Practical Report เสียง ‘อัสลาม’ อันแผ่วเบา ของเจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่ ๔

โดย ชญานิน เตียงพิทยากร

Aslam Farida Jiraphan

ผมเริ่มเขียนถึงละครเวทีเรื่องนี้ หลังจากภาวะน้ำใกล้ถล่มกรุงเทพฯ กลบข่าวเหตุระเบิด 33 จุดที่จังหวัดยะลาจนเงียบกริบ – บังเอิญดีแท้ เพราะมันสอดรับกับสิ่งที่ละครพยายามจะสื่อ และภาวะ ‘ไปไม่ถึง’ ที่ละครประสบอยู่พอดี

‘อัสลาม… จากเจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่ ๔’ กำกับและนำแสดงโดย ฟารีดา จิราพันธุ์ หนึ่งในนักแสดงละครเวทีหญิงที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย ปัจจัยนี้ช่วยเรียกคนดูได้มากพอประมาณอยู่แล้ว ทั้งจากกลุ่มผู้ชมละครขาประจำและขาจร บวกกับหน้าตาของละครหลังการโปรโมตที่เน้นความน่ารักของนักแสดงเด็ก (ณัษฐภัทร์ คุ้มเมธา) ที่ทำให้เกิดกระแสปากต่อปากหลังจากรอบการแสดงผ่านไประยะหนึ่ง

ละครดัดแปลงหนังสือรวมเรื่องสั้น ‘เจ้าหงิญ’ ของ บินหลา สันกาลาคีรี ได้น่าสนใจมาก ซึ่งผมเองเคยอ่านเมื่อนานมาแล้วทำให้ไม่แน่ใจว่าแง่มุมต่างๆ เหล่านี้มีอยู่ในหนังสือของบินหลาอยู่แต่เดิมหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ดีการเล่าเรื่องความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ของฟารีดา โดยยืนพื้นบนเรื่องสั้นหลายเรื่องของหนังสือดังกล่าวก็ทำได้น่าสนใจ ทั้งการตีความเรื่องและการวางสถานะของตัวละคร

ฟารีดารับบทเป็น ‘เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่ ๔’ ผู้เป็นมุสลิม (เช่นเดียวกับตัวจริงของเธอ) ที่ได้พบกับเจ้าชายน้อยที่เดินทางมาจากแดนไกล และเป็นเพียงคนเดียวในหมู่เจ้าชายที่ไม่หลงทิศหลงทางจนได้มาพบเจ้าหญิง โดยในช่วงแรกของละครนั้นยังมีหลานชายของ ‘โต๊ะ’ (รับบทโดย คอลิด มิดำ ซึ่งเป็นมุสลิมเช่นกันกับฟารีดา) ที่ปรากฏตัวในฉากที่รุนแรงและยาวนานซึ่งอาศัยการแสดงอันทรงพลังล้วนๆ ก่อนที่ตัวละครนี้จะหายไป และกลับเข้ามาในฐานะ alter-ego ของเจ้าชายน้อย ผ่านการเล่าเรื่องที่ให้สองตัวละครสลับกันเข้าฉากไปมาอยู่ระยะหนึ่ง

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากละครจบคือ ละครดี แต่น่าเสียดาย จำนวนคนดูเต็มโรงละครในการแสดงรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม เกินกว่าครึ่งหัวเราะเอ็นดูกับความน่ารักของนักแสดงเด็กเป็นหลัก แม้กระทั่งในฉากที่เสนอสารซึ่งทั้งเศร้า ทั้งรุนแรง – ผมจึงค่อนข้างมั่นใจว่าเนื้อหาที่ฟารีดาต้องการสื่อสาร ไปไม่ใคร่จะถึงคนดูเท่าไรนัก ทั้งที่สิ่งที่เธอกำลังพูดถึงคือการบอกให้ ‘คนนอก’ (ไม่ว่าจะนอกพื้นที่ หรือนอกบริบทศาสนาอิสลาม) เข้าใจสถานการณ์ ความเป็นไป และสิ่งที่พวกเขารู้สึกบ้าง

