Practical Report พิชัยสงครามแห่งศตวรรษที่ 21

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

คำเตือน : ใครที่นิยมความพอเพียง หรือรวยระดับร้อยล้าน ไม่ควรอ่านบทความนี้

1. นิยามง่ายๆ ของกลยุทธ์

อสมการ 1+1 > 2 หรือ

สมการ e + 1 = 0 ซึ่งนับเป็น 1 ใน 6 สมการที่น่านับถือ ((หกสุดยอดสมการที่น่านับถือทางฟิสิกส์))

ปล. e ยกกำลัง ไอพาย นะครับ ไม่ใช่ iPod

อธิบายขยายความ

e = ค่าคงตัวธรรมชาติ หมายความว่า กลยุทธ์ควรมีความเป็นธรรมชาติ ไม่ฝืนปรุงแต่ง

i = จำนวนจินตภาพ ไม่มีใครสามารถนิยามหรือสัมผัสจำนวนนี้ได้ แต่ในทางวิศวกรรมไฟฟ้า สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย หมายความว่า นักกลยุทธ์ต้องเปี่ยมล้นจินตนาการ

π (Pi) = ค่าคงที่เพื่อใช้หาพื้นที่ของวงกลม หมายความว่า กลยุทธ์ควรมีความคงที่ วัดค่าได้ ไม่เพ้อฝัน ท่ามกลางความไร้ที่สุดของวงกลม

1 หมายถึง ความเรียบง่าย แต่ยิ่งใหญ่ สะท้อนว่า กลยุทธ์ต้องทำให้แผนการที่ซับซ้อน มีความเรียบง่ายเพียงพอที่จะปฏิบัติได้ จึงจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

2. การสร้างทีมงานและระบบยอดเยี่ยม เพื่อเอาชนะคนเก่งซึ่งขาดหน่วยสนับสนุนที่ดีรองรับ

จีน ใช้วัฒนธรรมเพื่อสร้างความชอบธรรม รวมถึงระบบราชการเพื่อรองรับการปกครองระยะยาว ขณะที่โรมันใช้ระบบบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการรบพุ่งและปกครองจักรวรรดิ จึงสามารถเอาชนะพวกชนเผ่าที่เข้ามารุกราน แต่บางครั้งพวกชนเผ่าได้ผู้นำเข้มแข็งก็สามารถสร้างความยิ่งใหญ่ได้ แต่มักขาดความยั่งยืน เปราะบาง และล่มสลายได้ง่าย

แน่นอนว่า โรมันได้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ในท้ายที่สุด แต่ก็สามารถยืดหยัดสร้างอารยธรรมยิ่งใหญ่ได้อย่างยาวนาน ขณะที่จีน ยังสามารถรักษาความต่อเนื่องของอารยธรรมมาได้จนปัจจุบัน แม้จะต้องประสบชะตากรรมเป็นระยะก็ตาม

Ecology = Low risk + Synergy+Growth

การสร้างระบบ โดยเฉพาะถ้าสามารถพัฒนาให้เข้าสู่ความเป็นระบบธรรมชาติ Ecology System มีการประสานเชื่อมร้อยขององค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้งความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง ที่สอดรับกับอย่างลงตัว ย่อมนำมาซึ่งคุณสมบัติยอดเยี่ยม สามารถเอาชนะขีดจำกัดทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่มองว่า กิจกรรมใดที่มีความเสี่ยงต่ำ กิจกรรมนั้นจะให้ผลตอบแทนต่ำ

Ecology System of Business และคลื่นลูกที่ 3 กำลังเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ครั้งใหญ่ ด้วยการทำให้ บริษัทที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่กลับสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงยิ่งได้

