ความขัดแย้งในประเด็นเรื่อง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ว่า “ละเมิดรัฐธรรมนูญหรือไม่” ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีประเด็นเรื่องมาตรา 68 ที่ระบุว่า (ตัวเน้นโดย SIU)
มาตรา ๖๘ (การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย)
บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการ ดังกล่าว
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสองศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามวรรคสาม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งดังกล่าว
สิ่งที่เป็นประเด็นทางการเมืองมาตลอดสัปดาห์คือ “ขั้นตอน” หรือกระบวนการการเสนอเรื่องว่าตกลงต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อนแล้วค่อยส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หรือสามารถส่งได้ทั้งอัยการและศาลไปพร้อมกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือกลุ่ม 40 ส.ว. ได้ยื่นเรื่องต่ออัยการก่อน และอัยการยังไม่มีคำวินิจฉัยก็ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

ในวันนี้ (7 มิ.ย.) ที่ประชุมของคณะทำงานสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มีนายอรรถพล ใหญ่สว่าง รองอัยการสูงสุดเป็นประธาน ได้ประชุมอย่างเคร่งเครียดนาน 6 ชั่วโมงในประเด็นเรื่องคำร้องของกลุ่ม ส.ว. และได้ข้อสรุปว่า “ไม่ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย” ตามมาตรา 68 เพราะเห็นว่าคำร้องยังไม่พอฟังว่ามีพฤติกรรมหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้อัยการสูงสุดต้องยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงข่าวว่ารัฐธรรมนูญกำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้มีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องให้ศาล
รัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวแล้วก็ย่อมให้อำนาจอัยการสูงสุดในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและวินิจฉัยถึงการกระทำดังกล่าวตามเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา68 หรือไม่ทั้งนี้เพื่อมิให้อัยการสุงสุดใช้อำนาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลหรือพรรคการเมืองที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง
นายวินัยกล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมของรัฐธรรมนูญของรัฐสภาเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวด 15ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในหมวด3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยจึงไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามมาตรา 68 และการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการอันเป็นวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งมาตรา 291 รวมทั้งเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ปรากฏข้อความใดที่บ่งชี้หรือแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาล้มล้างการปกครอง
อีกทั้งเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะต้องจัดให้มีการทำประชามติก่อนว่าจะรับร่างฉบับใหม่หรือไม่ดังนั้นกรณีตามคำร้องของผู้ร้องทั้งหกข้อเท็จจริงยังไม่พอฟังว่ามีพฤติการณ์หรือการกระทำอันเป็นเหตุให้อัยการสูงสุดต้องยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการให้เลิกการกระทำการตามมาตรา68 ของรัฐธรรมนูญ โดยการพิจารณาของอัยการสูงสุดในเรื่องนี้ไม่ได้ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ขององค์กรอื่นแต่อย่างใด
ทั้งนี้ นายวินัยระบุว่าคำวินิจฉัยของอัยการสูงสุดครอบคลุมเฉพาะประเด็นการยื่นคำร้องมายังอัยการเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้เองแต่อย่างใด
ที่มา มติชน
ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวภายหลังสำนักงานอัยการสูงสุดแถลงไม่ส่งคำร้องกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ว่า เป็นสิ่งที่อัยการน่าจะเข้าใจผิด เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไม่ได้ให้อำนาจอัยการทำหน้าที่วินิจฉัย แต่มีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาพันธมิตรได้เคยส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้สมาชิกรัฐสภาเลิกพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งสามฉบับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 แต่เมื่ออัยการสูงสุดไม่ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ พันธมิตรก็ใช้สิทธิส่งเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองในสัปดาห์หน้า
นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ หากอัยการสูงสุดไม่ทำหน้าที่กลุ่มพันธมิตรก็จะตัดสินใจฟ้องอาญาอัยการสูงสุด ส่วนจะฟ้องช่องทางไหนจะมีการพิจารณาอีกครั้ง
ที่มา suthichaiyoon.com