แต่ด้วยวิธีการที่เลือกนำเสนอ พลังของคำถามไม่พุ่งเข้ากระแทกใส่คนดู คำถามนี้จึงกลายเป็นคำถามที่ไม่มีใครเห็น ในระดับเดียวกับการเขียนตัวหนังสือบนกระดาษขาวด้วยลิควิดเปเปอร์ แล้วถือเดินไกลออกมาหลายเมตร มีไม่กี่คนเท่านั้นหรอกที่จะอ่านออก และเห็นว่านั่นคือคำถาม หรือคิดต่อได้ไกลถึงคำตอบ – เสียง ‘อัสลาม’ ของเจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่ ๔ เป็นเสียงที่แผ่วเบาเกินไป เหมือนเจ้าหญิงเกรงว่าหากพูดดังเกินไป ผู้ชมจะหาว่ากิริยามารยาทไม่งดงามสมกับเป็นเจ้าหญิง หรือกลัวคนดูจะตกใจว่าทำไมเจ้าหญิงพูดอะไรรุนแรงเช่นนี้แล้วมีแรงสะท้อนกลับไป

Nattaphat Koommetha & Farida Jiraphan

(ซ้าย) ณัษฐภัทร์ คุ้มเมธา / (ขวา) ฟารีดา จิราพันธุ์

พูดได้อีกอย่างคือละครเรื่องนี้ทำงานเฉพาะกับคนที่ติดตามสถานการณ์, เข้าใจสถานการณ์, อยู่ในพื้นที่สถานการณ์ และกับคนที่รู้และใส่ใจบ้างเท่านั้น แต่ไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคนที่ “ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยเกี่ยวกับสถานการณ์” ทั้งที่ถ้าละครสามารถส่งสารที่กระทบถึงคนกลุ่มหลังสุดได้ มันจะกลายเป็นละครที่ทรงพลังและน่าจดจำมากกว่าที่เป็นอยู่ในลักษณะนี้

ผมขอย้อนไปเล็กน้อยเรื่องการวางสถานะตัวละคร ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ปรากฏในละครคือเรามี เจ้าหญิงฯ เป็นตัวแทนของชาวมุสลิมในพื้นที่ และเจ้าชายน้อยเป็นตัวแทนของชาวพุทธที่ไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง และไม่รู้เรื่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง (แม้จะมีไดอะล็อกต่างๆ ที่แสดงออกว่า “ฉันเข้าใจเธอนะว่าเจออะไรมาบ้าง” แต่ก็เป็นแค่การพูดแบบ ‘จำเขามา’ ซึ่งไม่รู้ว่าจำสื่อมาหรือจำเขาบอกมากันแน่ และจุดที่ยืนยันชัดเจนว่าตัวละครนี้คือตัวแทนของความเป็นพุทธคือการเขียนบทให้เขาอ้าง “คำพระ” หลายครั้งอย่างจงใจ) ตรงนี้เป็นการวางสถานะที่แยบยลมาก แต่มันถูกกลบด้วยการใช้นักแสดงเด็กที่ ‘เด็ก’ เกินไป เพราะแค่การให้เขาจำบททั้งเรื่องให้ได้ก็เป็นเรื่องหนักหนาเอาการแล้ว การจะเพิ่มมิติด้านอารมณ์เพื่อให้ได้สารอย่างที่ฟารีดาวางไว้เลยไม่ได้ผล และสิ่งที่ได้ก็คือคนดูไม่สะกิดใจถึงนัยยะอันนี้ที่ซ่อนไว้ เพราะกำลังหัวเราะคิกคักกับความน่ารักของนักแสดงเด็กที่ฉาบหน้าอยู่