ในอดีต บริษัทขนาดใหญ่ ได้เปรียบในเรื่องความเสี่ยง เพราะมีฐานเงินทุนและทรัพยากรมากมาย ซึ่งหากถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือการแข่งขันทางธุรกิจ ยังคงรักษาสภาพคล่องทางการเงิน และปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อนำไปสู่การฟื้นตัวในอนาคตได้ ขณะเดียวกัน บริษัทขนาดเล็ก มีข้อได้เปรียบในอัตราการเจริญเติบโต Growth เนื่องจากเริ่มต้นด้วยฐานทรัพยากรที่เล็กกว่า จึงสามารถขยายตลาดและรายได้อย่างรวดเร็ว

แต่ในปัจจุบัน บริษัทขนาดใหญ่ สามารถใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ เพื่อบริหารให้บริษัทมีความเคลื่อนไหวที่คล่องตัว ระบบปฏิบัติการมีความยืดหยุ่น ทำให้ง่ายต่อการขยายตลาดออกไปสู่ระดับโลก สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างหลากหลายได้ด้วยต้นทุนต่ำ ทำให้บริษัทใหญ่สามารถรักษาข้อดีด้านความเสี่ยงต่ำ แต่กลับมีความสามารถในการเติบโต Growth พร้อมกันด้วย

เช่นเดียวกัน บริษัทขนาดเล็ก ที่มีจุดเด่นด้าน Growth ยังสามารถสร้างพันธมิตรกับบริษัทใหญ่ ระดมเงินทุนจาก Venture Capital รวมถึงเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้บริษัทมีทรัพยากรและเงินทุนมากพอที่จะป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากความผันผวนของการแข่งขันในโลกธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบจากบริษัทในอดีตที่มีรูปแบบของคลื่นลูกที่ 2 เข้าสู่ระบบแบบคลื่นลูกที่ 3 จนกระทั่งเข้าสู่ Ecology System นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในระยะสั้น ผู้บริหารจะต้องมีกลยุทธ์ที่เหมาะสม มีความพลิกแพลงยืดหยุ่นตามสถานการณ์

เราสามารถฝึกฝนทักษะด้านนี้ได้จากพิชัยสงครามจีน 2 เล่ม คือ

– คัมภีร์“ฉางต่วนจิง” ซึ่งไม่ใช่เน้นแต่อุบายสงคราม หลักกลยุทธ์แห่งความได้เปรียบ 36 ข้อ แต่ยังให้ความสำคัญกับบริบทของสถานการณ์และการสร้างระบบเพื่อสร้างประสิทธิภาพเหนือคู่แข่ง ทำให้เราเข้าใจแก่นแท้ของการแพ้ชนะในประวัติศาสตร์จีน ซึ่งไม่ใช่เพียงกลยุทธ์และเล่ห์เหลี่ยมในการรบเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างระบบ การตัดสินใจเลือกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของช่วงเวลานั้น จากบทเรียนอันมากมายของคัมภีร์เล่มนี้ ย่อมทำให้ผู้ศึกษาได้เรียนรู้ “กรณีตัวอย่างจากอดีต” ที่มากมายและลุ่มลึก เพื่อสร้างเครื่องมือการคิดในสมอง ปูพื้นฐานทักษะในการประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความสลับซับซ้อนสูงกว่า แต่มีแก่นแท้บางอย่างที่คล้ายคลึงกัน

– การพลิกแพลงที่สลับซับซ้อนที่สุด ศึกษาได้จาก คัมภีร์ I Ching ผมพึ่งอ่านเจอเล่มหนึ่งในร้าน Kinokuniya สาขา Paragon ทำให้เข้าใจแก่นแท้มากขึ้น ขณะที่ฉบับภาษาไทยซึ่งรวบรวมไว้อย่างสมบูรณ์ของ “มนตรี ภู่มี” อาจมีความลึกซึ้ง แต่ยังขาดความกระจ่างชัด ทำให้ดูเสมือนว่า 64 ลายลักษณ์ ที่ใช้แทนภาวะความผันแปรของสถานการณ์ ไม่ได้มีความหมายในตัวเอง เพียงแค่การเรียงต่อกันของสถานการณ์ แต่ในหนังสือThe Living I Ching ของ Ming Dao Deng จะมีการเชื่อมต่อ อธิบายที่มาของ “หยินหยาง” ที่แตกออกไปถึง 64 ลายลักษณ์อย่างแยบยล เชื่อมร้อยเห็นที่มาที่ไป อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้คงต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเจนจัดในชีวิต แต่การรู้หลักการและแก่นแท้ ย่อมช่วยย่นย่อเวลาให้เข้าใกล้ความเป็นยอดนักกลยุทธ์รวดเร็วยิ่งขึ้น

