รอยเตอร์รายงานว่า ประเทศสิงคโปร์หวังที่จะมีสถานะเป็น “เมืองคานส์แห่งเอเชีย” ในปี พ.ศ.2554 ด้วยการจัดเทศกาลภาพยนตร์ “สกรีน สิงคโปร์” ซึ่งจะจัดฉายรอบปฐมทัศน์ของหนัง เอเชียหลาย ๆ เรื่อง รวมทั้งจัดฉายหนังบล็อคบัสเตอร์เกรดเอจากฮอลลีวู้ดให้ผู้ชมได้ดูก่อนใคร
โดยผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์ดังกล่าวระบุว่า เทศกาลภาพยนตร์สกรีนสิงคโปร์จะถูกจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนพฤษภาคม และก่อนหน้าฤดูกาลของภาพยนตร์ต้อนรับเทศกาลซัมเมอร์จากฮอลลีวู้ด
“เอเชียกำลังจะกลายเป็นทวีปที่ธุรกิจ ภาพยนตร์และบันเทิงมีความเติบโตที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อจุดศูนย์รวมความสนใจของอุตสาหกรรมดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนจากตลาดในอเมริกาซึ่งเติบโตเต็มที่แล้ว มายังภูมิภาคอื่น ๆ ในประเทศสหรัฐฯ”
เกร็ก คูต ประธานจัดเทศกาลภาพยนตร์สกรีนสิงคโปร์กล่าวและยังแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า “สตูดิโอยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกำลังหันมามองยังเอเชีย เพื่อหาโอกาสในการขยับขยายกิจการของตนเอง ในตลาดที่ตื่นตาตื่นใจและยังสดใหม่แห่งนี้”
คูตยังกล่าวเสริมอีกว่า “ด้วยฐานะที่ เป็นประตูทางเข้าของจุดเริ่มต้นแห่งอุดมคติในภูมิภาคนี้ โครงสร้างขั้นพื้นฐานที่แข็งแกร่งของสิงคโปร์ และสถานะความเป็นศูนย์กลางของการจัดจำหน่ายสินค้าดิจิตอลชนิดต่าง ๆ จะส่งผลให้ประเทศแห่งนี้สามารถจัดเทศกาลที่มีความสำคัญดังกล่าวได้เป็นอย่าง ดี”
เทศกาลภาพยนตร์สกรีนสิงคโปร์จะถูกจัดขึ้นเป็นเวลา 7 วัน โดยนอกจากเป็นเวทีจัดฉายหนังแล้ว เทศกาลแห่งนี้ยังจะมีส่วนของตลาดภาพยนตร์ ซึ่งเป็นเวทีให้นักทำหนังและนักธุรกิจ ได้มาพบปะซื้อขายเนื้อหา แนวความคิด และเทคโนโลยีต่าง ๆ เกี่ยวกับภาพยนตร์ ร่วมกัน
“เราหวังที่จะส่งเสริมให้เกิดการร่วม มือกันระหว่างตะวันออกและตะวันตก เช่น การเชื่อมโยงผู้สร้างภาพยนตร์เข้ากับนักลงทุนด้านสื่อ เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์สื่อและเนื้อหาแบบเอเชียให้มีที่ทางในการบริโภค ระดับโลกมากยิ่งขึ้น” แคสซานดรา เทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร ขององค์กรพัฒนาสื่อแห่งสิงคโปร์ แสดงความเห็น
ที่มา: มติชน
………………………
ความเห็น SIU
ประเทศไทยมี “วัฒนธรรม” ที่หลากหลายและรุ่มรวยกว่าสิงคโปร์ที่เป็นประเทศเกิดใหม่ที่พึ่งได้รับเอกราชยังไม่ถึง 100 ปี ดังนั้น จึงน่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้ความเป็น “ผู้นำ” ด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์แห่งเอเชียหลุดมือไป
นโยบาย Creative Thailand ของรัฐบาล จึงต้องเร่งชิงจังหวะในการเป็น “คานส์แห่งเอเชีย” กลับคืนมาจากสิงคโปร์ให้จงได้ โดยเฉพาะการสร้างพันธมิตรที่ดีกับธุรกิจภาพยนตร์ในอเมริกา และเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้กำกับจากฮอลลี่วู้ดมาร่วมพัฒนาวงการภาพยนตร์ไทย ที่สำคัญคือการศึกษาวิจัย “เอกลักษณ์” ความเป็นไทยที่มีเสน่ห์น่าลุ่มหลงซึ่งมีความโดดเด่นไม่ซ้ำกันทั้ง 76 จังหวัด มาประกอบเป็นเนื้อหาอันรุ่มรวยงดงาม
Win-Win คือ ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการหยิบยืมกำลัง “ฮอลลี่วู้ด” มาช่วยสร้างความเจริญเติบโตอย่างแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอเมริกากำลังถึงจุดอิ่มตัว และต้องการวัตถุดิบใหม่ๆในการสร้างสรรค์
สิ่งสำคัญที่ “ไทย” จะต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้สามารถดึงดูดฮอลลี่วู้ดมาเป็นพันธมิตรได้ก็คือ วัฒนธรรมการทำงาน โดยเฉพาะในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ค่าตอบแทนและผลประโยชน์ไม่ใช่สิ่งสำคัญสูงสุดของการทำงาน หากเป็นการเปิดกว้างทางความคิด (Creative Mind) ที่พร้อมจะเรียนรู้จากกันและกัน เพื่อผลิตผลงานสร้างสรรค์ (Creative Product) ที่มีคุณภาพสูงสุด
