Practical Report อองซานซูจี: ภารกิจเดิม กับพม่าที่เปลี่ยนไป

ข่าวการปล่อยตัวอองซานซูจี เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สร้างความยินดีแก่ประเทศเสรีประชาธิปไตยทั่วโลก

ซูจีฉลองอิสรภาพของเธอด้วยการปราศัยสั้นๆ หน้าบ้าน ขอให้ชาวพม่าร่วมใจกันเป็นหนึ่ง ก่อนที่จะปราศัยใหญ่ที่พรรค NLD ของเธอในวันถัดมา โดยเธอประกาศตัวว่า “ยินดีพูดคุยกับทุกฝ่าย” เพื่อให้ประเทศพม่าเดินหน้าต่อไปได้ เธอยังไปไกลถึงการระบุชัดว่า ต้องการสนทนากับ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย โดยตรง

การปล่อยตัวนางซูจีถือเป็นนิมิตหมายอันดีของประชาชนชาวพม่า แต่หลังจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจก็คือซูจีจะเคลื่อนไหวอย่างไร และรัฐบาลทหารพม่าจะมีปฏิกริยาอย่างไร

รู้จักกับอองซานซูจี

อองซานซูจี (Aung San Suu Kyi) เป็นบุตรสาวคนเล็กของนายพลอองซาน ผู้ปลดปล่อยพม่าให้เป็นเอกราชในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่บิดาของเธอกลับถูกคู่แข่งทางการเมืองลอบสังหาร ขณะที่กำลังประชุมคณะรัฐมนตรีในปี 1947 ตอนนั้นซูจีมีอายุเพียง 2 ขวบ ชีวิตวัยเด็กและวัยสาวของเธออยู่ในประเทศอังกฤษเป็นหลัก เธอแต่งงานกับนักวิชาการชาวอังกฤษ มีบุตรด้วยกัน 2 คน


ภาพจาก Burma Campaign UK

ซูจีเข้าสู่การเมืองพม่าเต็มรูปแบบในปี 1988 เมื่อประชาชนพม่าเริ่มประท้วงรัฐบาลทหารครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ที่เรียกกันภายหลังว่า ‘8888‘ (การประท้วงเกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 1988) ซูจีเดินทางกลับสู่พม่า และด้วยสถานภาพของเธอบวกกับพรสวรรค์เฉพาะตัวในการปราศัยที่กินใจผู้คน ทำให้ชาวพม่ายอมรับในตัวเธออย่างรวดเร็ว

แต่ปฏิกริยาของรัฐบาลทหารพม่าก็รุนแรงไม่แพ้กัน ซูจีถูกกักตัวในปีเดียวกัน การเลือกตั้งมีขึ้นในปี 1990 ขณะที่ซูจียังถูกคุมขังอยู่ในบ้านพัก แม้ว่าพรรค NLD ของเธอก็ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารไม่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ และพม่าก็ยังถูกปกครองด้วยระบอบเดิมต่อไป ซูจีได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1991 และเป็น “สัญลักษณ์” แห่งการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยไปทั่วโลก

การปล่อยตัว

ซูจีถูกจับๆ ปล่อยๆ ตลอดช่วง 20 ปีเศษที่ผ่านมา สำหรับการปล่อยตัวของเธอในครั้งนี้เป็นการครบกำหนดคำสั่งเดิมของรัฐบาลพม่า และไม่มีคำอธิบายใดๆ จากฝั่งรัฐบาลในการปล่อยตัวเธอแบบไม่มีเงื่อนไขในครั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่านี่เป็นผลจากการกดดันของนานาชาติ และที่สำคัญที่สุดคือแรงผลักจากกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เชี่ยวกราก จนรัฐบาลพม่ามิอาจต้านทานไหว

นับตั้งแต่การรัฐประหารที่นำโดยนายพลเนวินในปี 1962 มาเป็นเวลาเกือบ 50 ปี พม่าได้ถดถอยจากอดีตดาวรุ่งแห่งเอเชีย มาเป็นหนึ่งใน 49 กลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดในโลก (อ้างอิงจาก The Guardian) ในทางการเมือง แม้ว่าพม่าจะประสบปัญหาชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือการประท้วงของประชาชนในเมืองหลวง แต่รัฐบาลทหารพม่าก็ยังรักษาเสถียรภาพทางการเมืองไว้ได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าเราก้าวข้ามผ่านนโยบายในประเทศของพม่า เราจะเห็นว่าพม่าได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากต่างประเทศ ทั้งในทางการทูต การค้า ความช่วยเหลือจากนานาชาติ รัฐบาลพม่าอาจมองว่าต่างชาติ (โดยเฉพาะโลกตะวันตก) คือศัตรู และพยายามพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจให้มากที่สุด แต่ในโลกปัจจุบันที่เศรษฐกิจเชื่อมต่อกันอย่างลึกซึ้ง นโยบายนี้อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

สัญญาณแห่งการประนีประนอม

การปล่อยตัวอองซานซูจีในครั้งนี้ จึงอาจมองได้ว่าเป็นการ “ประนีประนอม” ของรัฐบาลพม่า โดยยอมเปิดพื้นที่ให้กับฝ่ายนิยมประชาธิปไตยที่นำโดยซูจี เพื่อแลกกับโอกาสในการพัฒนาประเทศที่เพิ่มมากขึ้น

คำถามที่สำคัญก็คือ “ขอบเขต” ที่รัฐบาลพม่ายินยอมให้ซูจีเคลื่อนไหวได้ อยู่ที่ตรงไหนกันแน่ และถ้าซูจีเกิด “ล้ำเส้น” ที่มองไม่เห็นอันนี้ รัฐบาลพม่าจะสั่งกักบริเวณเธออีกครั้งหรือไม่

คำตอบของคำถามนี้มีแต่เพียงนายพลตาน ฉ่วย และนายทหารระดับสูงเท่านั้นที่รู้ จากอดีตที่ผ่านมาเราไม่สามารถคาดเดาพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของรัฐบาลพม่าได้แม่นยำนัก

ซูจีเองก็เข้าใจประเด็นนี้อย่างลึกซึ้ง เธอจึงเริ่มการเคลื่อนไหวในทางการเมืองแบบประนีประนอมเช่นกัน โดยเรียกร้องให้ “ร่วมมือกัน” และประกาศว่าต้องการ “พูดคุย” กับตาน ฉ่วย โดยตรง ซึ่งตรงนี้ถ้ารัฐบาลทหารพม่าเปิดรับ โอกาสที่เราจะเห็นการเมืองของพม่าคลี่คลายก็เป็นไปได้มากขึ้น


ภาพกราฟิกรณรงค์ให้ปล่อยตัวซูจี โดย Obey Giant

ภารกิจเดิม กับพม่าที่เปลี่ยนไป

ไม่ว่าจะถูกกักบริเวณเป็นเวลานานแค่ไหน ภารกิจของอองซานซูจียังเหมือนเดิม นั่นคือการนำพม่าสู่ประเทศประชาธิปไตย

แต่พม่าในวันนี้ ไม่ใช่พม่าในปี 1988 อีกต่อไปแล้ว

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่าแสดงให้โลกเห็นแล้วว่ายังสามารถรักษาฐานอำนาจภายในประเทศของตัวเองได้อย่างแข็งแกร่ง

แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่และการรัฐประหารกันเองของฝ่ายทหารในปี 1988 (นายพลเนวินลงจากตำแหน่ง และนายพลซอ หม่องทำรัฐประหาร), การพ่ายแพ้เลือกตั้งในปี 1990, การประท้วงที่นำโดยพระสงฆ์ในปี 2007 หรือแม้กระทั่งพายุไซโคลนนาร์กิสเมื่อปี 2008 รัฐบาลทหารของพม่าก็ยังคงอยู่ แถมยังเข้มแข็งและปรับตัวอยู่เสมอ ซึ่งตัวอย่างที่ดีที่สุดคือการย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงเนปีดอ (Naypyidaw) ในปี 2005 ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์

เมื่อบวกกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการที่โลกตะวันตกที่เริ่มเฉยชากับความเป็นเผด็จการของพม่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจอันร้อนแรงของจีนและอินเดีย อเมริกากับยุโรปที่อ่อนแอลงเพราะวิกฤตเศรษฐกิจภายใน ฯลฯ ย่อมทำให้ “บริบท” ของซูจีต่างไปจากคราวก่อน

ยุทธศาสตร์ของซูจีจึงต้องไม่ใช่การวางแผนโค่นล้มรัฐบาลทหารพม่า หรือการเรียกร้องให้ทหารพม่า “ปล่อยมือ” จากอำนาจแบบไร้เดียงสา

เปลี่ยนมาเป็นการเจรจาต่อรองที่เน้นสภาพความเป็นจริง โดยยึดผลประโยชน์ของทุกฝ่ายเป็นหลักปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นตัวซูจีเอง ฝ่ายนิยมประชาธิปไตย รัฐบาลทหาร ชนกลุ่มน้อย จวบจนประชาชนทั้งหมดของพม่า

จากนี้ไป ท่าทีและความเคลื่อนไหวของซูจี จะเป็นสิ่งกำหนดว่าอนาคตของพม่าจะเดินหน้าไปอย่างไร? สุดท้ายแล้วการปล่อยตัวออกจากที่พักของเธอจะเป็นเพียงแค่ “การออกมาสู่คุกที่ใหญ่กว่าเดิม” หรือไม่?

ในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่มีพรมแดนติดกันเป็นระยะทาง 1,800 กิโลเมตร เราคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า การเอาใจช่วยเธอ