3.นวัตกรรม และเทคโนโลยี ไม่ใช่เกิดจากอัจฉริยะเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบที่สนับสนุน

แม้ว่า จีน จะมีคนเก่งมากมาย แต่ระบบราชการไม่ส่งเสริมให้เกิด “เมืองอิสระ” ขณะที่ยุโรปยุคกลางได้มีปัจจัยที่เอื้ออำนวยมากมาย แม้กระนั้นความรุ่งเรืองของ “เมืองอิสระ” ยังคงต้องใช้เวลากว่า200 ปี เพื่อสั่งสมคุณค่าจนบรรลุเป็นการปฏิวัติคลื่นลูกที่ 2 แผ่ขยายแสนยานุภาพของยุโรปอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรจรดฟ้าดิน สามารถเอาชนะอาณาจักรจีนและอินเดียที่มีทรัพยากรและดินแดนมากกว่าอย่างเทียบไม่ติดได้สำเร็จ

แต่เมื่อผิดพลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสงครามโลกทั้งสองครั้ง จึงกลายเป็นโอกาสอันดีที่ อเมริกาสามารถแซงหน้ามหาอำนาจเก่าได้สำเร็จ โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบการผลิต ซึ่งไม่ใช่เพียงการ Take over นักวิทยาศาสตร์ (ซึ่งเป็นวิธีของ MBA) แต่ยังต้องอาศัยการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม มีเงินจ่ายค่าจ้างคนเก่ง พร้อมทุ่มเททรัพยากรเพื่อสร้างนวัตกรรม และยังต้องมีระบบธุรกิจที่สามารถนำสิ่งประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในเชิงการค้า ขยายความมั่งคั่งให้ประเทศชาติได้สำเร็จ นี่ยังไม่นับการผุดบังเกิด (Emergenc) ของโครงสร้างลุ่มลึกเยี่ยง Silicon Valley ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมประสานนักบริหาร นักสร้างกิจการ (Enterperneur) นักลงทุน และ มหาวิทยาลัยชั้นนำที่คอยป้อนนักศึกษาชั้นยอด เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมสูงที่ต้องอัดแน่นด้วยคนเก่งในทุกตำแหน่งหน้าที่

ขณะที่ในประเทศไทย ระบบพื้นฐานของชาติไม่เอื้ออำนวย Venture Capital มีน้อยเกินไป ขาดคุณภาพและจินตนาการความกล้าที่จะสนับสนุน Model ธุรกิจซึ่งอาจมีความเสี่ยงมากกว่าโครงการปกติ แต่มีลักษณะเชิงนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่มสูงมาก ซึ่งหากสำเร็จจะสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนมหาศาล คุ้มค่าชดเชยต่อความเสี่ยงของเงินทุน ดังนั้น ฐานทรัพยากรและเงินทุนของไทยส่วนใหญ่จึงนิยมโยกย้ายไปลงทุนในธุรกิจ “ซื้อมาขายไป” ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า แต่แน่นอนว่าย่อมได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า จึงส่งผลย้อนกลับทำให้ฐานเงินทุนไม่เติบโตเท่าที่ควร ต้องพึ่งพาเม็เงินต่างชาติมาลงทุนสนับสนุนตลอดเวลา ยังไม่นับว่า ธุรกิจเชิงนวัตกรรมจะสร้างผลกระทบต่อยอดให้ธุรกิจอื่นนำไปพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่ม จนเกิดความเชื่อมโยง Synergy ในระดับชาติ สร้างพลังก้าวกระโดดไกลให้ประเทศจากกำลังพัฒนากลายเป็นพัฒนาได้สำเร็จ

