เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในวันที่ 1 มกราคม 2558 กลับคำถามที่ว่าเรามีความพร้อมเท่าไหนในวันที่จะเริ่มต้นไปพร้อมๆกับอีก 9 ชาติสมาชิก หากมองในแง่ความเป็นจริงนอกจากจะเป็นประชาคมแห่งความร่วมมือแล้ว ในทางกลับกันก็ยังเป็นการแข่งขันระหว่างกันและกันด้วย ในทางเศรษฐศาสตร์มักจะมีการพูดถึงการรักษาระดับความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) ซึ่งปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ “ประสิทธิภาพ” (efficiency) ของประชาชนในประเทศนั้นๆ
เมื่อมีการทำสำรวจ 3 ปีที่แล้ว คนไทยมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนเป็นอันดับที่ 8 จากทั้งหมด 10 ประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องน่าตกใจเป็นอย่างมากในขณะที่ประเทศลาวกับเป็นประเทศที่มีการตื่นตัวมากที่สุด นี่คือสิ่งที่อาจจะทำให้เราเสียเปรียบในการแข่งขันได้ แล้วเราจะมีการเตรียมความพร้อมได้อย่างไร?
ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เคยแสดงความเห็นที่น่าสนใจว่าปัญหาหนึ่งก็คือคนไทยชอบมีทัศนคติว่าเราเป็นผู้นำอาเซียนและประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ความคิดแบบนี้ค่อนข้างอันตรายเพราะมันจะทำให้เรารู้สึกทะนงจนไม่เกิดการพัฒนาเพราะคิดว่าอย่างไรประเทศไทยก็ย่อมเป็นชาติที่ได้เปรียบชาติอื่นๆในอาเซียน หรือแม้กระทั่งการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ชาตินิยมของไทยที่อยู่ในกรอบความคิดว่าไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่เคยเสียเอกราช ดังนั้นจึงดำรงสถานะที่สูงกว่าประเทศอื่นๆอย่างกัมพูชา ลาว มาเลเซีย ที่เคยถูกไทยยึดครอง ซึ่งเป็นมายาคติที่อันตราย
การตัดสินใจปรับวันเปิดเทอมในระดับอุดมศึกษาให้ตรงกับประเทศอื่นๆในอาเซียน ในปีการศึกษา 2557 นั้นถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกแม้จะช้าไปบ้าง ข้อดีที่ได้ก็คือเราสามารถปรับตัวให้เข้ากับตลาดแรงงานที่เปิดรับตำแหน่งงานพร้อมกับชาติอื่นๆ เพราะเมื่อเข้าถึงประชาคมอาเซียนการเคลื่อนย้ายแรงงานก็จะเกิดขึ้นมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่วายมีบางภาคส่วนที่วิสัยทัศน์สั้นที่ออกมาคัดค้านประเด็นดังกล่าว โดยกลัวว่าเด็กที่ศึกษาในปีการศึกษานั้นจะจบช้า ซึ่งถ้ามองให้ยาวนี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวแน่นอน
ด้านความพร้อมเรื่องการศึกษานั้นหลายๆมหาวิทยาลัยเริ่มเปิดตัวสถาบันที่ทำหน้าที่ศึกษาเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียอาคเนย์มากขึ้น โดยหากย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อนจะเห็นเพียงหลักสูตรคณะศิลปศาสตร์ สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น สาขาวิชาที่น่าจะมีโอกาสในอนาคตสำหรับตลาดแรงงานก็คือ ด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง เนื่องจากประเทศไทยได้เปรียบในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) สาขาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่สามารถสื่อสารได้ 3 ภาษาจะได้เปรียบ รวมไปถึงสาขานิติศาสตร์กฏหมายแพ่งและกฏหมายระหว่างประเทศเพราะเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การทำธุรกรรมต่างๆจำต้องเข้าใจกฏระเบียบของแต่ละประเทศ
เรื่องภาษาก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ก่อนหน้านี้มีผลวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาว่าภาษาไทยจะกลายเป็นภาษากลางของอาเซียน (ดู ที่นี่) ซึ่ง SIU วิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และเหลวไหล หากมองในแง่ความเป็นจริงนอกจากภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษามลายู ดูจะมีความเป็นไปได้มากกว่าเสียอีก หรือแค่ประเทศอินโดนีเซียประเทศเดียวก็มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกแล้วไม่มีทางที่จะใช้ภาษาไทยเป็นภาษาสื่อสารแน่นอนยังไม่รวมถึงประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่าง จีน ญี่ปุ่่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา สิ่งที่อยากแนะนำคือ ต่อไปนี้จะเริ่มหมดยุคของการศึกษาแบบสองภาษาแล้ว และภายในปี 2020 การศึกษาแบบ 3 ภาษา (ภาษาประจำชาติ,ภาษาอังกฤษ และ ภาษาทางเลือก เช่น ภาษาจีน หรือ ภาษาอาเซียน) จะเข้ามาแทนที่

ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนส่วนใหญ่ในแง่ของเศรษฐกิจเท่านั้น จริงๆยังมีอีกสองเสาหลักคือ เสาด้านความมั่นคง และเสาด้านสังคมและวัฒนธรรม สิ่งที่น่าสนใจก็คือบทบาทส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่ที่ภาคส่วนราชการและรัฐบาลเท่านั้น จะทำอย่างไรให้ประชาชนที่เป็นผู้ได้รับส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงมีความตื่นตัว สามารถปรับตัวได้และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง นี่คือสิ่งที่รัฐจะต้องสนับสนุนไม่ใช่เพียงแค่การประชาสัมพันธ์แต่เพียงอย่างเดียว
ภาพฝันของทุกคนมักจะมองไปว่าพอถึงปี 2015 ทุกอย่างจะมีความพร้อม แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ความจริงของอาเซียนอาจไม่ได้หอมหวานอย่างที่เราจินตนาการ เราจำเป็นต้องรู้เท่าทันและสามารถปรับตัวได้ โดยตลอดปีนี้ SIU จะมีบทความเกี่ยวกับอาเซียนให้ติดตามเป็นระยะๆ รวมถึงการจัดเสวนาเกี่ยวกับอาเซียนเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ดีขึ้น