หรือตัวละครหลานชายที่หายไป ละครเปิดพื้นที่กว้างไว้ได้แหลมคมอยู่ประมาณหนึ่ง นั่นคือเราไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเขาหายไปด้วยสถานะไหน เขาตาย? เขาถูกทางการจับขังคุก? เขาหนีไปร่วมกับกลุ่มก่อความรุนแรง? หรือเขาไปเข้าร่วมกับทางการ? การเปิดกว้างนี้มีนัยยะที่กว้างขวางเพราะไม่ได้ทำให้เห็นว่าความขัดแย้งกับความไม่เข้าใจเกิดขึ้นเฉพาะระหว่างพุทธกับมุสลิมเท่านั้น แต่ระหว่างมุสลิมด้วยกันเองก็มีจุดที่ไม่เข้าใจกันและกันด้วย ทั้งเรื่องสถานการณ์ อุดมคติ และที่มาของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่

‘ความเศร้า’ และ ‘ความเจ็บปวด’ ของชาวมุสลิมในพื้นที่อย่างโต๊ะและเจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่ ๔ จึงถูกกลบไปจนแทบมิด โดยเฉพาะฉากที่เป็นบทสนทนาระหว่างเจ้าชายกับเจ้าหญิง (ที่กินเวลาเกือบ 50% ของละครทั้งหมด) ซึ่งเนื้อหาและใจความสำคัญเมื่อถูกพูดในลักษณะ ‘ท่อง’ โดยนักแสดงเด็กแล้ว ทำให้ไม่เกิดการรับส่งระหว่างตัวละคร ไม่เห็นความเข้าใจหรืออารมณ์ลึกๆ ในนั้น เช่น เจ้าชายอาจไม่เข้าใจว่าเจ้าหญิงเศร้าเรื่องอะไร ทำไมถึงเศร้า แต่เขาสามารถเข้าใจได้ว่าเจ้าหญิงกำลังเศร้า ซึ่งละครไม่ประสบความสำเร็จทั้งสองส่วน

สมมติลองมองออกจากเรื่องอุปสรรคในโจทย์เรื่องการใช้นักแสดงเด็กที่ทำให้เผยมิติของตัวละครออกมาได้ยาก เรายังเห็นอีกหลายวิธีที่ฟารีดาสามารถใช้ได้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากนักแสดงเด็ก แต่เธอเลือกที่จะไม่ใช้ (เช่น การให้ตัวละครหลานชายมีบทบาทมากขึ้นเพื่อย้ำประเด็น ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่กลายเป็นการยัดเยียดเนื้อหาใส่ผู้ชมได้สบายๆ) ทั้งที่จากการวางหมากทั้งหมด เธอ ‘อิน’ และ ‘รับรู้’ เรื่องราวความรุนแรง ความอยุติธรรม ที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้มาก

หากจะมองในแง่ดีก็คือ ฟารีดาทำละครด้วยพื้นความคิดว่าอย่างน้อยผู้ชมที่มาดูละครของเธอ ต้องเป็นผู้ที่เคยรับรู้และผ่านตาเหตุการณ์ความรุนแรง จนสามารถเข้าใจนัยยะและคำถามต่างๆ ที่เธอพูดด้วยเสียงแผ่วเบาผ่านการแสดง (ทว่าแท้ที่จริงไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น มีคนอีกจำนวนมากที่พวกเขาอยู่ห่างจากเรื่องราวเหล่านี้ ทั้งที่ตั้งใจและไม่เจตนา ระยะห่างดังกล่าวส่งผลมากเกินไปจนเขาไม่อาจเข้าใจสิ่งที่ฟารีดาพูดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย) แต่ถ้ามองในแง่ไม่ดีนัก ก็อย่างที่เขียนไปก่อนหน้านี้ ว่าเธอกลัวอะไรบางอย่างจะสะท้อนกลับหากคนดูส่วนใหญ่จับนัยยะดังกล่าวได้ ณ ห้วงจังหวะเวลาแสดง

น่าเสียดายเกินไปที่สำหรับผู้ชมจำนวนหนึ่ง อัสลามฯ จะอยู่ในความทรงจำของพวกเขาว่าเป็น “ละครน่ารัก” เพียงระยะเวลาสั้นๆ ทั้งที่ด้วยองค์ประกอบต่างๆ นั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นได้มากกว่านั้น