้นทุนที่เสียไป ยิ่งกว่านั้น การได้ทำงานกับบุคคลชั้นยอด จะช่วยกระตุ้นสีสันเสน่ห์ จนพลังจิตใจด้านบวกของสมาชิกในทีมที่เหนื่อยล้าจะฟื้นคืนมาอย่างรวดเร็ว
ผลงานดีเลิศยอดเยี่ยม จึงต่างกับผลงานดีเด่น ตรงที่ความมหัศจรรย์และตื่นตะลึง ดุจดังได้ชมดูนักบาส NBA รับส่งลูกอย่างสวยงามพริ้วไหว หรือได้ชื่นชมทักษะการคลึงเคล้าฟุตบอลรับส่งอย่างรู้ใจกันของทีมฟุตบอล Brazil ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์
อย่าเข้าใจเพียงว่า “ผลิตภัณฑ์เลอเลิศ” สามารถกระตุ้นลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อสินค้าโดยไม่ลังเล ยินยอมจ่ายแพงลิบลิ่วเพียงเพื่อได้ชื่นชม แม้แต่ทีมงานที่ผลิตสินค้ายังได้ซึมซาบความหลงใหลเข้าไปในสายเลือด และผลิบานเป็นพลังในการสร้างสรรค์ที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
คนทั่วไปยังไม่ตระหนักในความสำคัญของการสร้างทีมคนเก่ง เพราะยังยึดติดกับอดีตที่เน้นแต่ Elite หรือผู้นำระดับสูง ซึ่งจะบังคับบัญชาชี้เป็นชี้ตายในสงครามและธุรกิจ แต่ในปัจจุบัน โลกแห่งคลื่นลูกที่ 3 โลกแห่งการสื่อสาร โลกนวัตกรรมเทคโนโลยี โลกแห่งการแบ่งงานกันทำ ย่อมสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยและเพียงพอต่อการทำงานเป็นทีมซึ่งประสานสอดคล้องดุจดังวง Symphony Orchrestra สามารถเกิดขึ้นได้
- สมาธิ แม้แต่คนที่ฝันใหญ่ ทีมเก่ง ยังมีเวลาตกต่ำ จิตใจผันผวน ควรสงบนิ่ง ลืมภาพลวงตา ซึ่งบางครั้งความตกต่ำไม่ได้มีอยู่จริง แต่จิตซับซ้อนของมนุษย์ขบคิดไปเอง วิธีแก้ไข คือ การฝึกฝนสมาธิ มุ่งมั่นทำงานต่อไป รักษาภาวะคนกระบี่หลอมรวมเป็นหนึ่ง และทุกสิ่งจะกลับมาดี แต่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องเป็น “งานที่รัก” ซึ่งทำให้ไม่เกิดภาวะรอยต่อระหว่างผู้สร้างงานกับผลงาน แต่หากเป็นงานธรรมดา ย่อมมีช่องว่างระดับหนึ่งระหว่างผู้สร้างงานกับผลงาน
- สติ จงตื่นตัว มองโลกด้วยสายตาสดใหม่ทุกวัน “ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเสมอ” ในประวัติศาสตร์ อาจเห็นว่า บางครั้งโชคดีมาถึงกองทัพที่กำลังย่ำแย่โดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพียงโชค ยังต้องใช้ “สติ” ที่รวดเร็วฉับไว เพื่อไขว่คว้าโอกาส ที่ผุดบังเกิดขึ้นมาท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์อันซับซ้อน
ตัวอย่างสุดขั้ว คือ ในตลาดหุ้น บางวันหุ้นตกรุนแรง แทบวิกฤต แต่ในวันต่อมาหรือบางทีก็วันเดียวกัน หุ้นกลับดีดตัวจนเหนือกว่าที่ลงไป
สำหรับธุรกิจและการต่อสู้อาจไม่ง่ายและเร็วขนาดนั้น แต่ย่อมมีโอกาสท่ามกลางวิกฤตเสมอ โดยเฉพาะโชคดีมักเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ หน้าที่ของเราคือ รักษาสติ ภาวะตื่นตัวแบบ Zen เพื่อเตรียมพร้อมตอบสนอง “ปาฏิหาริย์” อย่างทันท่วงที ช่วงชิงโอกาส