ยิ่งกว่านั้น ความเสี่ยงต่ำของธุรกิจ “ซื้อมาขายไป” จึงอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงสูงในระยะยาว เพราะเศรษฐกิจชาติขาดการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งนำไปสู่ความอ่อนแอของศักยภาพการแข่งขัน ยังไม่นับว่า การต้องพึ่งพาต่างชาติ เพราะเม็ดเงินที่จะใช้ขยายการลงทุนมีจำกัด (เนื่องจากธุรกิจซื้อมาขายไปให้ผลตอบแทนไม่มากนัก) จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจชาติในอีกทางหนึ่ง

นี่คือ ความย้อนแย้งของเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสิ่งที่ในดูดี (ในระยะสั้น) อาจไม่ดี(ในระยะยาว) อย่างที่คิด

นักกลยุทธ์ต้องไม่ใช่ผู้ที่มีความท้อแท้ และยอมจำนนต่อสถานการณ์ ในภาวะจำกัดของประเทศยังมีช่องทางให้เกิดการสร้างธุรกิจนวัตกรรมได้ แต่อาจต้องเริ่มจากการสร้าง Connection อย่างยาวนาน จนทำให้นักธุรกิจและเจ้าของเงินทุนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจและนับถือในความสามารถ มีความเชื่อมั่นที่จะมอบเงินทุนในการสร้างธุรกิจนวัตกรรม แน่นอนว่าการทำเช่นนี้มีต้นทุนสูงกว่าระบบ Venture Capital ซึ่งยืนอยู่บนฐานพลังวิเคราะห์ของนักลงทุนและความสามารถในการนำเสนอข้อมูลโน้มน้าวของผู้ระดมทุน จนเกิดการตัดสินใจลงทุนได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ท่ามกลางความขาดแคลนจากเงื่อนไขภววิสัยของชาติ นักกลยุทธ์จึงต้องรู้จักปรับตัวยืดหยุ่น เพื่อความฝันอันยิ่งใหญ่ ไม่ควรงอมืองอเท้าก่นประณามฟ้าดิน

ขณะที่คนธรรมดาเย้ยหยันการสร้าง Connection ว่าไร้ซึ่งประสิทธิภาพ นักกลยุทธ์กลับสามารถอาศัยประโยชน์การวิเคราะห์สถานการณ์ความเปลี่ยนของโลกมาช่วยย่นย่อเวลาของการสร้าง Connection โดยเราจะเห็นว่าปัจจุบันเมืองไทยได้เหยียบขาข้างหนึ่งเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 โดยเฉพาะในโลก IT ซึ่งมีนวัตกรรมที่ก้าวไกลล้ำหน้า นักกลยุทธ์จึงสามารถประยุกต์ใช้ Blog, YouTube, Hi5 ฯลฯ (สื่อในคลื่นลูกที่ 3) เพื่อนำเสนอตัวเอง สร้าง Story และการรับรู้ต่อสาธารณชน จนกลายเป็น Brand ประจำตัว สามารถย่นย่อเวลาในการเรียนรู้ของนักธุรกิจที่จะตัดสินใจนำเงินมาลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมของเรา

นี่ยังไม่นับสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ (สื่อในคลื่นลูกที่ 2) ซึ่งมีความหลากหลายและต้นทุนต่ำกว่าเดิมอย่างเทียบไม่ติด โดยเฉพาะหากนักกลยุทธ์มีความสามารถแท้จริง ย่อมสามารถเข้าไปใช้สื่อทั้งหลายในการประชาสัมพันธ์ตนเอง โดยนอกจากไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองระหว่างรอคอยเงินทุนได้อีกด้วย ยิ่งกว่านั้น อาจผสานทั้งสองสื่อเข้าด้วยกัน โดยการลงทุนเงินจำนวนไม่มากนักเพื่อสร้างสื่อคลื่นลูกที่ 3 จุดกรแสสร้าง Brand ของตนเองขึ้นมา หลังจากนั้น จึงพกพาชื่อเสียงและฐานผู้ชมที่ได้รับ มาต่อรองเพื่อขอร่วมใช้สื่อคลื่นลูกที่ 2 ผ่านการจัดรายการต่างๆในสื่อหลัก ซึ่งมีฐานผู้ชมแพร่หลายกว่า เพิ่มการรับรู้ Brand ให้กระจายเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักกลยุทธ์ต้องมีลูกเล่นและเครื่องไม้เครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อประสานเสริมในการทำสงครามสร้างความมั่งคั่งและความสำเร็จในชีวิต การหวังพึ่งเพียงการสร้าง Connection เแม้ว่าจะผ่านสื่อใหม่และเก่า อาจใช้เวลานานเกินไป นักกลยุทธ์ยังต้องรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์และใช้ประโยชน์จากการคาดการณ์ของตนเอง ตัวอย่างเช่น คนส่วนใหญ่มองว่า ช่วงนี้วิกฤติการเมืองลึกซึ้งรุนแรง การลงทุนทำธุรกิจมีความเสี่ยงสูงและอาจเผชิญสภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจ แต่บางคนกลับมองว่า ถ้าไม่มีวิกฤต ทุนใหญ่ยังคงครอบงำประเทศ ปิดช่องทำมาหากินของผู้ประกอบการใหม่ ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุด เพราะทุนใหญ่อ่อนแอ

ยิ่งกว่านั้น หากมีข้อมูลเชิงลึก ผสานกับทฤษฏีการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่ล้ำลึก อาจมองเห็นความเป็นไปได้ว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งหากมุมมองนี้ถูกต้อง ย่อมทำให้สามารถเตรียมตัวสร้างระบบและทรัพยากรเพื่อรองรับโอกาสที่เกิดขึ้นได้ก่อนคนอื่น ที่ยังติดอยู่ในกับดักวังวนของการมองสถานการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้ง โดยมองไม่เห็นพลังพลวัตที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต การอ่านแนวโน้มหรือ Future Trend จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักกลยุทธ์ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในฐานะ First Mover (เตรียมการก่อน พร้อมก่อน มีสิทธิ์ก่อน)

แน่นอนว่า การจะตัดสินว่า สถานการณ์ตอนนี้ควรจะลงทุนหรือไม่ ควรจะลงทุนในอุตสาหกรรมใด เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันมากกว่านี้ ใช้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่านี้ บางทีสิ่งที่นำเสนอไปนี้อาจผิดพลาดก็ได้ แต่สิ่งที่ต้องการชี้ให้เห็นคือ การอ่านสถานการณ์มีความสำคัญในการช่วงชิงความได้เปรียบ

ความสำคัญของข้อมูลเชิงลึก ไม่อาจมองข้ามได้ บางคนไม่เข้าใจว่า Connection สำคัญอย่างไร จึงล้มเหลวในธุรกิจ บางคนเข้าใจ แต่ไม่ลึกซึ้ง ใช้เพียงอัตวิสัยและความเข้าใจส่วนตัว จึงต้องพบความล้มเหลวไม่ต่างกัน

รุ่นน้องผมเคยเล่าให้ฟังว่า Connection ของธุรกิจขายหมึกสีให้โรงพิมพ์นั้น ไม่ใช่ “เจ้าของกิจการ” เป็นคนตัดสินใจซื้อ แต่เป็นช่างพิมพ์ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เขาอาจอ้างเชิงเทคนิคว่า หมึกของบริษัทเราใช้ไม่ได้ ต้องใช้หมึกรุ่นอื่น(รุ่นของบริษัทที่ให้เงินเขามากที่สุด) ส่วนเจ้าของก็ต้องเชื่อ หรือขี้เกียจยุ่งยากในการเปลี่ยนลูกน้องที่ทำงานได้ดีอยู่แล้ว