- แต่คนย่อมมีวันเหนื่อยล้า บางครั้งความเหน็ดเหนื่อย ความเครียด ไม่ได้เป็นเพียงภาพลวงตา และความผันผวนของจิตใจ ควรจะต้องหาเวลาพักผ่อน ฟื้นฟูพลัง Sublime (การเสพสุขแบบละเมียดละไม) คุณผู้ชายอาจเลียนแบบชาวกรีก-โรมัน ทั้งในเชิงการเสพวรรณคดีบทกวีคลาสสิค ดื่มไวน์ชั้นเลิศเคล้าคลอดเสียงดนตรี หรือแม้แต่การนวดน้ำมันเพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ส่วนคุณผู้หญิงอาจไปเที่ยว Pub ผ่อนคลายที่ Fitness หรือไปซื้อสินค้า Brand Name ซึ่งหากสามารถควบคุมความพอดีได้ ย่อมเกิดประโยชน์มากกว่าโทษภัย
การอ่านหนังสือ How to หรือ พิชัยสงคราม ต้องระวัง เพราะหลายเล่ม ไม่ได้เขียนโดยนักรบหรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เขียนโดยนักวิชาการ ซึ่งมักเป็นพวกวิทยาศาสตร์สังคม หรือศิลปินนักสร้างแรงบันดาลใจ แต่ไม่เข้าใจถึงความพลิกแพลงยืดหยุ่นละเอียดอ่อนของกลยุทธ์
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ “จ้าวคว่อ” ลูกของ “จ้าวเชอ” สามีของ “หยาฮูหยิน” ในเรื่อง “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” ซึ่งเป็นคนเก่งที่เก่งในการทำศึกบนกระดาษ จนพ่อที่เป็นนายพลซึ่งมีผลงานการศึกยอดเยี่ยม ยังเถียงสู้ไม่ได้ สุดท้ายพาทหารรัฐจ้าวไปตาย 4 แสนคน ทิ้งให้ “หยาฮูหยิน” ต้องเหงาเศร้าสร้อย เปิดโอกาสให้ “เซี่ยงเส้าหลง” ได้เชยชมหญิงงามผู้อาภัพแต่เร่าร้อน ซึ่งคู่ควรกับวีรบุรุษผู้ปรีชาสามารถในสนามรบจริง มากกว่าหนอนตำราแบบ “จ้าวคว่อ”
5. “คนสำคัญ” ในโลกที่เท่าเทียม
สังคมทุกวันนี้ดีขึ้นกว่าในอดีตมากมาย โดยเฉพาะในประเทศพัฒนา คนจนมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นมาก สามารถเสพอาหารและวัฒนธรรมเลิศหรูได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความไม่เท่าเทียมยังมีอยู่มาก คนรวยและคนชั้นกลางจะยกระดับการบริโภคไปอีกชั้นหนึ่ง กฏ 80/20 จึงยังคงเป็นจริง นี่คือ เรื่องเศร้า เพราะเอาเข้าจริงคนเราก็ไม่เท่าเทียมกัน
โชคดีคือ กฏ 80/20 ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่เดิม 20 % ของชนชั้นสูง หรือ Elite วัดกันที่ชาติกำเนิด (ในคลื่นลูกที่ 1 ซึ่งเป็นสังคมเกษตร) ภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือคลื่นลูกที่สอง กลายมาเป็นวัดกันที่ “ทุน” คือ คนที่โชคดีมีบรรพบุรุษสั่งสมความมั่งคั่งผ่านกันมา ย่อมได้เปรียบ และกีดกันคนไม่มีทุน แม้จะดีกว่าคลื่นลูกที่ 1 ที่ตัดสินกันที่ชาติกำเนิด ซึ่งไม่มีทางแก้ไขได้ตลอดชีวิต (แต่ทุนนั้นยังค่อยๆสะสมกันได้) แต่การแข่งขันยังจำกัดและกีดกันคนอื่นอยู่ค่อนข้างมาก เมื่อมาถึงยุคนี้ การเป็นชนชั้นสูง ตัดสินกันที่ “ปัญญาความสามารถ” เป็นด้านหลัก ส่วนเรื่องทุนและชาติกำเนิด เป็นเพียงปัจจัยเสริมที่ช่วยสร้างความได้เปรียบให้ผู้ครอบครองเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น Bill Gates ซึ่งสามารถสร้างตัวจนร่ำรวยที่สุดในโลกได้เพียงแค่ 1 ชั่วคน ไม่จำเป็นต้องสะสมความมั่งคั่งหลายร้อยปี เหมือนกับในอดีต
นี่คือ เสน่ห์ของยุคคลื่นลูกที่ 3 ดังนั้น จึงเท่ากับว่า ทุกคนได้รับโอกาสเกือบจะเท่าเทียมกัน มีได้เปรียบเสียเปรียบกันไม่มาก ทุกคนสามารถพยายามปรับปรุงตัวเอง โดยไม่ต้อง “ก่นด่าบรรพบุรุษที่ไม่ทิ้งมรดกไว้ให้”
ทุกคนจึงไม่ควรท้อถอย แต่ต้องเร่งสร้าง “ปัญญาความสามารถ” เพื่อจะได้เป็น “คนสำคัญ” 20% ในโลกที่เกือบจะเท่าเทียมนี้
ในสังคมที่ยังไม่พัฒนา สายสัมพันธ์ connection เป็นเรื่องสำคัญกว่า “ความสามารถและคุณค่า” ดังนั้น การประสบความสำเร็จในธุรกิจและอำนาจยศศักดิ์ จะต้องพึ่งพาการพลิกแพลงยืดหยุ่น แต่ในปัจจุบัน เมื่อระบบโครงสร้างการตัดสินคนดีขึ้น เราจึงต้องมาเน้นการสร้าง “คุณค่า” สร้าง “ความแตกต่าง” โดยเฉพาะการพัฒนาวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อนำไปสู่การสร้างธุรกิจระดับ Billion อย่างไรก็ตาม การพลิกแพลงยืดหยุ่น ยังจำเป็นในโลกทุกวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการผลิตสินค้าให้ดีเลิศ แต่ยังต้องเกี่ยวข้องกับคนเป็นจำนวนมาก ทั้งในองค์กรและภายนอก ทั้งลูกจ้างและลูกค้า ดังนั้น บริษัทที่ยิ่งใหญ่จึงต้องมีทั้งวิสัยทัศน์ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ และยังต้องมีทักษะการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนที่เลอเลิศ จึงจะนำไปสู่ความสำเร็จ
ยิ่งกว่านั้น ยังมีบางบริษัทที่ไปไกลกว่านั้น คือ Google ซึ่งสามารถผนวกศิลปะ Art เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “สุดยอดบริษัท” ยกตัวอย่างเช่น การสร้างสถานที่ทำงานน่าอยู่ กระตุ้นจินตนาการ ให้อิสระกับพนักงานในการคิดค้นสร้างสรรค์งานขึ้นมา สร้างชื่อเสียงต่อสังคม ยกระดับ Brand เพื่อดึงดูดคนเก่งให้เข้ามาทำงาน และยังช่วย ประชาสัมพันธ์องค์กรทางอ้อม เพื่อให้กลายเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ที่มีผลทางอ้อมในการทำธุรกิจ
6. ความสำคัญของ “ยุทธศาสตร์”
ในอดีต การรบมักจะขึ้นอยู่กับแม่ทัพเพียงไม่กี่คน แต่ปัจจุบันการทำงานเป็นทีมสำคัญมาก ถือเป็นปัจจัยชี้ขาดชัยชนะ แม้กระนั้น การมีทีมล้ำเลิศอย่างเดียว ยังมีจุดอ่อนและอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ได้ โดยเฉพาะในโลกที่ผันผวนและรวดเร็วเช่นนี้ การเดินหมากผิดเพียงก้าวเดียว อาจหมายถึงหายนะ
“นโปเลียน” มหาราชที่ยิ่งใหญ่ พ่ายแพ้เพียงเพราะล่วงลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียที่อากาศเหน็บหนาว ขณะเดียวกัน รัสเซียที่เลือกระบบสังคมนิยมเพราะคิดว่าเป็นระบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด กว่าจะพบว่าระบบนี้มีข้อผิดพลาดมากมายก็สายเกินไปเสียแล้ว
ในเชิงของบริษัท เราจะเห็นว่าIBM ซึ่งเดินหมากผิดพลาดเพียงตาเดียว เกี่ยวกับการไม่ให้ความสำคัญกับ PC ได้กลับทำให้ Microsoft และบริษัทอื่นๆ ฉวยประโยชน์จากความผิดพลาดนี้ และกลับมาถล่ม IBM จนเกือบสิ้นชื่อ โชคดีที่ยักษ์สีน้ำเงินของเราปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ได้ทันท่วงที จึงรอดพ้นจากการล่มสลาย
แต่บางครั้ง องค์กรก็มีเวลายุ่งกับภารกิจต่างๆมากมาย จนแทบจะไม่มีเวลามาขบคิดด้านยุทธศาสตร์ หรือบางครั้งองค์กรนั้นก็อาจไม่มีความถนัดในเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันมีวิธีการแก้ไข ด้วยการ Outsource งานในส่วนนี้ให้ “ธุรกิจที่ปรึกษา” ซึ่งจะคอยเป็น หน่วยวิเคราะห์ที่ช่วยจัดเตรียมข้อมูลเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ ยุทธศาสตร์ และบริบทการแข่งขัน มาสนับสนุนให้บริษัทและทีมงานมีความแข็งแกร่งถึงขีดสุด
ที่น่าสงสาร คือ คนไทยขาดจินตนาการ มองเห็นแต่รูปธรรม จึงรังเกียจธุรกิจประเภทนี้ เพราะคิดว่า ราคาแพงเกินไป แต่หารู้ไม่ว่า ในอดีตที่ผ่านมา การสงคราม เศรษฐกิจ การเมือง ล้วนแต่ตัดสินกันที่ “ความคิดใหม่” ซุนวู กล่าวไว้ในคัมภีร์พิชัยสงครามประมาณว่า “จงจ่ายให้สายลับอย่างเต็มที่” เพราะซุนวูเล็งเห็นถึงความสำคัญของ “นามธรรม” ที่กำหนดชัยชนะของรูปธรรม “นายทหาร” เหนือกว่า “พลทหาร” ไม่ใช่ด้วยพละกำลัง แต่ด้วยมันสมอง และความคิด
Software เป็นตัวอย่างหนึ่งของ “สินค้านามธรรม” ที่เหนือกว่าสินค้ารูปธรรม
ใช่หรือไม่ว่า ประเทศอเมริกา ที่คิดค้นนวัตกรรม กำหนดแนวทางของการแข่งขันในเชิงธุรกิจระดับโลกจะเป็นประเทศที่มีบริษัทที่ปรึกษาจำนวนมาก และบริษัทเหล่านี้ก็ย่อมจะมีคุณค่ามากพอที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้บริษัทที่จ้างจนยินดีที่จะจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้กับคำปรึกษาอันทรงคุณค่า
นี่คือ ช่องว่างทางธุรกิจ ที่สามารถนำไปสร้างความมั่งคั่งได้ โดยเฉพาะในเมืองไทย ที่ยังขาดแคลนธุรกิจประเภทนี้ ที่สำคัญธุรกิจนี้นอกจากสร้างประโยชน์ให้เจ้าของแล้ว ยังสร้างคุณค่ามหาศาลแก่ประเทศชาติ ที่กำลังตีบตันด้วยยุทธศาสตร์ค่าแรงราคาถูก และยังไม่มีสินค้าโดดเด่นที่จะช่วยทำให้ชาติไทยก้าวจากประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้ว มีเพียงบริษัทที่ปรึกษาเท่านั้น ที่จะช่วยขบคิด ใคร่ครวญ เสนอ “ไอเดียสดใหม่” ให้กับผู้บริหารชาวไทย ยกระดับธุรกิจเข้าสู่เวทีโลกได้สำเร็จ
การอ่าน Trend วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ จึงมีความสำคัญมาก เช่น รุ่นน้องผมคนหนึ่งที่พยายามพัฒนาธุรกิจครอบครัว ซึ่งแม้จะไปได้ดี แต่เมื่อวิเคราะห์ Trend แล้ว เป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรติดภาพลวงตาของความสำเร็จ จึงทำให้ต้องตัดสินใจไม่เข้าร่วม และค้นหาธุรกิจที่มีอนาคตต่อไป
เทคโนโลยีชนะเสมอ แต่ใครชนะเราไม่อาจรู้ ความยืดหยุ่นพลิกแพลงในระยะสั้นจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ผู้ที่เลือก Trend ถูกต้อง มีโอกาสอยู่รอดในระยะสั้น ระยะกลาง สร้างรากฐาน เพื่อรองรับความสำเร็จในระยะยาว เมื่อจุดเปลี่ยน Trend มาถึง
7. โลกที่โหดร้ายแต่สวยงาม
สูตร 20-70-10 ในหนังสือ Winning ของ Jack Welch น่าสนใจมาก สรุปง่ายๆคือ อย่าเสียดายที่จะจ้างคนเก่ง 20 % ที่โดดเด่นมาก เพราะตามกฏ Non linear การจ่ายค่าจ้างแพงให้คนเก่งสุดยอด จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าเงินที่เสียไป ส่วน 70 % ทีมีฝีมือปานกลางย่อมได้รับการกระตุ้นให้ปรับปรุงตนเองจนเข้าสู่ 20 % และยังเป็นการกระตุ้น 20 % ให้ต้องเร่งปรับปรุงเพื่อหนีห่างพวก 70 % สำหรับ 10 % คงเป็นการดีกว่าที่จะให้พวกเขาออกไปเริ่มต้นใหม่กับที่อื่นซึ่งอาจจะเหมาะกับเขามากกว่า โดยการจ่ายค่าจ้างให้อย่างงาม อย่าเสียดายเงิน รักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้จะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม สำหรับ คนเก่งระดับโลกนั้น บางครั้งอาจต้องตัดสินด้วยปัจจัยที่มากกว่าความเก่ง เช่น คนเก่งระดับ 9.5 กับคนเก่งระดับ 9.7 คงไม่ต่างกันมาก ดังนั้น คนที่มีสายสัมพันธ์ดีกว่า หรือมีวิธีพูดทำการตลาดให้ตัวเองได้ดีกว่า ก็อาจได้รับผลตอบแทนมากกว่าได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนเก่งระดับ 7 ไมว่าจะมีการตลาดดีเยี่ยมเพียงใด ก็คงไม่ได้รับการคัดเลือก หรือได้รับก็เพียงในระยะสั้นๆ เพราะในยุคคลื่นลูกที่ 3 มีความรวดเร็วในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น ทุกคนจึงควรพัฒนาศักยภาพตนเองให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนการตลาดควรจะเป็นปัจจัยรอง แต่ไม่ควรละทิ้ง
8. สืบทอดให้ลูกหลาน
ข้อเสียของชาวจีน คือ ระบบครอบครัว เมื่อลูกหลานบัดซบขึ้นมา ทำให้องค์กรต้องพินาศล่มสลาย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ปัญหาของบริษัทแบบจีน ผ่อนคลายลงมาก เพราะสามารถใช้ระบบถือหุ้นเข้ามาแก้ปัญหา ลูกหลานที่ไม่เก่ง จึงไม่จำเป็นต้องบริหาร แต่สามารถจ้างผู้บริหารเก่งๆมาช่วยเหลือได้ ตนเองกลายเป็นผู้ถือหุ้นรับผลสำเร็จเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องเหนื่อยยากบริหาร ไม่ต้องซ้ำเติมบริษัทเพราะความโง่เขลา
อย่างไรก็ตาม ระบบถือหุ้น ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งหมด เพราะในที่สุด ผู้ถือหุ้นจะต้องมีความฉลาดในการเลือกผู้บริหาร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น พ่อแม่จึงยังต้องทุ่มเทการอบรมเลี้ยงดู พัฒนาความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะ Wisdom ซึ่งเหนือกว่าความฉลาดทั่วไป แต่เป็นความเข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง และควรจะฝึกฝนให้สำเร็จก่อนที่จะมีอายุ 30 ปี เพราะหลังจากนี้จะไม่อาจฝึกฝนได้อีกต่อไป
ในช่วงนี้ เราได้ยินข่าวเรื่อง “เยาวชนติดเกม” กันมากมาย โดยเฉพาะเกมที่มีเนื้อหารุนแรง ผมรู้สึกไม่สบายใจ จึงอยากฝากให้ช่วยกันสร้าง “ธุรกิจบริหารจัดการชีวิต” ซึ่งน่าจะช่วยให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่วันหน้า ที่สำคัญ นักธุรกิจซึ่งประสบความสำเร็จจำนวนมาก มักล้มเหลวในชีวิต เนื่องจากภูมิปัญญาธุรกิจ อาจจะใช้วิธีการคนละชุดกับภูมิปํญญาบริหารชีวิต
การสร้างธุรกิจประเภทนี้ ต้องเอาชนะ “ความสนุกผิวเผิน” ซึ่งหลายครั้ง มนุษย์มักให้คุณค่ามากกว่า “ความรู้ล้ำลึก” ดังนั้น ผู้สร้างธุรกิจจึงต้องเคลือบน้ำตาลให้ความรู้ลึกล้ำนั้น งดงาม ทรงเสน่ห์เปี่ยมล้น เพื่อดึงดูดผู้คนให้สนใจ ยิ่งกลายเป็น “กระแสสังคม” ยิ่งดี
อยากนิยามสั้นๆว่าเป็น
Edutainment Sublime Business
ลองศึกษาผลงานของ เขมานันทะ โดยเฉพาะเรื่อง “ชาติพันธุ์พระพุทธเจ้าตามเค้าความคิดท่านอาจารย์สวนโมกข์” ผู้อ่านจะเคลิบเคลิ้มกับความรู้สึกดื่มด่ำล้ำลึก งดงามเกินบรรยาย การเขียนงานเกี่ยวกับศาสนาที่มีความเป็นศิลปะสูงส่งเช่นนี้ ย่อมดึงดูดให้คนหันจากการหมกมุ่นในโลกแห่งเกมส์มาสู่โลกแห่งศิลปะและศาสนาได้อย่างน่ารื่นรมย์
อีกท่านหนึ่งคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งเขียนงานธรรมะได้อย่างมีเสน่ห์ ถ้อยคำละมุนละไม ดุจกลั่นกรองมาจากน้ำพุบริสุทธิ์ที่หวานฉ่ำ
อย่างไรก็ตาม ทั้งงานของเสกสรรค์ และเขมานันทะ ยังมีลักษณะลุ่มลึกแต่ยึดติดมากเกินไป งานเหล่านี้ไม่ได้คำนึงถึงโลกความจริง โลกแห่งการแข่งขัน โลกของปุถุชนที่ยังมีรักโลภโกรธหลง แต่ก็มีเสน่ห์งดงามในแบบของมัน
สรุปแล้ว เราจึงต้องเรียนรู้โลกใบนี้ด้วยมุมมองที่เปิดกว้าง ศึกษาให้พบถึงความยืดหยุ่นพลิกแพลงในโลกปุถุชนที่มีรักโลภโกรธหลง และยกระดับสู่ความมีศิลปะที่ลึกซึ้งตราตรึง จนกลายเป็นวิสัยทัศน์ยิ่งใหญ่ ที่จะสร้างคุณค่างดงามให้โลกใบนี้
ผมหวังว่า “ความรู้” ที่ได้กลั่นกรองจากประสบการณ์ชีวิตเกือบ 30 ปีนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง ช่วยจุดประกายความคิด ให้หลุดพ้นจาก “กรอบจำกัดทางจินตนาการ” เพื่อก้าวสู่โลกการแข่งขันอันรุนแรงบนรอยต่อของศตวรรษที่ 21 เยี่ยงผู้ชนะ