นี่คือ ตัวอย่างง่ายๆ ของข้อมูลเชิงลึก ซึ่งหากใครครอบครองได้มากกว่า ย่อมสามารถสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ไม่ต้องผ่านการลองผิดลองถูก ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาส หรือโดนคู่แข่งนำหน้าไปก่อนได้

ตัวอย่างที่สุดขั้ว คือ ศิลปะการ “ประจบ” เจ้านายนั้น ไม่ใช่ใครก็ทำได้ ไม่ใช่แค่การพูดยอ ต้องรู้วิธีเอาใจ มีข้อมูลเชิงลึกของเจ้านาย ใช้ทั้งวิธีการรุกและรับเพื่อยึดครองจิตใจคน อยากให้ลองศึกษาบทบาทของ “ป๋อพี” ขุนนางคนสนิทของเจ้ารัฐอู๋ในเรื่อง “ซุนหวู่ ตำนานพิชัยสงคราม” ซึ่งเคยฉายทาง TPBS (สามารถหาซื้อได้ตามร้าน Video ทั่วไป)

นักวิทยาศาสตร์จะไม่ให้ความสำคัญของข้อมูลและความรู้ในแง่มุมนี้ โดยคิดตามตรรกะเชิงระบบแบบง่ายๆว่า เพียงแค่ทำดี เจ้านายย่อมชื่นชม ถ้าเจ้านายไม่สนใจ แสดงว่ายังทำผลงานได้ไม่ดีพอ ต้องเร่งทำยิ่งขึ้น แต่นักสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะนักกลยุทธ์จะมองเห็นและเข้าใจความสำคัญของเรื่องราวเช่นนี้ เพราะความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมของประเทศชาติ ขึ้นอยู่กับการมองเห็นเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้

คนทั่วไปมองอย่างหยาบกร้านว่า “ฮ่องเต้โฉดเขลา หลงกลพวกขุนนางประจบ บ้านเมืองจึงล่มสลาย” แต่นักกลยุทธ์ต้องมองให้ลึกกว่านั้น ต้องเข้าใจว่า บางที ฮ่องเต้อาจฉลาด แต่ขึ้นชื่อว่า “มนุษย์” ย่อมมีจุดอ่อนในจิตใจบางประการ ซึ่งพวกขุนนางขึ้ประจบเอามาใช้ประโยชน์ได้

“ยอดคน” จึงต้องแข็งแกร่งทั่วแผ่น ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ และการพลิกแพลงยืดหยุ่น แต่ยังรวมถึงจิตใจและความลึกซึ้งถึงศิลปะ โดยเฉพาะการเอาชนะใจตนเอง เอาชนะกิเลสตัณหา เช่นเดียวกับ หลิวปัง ที่ละทิ้งนางสนมและทรัพย์สมบัติในเมืองเสียนหยาง เพื่อเตรียมตัวสำหรับเสพรับกิเลสตัณหาที่ยิ่งใหญ่กว่าของการเป็น “เจ้าแผ่นดิน”

ในปัจจุบันย่อมเช่นเดียวกัน เราจะพบเห็นคนที่ชาญฉลาดในทุกทาง แต่กลับมีชีวิตวุ่นวายสับสน บางคนกินเงินเดือนหลักแสน แต่ศักยภาพที่มีนั้นสามารถสร้างตัวเป็นเจ้าของกิจการได้สบายมาก เพียงแต่จุดอ่อนในจิตใจบางประการ ทำให้ไม่อาจเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนของธุรกิจ ไม่อดทนอดกลั้นต่อนิสัยที่ไม่ดีของคนสำคัญบางคนซึ่งอาจส่งผลชี้เป็นชี้ตายต่อการทำธุรกิจ ฯลฯ ดังนั้น นักกลยุทธ์จึงละเลยเรื่องละเอียดอ่อนของจิตใจไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด